OpenAI ทอดเงาเหนือผลประกอบการของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีทั้งสี่
ในสัปดาห์ที่ถือเป็นจุดไคลแมกซ์ของฤดูกาลประกาศผลประกอบการ ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังเตรียมรับตัวเลขจากสี่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Amazon, Alphabet, Meta และ Microsoft มีบริษัทหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อบริษัทจดทะเบียนใดๆ กลับทอดเงาอันยาวไกลเหนือทุกสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น บริษัทนั้นคือ OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT ที่แม้จะไม่เคยเปิดเผยตัวเลขทางการเงินต่อสาธารณะเลยสักครั้ง แต่กลับกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการประเมินอนาคตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก
นักลงทุนเอกชนปัจจุบันให้มูลค่า OpenAI สูงถึงกว่า 850,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทกลายเป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้งรายได้และการใช้จ่ายมหาศาลของ OpenAI ถูกตลาดมองว่าเป็น “ตัวชี้วัดแทน (Proxy)” ของทิศทางการลงทุนใน AI ทั้งอุตสาหกรรม ทำให้ทุกข่าวที่เกี่ยวข้องกับ OpenAI ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั่วทั้งตลาด
ศึกในชั้นศาล: Musk ปะทะ Altman บนเวทีสาธารณะ
OpenAI จะครองพื้นที่หน้าสื่อในสัปดาห์นี้อยู่แล้วจากการต่อสู้ทางกฎหมายที่ดึงดูดความสนใจอย่างมาก ระหว่าง Sam Altman CEO ของ OpenAI และ Elon Musk CEO ของ Tesla ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเพื่อนร่วมวิสัยทัศน์และหุ้นส่วนผู้ก่อตั้งในองค์กรเดียวกัน
ย้อนกลับไปในปี 2558 ทั้ง Altman และ Musk อยู่ในกลุ่มนักเทคโนโลยีที่ร่วมกันก่อตั้ง OpenAI ในรูปแบบของ องค์กรไม่แสวงหากำไร โดยมีวิสัยทัศน์ร่วมกันที่จะพัฒนา AI เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ ไม่ใช่เพื่อผลกำไรของกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ แต่วิสัยทัศน์นั้นแตกร้าวลงเมื่อเวลาผ่านไป และในปี 2567 Musk ได้ยื่นฟ้อง Altman และ OpenAI โดยกล่าวหาว่าพวกเขาละเมิดข้อตกลงในการก่อตั้ง เมื่อบริษัทเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจากองค์กรไม่แสวงหากำไรไปสู่บริษัทที่แสวงหากำไรและรับเงินลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่
คดีนี้กำลังเข้าสู่การพิจารณาในศาล และการต่อสู้ระหว่างอดีตพันธมิตรสองคนที่มีอิทธิพลมหาศาลต่อโลกเทคโนโลยีกำลังดึงดูดความสนใจทั่วโลก
WSJ เปิดโปงตัวเลขที่ไม่ถึงเป้า: แรงกระแทกต่อตลาด
ก่อนที่การพิจารณาคดีจะเริ่มต้นได้อย่างเป็นทางการในวันอังคาร ตลาดหุ้นได้รับแรงกระแทกจากรายงานของ Wall Street Journal ที่เปิดเผยว่า OpenAI พลาดเป้าหมายด้านรายได้และการเติบโตของผู้ใช้ ซึ่งส่งผลให้หุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ดิ่งลงทันที ไม่ว่าจะเป็น Oracle, Nvidia, Advanced Micro Devices (AMD) และ Broadcom
รายงานดังกล่าวยังระบุด้วยว่าผู้บริหาร OpenAI กำลังวิตกกังวลเกี่ยวกับความสามารถของบริษัทในการรักษาจังหวะให้ทันกับภาระผูกพันทางการเงินมหาศาลที่เชื่อมโยงกับการสร้างศูนย์ข้อมูล ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการฝึก AI รุ่นต่อๆ ไป
OpenAI ออกมาโต้แย้งรายงานนี้ว่า “ไร้สาระ” แต่ความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้นนั้นเกิดขึ้นแล้ว และคำถามที่ตามมาคือบริษัทที่มูลค่าตลาด 850,000 ล้านดอลลาร์นั้นยังคงเติบโตได้ตามที่นักลงทุนคาดหวังหรือไม่
Amazon: จาก Anthropic สู่ OpenAI บน AWS
ในวันเดียวกับที่รายงาน WSJ ออกมา Amazon ประกาศข่าวที่สร้างความประหลาดใจให้กับวงการอย่างมาก โดยเปิดเผยว่า โมเดล AI ของ OpenAI จะพร้อมให้บริการบน AWS ผ่านบริการ Bedrock ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวม AI Models จากผู้พัฒนาหลายราย
ความน่าสนใจของประกาศนี้อยู่ที่บริบท เพราะจนถึงตอนนี้ Amazon เป็นที่รู้จักมากกว่าในฐานะพันธมิตรหลักของ Anthropic บริษัท AI ที่ก่อตั้งโดยอดีตพนักงาน OpenAI และเป็นผู้พัฒนา Claude ซึ่ง Amazon ให้การสนับสนุนทางการเงินมาตั้งแต่ปี 2566 และล่าสุดประกาศเพิ่มการลงทุนใน OpenAI มูลค่า 50,000 ล้านดอลลาร์
การที่ AWS ตัดสินใจนำโมเดลของ OpenAI เข้ามาในแพลตฟอร์มด้วย แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ที่ชัดเจน Amazon กำลังเดินหน้าในแนวทาง “Multi-Model” หรือการนำเสนอโมเดล AI จากหลายผู้พัฒนาให้ลูกค้าเลือกใช้ตามความต้องการ แทนที่จะผูกมัดตัวเองกับผู้พัฒนารายใดรายหนึ่ง
นักวิเคราะห์จาก KeyBanc มองข่าวนี้ในเชิงบวก โดยระบุว่า “เราประเมินว่าการเปิดตัวนี้เป็นบวกสำหรับลูกค้า AWS ที่ตอนนี้สามารถเข้าถึงโมเดลชั้นนำของทั้ง OpenAI และ Anthropic ภายในระบบนิเวศ AWS และโซลูชัน Agentic”
Microsoft: พันธมิตรที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบ
ความสัมพันธ์ระหว่าง Microsoft และ OpenAI ถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญที่สุดและมีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์เทคโนโลยี Microsoft ทุ่มเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 13,000 ล้านดอลลาร์ ใน OpenAI และได้รับสิทธิ์ในการนำโมเดลไปใช้ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตั้งแต่ Bing ไปจนถึง Microsoft 365 Copilot
แต่วันจันทร์ก่อนการประกาศผลประกอบการ ทั้งสองบริษัทประกาศ การปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญของความร่วมมือ ซึ่งรายละเอียดที่เปลี่ยนแปลงไปส่งสัญญาณว่า OpenAI กำลังลดการพึ่งพา Microsoft ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน และกำลังกระจาย Compute หรือกำลังประมวลผลไปยังผู้ให้บริการรายอื่นมากขึ้น
นักวิเคราะห์จาก Raymond James ระบุว่านักลงทุนกำลังกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับ “การที่ Microsoft พึ่งพา OpenAI ในหลายมิติ” และ “OpenAI กำลังกระจาย Compute ออกจาก Microsoft” ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนสำหรับผู้ถือหุ้น Microsoft ในระยะกลาง
Alphabet: จากผู้ถูกคุกคามสู่ผู้แข่งขันที่แข็งแกร่ง
เรื่องราวของ Alphabet ในช่วงสองปีที่ผ่านมาเป็นการพลิกผันที่น่าทึ่งที่สุดในวงการเทคโนโลยี เมื่อ ChatGPT พุ่งขึ้นมาเป็นกระแสไวรัลในช่วงปลายปี 2565 และต้นปี 2566 นักลงทุนพากันขาย Google เพราะกลัวว่าการค้นหาบนอินเทอร์เน็ตจะย้ายไปสู่ AI Chatbot และ Google จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
แต่ภาพเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หุ้น Alphabet พุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่าในปีที่ผ่านมา เหนือกว่าคู่แข่งในกลุ่ม Hyperscaler ทั้งหมด เนื่องจากโมเดล Gemini ไล่ตาม ChatGPT ได้ทันในหลายด้าน ธุรกิจ Cloud ของ Google เติบโตอย่างรวดเร็วจากความต้องการ Compute ที่พุ่งสูง และ Tensor Processing Units (TPUs) ที่ Google พัฒนาเองกำลังกลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมแทน GPU ของ Nvidia สำหรับงาน AI ใน Cloud
นักวิเคราะห์จาก Roth สรุปจุดยืนของตลาดต่อภัยคุกคามจาก OpenAI ต่อ Google ไว้อย่างกระชับว่า “OpenAI เป็นภัยคุกคามการแข่งขันที่แท้จริงหรือไม่? ใช่ แต่จัดการได้” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดปรับมุมมองไปมากจากช่วงที่กลัวว่า Google จะถูก Disrupt อย่างถาวร
Meta: สงครามแย่งคนและการพนันครั้งใหม่ด้วย Muse Spark
สำหรับ Meta ภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดจาก OpenAI อาจไม่ใช่เรื่องของผลิตภัณฑ์หรือตลาด แต่คือ สงครามแย่งชิงบุคลากร ที่เข้มข้นที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมเทคโนโลยี
ในเดือนมิถุนายนของปีที่แล้ว Altman เปิดเผยในพอดแคสต์ว่า Meta พยายามดึงตัวพนักงาน OpenAI ด้วย โบนัสการเซ็นสัญญาสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์ พร้อมแพ็คเกจค่าตอบแทนรายปีที่สูงกว่านั้นอีก ซึ่งเป็นตัวเลขที่แทบไม่เคยได้ยินในอุตสาหกรรม
“ผมได้ยินมาว่า Meta มองเราเป็นคู่แข่งที่ใหญ่ที่สุด” Altman กล่าว พร้อมเพิ่มเติมว่า “ความพยายามด้าน AI ในปัจจุบันของพวกเขาไม่ได้ผลดีอย่างที่พวกเขาหวัง และผมเคารพการที่พวกเขาก้าวร้าวและยังคงลองสิ่งใหม่ๆ”
Andrew Bosworth หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีของ Meta ยืนยันว่า OpenAI ได้ตอบโต้ข้อเสนอเหล่านั้น และอธิบายสภาพแวดล้อมการจ้างงานว่าเป็น “สิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในอาชีพ 20 ปีในฐานะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี”
ในด้านผลิตภัณฑ์ Meta เคยเลือกแนวทาง Open-Source หรือการพัฒนาโมเดล AI แบบเปิดเพื่อดึงดูดนักพัฒนาที่ไม่ต้องการผูกมัดกับผลิตภัณฑ์แบบปิด แต่แนวทางนั้นไม่ประสบความสำเร็จ ล่าสุด Meta เปิดตัว Muse Spark ซึ่งเป็นโมเดลแบบ Proprietary ตัวแรกที่เกิดจาก Meta Superintelligence Labs ภายใต้การนำของ Alexandr Wang ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่าย AI คนสำคัญที่ Meta ดึงตัวมาด้วยเงินเดือนมหาศาล
ผลการทดสอบเบื้องต้นในอุตสาหกรรมแสดงให้เห็นสัญญาณบวกสำหรับเทคโนโลยีของ Meta แต่นักวิเคราะห์จาก Citizens ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “ในขณะที่บริษัทได้รวม Meta AI เข้าสู่แอปหลัก เรากำลังรอกลยุทธ์ที่จะผลักดันการใช้งานของผู้บริโภคในวงกว้างที่เทียบเคียงได้กับ AI Chatbot อื่นๆ อย่าง ChatGPT และ Claude เราเชื่อว่าสิ่งนี้จะปลดล็อคข้อมูลใหม่และงบประมาณโฆษณา”
วิเคราะห์เชิงลึก: OpenAI ในฐานะกระจกสะท้อนอุตสาหกรรม
สิ่งที่ทำให้ OpenAI มีอิทธิพลต่อตลาดมากขนาดนี้แม้จะไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์คือบทบาทของมันในฐานะ “เทอร์โมมิเตอร์ของความเชื่อมั่นใน AI” ซึ่งผลประกอบการและทิศทางของบริษัทถูกใช้เป็นตัวชี้วัดว่าการลงทุนมหาศาลใน AI กำลังสร้างมูลค่าจริงหรือเป็นเพียงฟองสบู่
ความน่ากังวลที่รายงาน WSJ ชี้ให้เห็นคือแม้ OpenAI จะเป็นแบรนด์ AI ที่โด่งดังที่สุดในโลก แต่ยังคงเผชิญกับความท้าทายในการแปลงชื่อเสียงให้กลายเป็นรายได้ที่เติบโตตามความคาดหวัง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง คำถามที่ตามมาคือบริษัทอื่นๆ ที่กำลังลงทุนมหาศาลใน AI จะสามารถสร้าง Return on Investment ได้ดีกว่าหรือไม่
บทสรุป: สัปดาห์แห่งการตัดสินใจของ AI
สัปดาห์นี้จึงไม่ใช่แค่การรายงานผลประกอบการตามปกติ แต่เป็นการทดสอบสำคัญว่าการลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์ใน AI กำลังสร้างผลตอบแทนจริงในระดับที่นักลงทุนคาดหวังหรือไม่ คำตอบจากสี่ Hyperscalers จะช่วยกำหนดทิศทางของตลาดเทคโนโลยีในช่วงครึ่งหลังของปี และอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรม AI โดยรวมที่กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์
