เฟด-ECB เดินเกมสวนทาง! เศรษฐกิจโลกเสี่ยงโตช้าสุดนับแต่โควิด

เฟด-ECB เดินเกมสวนทาง! เศรษฐกิจโลกเสี่ยงโตช้าสุดนับแต่โควิด

เมื่อธนาคารกลางรายใหญ่ของโลกเริ่มเดินเกมสวนทางกันอย่างชัดเจน ฝั่งสหรัฐฯ ธนาคารกลาง (เฟด) ภายใต้ผู้ว่าการคนใหม่ เควิน วอร์ช ตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุมเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่กลับส่งสัญญาณเปิดทางให้ “ขึ้นดอกเบี้ย” ได้ในช่วงที่เหลือของปี สวนทางกับความคาดหวังเดิมที่ตลาดมองว่าเฟดกำลังจะเข้าสู่วงจรผ่อนคลายนโยบายการเงิน ขณะที่ฝั่งยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยไปเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นจากวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลาง

ต้นตอของความปั่นป่วนทั้งหมดนี้ยังคงวนเวียนอยู่ที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งแม้จะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อยุติความขัดแย้งไปแล้ว แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจยังคงลากยาว ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่เคยพุ่งทะลุ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ก่อนจะร่วงกลับลงมาใกล้ระดับก่อนสงครามที่ราว 72-73 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือน สะท้อนความผันผวนที่ยังไม่จบสิ้นของตลาดพลังงานโลก ธนาคารโลก (World Bank) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกปี 2026 ลงเหลือ 2.5% จากเดิมที่คาดไว้ 2.9% เมื่อเดือนมกราคม ซึ่งหากเป็นจริงจะถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ยุคโควิด-19 เป็นต้นมา

สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์ สถานการณ์ในช่วงนี้ถือว่าต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะทิศทางดอกเบี้ยที่ไม่ชัดเจนของเฟด ประกอบกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่หายไปสนิท กำลังสร้างความผันผวนให้กับสินทรัพย์เกือบทุกประเภท ตั้งแต่ตลาดบอนด์สหรัฐฯ ไปจนถึงราคาทองคำที่ปรับฐานลงมาแล้วกว่า 25% จากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือนมกราคม

เฟดยุค “วอร์ช” เปลี่ยนสัญญาณ จากจ่อลดดอกเบี้ยสู่เสี่ยงขึ้นดอกเบี้ย

การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) เมื่อวันที่ 16-17 มิถุนายนที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯ เพราะเป็นการประชุมครั้งแรกที่นำโดยประธานเฟดคนใหม่ เควิน วอร์ช ซึ่งเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ต่อจากเจอโรม พาวเวลล์ ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่งหลังผ่านความท้าทายมามากมายตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ทั้งวิกฤตโควิด-19 ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และแรงกดดันทางการเมืองจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ผลการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดการเงินคือเนื้อหาในแถลงการณ์หลังการประชุม และท่าทีของวอร์ชในการแถลงข่าว ซึ่งสะท้อนน้ำเสียงที่ “สายเหยี่ยว” มากกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ในช่วงการไต่สวนเพื่อรับรองตำแหน่งต่อวุฒิสภา วอร์ชเคยแสดงความเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่จะลดดอกเบี้ยลง

CNBC รายงานว่า แถลงการณ์หลังการประชุมของเฟดในครั้งนี้สั้นกระชับลงอย่างมาก โดยมีความยาวเพียง 130 คำ เทียบกับ 341 คำในการประชุมครั้งก่อนหน้าเมื่อวันที่ 29 เมษายน ซึ่งวอร์ชเคยวิจารณ์เฟดมาก่อนว่า “สื่อสารมากเกินไป” และมีแนวคิดที่จะปรับปรุงรูปแบบการสื่อสารของธนาคารกลางใหม่ทั้งหมด ที่น่าสนใจไม่น้อยคือ แถลงการณ์ครั้งนี้ได้ตัดถ้อยคำที่เคยส่งสัญญาณโน้มเอียงไปทางผ่อนคลายนโยบายออกไปด้วย

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่สร้างเสียงฮือฮาในวงการคือ วอร์ชเลือกที่จะไม่ส่ง “จุดคาดการณ์” หรือ dot ของตัวเองในแผนภูมิ dot plot ซึ่งเป็นเครื่องมือที่กรรมการเฟดแต่ละคนใช้แสดงมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต โดยให้เหตุผลว่าเครื่องมือนี้ “ไม่ได้ช่วยอะไรในการดำเนินนโยบาย” และเปิดเผยว่าได้ตั้งคณะทำงานพิเศษ 5 คณะ เพื่อทบทวนการดำเนินงานของเฟดในหลายด้าน ทั้งเรื่องการสื่อสาร งบดุล การพึ่งพาข้อมูล ผลิตภาพและการจ้างงาน รวมถึงกรอบแนวคิดเรื่องเงินเฟ้อ

ในแง่ของตัวเลขเศรษฐกิจที่เฟดเปิดเผยในรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจ (Summary of Economic Projections) คณะกรรมการได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสำหรับปี 2026 ขึ้นเป็น 3.6% และเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมอาหารและพลังงาน) เป็น 3.3% เทียบกับคาดการณ์เดิมในเดือนมีนาคมที่ 2.7% ทั้งสองตัว ขณะเดียวกันก็ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีลงเล็กน้อยเหลือ 2.2% จาก 2.4% และปรับลดคาดการณ์อัตราการว่างงานลงเหลือ 4.3%

ตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดที่ทำให้เฟดต้องระมัดระวังมากขึ้นคือดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคมที่เพิ่มขึ้น 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเร่งตัวขึ้นจาก 3.8% ในเดือนเมษายน และถือเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี แม้เงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งไม่รวมราคาพลังงานและอาหารจะอยู่ที่ 2.9% ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขโดยรวม แต่ก็ยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยปัจจัยหลักที่ฉุดให้เงินเฟ้อเร่งตัวคือราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากผลพวงของสงครามในตะวันออกกลาง

ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีกคือ ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งเกินคาด ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 172,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ราว 80,000-85,000 ตำแหน่งอย่างมาก ขณะที่อัตราการว่างงานทรงตัวอยู่ที่ 4.3% ไม่เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน ความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานนี้เองที่ทำให้แนวคิดเรื่องการลดดอกเบี้ยยิ่งซับซ้อนขึ้น เพราะเฟดไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลดดอกเบี้ย

ก่อนหน้าการประชุมเดือนมิถุนายน ลอรี โลแกน ประธานเฟดสาขาดัลลัส ได้ออกมาแสดงความเห็นที่ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่า เงินเฟ้อ “ใช้เวลานานเกินไป” ในการกลับสู่เป้าหมาย 2% ของเฟด แม้จะหักปัจจัยชั่วคราวอย่างภาษีนำเข้าและราคาพลังงานที่สูงขึ้นออกไปแล้วก็ตาม คำพูดของโลแกนสะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นในหมู่กรรมการเฟดบางส่วนว่าอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงปลายปีนี้

ปฏิกิริยาจากตลาดการเงินต่อท่าทีของวอร์ชนั้นรุนแรงไม่น้อย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อการคาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบายมากที่สุด พุ่งขึ้นกว่า 16 basis points ในวันประชุม ถือเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดในวันประชุมเฟดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2008 ตามข้อมูลจาก MUFG ขณะที่นักวิเคราะห์จาก ING ระบุว่าสิ่งที่น่าสนใจจากการประชุมครั้งแรกของวอร์ชคือสัญญาณที่ชัดเจนว่าเฟดมองเงินเฟ้อเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข และพร้อมจะลงมือทำหากพบว่ามีปัญหาเงินเฟ้อจริง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่หลายฝ่ายคาดไว้ตอนที่ทรัมป์เลือกวอร์ชมาดำรงตำแหน่งนี้

ด้านความเห็นจากภาคเอกชน แบงก์ออฟอเมริกาได้ปรับเปลี่ยนมุมมองอย่างมีนัยสำคัญ จากที่ก่อนหน้านี้คาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยไว้ทั้งปีเพื่อ “มองข้าม” ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน เปลี่ยนมาเป็นคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้งในปีนี้ รวม 75 basis points นักเศรษฐศาสตร์ของแบงก์ออฟอเมริการะบุว่าปัญหาเงินเฟ้อของเฟด “เลวร้ายลงอย่างไม่มีข้อกังขา” เพราะแม้เฟดจะยอมมองข้ามผลกระทบจากภาษีนำเข้ามาตลอด แต่ตอนนี้ความอดทนเริ่มหมดลงหลังเกิดแรงกระแทกด้านซัพพลายรอบใหม่ ขณะเดียวกัน ภาวะเงินเฟ้อชะลอตัวจากภาคที่อยู่อาศัยที่เคยช่วยฉุดเงินเฟ้อโดยรวมลงก็ใกล้หมดแรงแล้ว ส่วนภาคบริการอื่น ๆ ยังคงเหนียวแน่นในระดับสูง

ปัจจุบันตลาดสัญญาล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยผ่านเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group สะท้อนความน่าจะเป็นราว 66-70% ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในสิ้นปีนี้ และมีโอกาสประมาณ 23.5% ที่ดอกเบี้ยจะปรับขึ้นรวมกันถึง 0.50% ภายในเดือนธันวาคม ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนมุมมองของตลาดอย่างสิ้นเชิงจากเดิมที่คาดหวังว่าเฟดกำลังจะลดดอกเบี้ยต่อเนื่องจากวงจรการผ่อนคลายที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2025

ECB สวนทาง ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี

ขณะที่เฟดยังลังเลอยู่ระหว่างทางสองแพร่ง ธนาคารกลางยุโรปกลับเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว โดยในการประชุมเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา คณะผู้บริหาร ECB มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลักทั้ง 3 ตัวขึ้น 0.25% มีผลตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน ทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (deposit facility) ขยับขึ้นเป็น 2.25% อัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์หลัก (main refinancing operations) เป็น 2.40% และอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมส่วนเพิ่ม (marginal lending facility) เป็น 2.65% ถือเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของ ECB นับตั้งแต่ปี 2023

ในแถลงการณ์ของ ECB ระบุชัดเจนว่าสงครามในตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้มีความหนักแน่นในทุกสถานการณ์ที่เป็นไปได้ของผลกระทบจากวิกฤตพลังงานต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของยูโรโซนในระยะกลาง คณะผู้บริหารยังคงยึดมั่นในเป้าหมายที่จะให้เงินเฟ้อกลับมาเสถียรที่ระดับ 2% ในระยะกลาง

สิ่งที่ทำให้การตัดสินใจครั้งนี้น่าสนใจยิ่งขึ้นคือการปรับประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ของทีมเศรษฐศาสตร์ ECB ซึ่งปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปของยูโรโซนสำหรับปี 2026 ขึ้นเป็น 3.0% จากเดิม 2.6% และคาดว่าจะค่อยๆ ลดลงมาที่ 2.3% ในปี 2027 และ 2.0% ในปี 2028 ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานที่ไม่รวมพลังงานและอาหารคาดว่าจะอยู่ที่ 2.5% ทั้งในปี 2026 และ 2027 ก่อนลดลงมาที่ 2.2% ในปี 2028 ขณะเดียวกัน ECB ก็ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจลงเล็กน้อย โดยคาดว่ายูโรโซนจะเติบโตเฉลี่ย 0.8% ในปี 2026 ก่อนขยับขึ้นเป็น 1.2% ในปี 2027 และ 1.5% ในปี 2028 ซึ่งสะท้อนผลกระทบที่รุนแรงขึ้นของสงครามต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ รายได้แท้จริงของประชาชน และความเชื่อมั่นโดยรวม

ตัวเลขเงินเฟ้อจริงที่เป็นแรงผลักดันให้ ECB ต้องลงมือคือดัชนีราคาผู้บริโภคของยูโรโซนเดือนพฤษภาคมที่เร่งตัวขึ้นไปแตะ 3.2% สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ ECB อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานก็ขยับขึ้นมาที่ 2.5% จาก 2.2% ในเดือนเมษายน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักของยูโรโซนอย่างฝรั่งเศส ที่อัตราเงินเฟ้อแบบ HICP (ดัชนีที่ใช้เปรียบเทียบเงินเฟ้อระหว่างประเทศในยูโรโซน) เร่งตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปีที่ 2.8% โดยมีสาเหตุหลักจากราคาพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวสูงขึ้น

ฟาบิโอ ปาเนตตา ผู้ว่าการธนาคารกลางอิตาลีและสมาชิกคณะผู้บริหาร ECB เคยออกมาส่งสัญญาณสายเหยี่ยวก่อนการประชุม โดยระบุว่าสถานการณ์ความยืดเยื้อของสงครามอิหร่านและความเสี่ยงที่อุปทานพลังงานจะหยุดชะงักเพิ่มเติม บ่งชี้ถึงความจำเป็นที่ต้องปรับท่าทีนโยบายการเงิน แต่ก็ย้ำว่า ECB ยังไม่ได้ผูกมัดตัวเองไว้กับแนวทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ขณะที่ผลสำรวจความเห็นของผู้บริโภคของ ECB เองก็แสดงให้เห็นว่าคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะ 1 ปีข้างหน้าพุ่งขึ้นไปถึง 4% ในเดือนเมษายน จากเดิม 2.5% ในเดือนมีนาคม แม้คาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาว 5 ปียังคงอยู่ใกล้ระดับ 2% ซึ่งเป็นสัญญาณที่ทำให้ ECB พอใจในระดับหนึ่งว่าความเชื่อมั่นต่อเป้าหมายเงินเฟ้อยังไม่หลุดลอยไปไหน

สำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ของ Bloomberg ก่อนการประชุมเดือนมิถุนายนคาดการณ์ว่า ECB จะขึ้นดอกเบี้ยถึง 2 ครั้งในปีนี้ คือในเดือนมิถุนายนและกันยายน ซึ่งตรงกับที่เกิดขึ้นจริงในรอบแรก และตลาดยังคงคาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนกรกฎาคมหรือกันยายนตามที่นักวิเคราะห์จาก Investec ระบุไว้ ก่อนที่ ECB จะพลิกกลับมาทยอยลดดอกเบี้ยในปี 2027 เมื่อเงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายอย่างมั่นใจมากขึ้น

ความน่าสนใจของสถานการณ์นี้คือ การที่ ECB และเฟดเดินไปในทิศทางที่ต่างกันอย่างชัดเจน แม้ทั้งสองธนาคารกลางต่างเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อจากต้นตอเดียวกันคือวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลาง แต่ ECB เลือกที่จะลงมือขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว ขณะที่เฟดยังอยู่ในช่วง “รอดูสถานการณ์” ความแตกต่างนี้สะท้อนปัจจัยภายในของแต่ละภูมิภาคที่ต่างกัน ทั้งความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน โครงสร้างเงินเฟ้อ และบริบททางการเมืองภายในที่ส่งผลต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง

ธนาคารโลกหั่นจีดีพีโลกเหลือ 2.5% ต่ำสุดนับแต่โควิด

รายงาน Global Economic Prospects ฉบับเดือนมิถุนายน 2026 ของธนาคารโลกที่เผยแพร่ออกมา ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ลงอย่างมีนัยสำคัญ จากที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนมกราคมว่าจะเติบโต 2.9% เหลือเพียง 2.5% ซึ่งหากเป็นจริงตามคาดการณ์ จะถือเป็นอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

อจาย บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก ระบุว่าประเทศกำลังพัฒนาเผชิญความท้าทายต่อเนื่องมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา และผลกระทบในครั้งนี้ก็แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ แต่บททดสอบพื้นฐานยังคงเหมือนกันคือการปกป้องประชาชนและรักษาความมั่นคงในปัจจุบัน โดยไม่ละทิ้งเป้าหมายด้านการเติบโตและการจ้างงานในอนาคต ธนาคารโลกประกาศจัดสรรงบช่วยเหลือสูงสุดถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตในตะวันออกกลาง

รายงานของธนาคารโลกชี้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่ดูน่าเป็นห่วงที่สุดอยู่ที่ราคาน้ำมัน โดยคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยทั้งปีนี้จะอยู่ที่ 94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สูงกว่าค่าเฉลี่ยของปีก่อนถึง 36% ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจลงและผลักดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นไปพร้อมกัน สาเหตุหลักมาจากการที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของโลก เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล สร้างความเครียดอย่างหนักต่อซัพพลายเชนพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ทั่วโลก

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ก็ออกรายงาน Economic Outlook ในทิศทางที่สอดคล้องกัน โดยตั้งสมมติฐานไว้ 2 ฉากทัศน์ ฉากทัศน์แรกคือการหยุดชะงักแบบมีระยะเวลาจำกัด ซึ่งสันนิษฐานว่าการผลิตและการค้าพลังงานในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับจะค่อยๆ กลับเข้าสู่ระดับก่อนสงครามตั้งแต่ช่วงกลางปี 2026 เป็นต้นไป ส่วนฉากทัศน์ที่สองคือการหยุดชะงักแบบยืดเยื้อ ซึ่งสันนิษฐานว่าการหยุดชะงักจะลากยาวไปจนถึงปี 2027 พร้อมกับราคาพลังงานที่สูงขึ้นต่อเนื่องและความเสี่ยงขาดแคลนอุปทานที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ภายใต้ฉากทัศน์การหยุดชะงักแบบมีระยะเวลาจำกัด OECD คาดว่าอัตราเงินเฟ้อของกลุ่มประเทศ G20 โดยรวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.0% ในปี 2026 จาก 3.4% ในปี 2025 ก่อนจะค่อยๆ ลดลงมาที่ 3.1% ในปี 2027 เมื่อแรงกดดันจากราคาพลังงานและอาหารเริ่มคลายตัว ในด้านการเติบโต OECD คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโต 2.0% ในปี 2026 ก่อนชะลอลงเป็น 1.8% ในปี 2027 ขณะที่ยูโรโซนจะเติบโตเพียง 0.8% ในปีนี้ ก่อนขยับขึ้นเป็น 1.2% ในปีหน้า ส่วนจีนคาดว่าจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 4.5% ในปีนี้และ 4.3% ในปีหน้า

แต่หากสถานการณ์เลวร้ายลงไปสู่ฉากทัศน์การหยุดชะงักแบบยืดเยื้อ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวลงไปเหลือเพียง 2.1% ในปี 2026 และ 1.8% ในปี 2027 ซึ่งจะทิ้งรอยแผลระยะยาวไว้กับหลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย ยุโรป และประเทศกำลังพัฒนาที่มีความเปราะบางต่อแรงกระแทกจากราคาพลังงานและอาหารมากที่สุด ในกรณีนี้การเติบโตของกลุ่มประเทศ OECD เองก็อาจชะลอลงเหลือเพียง 0.9% ในปีนี้และ 0.5% ในปีหน้า เทียบกับ 1.5% และ 1.7% ในฉากทัศน์แรก

OECD เตือนว่าธนาคารกลางต้องระมัดระวังในการตอบสนองต่อแรงกระแทกด้านอุปทานในครั้งนี้ เพราะการที่ราคาสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทานไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การปรับนโยบายการเงินทันที ตราบใดที่คาดการณ์เงินเฟ้อในระยะยาวยังคงยึดอยู่กับเป้าหมาย แต่หากแรงกดดันด้านราคาในวงกว้างทวีความรุนแรงขึ้น หรือเศรษฐกิจอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ การตอบสนองด้วยนโยบายการเงินก็อาจกลายเป็นความจำเป็น

นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติก็ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกลงในทำนองเดียวกัน โดยก่อนหน้านี้คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนมกราคมว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโต 2.7% ในปี 2026 และ 2.9% ในปีถัดไป แต่จากผลกระทบของวิกฤตตะวันออกกลาง ตัวเลขดังกล่าวต้องถูกปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันตกที่ถูกปรับลดคาดการณ์รุนแรงที่สุดจาก 4.1% ลงมาเหลือเพียง 1.4% ในปีนี้ ขณะที่กลุ่มประเทศแคริบเบียน แอฟริกาตะวันตก แอฟริกากลาง ยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ และสหราชอาณาจักร ก็ถูกปรับลดคาดการณ์ลงราว 0.4-0.5 จุดเปอร์เซ็นต์เช่นกัน ส่วนคาดการณ์ของสหรัฐฯ และจีนซึ่งเป็นสองเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลกยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนักที่ 2% และ 4.6% ตามลำดับ

ทั้งนี้ ทั้งธนาคารโลกและ OECD ต่างเห็นพ้องกันว่าปัจจัยบวกที่อาจช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกไว้ได้ในช่วงนี้คือกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีส่วนช่วยชดเชยผลกระทบจากสงครามต่อการค้าโลกได้ในระดับหนึ่ง โดยธนาคารโลกระบุว่าการขยายตัวของการลงทุนและการนำ AI มาใช้ในวงกว้างอาจเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนการเติบโตในระยะถัดไป แม้ผลประโยชน์ที่สำคัญที่สุดน่าจะมาในรูปของการเพิ่มผลิตภาพในระยะกลางมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น

น้ำมัน ทองคำ ดอลลาร์ – แรงสะเทือนจากตะวันออกกลางที่ยังไม่จบ

ตลาดน้ำมันโลกยังคงอยู่ในช่วงผันผวนสูงตลอดเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แม้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลงบ้างหลังสหรัฐฯ และอิหร่านลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อยุติสงคราม แต่สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงเปราะบางและพร้อมพลิกผันได้ตลอดเวลา อัล จาซีรา รายงานว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลงมาแตะระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนสงครามที่ราว 72.68 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเทอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐฯ ก็ปรับลดลงมาที่ระดับ 69.58 ดอลลาร์ ซึ่งทั้งสองสัญญาต่างแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ก่อนสงครามจะปะทุขึ้น

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันยังคงแสดงความผันผวนสูงในทุกสัปดาห์ โดยช่วงกลางเดือนมิถุนายนเคยพุ่งขึ้นไปแตะระดับเกือบ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้องค์การการเดินเรือระหว่างประเทศ (IMO) ต้องระงับแผนอพยพเรือที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นการชั่วคราว สะท้อนความเปราะบางของสันติภาพในช่องแคบที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวราว 1 ใน 5 ของปริมาณการค้าทั่วโลก

ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) รายงานในเดือนมิถุนายนว่าอุปทานน้ำมันทั่วโลกคาดว่าจะลดลงเฉลี่ย 3.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2026 มาอยู่ที่ 102.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยการสูญเสียอุปทานจากกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับได้รับการชดเชยบางส่วนจากผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปกพลัส แม้ข้อตกลงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะเปิดทางให้การส่งออกจากตะวันออกกลางฟื้นตัว แต่ IEA ก็เตือนว่าข้อจำกัดด้านปฏิบัติการและการเมือง รวมถึงกระบวนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในเส้นทางเดินเรือที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ยังเป็นความเสี่ยงด้านลบต่อแนวโน้มในระยะถัดไป

ปริมาณการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงต้นเดือนมิถุนายนเริ่มฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับแรงหนุนจากการขนถ่ายสินค้าระหว่างเรือในอ่าวโอมาน ทำให้ปริมาณการขนส่งรวมขยับขึ้นจากระดับต่ำสุดในเดือนพฤษภาคมที่ 9.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ราว 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ IEA ก็ย้ำว่าการฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์จะไม่เกิดขึ้นในทันที เนื่องจากยังต้องใช้เวลาในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในเส้นทางเดินเรือหลัก และทำให้ซัพพลายเชนกลับมาเป็นปกติ

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานยังเตือนว่าผู้บริโภคทั่วไปอาจยังไม่เห็นราคาน้ำมันลดลงมาสู่ระดับก่อนสงครามในเร็ววัน แพทริก เดอ ฮาน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ราคาน้ำมันของ GasBuddy ระบุว่าอาจต้องใช้เวลานานหลายเดือน หรืออาจถึง 1 ปี กว่าที่สต๊อกน้ำมันทั่วโลกจะฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนสงคราม โดยมีปัจจัยกดดันเพิ่มเติมจากความต้องการเติมสต๊อกสำรองทางยุทธศาสตร์ของหลายประเทศ รวมถึงช่วงฤดูร้อนที่เป็นฤดูท่องเที่ยวที่มีความต้องการใช้น้ำมันสูง

ในส่วนของตลาดทองคำ ปีนี้ถือเป็นปีที่ผันผวนอย่างมากสำหรับสินทรัพย์ปลอดภัยชนิดนี้ ราคาทองคำแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,595.75 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์เมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา ก่อนจะปรับฐานลงมาอย่างต่อเนื่องจนเหลือประมาณ 4,089-4,165 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน หรือลดลงราว 25% จากจุดสูงสุด สาเหตุหลักมาจากท่าทีสายเหยี่ยวของเฟดภายใต้การนำของวอร์ช ซึ่งทำให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดของปีนี้ และดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริง (real yield) ปรับตัวสูงขึ้น สร้างต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำซึ่งไม่มีดอกเบี้ยให้สูงขึ้นไปด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายฝ่ายยังคงมุมมองเชิงบวกต่อทองคำในระยะยาว โดยสภาทองคำโลก (World Gold Council) รายงานว่าธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นผู้ซื้อสุทธิทองคำต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยซื้อสุทธิ 244 ตันในไตรมาสแรกของปี 2026 และซื้อเพิ่มอีก 17 ตันในเดือนเมษายน ที่น่าสนใจคือธนาคารกลางจีนเพิ่มการซื้อทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ติดต่อกัน สะท้อนกระแสการกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์ดอลลาร์ของธนาคารกลางหลายประเทศ ขณะที่มูลค่าทองคำสำรองของธนาคารกลางที่ไม่ใช่สหรัฐฯ ทั่วโลกได้แตะระดับสูงกว่ามูลค่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ธนาคารกลางต่างประเทศถือครองเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี

ทั้งนี้ บรรดาธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่ยังคงมองเป้าหมายราคาทองคำในระยะข้างหน้าไว้สูงกว่าระดับปัจจุบันมาก โดยโกลด์แมนแซคส์คาดการณ์ราว 4,900-5,400 ดอลลาร์ เจพีมอร์แกนคาดการณ์ไว้สูงถึง 6,000 ดอลลาร์ภายในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ส่วนมอร์แกนสแตนลีย์คาดการณ์ไว้ที่ 5,200 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านลบที่สำคัญที่สุดต่อมุมมองเชิงบวกนี้คือสถานการณ์ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ และการจ้างงานยังแข็งแกร่งต่อเนื่อง ขณะที่เงินเฟ้อยังเร่งตัวขึ้นไม่หยุด ซึ่งอาจทำให้เฟดต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยจริงจัง และกลายเป็นปัจจัยฉุดความน่าดึงดูดของทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย

จีนติดหล่มเงินฝืด อสังหาฯทรุดต่อเนื่อง

ขณะที่โลกตะวันตกกำลังต่อสู้กับปัญหาเงินเฟ้อ จีนกลับเผชิญสถานการณ์ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง คือภาวะเงินฝืดที่ลากยาวต่อเนื่องมาแล้วราว 10 ไตรมาส ซึ่งถือเป็นช่วงเงินฝืดที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่จีนเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดในช่วงปลายทศวรรษ 1970 โดยดัชนีราคาผู้บริโภคของจีนในปี 2025 เฉลี่ยอยู่ที่ระดับใกล้ 0% และคาดว่าจะขยับขึ้นเพียง 0.8% ในปีนี้ ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมาย 2% ของทางการจีนอย่างมาก ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตติดลบต่อเนื่องมานานกว่า 3 ปีแล้ว

แม้ตัวเลขจีดีพีโดยรวมของจีนในไตรมาสแรกของปี 2026 จะยังขยายตัวได้แข็งแกร่งถึง 4.8% โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงและกระแสการลงทุนด้าน AI ที่บูม แต่ตัวเลขที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่แท้จริงกลับซ่อนอยู่ในรายละเอียด โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงเป็นจุดเปราะบางสำคัญของเศรษฐกิจจีน ตัวเลขการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของจีนในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2026 ลดลง 4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นการลดลงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2020 อันเป็นช่วงที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มต้นขึ้น โดยในตัวเลขดังกล่าวมีการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงอย่างหนักถึง 16.2%

แม้หากตัดภาคอสังหาริมทรัพย์ออกไป การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรโดยรวมก็ยังคงลดลง 1.2% จากปีก่อน ขณะที่การลงทุนในภาคการผลิตเพิ่มขึ้นเพียง 0.4% เท่านั้น ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคธุรกิจยังไม่กระตือรือร้นที่จะเพิ่มกำลังการผลิต ในช่วงเวลาที่กำลังการผลิตส่วนเกินในหลายอุตสาหกรรมยังคงสูงอยู่แล้ว ด้านราคาบ้านในจีนตามข้อมูลล่าสุดลดลง 3.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งลึกกว่าการลดลง 3.2% ในช่วงก่อนหน้า สะท้อนว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นจุดเปราะบางที่สำคัญแม้เศรษฐกิจโดยรวมจะขยายตัวได้

ดร.เคนเนธ โรกอฟฟ์ นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้เขียนหนังสือสำคัญเกี่ยวกับวิกฤตการเงิน ได้เปรียบเทียบสถานการณ์ของจีนในปัจจุบันกับวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ของญี่ปุ่นในทศวรรษ 1990 ที่นำไปสู่ “ทศวรรษที่สาบสูญ” โดยชี้ว่าจีนกำลังเผชิญความท้าทายในการรับมือกับผลกระทบทั้งด้านการเติบโตและด้านการเงินจากภาวะตกต่ำของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อมานานเช่นเดียวกับหลายประเทศที่เคยเผชิญสถานการณ์คล้ายกันในอดีต

ข้อมูลเชิงลึกที่น่าตกใจคือการลงทุนในภาคที่อยู่อาศัยของจีนลดลงจากระดับ 12.3% ของจีดีพีในปี 2020 มาเหลือเพียง 6.1% ในปี 2025 ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าไม่ใช่เพียงการชะลอตัวของเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวเก่า แต่เป็นการ “หย่าขาด” ของตลาดทุนจีนจากสินทรัพย์ที่เคยมีมูลค่าสูงเกินจริง โดยมีการประเมินว่าผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบริษัทก่อสร้างของจีนอาจต้อง “ออกจากตลาด” ไปมากถึง 80% ในช่วงหลายปีข้างหน้า เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้กำลังหดตัวลงอย่างถาวร

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังภาคการเงินของจีนด้วย โดยมีการประเมินว่าสัดส่วนของบริษัท “ซอมบี้” หรือบริษัทที่ไม่สามารถดำเนินกิจการได้ด้วยตนเองแต่ยังคงได้รับการพยุงผ่านสินเชื่อ เพิ่มขึ้นเป็น 16% ของบริษัททั้งหมดในปี 2024 จากเพียง 5% ในปี 2018 ขณะที่หนี้สินของรัฐบาลท้องถิ่นที่สะสมมานานก็บีบให้รัฐบาลกลางต้องอัดฉีดเงินรีไฟแนนซ์มากถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงปีที่ผ่านมา

ในด้านนโยบาย รัฐบาลจีนได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายชุด รวมถึงแพ็กเกจการคลังและการเงินมูลค่า 1 แสนล้านหยวนที่ประกาศไปตั้งแต่เดือนมกราคม และทำให้เป็นทางการในเดือนมีนาคม เพื่อช่วยเหลือเรื่องดอกเบี้ยและการันตีสินเชื่อ แต่ข้อมูลในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์กลับแสดงผลลัพธ์ที่สวนทาง โดยสินเชื่อภาคครัวเรือนยังคงลดลงต่อเนื่อง สะท้อนว่ามาตรการกระตุ้นในปัจจุบันอาจยังไม่เพียงพอที่จะพลิกกลับแนวโน้มการชะลอตัวเชิงโครงสร้างในภาคอสังหาริมทรัพย์ได้

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของจีนในปี 2026 ลงมาที่ 4.4% โดยอ้างถึงทั้งปัจจัยเชิงโครงสร้างภายในประเทศและแรงกระแทกจากวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยจำกัดการเติบโต พร้อมเตือนว่าการเติบโตอาจชะลอลงต่อเนื่องไปถึง 4.0% ในปี 2027 หากปัญหาเชิงโครงสร้างในภาคอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง สถานการณ์เหล่านี้สะท้อนความซับซ้อนของเศรษฐกิจจีนในปัจจุบันที่ตัวเลขจีดีพีโดยรวมยังดูแข็งแกร่ง แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างภายใต้พื้นผิวยังคงลึกและยากต่อการแก้ไขในระยะสั้น

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้สะท้อนความซับซ้อนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายปี ธนาคารกลางรายใหญ่ของโลกกำลังเดินเกมไปในทิศทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เฟดภายใต้การนำของวอร์ชเปลี่ยนท่าทีจากที่คาดว่าจะลดดอกเบี้ยมาเป็นเปิดทางขึ้นดอกเบี้ย ส่วน ECB ลงมือขึ้นดอกเบี้ยไปแล้วเพื่อสกัดเงินเฟ้อจากวิกฤตพลังงาน ขณะที่จีนกลับติดหล่มเงินฝืดและปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ ความแตกต่างของสถานการณ์ในแต่ละภูมิภาคนี้กำลังสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินทั่วโลกในรูปแบบที่ซับซ้อนกว่าวิกฤตที่ผ่านมาในอดีต

สำหรับนักลงทุนไทยที่มีพอร์ตลงทุนในหุ้นต่างประเทศ กองทุนรวมที่ลงทุนในตลาดสหรัฐฯ หรือสินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองคำและน้ำมัน มีหลายประเด็นที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงนี้

ประเด็นแรกคือทิศทางดอกเบี้ยของเฟดที่ยังไม่ชัดเจน หากเฟดเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยจริงตามที่แบงก์ออฟอเมริกาคาดการณ์ไว้ ดอลลาร์สหรัฐมีโอกาสแข็งค่าต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลกดดันต่อค่าเงินบาทและสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่โดยรวม นักลงทุนที่มีหนี้สินในรูปสกุลเงินดอลลาร์หรือมีการลงทุนในหุ้นกู้ต่างประเทศ ควรพิจารณาความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบ ขณะเดียวกัน ดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่สูงต่อเนื่องอาจกดดันให้สินทรัพย์ไม่มีผลตอบแทนอย่างทองคำเผชิญแรงขายต่อเนื่อง แม้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายยังมองเป้าหมายราคาทองคำในระยะยาวไว้สูง แต่ในระยะสั้นนักลงทุนที่ถือทองคำควรเตรียมรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะหากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังคงเร่งตัวขึ้นในเดือนต่อๆ ไป

ประเด็นที่สองคือสถานการณ์ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ยังมีความเสี่ยงผันผวนสูง แม้สงครามในตะวันออกกลางจะมีสัญญาณคลี่คลาย แต่กระบวนการฟื้นฟูเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังต้องใช้เวลา และมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้สถานการณ์พลิกกลับได้ทุกเมื่อ ผลกระทบนี้สำคัญต่อไทยโดยตรง เพราะไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิ ราคาน้ำมันที่ผันผวนจะส่งผลต่อต้นทุนการนำเข้าพลังงาน อัตราเงินเฟ้อในประเทศ และอาจกระทบต่อการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยในระยะถัดไปด้วย

ประเด็นที่สามคือความเสี่ยงด้านการเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวมที่ถูกปรับลดคาดการณ์ลงทั่วโลก ทั้งจากธนาคารโลก OECD และสหประชาชาติ ซึ่งสอดคล้องกันในทิศทางการปรับลดคาดการณ์ ความเสี่ยงนี้มีนัยสำคัญต่อภาคการส่งออกของไทยที่พึ่งพาความต้องการจากต่างประเทศเป็นหลัก รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่อาจได้รับผลกระทบหากนักท่องเที่ยวจากประเทศพัฒนาแล้วลดการเดินทางลงเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว นักลงทุนที่ติดตามหุ้นกลุ่มส่งออกและกลุ่มท่องเที่ยวในตลาดหุ้นไทยควรพิจารณาปัจจัยนี้ประกอบการตัดสินใจลงทุนด้วย

ประเด็นที่สี่ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยคือสถานการณ์เศรษฐกิจจีนที่ยังคงเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งภาวะเงินฝืดที่ยืดเยื้อและวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ ในฐานะที่จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทย ความอ่อนแอของอุปสงค์ภายในประเทศจีนอาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยไปจีน ขณะเดียวกัน ภาวะเงินฝืดในจีนก็อาจทำให้สินค้าจีนที่ส่งออกมาแข่งขันในตลาดไทยและตลาดโลกมีราคาถูกลง ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงสำหรับผู้ประกอบการไทยในหลายอุตสาหกรรมที่ต้องแข่งขันโดยตรงกับสินค้าจีน

โดยรวมแล้ว ช่วงครึ่งหลังของปี 2026 นี้ดูเหมือนจะเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนต้องให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงมากกว่าที่เคย เนื่องจากความสัมพันธ์แบบเดิมๆ ระหว่างสินทรัพย์ต่างๆ อาจเปลี่ยนแปลงไปจากบริบททางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการเงินที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การติดตามข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ และยูโรโซนในแต่ละเดือน รวมถึงพัฒนาการในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนไทยปรับพอร์ตการลงทุนได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลและมุมมองที่นำเสนอในบทความนี้เป็นการรวบรวมจากแหล่งข่าวและรายงานของสถาบันต่างประเทศเพื่อให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเท่านั้น มิได้เป็นคำแนะนำในการลงทุน นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุนในทุกกรณี

Similar Posts

  • |

    สหรัฐฯ เปิดเผยโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันชักธงอิหร่านสองลำที่พยายามฝ่าการปิดล้อม

    ในวันศุกร์ที่โลกกำลังรอคำตอบจากเตหะรานเกี่ยวกับข้อเสนอสันติภาพ กองทัพสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่าได้โจมตี เรือบรรทุกน้ำมันที่ชักธงอิหร่านสองลำ ในอ่าวโอมาน โดยป้องกันไม่ให้เรือเหล่านั้นเข้าสู่ท่าเรือของอิหร่านในลักษณะที่ละเมิดการปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ออกแถลงการณ์พร้อมวิดีโอที่ไม่ได้จัดชั้นความลับของการโจมตีทั้งสองครั้ง ระบุว่าเครื่องบินรบของสหรัฐฯ “ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันทั้งสองลำใช้งานไม่ได้หลังจากยิงอาวุธนำวิถีที่แม่นยำเข้าไปที่ปล่องควันของพวกมัน” การโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่ปฏิบัติการที่เกิดขึ้นโดดๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการทางทหารหลายชุดในสัปดาห์เดียวกันที่กำลังบ่อนทำลายการหยุดยิงที่เปราะบางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แม้ว่าประธานาธิบดี Donald Trump จะยืนกรานว่าการหยุดยิงชั่วคราวยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ สัปดาห์แห่งการปะทะ: เส้นเวลาของเหตุการณ์ เพื่อเข้าใจบริบทของการโจมตีครั้งนี้อย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องย้อนดูสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่วงจร “หยุด-เริ่ม” ของสงครามนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุด ในต้นสัปดาห์ มีสัญญาณบวกจากการที่ Axios รายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเข้าใกล้บันทึกความเข้าใจ 14 ประเด็นที่จะยุติสงคราม Trump ระงับ “Project Freedom” โดยอ้างความคืบหน้าในการเจรจา และตลาดหุ้นพุ่งขึ้นขณะที่ราคาน้ำมันดิ่งลง แต่จากนั้นในวันพฤหัสบดี กองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่าน เปิดฉากยิงใส่กันในช่องแคบฮอร์มุซ โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเริ่มก่อน Trump เรียกการปะทะนั้นว่า “การตบแก้มเบาๆ” แต่ยังคงขู่โจมตีเพิ่มเติมหากอิหร่านไม่ยอมรับข้อตกลงนิวเคลียร์ และในวันศุกร์ สหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านสองลำในอ่าวโอมาน ขณะที่ Rubio กำลังบอกสื่อในกรุงโรมว่าคาดหวังการตอบสนองจากอิหร่านเรื่องข้อเสนอสันติภาพ “ภายในวันนี้” ความย้อนแย้งของภาพนี้…

  • |

    วอลล์สตรีทครึ่งปีแรกแกร่งสุดรอบ 6 ปี ดาวโจนส์นิวไฮ จับตากำไร AI ไตรมาส 2

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดฉากครึ่งหลังของปี 2569 ด้วยบรรยากาศที่ยังเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น หลังจากผ่านครึ่งปีแรกที่ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ทำสถิติปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 52,900.07 จุด ก่อนตลาดจะปิดทำการในวันหยุดวันชาติสหรัฐฯ ขณะที่ดัชนี S&P 500 ยืนเหนือ 7,480 จุด และดัชนีแนสแด็ก (Nasdaq Composite) แม้จะเผชิญแรงขายทำกำไรในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ แต่ก็ยังรักษาผลตอบแทนรายไตรมาสที่โดดเด่นไว้ได้ อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังตัวเลขดัชนีที่สวยงามนั้นซ่อนโครงสร้างตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ กระแสเงินทุนกำลังไหลจาก “ผู้ใช้” เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างกลุ่มบิ๊กเทค ไปสู่ “ผู้จัดหา” โครงสร้างพื้นฐานอย่างผู้ผลิตชิปและฮาร์ดแวร์ ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาสสองที่กำลังจะเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญว่าเม็ดเงินลงทุนมหาศาลใน AI จะแปรเปลี่ยนเป็นกำไรที่จับต้องได้จริงหรือไม่ ในเวลาเดียวกัน สมรภูมิค่าเงินก็ร้อนระอุไม่แพ้กัน เมื่อเงินเยนดิ่งลงใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี ดอลลาร์อ่อนค่าลงจากตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอ และเงินบาทเผชิญแรงกดดันจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ถ่างกว้าง รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกทุกมิติของความเคลื่อนไหวเหล่านี้ พร้อมประเมินผลกระทบต่อนักลงทุนไทย ดาวโจนส์ทุบสถิติ ท่ามกลางความผันผวนของหุ้นชิป: ภาพรวมตลาดล่าสุด ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 สะท้อนภาวะ…

  • |

    เศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลัง 2026: จ้างงานสหรัฐสะดุด เงินเฟ้อหนืด ธนาคารกลางแยกทาง

    ตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่ครึ่งปีหลังของปี 2026 ด้วยภาพที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง ด้านหนึ่งตลาดหุ้นสหรัฐทำสถิติสูงสุดใหม่ในบางดัชนี ทองคำดีดตัวกลับ และราคาน้ำมันดิ่งลงจนคลายแรงกดดันเงินเฟ้อ แต่อีกด้านหนึ่งตัวเลขการจ้างงานล่าสุดกลับส่งสัญญาณว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มสะดุด ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบกว่า 3 ปี ท่ามกลางฉากหลังนี้ ธนาคารกลางรายใหญ่ของโลกกำลังเดินสวนทางกันอย่างชัดเจน โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ภายใต้ประธานคนใหม่ยืนดอกเบี้ยสูงและเปิดช่องขึ้นดอกเบี้ย ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นตัวแปรที่นักลงทุนไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด สัปดาห์สุดท้ายก่อนวันหยุดชาติสหรัฐ (Independence Day) กลายเป็นช่วงเวลาที่อัดแน่นด้วยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนมิถุนายนที่ออกมาต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ตลาดต้องปรับมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยเฟดใหม่ทั้งหมด CNBC รายงานว่าตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอลงช่วยลดความกังวลว่าเฟดจะรีบขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงกลับมาผ่อนคลายในช่วงท้ายสัปดาห์ บทความนี้จะพาผู้อ่านไล่เรียงภาพใหญ่ตั้งแต่ตลาดแรงงานสหรัฐ นโยบายการเงินของเฟดและ ECB ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันและทองคำ ไปจนถึงคำถามเรื่องฟองสบู่หุ้นเทคโนโลยี ก่อนจะประเมินว่าทั้งหมดนี้จะส่งผลต่อพอร์ตการลงทุนของคนไทยอย่างไร ตลาดแรงงานสหรัฐส่งสัญญาณอ่อนแรง จ้างงานมิถุนายนต่ำสุดในรอบ 4 เดือน หัวใจของสัปดาห์นี้อยู่ที่รายงานการจ้างงานเดือนมิถุนายน ซึ่งสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) เปิดเผยว่าเศรษฐกิจสหรัฐสร้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ในโพลของ Dow Jones คาดไว้ที่ราว 110,000–115,000 ตำแหน่งอย่างมาก และถือเป็นการเพิ่มขึ้นที่น้อยที่สุดในรอบ…

  • | |

    Deloitte มอบใบรับรองความปลอดภัยสูงสุดให้ Chainlink กลายเป็นแพลตฟอร์ม Oracle คริปโตเดียวที่มีสถานะ SOC 2 Type 2

    ในโลกของการเงินสถาบันที่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและการปฏิบัติตามกฎระเบียบเหนือสิ่งอื่นใด การได้รับใบรับรองจากบริษัทตรวจสอบบัญชีชั้นนำระดับโลกถือเป็นก้าวสำคัญที่เปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Chainlink เมื่อ Deloitte and Touche LLP ประกาศเสร็จสิ้นการตรวจสอบ SOC 2 Type 2 สำหรับ Chainlink CCIP และ Data Feeds รวมถึง Price Feeds และ SmartData Feeds อย่าง Proof of Reserve และ Net Asset Value การตรวจสอบนี้ดำเนินการตามมาตรฐานการรับรองที่กำหนดโดย American Institute of Certified Public Accountants (AICPA) ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ทั่วทั้งอุตสาหกรรมบริการทางการเงินแบบดั้งเดิม ผลลัพธ์ที่ได้คือ Chainlink กลายเป็น แพลตฟอร์ม Oracle ด้านข้อมูลและการทำงานร่วมกันเพียงรายเดียวในอุตสาหกรรม Blockchain ที่ถือใบรับรอง SOC 2 Type 2,…

  • |

    OpenAI ทอดเงาเหนือผลประกอบการของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีทั้งสี่

    ในสัปดาห์ที่ถือเป็นจุดไคลแมกซ์ของฤดูกาลประกาศผลประกอบการ ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังเตรียมรับตัวเลขจากสี่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Amazon, Alphabet, Meta และ Microsoft มีบริษัทหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อบริษัทจดทะเบียนใดๆ กลับทอดเงาอันยาวไกลเหนือทุกสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น บริษัทนั้นคือ OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT ที่แม้จะไม่เคยเปิดเผยตัวเลขทางการเงินต่อสาธารณะเลยสักครั้ง แต่กลับกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการประเมินอนาคตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก นักลงทุนเอกชนปัจจุบันให้มูลค่า OpenAI สูงถึงกว่า 850,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทกลายเป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้งรายได้และการใช้จ่ายมหาศาลของ OpenAI ถูกตลาดมองว่าเป็น “ตัวชี้วัดแทน (Proxy)” ของทิศทางการลงทุนใน AI ทั้งอุตสาหกรรม ทำให้ทุกข่าวที่เกี่ยวข้องกับ OpenAI ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั่วทั้งตลาด ศึกในชั้นศาล: Musk ปะทะ Altman บนเวทีสาธารณะ OpenAI จะครองพื้นที่หน้าสื่อในสัปดาห์นี้อยู่แล้วจากการต่อสู้ทางกฎหมายที่ดึงดูดความสนใจอย่างมาก ระหว่าง Sam Altman CEO ของ OpenAI และ Elon Musk CEO ของ Tesla ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเพื่อนร่วมวิสัยทัศน์และหุ้นส่วนผู้ก่อตั้งในองค์กรเดียวกัน…

  • |

    วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: เปิดแล้วจริงหรือแค่มีเงื่อนไข”? เมื่อสหรัฐ–อิหร่านส่งสัญญาณขัดแย้ง โลกพลังงานจึงผันผวนทันที

    สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงสร้างความสับสนให้กับตลาดโลก หลังจากที่อิหร่านออกมาประกาศว่า “ช่องแคบฮอร์มุซ” เปิดให้เรือพาณิชย์ผ่านได้ในช่วงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอน แต่ในเวลาเดียวกัน สหรัฐอเมริกายังคงยืนยันว่าการปิดล้อมทางทะเลยังมีผลบังคับใช้ ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ช่องแคบฮอร์มุซ “เปิดจริง” หรือเป็นเพียงการเปิดแบบมีเงื่อนไข ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบขนส่งน้ำมันของโลก อิหร่านประกาศเปิดช่องแคบ แต่มีเงื่อนไขแฝง รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน Seyed Abbas Araghchi ระบุว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นไปตามข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอน โดยเรือพาณิชย์สามารถเดินทางผ่านได้ในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม รายละเอียดสำคัญอยู่ที่ “เงื่อนไข” ซึ่งกำหนดว่า: วิเคราะห์เชิงลึก การเปิดช่องแคบในลักษณะนี้ ไม่ใช่ “เสรีภาพในการเดินเรือ” อย่างแท้จริง แต่เป็นการควบคุมเชิงยุทธศาสตร์ โดยอิหร่านยังคงถืออำนาจในการคัดกรองและควบคุมการผ่านเข้าออก นั่นหมายความว่า: ในมุมตลาดพลังงาน นี่ถือเป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบ” เพราะแม้จะเปิด แต่ก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้ สหรัฐยังคงปิดล้อม: ความขัดแย้งเชิงนโยบาย ประธานาธิบดี Donald Trump แสดงความขอบคุณต่ออิหร่านที่เปิดช่องแคบ แต่ในเวลาเดียวกันก็ยืนยันว่า: ต่อมา ทรัมป์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่าช่องแคบ “เปิดเต็มรูปแบบ” ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลจากฝั่งอิหร่านเอง วิเคราะห์เชิงลึก สถานการณ์นี้สะท้อน “เกมการเมืองระหว่างประเทศ” อย่างชัดเจน: ความขัดแย้งด้านข้อมูลนี้ส่งผลให้: ฝ่ายนิติบัญญัติอิหร่านโต้แย้งทันที…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *