ราคาน้ำมันพุ่งต่อเนื่อง หลัง Trump ขู่อิหร่านรอบใหม่ Brent ทะลุ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
|

ราคาน้ำมันพุ่งต่อเนื่อง หลัง Trump ขู่อิหร่านรอบใหม่ Brent ทะลุ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ตลาดน้ำมันโลกยังคงร้อนแรงไม่หยุด เมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอีกครั้งในวันพุธ ขณะที่นักเทรดต้องชั่งน้ำหนักระหว่างสองปัจจัยที่กำลังสั่นสะเทือนตลาดพร้อมกัน ทั้งการที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตัดสินใจถอนตัวออกจาก OPEC อย่างกะทันหันจนตลาดตกใจ และสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าสงครามอิหร่านจะไม่สิ้นสุดลงในเร็ววันอย่างที่หลายฝ่ายเคยหวัง

น้ำมันดิบ Brent มาตรฐานสากล สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้น 2.8% มาอยู่ที่ 114.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 7:18 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ต่อเนื่องจากการปรับตัวขึ้นในเซสชันวันอังคารที่ทำให้ Brent บันทึกสถิติการปรับตัวขึ้นเป็นบวก 7 เซสชันติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานหลายปี

ขณะที่น้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐฯ สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน พุ่งขึ้น 3.3% ไปอยู่ที่ 103.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อจากที่ปิดบวก 3.7% ในเซสชันก่อนหน้า และเมื่อมองภาพรวมนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 WTI สะสมกำไรไว้มากกว่า 49% แล้ว ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่รุนแรงที่สุดในตลาดน้ำมันในรอบหลายทศวรรษ

Trump เพิ่มแรงกดดัน: ขยายการปิดล้อมและคำขู่รอบใหม่

ปัจจัยขับเคลื่อนราคาที่สำคัญที่สุดในวันนี้มาจากรายงานของ Wall Street Journal ที่อ้างแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่าประธานาธิบดี Trump กำลังจะขยายการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านออกไป เพื่อบีบเค้นเศรษฐกิจและการส่งออกน้ำมันของอิหร่านให้หนักขึ้นกว่าเดิม

ข่าวนี้สอดคล้องกับโพสต์ล่าสุดของ Trump บน Truth Social ในวันพุธ ซึ่งเขาเตือนอิหร่านว่า “ควรจะฉลาดขึ้นเร็วๆ นี้” และกล่าวหาผู้นำเตหะรานว่าล้มเหลวในการ “จัดการตัวเองให้เป็นระเบียบ” ถ้อยคำเหล่านี้แม้จะดูเป็นการโจมตีส่วนตัวมากกว่าการประกาศนโยบาย แต่ตลาดรับรู้สัญญาณได้ชัดเจนว่า Trump ไม่มีทีท่าจะผ่อนปรนแรงกดดันต่ออิหร่านในเร็ววัน

ในทางปฏิบัติ การขยายการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านมีความหมายสำคัญต่อตลาดพลังงานอย่างน้อยสองประการ ประการแรกคือการตัดรายได้จากการส่งออกน้ำมันของอิหร่านซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญสำหรับรัฐบาลเตหะราน ประการที่สองคือการส่งสัญญาณว่าสงครามและการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันจะยืดเยื้อออกไปอีกนานกว่าที่ตลาดประเมินไว้เดิม

UAE ถอนตัวจาก OPEC: แผ่นดินไหวในองค์กรผู้ผลิตน้ำมัน

เหตุการณ์ที่ทำให้ตลาดตกตะลึงไม่แพ้กันคือการที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกาศถอนตัวออกจาก OPEC อย่างกะทันหัน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ผู้เชี่ยวชาญในวงการพลังงานส่วนใหญ่ไม่ได้คาดการณ์ไว้

UAE เป็นหนึ่งในสมาชิกที่สำคัญที่สุดของ OPEC มีกำลังการผลิตน้ำมันประมาณ 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเป็นรองเพียง Saudi Arabia ในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ การที่สมาชิกขนาดนี้ตัดสินใจออกจาก OPEC จึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแต่อย่างใด

การถอนตัวของ UAE สะท้อนความตึงเครียดที่สะสมมานานภายใน OPEC เกี่ยวกับโควตาการผลิตและทิศทางกลยุทธ์ขององค์กร UAE เคยแสดงความไม่พอใจหลายครั้งเกี่ยวกับข้อจำกัดการผลิตที่กำหนดให้ขณะที่ประเทศมีกำลังการผลิตสูงกว่าที่ได้รับอนุญาต และในบริบทของสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง UAE อาจมองว่านี่คือโอกาสทองในการเพิ่มรายได้โดยการผลิตและขายน้ำมันให้มากขึ้นโดยไม่ต้องถูกจำกัดโดยโควตา OPEC

นักวิเคราะห์จาก ING ธนาคารดัตช์รายใหญ่ ระบุในบันทึกวิจัยที่เผยแพร่วันพุธว่าการออกจาก OPEC ของ UAE เป็น “การโจมตีครั้งใหญ่” ต่อองค์กร และจะเป็นที่ยินดีของ Trump อย่างแน่นอน เนื่องจาก “มันกัดกร่อนอิทธิพลของ OPEC ในตลาดน้ำมัน ในขณะเดียวกันก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้นำเข้าและผู้บริโภค”

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังเพิ่มเติมอย่างชัดเจนว่า ในระยะสั้นนี้ “ปัจจัยขับเคลื่อนที่ใหญ่ที่สุดสำหรับราคาน้ำมันยังคงเป็นพัฒนาการในอ่าวเปอร์เซียและระยะเวลาของการกลับมาของการไหลเวียนน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งหมายความว่าแม้การออกจาก OPEC ของ UAE จะเป็นเรื่องสำคัญในเชิงโครงสร้างระยะยาว แต่ยังไม่ใช่ปัจจัยที่ครอบงำตลาดในขณะนี้

วิเคราะห์เชิงลึก: เมื่อราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์คือ “ปกติใหม่”

การที่ Brent พุ่งทะลุ 114 ดอลลาร์และ WTI ทะลุ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นสัญญาณที่มีนัยสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก

ผลกระทบต่อเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันที่ระดับนี้จะแปรสภาพเป็นต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นสำหรับทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ตั้งแต่การขนส่งสินค้า การผลิตในโรงงาน ไปจนถึงราคาอาหารที่ผู้บริโภคต้องจ่ายในชีวิตประจำวัน สำหรับธนาคารกลางที่กำลังต่อสู้กับเงินเฟ้อที่ยังเหนียวอยู่ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงเช่นนี้เป็นฝันร้ายของผู้กำหนดนโยบาย เพราะมันเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อจากด้านอุปทานที่ดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ได้โดยตรง

ผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันที่สูงทำหน้าที่เหมือน “ภาษีโดยปริยาย” ที่เก็บจากผู้บริโภคและภาคธุรกิจทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูงอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และประเทศในยุโรป ซึ่งจะส่งผลกดดันการบริโภคภายในประเทศและอาจนำไปสู่การชะลอตัวทางเศรษฐกิจในระยะกลาง

ผลกระทบต่อผู้ได้รับประโยชน์ ในขณะเดียวกัน ประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่อยู่นอกพื้นที่ขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ แคนาดา นอร์เวย์ และชาติในแอฟริกา กำลังได้รับกำไรพิเศษจากราคาที่สูงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การเร่งลงทุนขยายกำลังการผลิตใหม่ แต่กว่าการลงทุนเหล่านั้นจะแปรสภาพเป็นน้ำมันในตลาดได้จริง ต้องใช้เวลาหลายปี

ช่องแคบฮอร์มุซ: หัวใจของวิกฤต

ปัจจัยเดียวที่ตลาดโฟกัสมากที่สุดในขณะนี้คือ ช่องแคบฮอร์มุซ และคำถามว่าเมื่อใดการไหลเวียนของน้ำมันผ่านเส้นทางนี้จะกลับมาเป็นปกติ

ING ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าปัจจัยนี้คือตัวแปรสำคัญที่สุดในระยะสั้น ซึ่งสมเหตุสมผลอย่างมากเมื่อพิจารณาว่าช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20% ของอุปทานโลก ทุกวัน ตราบใดที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าช่องแคบจะเปิดอีกครั้งเมื่อไหร่ ตลาดก็จะยังคงตีราคาความเสี่ยงในระดับสูงต่อไป

บทสรุป: ราคาน้ำมันสะท้อนโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

การที่ Brent ทะลุ 114 ดอลลาร์และ WTI ทะลุ 103 ดอลลาร์ในวันเดียวกับที่ UAE ถอนตัวจาก OPEC และ Trump ส่งคำขู่รอบใหม่ต่ออิหร่าน ถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งในมิติของภูมิรัฐศาสตร์ โครงสร้างองค์กรพลังงานโลก และทิศทางนโยบายการเงิน

สำหรับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบาย คำถามที่ไม่มีใครรู้คำตอบในขณะนี้คือสงครามจะสิ้นสุดเมื่อใด และเมื่อมันสิ้นสุดลง ตลาดพลังงานจะปรับตัวกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วแค่ไหน คำตอบของคำถามเหล่านั้นจะกำหนดทิศทางของเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และนโยบายการเงินของโลกในอีกหลายไตรมาสข้างหน้า

Similar Posts

  • เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน: สงครามตะวันออกกลาง เงินเฟ้อพุ่ง และยุคใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ

    เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งสำคัญในรอบหลายปี เมื่อสงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นต้นปี 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระตุ้นให้เงินเฟ้อทั่วโลกกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ขณะที่ธนาคารกลางสำคัญต่าง ๆ ยังคงต้องเดินหน้าต่อสู้กับแรงกดดันด้านราคา ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งประวัติศาสตร์ วิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง: ตัวแปรที่พลิกทุกสมการ จุดเริ่มต้นของความปั่นป่วนในปีนี้มาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกพลังงานโลก โดยเฉพาะการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบทางทะเลราว 35% ของโลก ธนาคารโลกระบุในรายงาน Commodity Markets Outlook ประจำเดือนเมษายนว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการหยุดชะงักของการขนส่งในช่องแคบ Hormuz ก่อให้เกิดการลดลงของอุปทานน้ำมันโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยอุปทานลดลงในช่วงแรกประมาณ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับต้นปี Indermit Gill หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ให้ความเห็นไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “สงครามกำลังกระทบเศรษฐกิจโลกเป็นระลอก ๆ ต่อเนื่องกัน ทั้งจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ราคาอาหารที่ตามมา และสุดท้ายเงินเฟ้อที่จะดันดอกเบี้ยขึ้นและทำให้หนี้แพงขึ้นอีก คนจนที่สุดจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับอาหารและพลังงาน” กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน โดยในกรณีฐาน…

  • สงครามการค้า-คว่ำบาตรรัสเซียชุด 20 กระทบเศรษฐกิจโลกและไทยปี 2569

    เศรษฐกิจโลกในปี 2569 กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายทิศทางพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่ยังคุกรุ่น มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเป็นชุดที่ 20 ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบเส้นทางการค้าทางทะเล ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังถูกวาดแผนที่ใหม่ทั้งหมด ทั้งหมดนี้กำลังส่งผลกระทบลึกลงมาถึงภาคส่งออกไทย ซึ่ง IMF และธนาคารแห่งประเทศไทยต่างเตือนว่าอาจทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำสุดในรอบสามทศวรรษนับจากวิกฤตต้มยำกุ้ง ภาพรวมที่ดูเหมือนซับซ้อนนี้มีแกนกลางเดียวกันคือ โลกกำลังแตกออกเป็นหลายขั้วทางเศรษฐกิจ และประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศอย่างไทยกำลังยืนอยู่กลางพายุ สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน: จากสงครามภาษีสู่สงครามเทคโนโลยีและทรัพยากรยุทธศาสตร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ดูเหมือนจะยังคงรักษา “ข้อตกลงสงบศึกที่เปราะบาง” ในสงครามการค้าโลกนี้ไว้ได้หลังการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งในเดือนพฤษภาคม โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการแยกตัวออกจากกันอย่างสมบูรณ์ระหว่างสองเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกยังไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่ภาษีนำเข้าสูง ข้อจำกัดด้านแร่ธาตุหายาก และการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยียังคงเป็นจุดที่ยังตกลงกันไม่ได้ สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ประเมินว่าความตึงเครียดในสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่เลวร้ายที่สุดน่าจะผ่านพ้นไปแล้ว หลังสหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงลดภาษีในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราภาษีจาก 145% เหลือ 30% ส่วนจีนจะลดภาษีตอบโต้จาก 125% เหลือ 10% ทั้งสองฝ่ายยังตกลงระงับภาษีเพิ่มเติม 24% เป็นเวลา 90 วัน แต่ตลาดมองว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเจรจาที่ยาวและขรุขระ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ชัดว่านี่ไม่ใช่แค่สงครามการค้าอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจในวงกว้าง โดย IMF คาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี…

  • วิกฤตศรัทธาข้ามมหาสมุทร: เมื่อ “ทรัมป์” ขู่แยกทาง NATO เซ่นปมสงครามอิหร่านและดีลกรีนแลนด์

    วิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และองค์การนาโต้ (NATO) พร้อมบทแปลสรุปจากเหตุการณ์ล่าสุด เพื่อให้เห็นภาพรวมของรอยร้าวทางการเมืองระดับโลกที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพความมั่นคงในปัจจุบัน การพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายมาร์ค รุตเตอ เลขาธิการนาโต้ ณ ทำเนียบขาวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงการหารือตามวาระปกติ แต่ได้กลายเป็นสมรภูมิทางคำพูดที่สะท้อนถึงวิกฤตการณ์ที่ลึกซึ้งที่สุดในประวัติศาสตร์ของพันธมิตรทางการทหารที่มีมายาวนานกว่า 7 ทศวรรษ 1. สรุปสถานการณ์: คำขาดจากทำเนียบขาว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดฉากโจมตีนาโต้อย่างดุเดือดผ่านโซเชียลมีเดีย Truth Social หลังจากเสร็จสิ้นการหารือลับนานกว่า 2 ชั่วโมงกับมาร์ค รุตเตอ โดยทรัมป์ระบุว่า “NATO ไม่เคยอยู่ตรงนั้นยามที่เราต้องการพวกเขา และพวกเขาก็จะไม่มาช่วยเราหากเราต้องการพวกเขาอีกครั้ง” ชนวนเหตุสำคัญมาจากความไม่พอใจที่สมาชิกนาโต้ส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับสหรัฐฯ และอิสราเอลในปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ทรัมป์ถึงขั้นประกาศว่าการถอนตัวของอเมริกาออกจากนาโต้นั้น “เป็นมากกว่าแค่การพิจารณาใหม่” (Beyond reconsideration) ซึ่งหมายความว่าเขามีแผนการที่ชัดเจนและพร้อมจะดำเนินการทันทีหากความต้องการของเขาไม่ได้รับการตอบสนอง นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแสดงความเกรี้ยวกราดย้อนไปถึงประเด็นที่เดนมาร์กปฏิเสธข้อเสนอขอซื้อเกาะกรีนแลนด์ของเขา โดยระบุว่า “จำกรีนแลนด์ได้ไหม ไอ้น้ำแข็งก้อนใหญ่ที่บริหารจัดการห่วยแตกนั่นน่ะ!!!” ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าเขามองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านมุมมองของธุรกิจและผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าหลักการพันธมิตรแบบดั้งเดิม 2. เจาะลึกรายละเอียดเพิ่มเติม: บริบทโลกปี 2026 และรอยร้าวที่ยากจะประสาน เพื่อให้ได้บทความที่ครอบคลุมทุกมิติของวิกฤตการณ์นี้ เราต้องพิจารณาปัจจัยแวดล้อมที่ทำให้สถานการณ์ในปี 2026 ทวีความรุนแรงกว่าช่วงวาระแรกของทรัมป์:…

  • |

    วอลล์สตรีทครึ่งปีแรกแกร่งสุดรอบ 6 ปี ดาวโจนส์นิวไฮ จับตากำไร AI ไตรมาส 2

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดฉากครึ่งหลังของปี 2569 ด้วยบรรยากาศที่ยังเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น หลังจากผ่านครึ่งปีแรกที่ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ทำสถิติปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 52,900.07 จุด ก่อนตลาดจะปิดทำการในวันหยุดวันชาติสหรัฐฯ ขณะที่ดัชนี S&P 500 ยืนเหนือ 7,480 จุด และดัชนีแนสแด็ก (Nasdaq Composite) แม้จะเผชิญแรงขายทำกำไรในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ แต่ก็ยังรักษาผลตอบแทนรายไตรมาสที่โดดเด่นไว้ได้ อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังตัวเลขดัชนีที่สวยงามนั้นซ่อนโครงสร้างตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ กระแสเงินทุนกำลังไหลจาก “ผู้ใช้” เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างกลุ่มบิ๊กเทค ไปสู่ “ผู้จัดหา” โครงสร้างพื้นฐานอย่างผู้ผลิตชิปและฮาร์ดแวร์ ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาสสองที่กำลังจะเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญว่าเม็ดเงินลงทุนมหาศาลใน AI จะแปรเปลี่ยนเป็นกำไรที่จับต้องได้จริงหรือไม่ ในเวลาเดียวกัน สมรภูมิค่าเงินก็ร้อนระอุไม่แพ้กัน เมื่อเงินเยนดิ่งลงใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี ดอลลาร์อ่อนค่าลงจากตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอ และเงินบาทเผชิญแรงกดดันจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ถ่างกว้าง รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกทุกมิติของความเคลื่อนไหวเหล่านี้ พร้อมประเมินผลกระทบต่อนักลงทุนไทย ดาวโจนส์ทุบสถิติ ท่ามกลางความผันผวนของหุ้นชิป: ภาพรวมตลาดล่าสุด ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 สะท้อนภาวะ…

  • | |

    ตลาดหุ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากอิหร่าน และผลประกอบการยักษ์ใหญ่ที่ต้องจับตา

    แม้ว่าข่าวเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะยังมีความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงไปมา แต่ตลาดหุ้นสหรัฐกลับเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม โดยดัชนีหลัก 2 ใน 3 สามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ ขณะที่ทั้ง 3 ดัชนีปิดบวกติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 3 วิเคราะห์เพิ่มเติม ภาพรวมนี้สะท้อนสิ่งที่เรียกว่า “ตลาดมองข้ามความเสี่ยงระยะสั้น” (risk discounting) โดยนักลงทุนเลือกโฟกัสไปที่: ในเชิงพฤติกรรมตลาด การที่หุ้นขึ้นท่ามกลางข่าวลบ แสดงถึง “แรงซื้อเชิงโครงสร้าง” ที่ยังแข็งแกร่ง เช่น กองทุน, ETF และนักลงทุนสถาบันที่ยังคงไหลเข้าตลาด ปฏิทินเศรษฐกิจ: ข้อมูลน้อย แต่ผลประกอบการแน่น สัปดาห์นี้จะมีลักษณะ “ข้อมูลเศรษฐกิจเบา แต่ข่าวบริษัทหนัก” ซึ่งมักทำให้ตลาดตอบสนองต่อผลประกอบการรายบริษัทมากกว่าปัจจัยมหภาค ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญมาก เพราะจะสะท้อน “สุขภาพของผู้บริโภค” หลังจากเศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันจากสงครามและเงินเฟ้อมานานกว่า 2 เดือน วิเคราะห์เชิงลึก ผู้บริโภคเป็น “เครื่องยนต์หลัก” ของเศรษฐกิจสหรัฐ (คิดเป็นกว่า 60-70% ของ GDP)ดังนั้น: โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดัชนีความเชื่อมั่นก่อนหน้านี้ตกลงไปที่ 47.6 ซึ่งเป็นระดับต่ำมากในเชิงประวัติศาสตร์ สะท้อนความกังวลของผู้บริโภคต่อ: หากตัวเลขยังไม่ฟื้น…

  • |

    ตลาดหุ้นเอเชียระส่ำ นิกเกอิดิ่ง-เซตร่วง ขณะนักลงทุนจับตาซัมมิต Trump-Xi และสงครามอิหร่าน

    ตลาดหุ้นเอเชียสัปดาห์นี้ดำเนินไปท่ามกลางความไม่แน่นอนหลายชั้น ทั้งผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอด Trump-Xi ณ กรุงปักกิ่ง ความตึงเครียดจากสงครามอิหร่านที่กระทบเส้นทางพลังงานโลก และการตีความนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวลงแตะระดับ 61,644 จุด ในขณะที่ฮั่งเส็งของฮ่องกงเคลื่อนไหวรอบ 25,962 จุด ส่วนดัชนี SET ของไทยปิดที่ 1,517.95 จุด ลดลง 21.17 จุด สะท้อนแรงกดดันรอบด้านที่นักลงทุนต้องเผชิญในช่วงสัปดาห์สำคัญนี้ ซัมมิต Trump-Xi: เหตุการณ์ที่โลกจับตา การเดินทางเยือนปักกิ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯ ที่นั่งตำแหน่งครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี การเดินทางครั้งนี้ยังมีซีอีโอรายใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วมคณะด้วย ไม่ว่าจะเป็นอีลอน มัสก์ จากเทสลา, ทิม คุก จากแอปเปิล, แลร์รี ฟิงก์ จากแบล็คร็อก และเคลลี ออร์เทอร์เบิร์ก ซีอีโอของโบอิ้ง นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่าการพูดคุยครั้งนี้มีแนวโน้มมุ่งเน้นประเด็นการค้าและการควบคุมการส่งออก ครอบคลุมทั้งภาษีศุลกากร…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *