KOSPI ร่วงหนักสุดตั้งแต่ต้มยำกุ้ง ก่อนพุ่ง 17.91% ทำสถิติวันเดียวสูงสุดในประวัติศาสตร์
| |

KOSPI ร่วงหนักสุดตั้งแต่ต้มยำกุ้ง ก่อนพุ่ง 17.91% ทำสถิติวันเดียวสูงสุดในประวัติศาสตร์

ภายในเวลาเพียงห้าวันทำการ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ได้เขียนประวัติศาสตร์ทั้งด้านมืดและด้านสว่างพร้อมกัน ดัชนี KOSPI ดิ่งลงอย่างรุนแรงจนต้องใช้มาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราว (Circuit Breaker) สองวันติดต่อกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตลาดหลักทรัพย์เกาหลี ก่อนจะทะยานกลับขึ้นถึง 17.91% ในวันเดียวเมื่อวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2569 ปิดที่ระดับ 6,595.45 จุด นับเป็นการปรับตัวขึ้นวันเดียวที่มากที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งดัชนี และเป็นครั้งแรกที่ดัชนีบวกเกิน 1,000 จุดในหนึ่งวัน สัปดาห์นี้จึงกลายเป็นบทเรียนราคาแพงว่าด้วยความเปราะบางของตลาดที่ถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นเพียงไม่กี่ตัว เลเวอเรจของนักลงทุนรายย่อย และความกังวลเรื่องการแข่งขันจากจีนในอุตสาหกรรมชิปความจำ (Memory Chip)

ห้าวันที่เหวี่ยงจากตื่นตระหนกสู่ความคลั่งไคล้

หากต้องสรุปสภาพตลาดหุ้นเกาหลีใต้ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคมด้วยชุดตัวเลข คงหนีไม่พ้นอัตราการเปลี่ยนแปลงรายวันของดัชนี KOSPI ตลอดห้าวันทำการที่ผ่านมา ได้แก่ +0.97%, -10.84%, -5.98%, -1.23% และ +17.91% ตัวเลขชุดนี้บอกเล่าเรื่องราวของตลาดที่แกว่งตัวจากภาวะตื่นตระหนกไปสู่ความคลั่งไคล้ภายในเวลาไม่กี่วัน จนนักวิเคราะห์บางรายเปรียบเปรยว่าตลาดกำลังซื้อขายราวกับผู้ป่วยที่มีอาการทางอารมณ์แปรปรวน

จุดเริ่มต้นของพายุคือวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม ที่ดัชนียังทรงตัวได้ในแดนบวกเล็กน้อย ก่อนที่วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม ซึ่งสื่อต่างประเทศขนานนามว่าเป็น ‘Black Tuesday’ ดัชนี KOSPI จะร่วงลงถึง 10.84% ปิดที่ 6,023.66 จุด นับเป็นการปรับตัวลงรายวันที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่าสี่เดือน โดยหุ้น Samsung Electronics ดิ่งลง 13.4% และ SK Hynix ร่วง 14.7% ท่ามกลางแรงเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทั่วภูมิภาคเอเชีย

ความตื่นตระหนกยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น วันพุธที่ 29 กรกฎาคม ดัชนีร่วงต่ออีก 5.98% ปิดที่ 5,663.24 จุด และในระหว่างวันเคยลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 5,262.77 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบเกือบสี่เดือน สำนักข่าว KED Global รายงานว่าแรงขายที่เกิดจากการบังคับปิดสถานะเลเวอเรจได้จุดชนวนให้ Circuit Breaker ทำงานเป็นวันที่สองติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีต้องหยุดการซื้อขายชั่วคราวสองวันติด สะท้อนความเร็วและความรุนแรงของแรงเทขายที่แทบไม่มีใครควบคุมได้

เมื่อรวมความเสียหายในช่วงการดิ่งลงสองวันหลัก มูลค่าตลาดของหุ้นเกาหลีระเหยหายไปราว 864.5 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 608,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขนี้สะท้อนขนาดของความมั่งคั่งที่หดหายไปในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงการซื้อขาย และเป็นภาพสะท้อนของตลาดที่ก่อนหน้านี้เพียงเดือนเศษยังเป็นดาวเด่นของโลก

แล้วในวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม ทุกอย่างก็พลิกกลับด้าน ดัชนี KOSPI เปิดตลาดพุ่งขึ้นทันที ก่อนจะแกว่งตัวและปิดบวกถึง 17.91% หรือเพิ่มขึ้น 1,001.89 จุด มาอยู่ที่ 6,595.45 จุด ซึ่ง Investing.com และสำนักข่าวหลายแห่งยืนยันตรงกันว่าเป็นการปรับตัวขึ้นวันเดียวที่มากที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดทำดัชนี และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ดัชนีบวกเกิน 1,000 จุดภายในวันเดียว ช่วงราคาระหว่างวันกว้างถึงระดับ 5,629.76 – 6,630.77 จุด บ่งบอกถึงความผันผวนที่ยังคงสูงแม้ในวันที่ตลาดฟื้นตัว

แม้การรีบาวด์จะสร้างสถิติใหม่ แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งเดือน กรกฎาคม 2569 ยังคงเป็นหนึ่งในเดือนที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของ KOSPI โดยดัชนีปรับตัวลงราว 22% ในเดือนดังกล่าว ซึ่งถือเป็นผลงานรายเดือนที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2540 อันเป็นช่วงวิกฤตการเงินเอเชียหรือที่คนไทยรู้จักในนามวิกฤตต้มยำกุ้ง และหากนับจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9,385.59 จุดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ระดับการปรับฐานสูงสุดในระหว่างทางลึกถึงราว 44% ซึ่งรุนแรงกว่าการปรับฐานช่วงวิกฤตโควิด-19 เดือนมีนาคม 2563 ที่อยู่ราว 31%

อะไรจุดชนวนการล่มสลาย: เงาของจีน ความสงสัยใน AI และการแข่งขันด้านชิป

ต้นตอของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่เป็นการปะทุพร้อมกันของแรงกดดันหลายด้านที่สะสมมาระยะหนึ่ง โดยหัวใจสำคัญวนเวียนอยู่กับความกังวลว่าจีนกำลังไล่ตามเกาหลีใต้ในอุตสาหกรรมชิปความจำอย่างรวดเร็วเกินคาด

ชนวนแรกคือการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ของ CXMT ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิป DRAM รายใหญ่ที่สุดของจีน บริษัทระดมทุนได้ถึง 8,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และราคาหุ้นพุ่งขึ้นถึง 466% ในวันแรกของการซื้อขาย ปรากฏการณ์นี้จุดประกายความกลัวว่าจีนกำลังขยายกำลังการผลิต DRAM อย่างก้าวกระโดด ซึ่งอาจกดดันราคาชิปความจำและส่วนแบ่งตลาดของผู้ผลิตเกาหลีในระยะยาว

ชนวนที่สองตามมาติดๆ เมื่อสำนักข่าว The Information รายงานว่าจีนได้เริ่มผลิตเครื่องพิมพ์ลายวงจรด้วยแสงอัลตราไวโอเลตระดับลึก (Deep Ultraviolet หรือ DUV) ในประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นเครื่องมือประเภทที่มาตรการควบคุมการส่งออกของชาติตะวันตกพยายามสกัดกั้นไม่ให้จีนเข้าถึง ข่าวนี้ตอกย้ำความกังวลว่ากำแพงเทคโนโลยีที่เคยปกป้องความได้เปรียบของเกาหลีอาจเริ่มพังทลาย

ชนวนที่สามคือความสงสัยในความยั่งยืนของวัฏจักรการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะกรณีที่มีการตั้งคำถามถึงข้อตกลงค้ำประกันการชำระเงินระหว่าง Nvidia กับ OpenAI สำหรับการลงทุนศูนย์ข้อมูลขนาดมหึมา นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่าเม็ดเงินลงทุน AI ที่ไหลเข้าสู่กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อย่างมหาศาลนั้นจะยั่งยืนเพียงใด และหุ้นกลุ่มชิปที่ปรับตัวขึ้นมาแรงตลอดครึ่งปีแรกกำลังสะท้อนความคาดหวังที่สูงเกินจริงหรือไม่

สำนักข่าว EBC Financial Group รายงานว่า KOSPI ปรับตัวลงหนักกว่าตลาดหุ้นเอเชียอื่นที่มีน้ำหนักหุ้นชิปสูงเช่นเดียวกัน โดยในช่วงหนึ่งของสัปดาห์ ดัชนีได้จุดชนวน Circuit Breaker เป็นครั้งที่แปดของปี 2569 ทั้งญี่ปุ่นและไต้หวันต่างปรับตัวลง แต่การร่วงที่ลึกกว่าของเกาหลีสะท้อนให้เห็นว่าการกระจุกตัวของดัชนีและการไหลออกของเงินทุนต่างชาติได้ขยายผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือนระดับภูมิภาคให้รุนแรงยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อมูลเชิงลึก ขีดความสามารถในการแข่งขันของ CXMT ยังขึ้นอยู่กับมาตรวัดที่ใช้ โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 CXMT ครองส่วนแบ่งรายได้ DRAM ทั่วโลกราว 7.7% คิดเป็นสัดส่วนการจัดส่งราว 9% และมีสัดส่วนกำลังการผลิตเวเฟอร์ราว 11% ตัวเลขสัดส่วนกำลังการผลิตที่สูงกว่าสะท้อนศักยภาพในการผลิตมากกว่ารายได้หรือความสามารถทางเทคโนโลยีที่เทียบเท่ากัน นักวิเคราะห์ชี้ว่าความได้เปรียบของเกาหลีในตลาดชิปความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ยังคงปกป้องผลิตภัณฑ์ระดับสูงสุดของประเทศเอาไว้ได้ แม้อาจไม่สามารถปกป้องราคาชิป DRAM แบบทั่วไปได้ทั้งหมด

จุดที่น่าสังเกตคือ ในช่วงที่ตลาดหุ้นเกาหลีดิ่งลงหนัก ค่าเงินวอนกลับไม่ได้สะท้อนความตื่นตระหนกในระดับเดียวกับตลาดหุ้น โดยอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐต่อวอนเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 1,467 วอน ปรับขึ้นเพียงราว 0.1% ในระหว่างเซสชันที่ดัชนีร่วงลงกว่า 9% ความไม่สอดคล้องระหว่างตลาดหุ้นและตลาดเงินนี้ถูกตีความว่าแรงขายส่วนใหญ่เป็นการปรับสถานะภายในตลาดหุ้นเอง มากกว่าจะเป็นการถอนเงินทุนออกจากประเทศในวงกว้าง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ช่วยบรรเทาความกังวลว่าวิกฤตครั้งนี้จะลุกลามกลายเป็นวิกฤตค่าเงินเต็มรูปแบบ

อีกปัจจัยเชิงเทคนิคที่ซ้ำเติมแรงขายคือ การที่หุ้นกลุ่มชิปสหรัฐอย่าง Nvidia, AMD และ Micron Technology ต่างปรับตัวลงในช่วงเดียวกัน ประกอบกับแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั่วโลก เมื่อผู้เล่นระดับโลกในห่วงโซ่อุปทานเดียวกันปรับฐานพร้อมกัน ตลาดเกาหลีที่มีน้ำหนักหุ้นชิปสูงเป็นพิเศษจึงได้รับผลกระทบหนักที่สุดในภูมิภาค สะท้อนว่าความเสี่ยงของ KOSPI ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะของเกาหลี แต่ผูกโยงกับทิศทางของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และกระแสการลงทุน AI ระดับโลกอย่างแนบแน่น

จากจุดสูงสุด 9,385 จุดสู่การปรับฐาน 44%: บริบทของฟองสบู่ที่แตก

เพื่อให้เข้าใจความรุนแรงของสิ่งที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูเส้นทางการปรับตัวขึ้นอันน่าทึ่งของ KOSPI ก่อนหน้านี้ ตลาดหุ้นเกาหลีเป็นตลาดหุ้นหลักที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลกในปี 2568 และโมเมนตัมดังกล่าวได้ต่อเนื่องมาถึงปี 2569 โดยดัชนีปรับตัวขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วงครึ่งปีแรก และเคยขึ้นไปทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9,385.59 จุดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน หลังจากที่ SK Hynix ประกาศการจัดส่งตัวอย่างชิป HBM4E ซึ่งจุดกระแสความคาดหวังต่อรอบการเติบโตครั้งใหม่ของชิปความจำสำหรับ AI

การปรับตัวขึ้นเกือบทั้งหมดนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย Samsung Electronics และ SK Hynix เป็นหลัก เมื่อหุ้นสองตัวนี้รวมกันมีน้ำหนักมากกว่า 40% ของมูลค่าตลาด KOSPI จึงกลายเป็นดัชนีที่ในเชิงโครงสร้างทำหน้าที่เสมือนการเดิมพันแบบมีเลเวอเรจบนสองบริษัท เมื่อความคาดหวังถูกผลักดันจนสูงเกินไป การปรับฐานที่รุนแรงจึงเป็นเพียงเรื่องของเวลา และเมื่อชนวนจากจีนและ AI ปะทุขึ้นพร้อมกัน ฟองสบู่ที่ก่อตัวมาตลอดครึ่งปีก็เริ่มปล่อยลมออกอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลจาก Korea Exchange และรายงานสื่อต่างประเทศระบุว่า SK Hynix เคยร่วงลงราว 58% จากจุดสูงสุดระหว่างวันเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ก่อนจะเกิดการรีบาวด์ในวันศุกร์ ขณะที่ดัชนี KOSPI แม้จะดีดตัวขึ้นแรงในวันสุดท้ายของเดือน แต่เมื่อปิดสิ้นเดือนกรกฎาคมก็ยังคงติดลบอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับต้นเดือน โดยดัชนีเคยลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 5,262.77 จุดในช่วงปลายเดือน คิดเป็นการปรับฐานจากจุดสูงสุดถึงราว 44% ซึ่งเป็นระดับที่รุนแรงกว่าการปรับฐานในช่วงวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 เดือนมีนาคม 2563 ที่อยู่ราว 31%

การเปรียบเทียบกับวิกฤตในอดีตช่วยให้เห็นภาพขนาดของเหตุการณ์ได้ชัดเจนขึ้น การปรับตัวลงรายเดือนในเดือนกรกฎาคมนับเป็นผลงานที่แย่ที่สุดของ KOSPI นับตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งเป็นปีที่เกิดวิกฤตการเงินเอเชียที่คนไทยรู้จักดีในนามวิกฤตต้มยำกุ้ง อันเป็นช่วงเวลาที่หลายประเทศในภูมิภาคเผชิญการไหลออกของเงินทุนและการอ่อนค่าของสกุลเงินอย่างรุนแรง ความแตกต่างสำคัญคือ ครั้งนี้ต้นตอไม่ได้มาจากปัญหาเชิงมหภาคหรือดุลบัญชีเดินสะพัด แต่มาจากการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเดียวที่ถูกดันขึ้นด้วยเลเวอเรจและความคาดหวังต่อ AI ที่สูงเกินไป

ระเบิดเวลาชื่อ ‘เลเวอเรจ ETF’: เมื่อนักลงทุนรายย่อยกลายเป็นเชื้อไฟ

หากปัจจัยจากจีนและ AI เป็นชนวน เลเวอเรจของนักลงทุนรายย่อยก็เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว โครงสร้างตลาดหุ้นเกาหลีในช่วงที่ผ่านมาสะสมความเปราะบางไว้อย่างเงียบๆ ผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทหนึ่งที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน

ประเด็นสำคัญอยู่ที่กองทุน ETF แบบเลเวอเรจอ้างอิงหุ้นรายตัว (Single-Stock Leveraged ETF) ซึ่งตลาดหลักทรัพย์เกาหลีเพิ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากนักลงทุนรายย่อย โดยข้อมูลจาก KB Financial Group ระบุว่านับตั้งแต่เปิดตัว นักลงทุนรายย่อยเกาหลีซื้อสุทธิผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ไปแล้วถึง 14 ล้านล้านวอน หรือราว 9,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อเพียงราว 2 ล้านล้านวอน

ปัญหาของผลิตภัณฑ์ประเภทนี้คือ เมื่อราคาหุ้นอ้างอิงปรับตัวลง มูลค่าของกองทุนจะลดลงในอัตราที่ทวีคูณ และเมื่อตลาดพลิกทิศทาง สถานะเลเวอเรจเหล่านี้จะถูกบังคับปิด (Liquidation) โดยอัตโนมัติ ก่อให้เกิดแรงขายซ้ำเติมที่ผลักดันราคาให้ดิ่งลงต่อไปอีก กลายเป็นวงจรป้อนกลับเชิงลบที่เร่งความรุนแรงของการปรับฐาน CEO ของบริษัทจัดการสินทรัพย์รายใหญ่แห่งหนึ่งถึงกับออกมาเตือนนักลงทุนให้หยุดซื้อผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ โดยชี้ว่ากองทุนเลเวอเรจอ้างอิงหุ้นรายตัวสามารถสร้างผลขาดทุนได้แม้ในกรณีที่ราคาหุ้นอ้างอิงจะฟื้นตัวกลับมาในภายหลังก็ตาม

ปัจจัยด้านการกระจุกตัวของดัชนียิ่งขยายผลกระทบให้รุนแรง เพราะ Samsung Electronics และ SK Hynix รวมกันมีน้ำหนักมากกว่า 40% ของมูลค่าตลาดรวมของ KOSPI ทำให้ในเชิงโครงสร้าง ดัชนี KOSPI แทบจะกลายเป็นการเดิมพันแบบเลเวอเรจบนหุ้นเพียงสองตัว เมื่อหุ้นสองยักษ์ใหญ่นี้ร่วงลงพร้อมกัน ดัชนีทั้งตลาดจึงถูกฉุดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หน่วยงานกำกับดูแลตลาดการเงินของเกาหลีตอบสนองด้วยการส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณากำหนดเพดานการลงทุนในกองทุน ETF แบบเลเวอเรจอ้างอิงหุ้นรายตัวหากความผันผวนยังคงดำเนินต่อไป นอกจากนี้ ยังมีการบังคับใช้ข้อกำหนดใหม่เรื่องเงินฝากค้ำประกัน (Cash-Deposit Requirement) สำหรับนักลงทุนในกองทุนเลเวอเรจ ETF ซึ่งเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม มาตรการนี้อาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดการปรับสถานะการลงทุนครั้งใหญ่ในช่วงวันเดียวกับที่ตลาดรีบาวด์อย่างรุนแรง

31 กรกฎาคม: การรีบาวด์ครั้งประวัติศาสตร์ที่ขับเคลื่อนด้วยกำไรสถิติ

การพลิกกลับอย่างน่าตื่นตะลึงในวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม มีที่มาจากหลายปัจจัยที่ประจวบเหมาะกัน โดยตัวจุดชนวนสำคัญมาจากการฟื้นตัวอย่างแรงของหุ้นเทคโนโลยีบนตลาดวอลล์สตรีทในคืนก่อนหน้า ประกอบกับผลประกอบการที่ทำสถิติของสองยักษ์ใหญ่ชิปเกาหลี

หุ้น SK Hynix พุ่งขึ้น 29.95% ปิดที่ 1.718 ล้านวอนต่อหุ้น หรือราว 1,240 ดอลลาร์สหรัฐ ชนเพดานราคาสูงสุดที่กฎตลาดอนุญาต (Limit-Up) เป็นครั้งแรก ขณะที่ Samsung Electronics ปรับตัวขึ้น 26.81% สำนักข่าว Investing.com รายงานว่าดัชนีดีดตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดในรอบสี่เดือนที่เคยลงไปแตะใกล้ 5,000 จุด โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐ

ในฝั่งสหรัฐ หุ้น Microsoft พุ่งขึ้นถึง 16% เพิ่มมูลค่าตลาดราว 450,000 ล้านดอลลาร์ในวันเดียว ขณะที่ Amazon เพิ่มขึ้น 10% แม้จะมีหุ้นเทคบางตัวปรับฐานสวนทาง แต่ภาพรวมของบรรยากาศการลงทุนในหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกกลับมาเป็นบวก ซึ่งช่วยจุดประกายให้เกิดแรงซื้อกลับในตลาดเอเชีย

ปัจจัยพื้นฐานที่หนุนการรีบาวด์คือผลประกอบการที่แข็งแกร่งเกินคาด Samsung Electronics รายงานกำไรจากการดำเนินงานสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 89.5 ล้านล้านวอน บนรายได้สถิติ 171.5 ล้านล้านวอน โดยได้แรงหนุนจากกำไรของธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ที่ทำสถิติใหม่ อันเป็นผลจากอุปสงค์ชิปความจำที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่แข็งแกร่ง และความคาดหวังต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่จะดำเนินต่อไป

ด้าน SK Hynix ก็สร้างสถิติเช่นกัน โดยมีกำไรจากการดำเนินงานสูงถึง 60.54 ล้านล้านวอน คิดเป็นอัตรากำไรจากการดำเนินงานถึง 76% ซึ่งเป็นระดับที่สูงมากสำหรับอุตสาหกรรมการผลิต และรายได้สะสมในครึ่งปีแรกทะลุหลัก 100 ล้านล้านวอนเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม แม้ผลประกอบการจะทำสถิติ แต่ในช่วงก่อนหน้า ตลาดกลับผิดหวังเพราะกำไรของ SK Hynix ยังต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เล็กน้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในชนวนที่จุดให้เกิดแรงขายในช่วงต้นสัปดาห์

หุ้นตัวอื่นที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นในวันรีบาวด์ยังรวมถึง Hyundai Motor, LG Energy Solution ที่บวก 7.2%, KB Financial Group เพิ่มขึ้น 5.5% และ HD Hyundai Heavy Industries ที่ปรับตัวขึ้น 5.1% สะท้อนว่าแรงซื้อกลับกระจายตัวออกจากกลุ่มชิปไปสู่หุ้นขนาดใหญ่ในหมวดอื่นด้วย ในภาพภูมิภาค ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นก็ปรับตัวขึ้น 4.03% ปิดที่ 64,362.02 จุด ในวันเดียวกัน สะท้อนการฟื้นตัวของหุ้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั่วทั้งเอเชีย

แม้ตัวเลขการรีบาวด์จะน่าประทับใจ แต่นักวิเคราะห์เตือนว่าการปรับตัวขึ้นในระดับนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากแรงซื้อคืนสถานะขายชอร์ต (Short-Covering) มากกว่าจะเป็นการกลับเข้าซื้อด้วยความเชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐานล้วนๆ นักลงทุนที่เปิดสถานะขายชอร์ตไว้ในช่วงตลาดดิ่งลงจำเป็นต้องซื้อหุ้นกลับเพื่อปิดสถานะ ซึ่งสร้างแรงซื้อเชิงเทคนิคที่รุนแรงในระยะสั้น แต่แรงซื้อประเภทนี้มักไม่ยั่งยืน และเมื่อจางหายไป ทิศทางตลาดจะกลับไปขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนต่างชาติจะยังคงเข้าซื้ออย่างต่อเนื่องหรือไม่

อีกมุมมองที่นักวิเคราะห์เน้นย้ำคือ ผลประกอบการที่ทำสถิติของทั้ง Samsung และ SK Hynix ยืนยันว่าปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรมชิปความจำ AI ยังคงแข็งแกร่ง อุปสงค์ต่อชิป HBM ที่ใช้ในตัวเร่งประมวลผล AI (AI Accelerator) ยังอยู่ในระดับสูง และผู้ผลิตเกาหลียังครองความได้เปรียบทางเทคโนโลยีในผลิตภัณฑ์ระดับบนสุด ความขัดแย้งระหว่างปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งกับความกังวลเรื่องการแข่งขันจากจีนและความยั่งยืนของการลงทุน AI จึงเป็นแกนกลางของความผันผวนที่ตลาดกำลังเผชิญ และมีแนวโน้มจะเป็นประเด็นที่กำหนดทิศทางตลาดต่อไปในระยะข้างหน้า

รายย่อยเทขายทำสถิติ ต่างชาติกวาดซื้อ: บทเรียนของการขายตอนตลาดกลับตัว

หนึ่งในภาพที่สะเทือนใจที่สุดของสัปดาห์นี้ไม่ใช่ตัวเลขดัชนี แต่เป็นพฤติกรรมของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม ในวันที่ตลาดพุ่งขึ้นทำสถิติ นักลงทุนต่างชาติและสถาบันกลับเข้าซื้ออย่างคึกคัก ขณะที่นักลงทุนรายย่อยที่ตื่นตระหนกกลับเทขายหุ้นออกมามากกว่า 10 ล้านล้านวอน ซึ่งเป็นการขายสุทธิที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์

สำนักข่าว Seoul Economic Daily รายงานว่าตลาดหุ้นเกาหลีสร้างการรีบาวด์ทำลายสถิติในวันที่ 31 กรกฎาคม โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐในคืนก่อนหน้า ทำให้ KOSPI พุ่งขึ้นกว่า 1,000 จุดในหนึ่งเซสชันเป็นครั้งแรก ท่ามกลางตลาดกระทิงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนี้ นักลงทุนต่างชาติและสถาบันเดินหน้าซื้อ ขณะที่รายย่อยที่ตื่นตระหนกกลับขายสุทธิทำสถิติสูงสุด

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนบทเรียนคลาสสิกของตลาดทุน นั่นคือนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากที่ก่อหนี้เพื่อเข้าซื้อหุ้น AI ในช่วงขาขึ้นครึ่งปีแรก ต้องเผชิญกับผลขาดทุนอย่างหนักในช่วงขาลง และเมื่อถูกบังคับปิดสถานะหรือขายด้วยความกลัว ก็กลายเป็นการขายในจังหวะที่ตลาดกำลังกลับตัวขึ้นพอดี ในทางกลับกัน กลุ่มเงินทุนต่างชาติและสถาบันที่มีสายป่านยาวกว่ากลับใช้จังหวะนี้เข้าเก็บของในราคาถูก

ทั้งนี้ ในช่วงการดิ่งลงก่อนหน้า นักลงทุนต่างชาติเป็นฝ่ายนำการเทขาย โดยขายสุทธิเกือบ 5 ล้านล้านวอน หรือราว 3,400 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 28 กรกฎาคม ขณะที่รายย่อยเข้าซื้อสวนราว 4 ล้านล้านวอน สะท้อนการต่อสู้ระหว่างสองกลุ่มนักลงทุนที่ดำเนินมาตลอดทั้งสัปดาห์ ก่อนที่บทบาทจะสลับกันอย่างสิ้นเชิงในวันที่ตลาดฟื้นตัว

รายงานจากธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่ของสหรัฐระบุว่า การคลายสถานะของกองทุนเลเวอเรจ ETF เสร็จสมบูรณ์แล้ว 100% ขณะที่การลดสถานะเลเวอเรจของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ดำเนินการไปแล้วราว 90% ยอดคงค้างมาร์จินของนักลงทุนรายย่อยเริ่มลดลงในระดับปานกลาง และแรงขายเชิงรับจากนักลงทุนต่างชาติผ่อนคลายลงอย่างมีนัยสำคัญ รายงานสรุปว่าจุดสูงสุดของการบังคับขายเชิงโครงสร้างได้ผ่านพ้นไปแล้ว และตลาดกำลังเข้าใกล้จุดต่ำสุดในระยะสั้น

อีกปัจจัยที่ช่วยหนุนบรรยากาศในวันรีบาวด์คือ การที่กองทุนซึ่งเคยขยายการลงทุนแบบเลเวอเรจในหุ้นกลุ่ม AI เริ่มทยอยขายพอร์ตออกมา ทำให้เกิดการรับรู้ว่ากระบวนการลดสถานะเลเวอเรจที่เคยขยายความรุนแรงของการดิ่งลงกำลังเข้าสู่ช่วงท้าย ความคาดหวังที่ว่าปริมาณการบังคับขายส่วนใหญ่ได้ถูกดูดซับไปแล้วช่วยกระตุ้นอารมณ์ของนักลงทุนให้กลับมาเป็นบวกอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าเมื่อแรงบังคับขายจบลง ตัวขับเคลื่อนตลาดในระยะถัดไปจะกลับไปขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานและกระแสเงินทุนที่แท้จริง มากกว่าแรงเชิงเทคนิค

ปรากฏการณ์ที่รายย่อยขายในจุดต่ำและซื้อในจุดสูงนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในตลาดทุน แต่ความรุนแรงในกรณีของเกาหลีสะท้อนวัฒนธรรมการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยที่มีบทบาทสูงมากในตลาดหุ้นเกาหลี ซึ่งบางครั้งถูกเรียกขานว่าเป็น ‘กองทัพมด’ ที่กล้าได้กล้าเสีย เมื่อรวมกับผลิตภัณฑ์เลเวอเรจที่เพิ่งเปิดตัวและยังไม่มีประสบการณ์รับมือกับตลาดขาลง จึงกลายเป็นส่วนผสมที่อันตราย บทเรียนนี้ตอกย้ำหลักการลงทุนพื้นฐานที่ว่า การตัดสินใจด้วยอารมณ์ในภาวะตลาดผันผวนรุนแรงมักนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: ระหว่างโอกาสซื้อและความเสี่ยงที่ยังคุกรุ่น

บรรดานักวิเคราะห์และวาณิชธนกิจชั้นนำต่างออกมาแสดงความเห็นต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ในหลากหลายมุมมอง แม้ส่วนใหญ่จะมองว่าการปรับฐานที่ผ่านมารุนแรงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน แต่ก็เตือนถึงความเสี่ยงที่ยังคงอยู่

“หุ้นเซมิคอนดักเตอร์เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการพุ่งขึ้นของ KOSPI”  — คิม ซอกฮวาน นักวิเคราะห์จาก Mirae Asset Securities

ด้าน JPMorgan ระบุในรายงานกลยุทธ์ตลาดเกาหลีเมื่อวันศุกร์ว่า การจัดวางสถานะการลงทุนในตลาดเกาหลีขณะนี้ดูน่าสนใจโดยรวม พร้อมเสริมว่าการคลายสถานะของกองทุนเลเวอเรจ ETF เสร็จสิ้นแล้ว และกองทุนเฮดจ์ฟันด์ได้ลดสถานะเลเวอเรจไปแล้วราว 90% ซึ่งบ่งชี้ว่าแรงกดดันจากการบังคับขายกำลังคลี่คลาย

ก่อนหน้าเหตุการณ์ครั้งนี้ นักวิเคราะห์จาก Citi ยังคงเป้าหมายดัชนี KOSPI ไว้ที่ระดับ 10,000 จุด โดยมองว่าการปรับฐานของหุ้นเกาหลีที่นำโดยผู้ผลิตชิปความจำเป็นเพียงการปรับฐานเชิงเทคนิคที่เกิดจากการขายทำกำไรในวงกว้าง จึงอาจเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ ขณะที่ Goldman Sachs ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มราคาชิป DRAM และ HBM แม้ก่อนหน้านี้จะเคยคาดการณ์ว่าหุ้นเกาหลีอาจปรับตัวขึ้นได้ถึง 120% ในปี 2569

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกเสียงจะมองในแง่ดี จุง อิน ยุน จากบริษัทจัดการสินทรัพย์ Fibonacci Asset Management ให้ความเห็นที่สะท้อนอารมณ์ตลาดได้อย่างคมคาย

“ตลาดหุ้นเกาหลีกำลังซื้อขายราวกับมีอาการอารมณ์สองขั้ว แกว่งจากความตื่นตระหนกไปสู่ความคลั่งไคล้แทบจะในชั่วข้ามคืน”  — จุง อิน ยุน จาก Fibonacci Asset Management (ให้สัมภาษณ์กับ CNBC)

จุงยังเตือนผ่าน CNBC ว่าเขาไม่คาดหวังว่าการปรับตัวขึ้นในระดับรุนแรงเช่นนี้จะดำเนินต่อไปได้ แต่การรีบาวด์เองก็ยังมีพื้นที่ให้ไปต่อ เพราะการจัดวางสถานะของนักลงทุนได้เอนเอียงไปในทางเชิงลบมากเกินไป ประกอบกับปัจจัยพื้นฐานด้านชิปความจำ AI ของ SK Hynix ยังคงแข็งแกร่ง เขาย้ำว่าบททดสอบที่แท้จริงคือการที่แรงซื้อจากต่างชาติจะดำเนินต่อไปได้หรือไม่ หลังจากที่แรงซื้อคืนสถานะขายชอร์ต (Short-Covering) ในวันรีบาวด์จางหายไป

ในมุมของกลยุทธ์เชิงปฏิบัติ นักวิเคราะห์บางรายแนะนำให้นักลงทุนเตรียมพร้อมสำหรับการรีบาวด์ของดัชนีผ่านการเข้าเก็บหุ้นในจังหวะราคาถูก แต่ให้จับตาว่าแรงขายจากต่างชาติจะกลับมารุนแรงอีกครั้งในเดือนสิงหาคมและกันยายนหรือไม่ โดยมีกลยุทธ์ที่แนะนำให้ทยอยซื้อในกรอบ 6,000 จุด และทยอยขายในกรอบ 8,000 จุด พร้อมติดตามอุปสงค์และอุปทานของเงินทุนต่างชาติอย่างใกล้ชิด

นักวิเคราะห์รายเดียวกันยังชี้ถึงปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระตุ้นแรงขายจากต่างชาติเพิ่มเติมในระยะกลาง ได้แก่ ตัวชี้วัดเศรษฐกิจนำและอัตราการเติบโตของการส่งออกที่อาจแตะจุดสูงสุดในช่วงครึ่งปีหลัง การเติบโตของ GDP ที่ชะลอตัวในปี 2570 ผลกระทบล่าช้าจากราคาน้ำมันและชิปความจำที่ปรับตัวสูงขึ้นซึ่งอาจส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐหากธนาคารกลางสหรัฐกลับมาขึ้นดอกเบี้ย และบรรยากาศการลงทุนใน AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่อาจอ่อนแรงลง ทั้งนี้ ประมาณการฉันทามติคาดว่าการเติบโตของ GDP เกาหลีใต้จะชะลอลงจาก 2.7% ในปี 2569 เหลือ 2.1% ในปี 2570

ในด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางเกาหลี (Bank of Korea) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 2.75% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่คาดว่าจะยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางไปอีกระยะหนึ่ง สะท้อนว่านโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้นก็เป็นอีกปัจจัยที่นักลงทุนต้องชั่งน้ำหนักในการประเมินทิศทางตลาดข้างหน้า

อีกประเด็นที่นักลงทุนควรจับตาคือกระแสข่าวเกี่ยวกับดีลโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ Nvidia กำลังผลักดัน ซึ่งมีรายงานว่ารวมมูลค่ากว่า 750,000 ล้านดอลลาร์ รวมถึงข้อตกลงมูลค่ากว่า 500,000 ล้านดอลลาร์กับกลุ่ม SK Group ของเกาหลี และการเจรจากับ OpenAI สำหรับการค้ำประกันสัญญาเช่ามูลค่าสูงถึง 250,000 ล้านดอลลาร์ หากดีลเหล่านี้เป็นรูปธรรม ก็อาจเป็นแรงหนุนเชิงบวกต่อหุ้นชิปเกาหลีในระยะถัดไป แม้ในอีกด้านหนึ่งจะเป็นชนวนความกังวลเรื่องความยั่งยืนของการใช้จ่ายด้าน AI ที่จุดวิกฤตครั้งนี้ก็ตาม

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ KOSPI ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม 2569 เป็นมากกว่าเพียงข่าวตลาดหุ้นต่างประเทศ แต่เป็นกรณีศึกษาที่ทรงคุณค่าสำหรับนักลงทุนไทยในหลายมิติ ทั้งในแง่ของบทเรียนเรื่องความเสี่ยง โอกาสในการลงทุน และการเชื่อมโยงกับพอร์ตการลงทุนที่คนไทยจำนวนมากถือครองอยู่

ประการแรก ในเชิงบทเรียน วิกฤตครั้งนี้ตอกย้ำอันตรายของการใช้เลเวอเรจเกินตัวและการลงทุนแบบกระจุกในหุ้นเพียงไม่กี่ตัว นักลงทุนรายย่อยเกาหลีที่ก่อหนี้เพื่อไล่ซื้อหุ้น AI ในช่วงขาขึ้น ต้องเผชิญการบังคับปิดสถานะและขาดทุนหนักในช่วงขาลง ซึ่งเป็นภาพที่นักลงทุนไทยที่นิยมใช้บัญชีมาร์จินหรือลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่มีเลเวอเรจควรพึงระวัง โดยเฉพาะในตลาดที่ราคาปรับตัวขึ้นมาแรงและเร็ว

ประการที่สอง ในแง่ของพอร์ตการลงทุน นักลงทุนไทยจำนวนไม่น้อยมีการลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) ซึ่งมีสัดส่วนในหุ้นเทคโนโลยีเอเชียหรือกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก ความผันผวนของ Samsung Electronics และ SK Hynix ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของดัชนีหุ้นเกาหลีและกองทุนธีมเทคโนโลยีหลายกอง จึงอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) ของกองทุนที่คนไทยถือครองโดยตรง การทำความเข้าใจว่ากองทุนของตนมีน้ำหนักในหุ้นชิปเกาหลีมากน้อยเพียงใด จึงเป็นสิ่งจำเป็น

ประการที่สาม ในเชิงธีมการลงทุน AI และเซมิคอนดักเตอร์ยังคงเป็นธีมหลักที่ขับเคลื่อนตลาดโลก แต่เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าธีมดังกล่าวมีความผันผวนสูงและอ่อนไหวต่อข่าวการแข่งขันจากจีน รวมถึงความกังวลเรื่องความยั่งยืนของการลงทุน นักลงทุนไทยที่สนใจธีมนี้จึงควรพิจารณาการทยอยลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) มากกว่าการลงทุนก้อนใหญ่ในจังหวะเดียว เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนที่รุนแรง

ประการที่สี่ ในมิติของค่าเงิน ความผันผวนในตลาดหุ้นเกาหลีมักมาพร้อมกับความเคลื่อนไหวของเงินวอน แม้ในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ค่าเงินวอนจะเคลื่อนไหวค่อนข้างจำกัดที่ระดับใกล้ 1,467 วอนต่อดอลลาร์ก็ตาม สำหรับนักลงทุนไทยที่ลงทุนในสินทรัพย์เกาหลีโดยไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Unhedged) การเคลื่อนไหวของทั้งเงินวอนและเงินบาทเทียบดอลลาร์ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อผลตอบแทนสุทธิที่ได้รับ

ประการสุดท้าย ในแง่ของจังหวะตลาด แม้บรรดาวาณิชธนกิจหลายแห่งจะประเมินว่าแรงขายเชิงโครงสร้างได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และตลาดเข้าใกล้จุดต่ำสุดในระยะสั้น แต่ก็ยังมีความเห็นที่ระมัดระวังว่าการรีบาวด์แรงในวันเดียวไม่ได้รับประกันว่าตลาดจะกลับสู่ขาขึ้นทันที บททดสอบสำคัญอยู่ที่ความต่อเนื่องของแรงซื้อจากต่างชาติและทิศทางการใช้จ่ายด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ นักลงทุนไทยจึงควรติดตามผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐที่จะทยอยประกาศ รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญอย่างการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls) ที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในสัปดาห์ถัดไป

โดยสรุป สัปดาห์แห่งความบ้าคลั่งของ KOSPI คือภาพสะท้อนของตลาดยุค AI ที่เต็มไปด้วยทั้งโอกาสมหาศาลและความเสี่ยงที่รุนแรงไม่แพ้กัน สำหรับนักลงทุนไทย บทเรียนที่ล้ำค่าที่สุดอาจไม่ใช่การพยายามจับจังหวะตลาดที่ผันผวนเช่นนี้ให้แม่นยำ แต่คือการบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย กระจายการลงทุน หลีกเลี่ยงการใช้เลเวอเรจเกินตัว และลงทุนในสิ่งที่ตนเองเข้าใจอย่างแท้จริง เพราะในตลาดที่สามารถเหวี่ยงจากวิกฤตสู่สถิติได้ภายในห้าวัน ผู้ที่อยู่รอดในระยะยาวมักไม่ใช่ผู้ที่กล้าได้กล้าเสียที่สุด หากแต่เป็นผู้ที่มีวินัยและการบริหารความเสี่ยงที่ดีที่สุด

Similar Posts

  • | |

    บิตคอยน์ทะลุ $80,000 คลังสหรัฐฯ จุดชนวนคริปโตพุ่งแรงสุดตั้งแต่ปี 2023

    ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลกลับมาร้อนแรงอีกครั้งอย่างที่ไม่เห็นมานานหลายเดือน เมื่อราคาบิตคอยน์ (Bitcoin) พุ่งทะลุระดับ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปิดฉากการปรับตัวขึ้นรายสัปดาห์ที่รุนแรงราว 25% และถือเป็นการดีดตัวสามวันที่แรงที่สุดของตลาดคริปโตนับตั้งแต่ปี 2023 ตามการรายงานของ CNBC แรงส่งครั้งนี้ไม่ได้มาจากกระแสเก็งกำไรลอยๆ แต่มีต้นตอชัดเจนจากการตัดสินใจเชิงนโยบายของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่ประกาศเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว จุดชนวนสิ่งที่นักลงทุนเรียกว่า “debasement trade” หรือการหนีเข้าสินทรัพย์ที่อยู่นอกการควบคุมของรัฐบาล ควบคู่กับกระแสเงินสถาบันที่ไหลกลับเข้ากองทุน ETF อย่างหนาแน่นที่สุดในรอบเกือบปี บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทุกมิติของปรากฏการณ์ครั้งนี้ ตั้งแต่ตัวเลขราคาล่าสุด กลไกเบื้องหลัง บทบาทของอีเธอเรียม (Ethereum) และบริษัทคลังสินทรัพย์ดิจิทัล ไปจนถึงปัจจัยกฎหมาย การประชุม Jackson Hole และสัญญาณเตือนที่นักลงทุนไทยไม่ควรมองข้าม ภาพรวมตลาด: บิตคอยน์ทะยานเหนือ 80,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางภาวะ “โลภสุดขีด” ณ ช่วงเช้าของวันอังคารที่ผ่านมา ราคาบิตคอยน์ขยับขึ้นเหนือระดับ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงการซื้อขายภาคเช้าของตลาดเอเชีย เพิ่มขึ้นราว 4% ในวันเดียว และมากกว่า 25% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ข้อมูลจาก CoinDesk ระบุว่าบิตคอยน์ยังทำจุดสูงสุดระหว่างวันแตะบริเวณ…

  • เงินทุนโลกทะลักตลาดเกิดใหม่ ETF ทุบสถิติ 3.8 หมื่นล้านดอลล์ ท้าทายสูตรจัดพอร์ต

    ครึ่งแรกของปี 2569 กลายเป็นช่วงเวลาที่ตำราการจัดพอร์ตการลงทุนแบบเดิมถูกท้าทายอย่างรุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ เงินทุนจำนวนมหาศาลไหลออกจากการกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐ และเคลื่อนเข้าสู่สินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่ในอัตราที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ขณะเดียวกัน ตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกกำลังเผชิญคำถามพื้นฐานว่าบทบาท “เบาะรองรับความเสี่ยง” ที่พันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้วเคยทำหน้าที่มาตลอดสี่ทศวรรษ ยังใช้ได้อยู่หรือไม่ในโลกที่เงินเฟ้อไม่ยอมลงและหนี้สาธารณะพุ่งไม่หยุด ตัวเลขที่สะท้อนภาพนี้ชัดเจนที่สุดมาจากอุตสาหกรรมกองทุนอีทีเอฟ (ETF) กองทุนอีทีเอฟที่ลงทุนในตลาดเกิดใหม่ดูดเงินสุทธิได้ถึง 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงหกเดือนแรกของปี 2569 มากกว่ายอดทั้งปี 2568 ที่ทำสถิติไว้ที่ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์เสียอีก ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมอีทีเอฟทั่วโลกทะลุหลัก 1 ล้านล้านดอลลาร์ในครึ่งปีแรกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เป็นผลพวงของการปรับสมดุลพอร์ตครั้งใหญ่ที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกกำลังดำเนินการอย่างเงียบ ๆ สำหรับนักลงทุนไทย ภาพนี้มีนัยสองชั้น ชั้นแรกคือประเทศไทยเองกลายเป็นหนึ่งในผู้ได้ประโยชน์โดยตรงจากกระแสเงินทุนรอบนี้ ดัชนี SET ปิดครึ่งปีแรกด้วยผลตอบแทนกว่า 26% ติดกลุ่มตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลก ชั้นที่สองคือนักลงทุนไทยที่ถือกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) กำลังยืนอยู่บนจุดตัดสินใจสำคัญว่าจะไล่ตามกระแสตลาดเกิดใหม่ที่ร้อนแรงจนราคาแพงแล้ว หรือจะหันไปให้น้ำหนักกับตราสารหนี้ที่ผลตอบแทนกลับมาน่าสนใจอีกครั้งหลังธนาคารกลางสหรัฐพลิกท่าทีเป็นสายเหยี่ยว บทความนี้ประมวลข้อมูลจากรายงานของสำนักข่าวและสถาบันการเงินชั้นนำ ทั้ง Bloomberg, Reuters, South China Morning Post, Bangkok Post, Livemint และบทวิเคราะห์จาก State Street, J.P. Morgan,…

  • | |

    ตลาดโลกผวาสงครามฮอร์มุซ ดาวโจนส์แกว่งใกล้ 5.3 หมื่นจุด เฟดเหยี่ยวกดบาทอ่อน

    ตลาดการเงินทั่วโลกในสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวอยู่บนเส้นด้ายที่ตึงเครียด ระหว่างความหวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะยืนระยะได้ กับความกลัวว่าไฟสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ปะทุขึ้นอีกครั้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซจะลุกลามจนฉุดราคาน้ำมันและเงินเฟ้อพุ่งกลับ นักลงทุนต้องชั่งน้ำหนักระหว่างแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ฟื้นตัวแรง กับสัญญาณ ‘เหยี่ยว’ ของธนาคารกลางสหรัฐยุคใหม่ภายใต้การนำของเควิน วอร์ช ที่เปิดทางขึ้นดอกเบี้ยแทนที่จะลด ผลพวงทั้งหมดสะท้อนตรงมายังนักลงทุนไทยผ่านค่าเงินบาทที่อ่อนทะลุ 33 บาทต่อดอลลาร์ ราคาทองที่ผันผวน และต้นทุนพลังงานที่ยังทรงตัวสูง ภาพรวมของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทในการซื้อขายวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม ปิดบวกได้สำเร็จ โดยได้แรงหนุนหลักจากการดีดกลับของหุ้นผู้ผลิตชิปและการอ่อนตัวลงของราคาน้ำมัน ทำให้บรรยากาศการลงทุนคลายความตึงเครียดลงบางส่วน แม้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจะยังไม่มีทีท่าคลี่คลาย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ระดับ 52,487.41 จุด เพิ่มขึ้น 139.02 จุด หรือราว 0.27% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.81% ปิดที่ 7,543.64 จุด และดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีทะยานขึ้นถึง 1.30% ปิดที่ 26,206.89 จุด ตามรายงานของ CNBC สะท้อนว่าแรงซื้อกลับเข้าสู่กลุ่มเทคโนโลยีอย่างชัดเจนหลังเผชิญแรงเทขายในช่วงต้นสัปดาห์ บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทีละประเด็นสำคัญที่กำลังกำหนดทิศทางตลาดโลก ตั้งแต่การฟื้นตัวของหุ้นชิปและความเสี่ยงของฟองสบู่ปัญญาประดิษฐ์ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซกับราคาน้ำมันและทองคำ การเปลี่ยนขั้วนโยบายของเฟดยุควอร์ช ความเคลื่อนไหวของตลาดคริปโทเคอร์เรนซี ไปจนถึงพลวัตของค่าเงินและตลาดหุ้นเอเชีย พร้อมประเมินผลกระทบที่จับต้องได้ต่อพอร์ตการลงทุนของคนไทย…

  • วอลล์สตรีทพุ่งสถิติ! S&P 500 แตะ 7,580 จุด นาสแด็กบวก 8% ในพฤษภาคม ขับเคลื่อนโดย AI

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดเดือนพฤษภาคม 2026 ด้วยการสร้างสถิติประวัติศาสตร์อีกครั้ง หลัง S&P 500 แตะ 7,580 จุดเป็นครั้งแรก ขณะที่นาสแด็กพุ่งกว่า 8% ในรอบเดือนเดียว ขับเคลื่อนโดยกระแสการลงทุน AI ที่เร่งตัวขึ้นและความหวังในการสรุปข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน ก่อนที่วอลล์สตรีทจะเผชิญสัปดาห์ทดสอบสำคัญในเดือนมิถุนายนจากตัวเลขการจ้างงานและผลประกอบการ Broadcom เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2026 ซึ่งเป็นวันซื้อขายสุดท้ายของเดือน วอลล์สตรีทปิดตลาดด้วยสีเขียวสดใสอย่างพร้อมเพรียง ดัชนี Dow Jones Industrial Average พุ่งขึ้น 363.49 จุด หรือ 0.72% ปิดที่ 51,032.46 จุด ขณะที่ S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.22% ปิดที่ 7,580.06 จุด และนาสแด็กคอมโพสิตบวก 0.2% ปิดที่ 26,972.62 จุด ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติสูงสุดตลอดกาลของแต่ละดัชนี แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการฟื้นตัวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ นับจากจุดต่ำสุดเมื่อเดือนมีนาคม ยังคงมีพลังอย่างน่าทึ่ง S&P…

  • |

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตัวลบ ขณะ ทรัมป์ พิจารณาข้อเสนอสันติภาพของอิหร่าน

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดทำการในแดนลบเล็กน้อยในวันอังคาร ท่ามกลางบรรยากาศที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาดูว่าวอชิงตันจะตอบสนองอย่างไรต่อข้อเสนอสันติภาพที่อิหร่านเพิ่งส่งมา ในขณะเดียวกันตลาดยังต้องย่อยผลประกอบการของบริษัทชั้นนำหลายแห่งที่ประกาศออกมาพร้อมกันในวันเดียวกัน ทำให้บรรยากาศการลงทุนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนที่ทับซ้อนกันอยู่หลายชั้น ดัชนี Stoxx 600 ซึ่งครอบคลุมตลาดหุ้นยุโรปในวงกว้างปรับตัวลดลง 0.1% ในช่วงต้นการซื้อขาย ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงเช้าของการซื้อขาย สะท้อนให้เห็นว่าความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยที่ตลาดพลังงานต้องตีราคาความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา ภาพรวมตลาดหุ้นยุโรป: ทิศทางที่แตกต่างกัน ในรายละเอียดของดัชนีแต่ละประเทศพบว่ามีทิศทางที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ FTSE 100 ของสหราชอาณาจักรปรับตัวลง 0.1% ณ เวลา 8:10 น. ตามเวลาลอนดอน ขณะที่ DAX ของเยอรมนีลดลง 0.2% และ CAC 40 ของฝรั่งเศสปรับตัวลง 0.3% อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางทิศทางที่ลบของตลาดส่วนใหญ่ FTSE MIB ของอิตาลีกลับโดดเด่นขึ้นมาในทางตรงข้ามด้วยการปรับตัวขึ้น 0.5% ซึ่งอาจสะท้อนถึงปัจจัยเฉพาะของตลาดอิตาลี ซึ่งมีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงานสูง และอาจได้รับประโยชน์จากบริบทของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ความแตกต่างในทิศทางระหว่างตลาดยุโรปนี้บ่งบอกว่านักลงทุนในแต่ละประเทศกำลังตีความสัญญาณจากสงครามอิหร่านและข้อเสนอสันติภาพแตกต่างกัน โดยได้รับอิทธิพลจากองค์ประกอบของดัชนีและความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจแต่ละประเทศกับตลาดพลังงาน หัวใจของความไม่แน่นอน: ข้อเสนอสันติภาพที่ยังไม่ได้คำตอบ ปัจจัยที่กำหนดบรรยากาศในตลาดวันนี้มากที่สุดคือข่าวที่ Karoline Leavitt โฆษกทำเนียบขาวยืนยันเมื่อวันจันทร์ว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และทีมความมั่นคงแห่งชาติได้หารือถึงข้อเสนอของอิหร่านที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หากสหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมและสงครามสิ้นสุดลง…

  • |

    เฟดเปลี่ยนท่าที-อีซีบี ขึ้นดอกเบี้ยรอบแรกใน 3 ปี วิกฤตน้ำมันอิหร่านยังกดเงินเฟ้อโลก

    ฉากทัศน์เศรษฐกิจโลกในช่วงกลางปี 2026 กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ Kevin Warsh ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ทำให้ตลาดต้องสะดุ้งคือน้ำเสียงที่ “แข็งกร้าวกว่าที่คาด” ของถ้อยแถลง พร้อมกับการเปิดเผยว่าคณะกรรมการ FOMC เกือบครึ่งเห็นว่าธนาคารกลางอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ ไม่ใช่ลดดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2023 เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่กลับมาคุกรุ่นจากวิกฤตพลังงาน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเงาของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กดทับราคาพลังงานและความเชื่อมั่นของตลาดทุนทั่วโลกอยู่จนถึงวันนี้ สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องวางแผนพอร์ตการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกแง่มุมของสถานการณ์ พร้อมประเมินผลกระทบที่อาจตามมา เฟดเปลี่ยนเกม: ประธานใหม่ ท่าทีใหม่ ความเสี่ยงขึ้นดอกเบี้ยกลับมาอีกครั้ง การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2026 ถือเป็นการประชุมแรกที่ Kevin Warsh นั่งเก้าอี้ประธานเฟดอย่างเป็นทางการ และผลลัพธ์ที่ออกมาก็สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดไม่น้อย คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ซึ่งเป็นการคงดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่สี่ของปีนี้ สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขดอกเบี้ยคือรูปแบบการสื่อสารที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ในการประชุมครั้งแรกของ Warsh แถลงการณ์ของเฟดได้รับการปรับให้สั้นกระชับขึ้นอย่างมาก และที่สำคัญกว่านั้น Warsh…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *