S&P 500 ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่เปิดศักราชเดือนพฤษภาคม ขณะราคาน้ำมันร่วงและ Apple พุ่ง
| |

S&P 500 ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่เปิดศักราชเดือนพฤษภาคม ขณะราคาน้ำมันร่วงและ Apple พุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มต้นเดือนพฤษภาคมด้วยบรรยากาศที่สดใส เมื่อ S&P 500 พุ่งทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ทั้งในแง่ระดับราคาระหว่างเซสชันและราคาปิด ได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Apple และสัญญาณที่ดีขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้ว่าความหวังด้านสันติภาพจะยังคงเปราะบางและห่างไกลจากความแน่นอนก็ตาม

ตัวเลขตลาด: สถิติที่บันทึกประวัติศาสตร์

ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.29% ปิดที่ 7,230.12 จุด ทะลุระดับ 7,200 จุด เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขณะที่ Nasdaq Composite พุ่งขึ้น 0.89% ปิดที่ 25,114.44 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ทั้งสองดัชนีบันทึกสถิติปิดสูงสุดในวันเดียวกัน สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งที่กว้างขวางของตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี

ในทางตรงกันข้าม Dow Jones Industrial Average ปรับตัวลดลง 152.87 จุด หรือ 0.31% ปิดที่ 49,499.27 จุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในองค์ประกอบของดัชนี เนื่องจาก Dow มีสัดส่วนของหุ้นอุตสาหกรรมและพลังงานสูงกว่า ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงในวันนี้

เดือนเมษายนที่ยิ่งใหญ่: ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในรอบหลายปี

วันศุกร์นี้ยังถือเป็นการปิดฉากเดือนเมษายนที่น่าจดจำที่สุดในรอบหลายปี โดย S&P 500 และ Nasdaq ทำผลตอบแทนรายเดือนที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 ในขณะที่ Dow Jones บันทึกผลตอบแทนรายเดือนที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567

การเติบโตอย่างแข็งแกร่งนี้มาจากสองปัจจัยหลักที่เสริมกัน ได้แก่ ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์โดยรวม และความหวังที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจเริ่มมีทิศทางสู่การเจรจายุติ แม้ว่าเส้นทางไปสู่สันติภาพจะยังคงขรุขระและไม่แน่นอนก็ตาม

ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ เมื่อมองจากต้นปี แม้ว่าตลาดจะเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักในช่วงที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มต้นขึ้น แต่ดัชนีหลักทั้งสามตัวในปัจจุบัน ต่างอยู่ในระดับที่สูงกว่าระดับต้นปี 2569 อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดได้ย่อยความเสี่ยงจากสงครามไปพอสมควรแล้ว และกำลังมองไปข้างหน้าที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและผลประกอบการมากขึ้น

Apple: ผู้ขับเคลื่อนหลักของวัน

หุ้น Apple พุ่งขึ้นมากกว่า 3% ในวันศุกร์ หลังจากที่บริษัทรายงานผลประกอบการไตรมาสสองของปีงบประมาณที่เหนือกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ทั้งในด้านรายได้และกำไร ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดัน S&P 500 และ Nasdaq ให้ทำสถิติใหม่

สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับนักลงทุนมากที่สุดไม่ใช่แค่ตัวเลขของไตรมาสที่ผ่านมา แต่คือ แนวโน้มรายได้สำหรับไตรมาสปัจจุบันที่ดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโดยรวมที่มีต่อธุรกิจของ Apple

ความน่าสนใจอีกประการหนึ่งของผลประกอบการครั้งนี้คือ รายได้จาก iPhone ยังคงต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ ซึ่งเป็นครั้งที่สองในสามไตรมาสที่ผ่านมา แต่ตลาดกลับตอบสนองในเชิงบวก เพราะนักลงทุนมองข้ามข้อกังวลเรื่อง iPhone และโฟกัสไปที่ภาพรวมที่ดีกว่าคาด โดยเฉพาะความแข็งแกร่งของธุรกิจ Services ที่ยังคงเติบโตในอัตราที่น่าพอใจ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของ Apple จากบริษัทที่พึ่งพารายได้จากฮาร์ดแวร์เป็นหลัก ไปสู่บริษัทที่มีกระแสรายได้จากบริการที่มั่นคงและคาดการณ์ได้มากขึ้น

ราคาน้ำมัน: ลดลงแต่ยังอ่อนไหวต่อการทูต

ในขณะที่ตลาดหุ้นเฉลิมฉลอง ตลาดน้ำมันดิบกลับเผชิญกับแรงขายเมื่ออิหร่านส่งการตอบสนองต่อการแก้ไขล่าสุดของสหรัฐฯ ในร่างข้อตกลงยุติความขัดแย้งผ่านตัวกลางปากีสถาน ซึ่งทำให้ตลาดมองว่าอาจมีความคืบหน้าในกระบวนการสันติภาพ

น้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลง 2.98% ปิดที่ 101.94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ Brent ลดลง 2.02% ปิดที่ 108.17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันฟื้นตัวขึ้นมาบางส่วนจากระดับต่ำสุดของวัน หลังจาก Trump ออกมาเปิดเผยว่าเขา “ไม่พอใจ” กับข้อเสนอสันติภาพล่าสุดของอิหร่าน โดยกล่าวว่า “อิหร่านต้องการทำข้อตกลง แต่ผมยังไม่พอใจกับมัน”

การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในวันนี้สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวของตลาดพลังงานต่อทุกสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาสันติภาพ แต่ยังแสดงให้เห็นด้วยว่าตลาดยังคงไม่แน่ใจในทิศทาง เพราะแม้จะมีความหวังในเบื้องต้น คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคจาก Trump ก็สามารถพลิกทิศทางราคาได้ในทันที

มุมมองของผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอ: ยังคงมองบวกในระยะยาว

David Krakauer รองประธานฝ่ายบริหารพอร์ตโฟลิโอของ Mercer Advisors ให้มุมมองที่น่าสนใจต่อสถานการณ์ตลาดในปัจจุบัน โดยยังคงมีทัศนคติเชิงบวกต่อหุ้นในระยะยาว แม้จะยอมรับว่าอาจมีการปรับฐานในระยะสั้น

“อาจมีข่าวใหม่หรือความเชื่อมั่นที่ลดลง ทำให้เราเห็นการปรับตัวลงเล็กน้อยหลังจากที่ขึ้นมาแรง แต่โดยรวมเราในเชิงกลยุทธ์ยังคงมองบวกต่อหุ้น” Krakauer กล่าว

ในประเด็นของ AI และการลงทุนด้านเทคโนโลยี Krakauer ตั้งข้อสังเกตว่าจะมีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ เนื่องจากไม่ใช่การลงทุนด้าน AI ทั้งหมดที่จะสร้างผลตอบแทน แต่ยังคงเชื่อมั่นในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่ AI จะมอบให้กับเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยกล่าวว่า “เราคิดว่าเรื่องราวของการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่ดียิ่งขึ้นยังคงอยู่”

มุมมองนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ตลาดกำลังบอกเราผ่านราคาหุ้น กล่าวคือ นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อว่าการเติบโตของเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทในระยะยาวจะยังคงแข็งแกร่ง แม้จะมีความไม่แน่นอนในระยะสั้นจากสงครามและการทูตที่ยังคงผันผวน

วิเคราะห์เชิงลึก: ตลาดกำลังบอกอะไรเรา

การที่ S&P 500 ทะลุ 7,200 จุดและ Nasdaq ทำสถิติสูงสุดใหม่ในวันเดียวกับที่ราคาน้ำมันลดลงมีนัยสำคัญที่ลึกกว่าแค่ตัวเลขในหน้าจอ มันสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในความเชื่อมั่นของตลาดที่สำคัญ

ตลาดกำลังส่งสัญญาณว่าผลประกอบการของบริษัทที่แข็งแกร่งในฤดูกาลนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเศรษฐกิจยังคงมีความยืดหยุ่น ในขณะเดียวกัน สัญญาณการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แม้จะยังไม่ราบรื่น แต่ก็ช่วยลด Risk Premium ที่ตลาดเคยตีราคาไว้สูงในช่วงต้น ทำให้นักลงทุนกล้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังมีอยู่และไม่ควรมองข้าม Trump ยืนยันแล้วว่าข้อเสนอสันติภาพล่าสุดของอิหร่านยังไม่เป็นที่พอใจ ซึ่งหมายความว่าสงครามอาจยืดเยื้อต่อไป ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และแรงกดดันเงินเฟ้อยังไม่ได้หายไปไหน

บทสรุป: เปิดศักราชพฤษภาคมด้วยความหวังที่ระมัดระวัง

S&P 500 ที่ทะลุ 7,200 จุดและ Nasdaq ที่แตะสถิติใหม่เป็นภาพที่น่าประทับใจสำหรับการเปิดศักราชเดือนพฤษภาคม และสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งพื้นฐานของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการเติบโตของกำไรบริษัท แต่ตลาดในเดือนข้างหน้าจะยังคงถูกกำหนดทิศทางอย่างมากจากสองปัจจัยหลัก ได้แก่ ความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลางที่ส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ที่จะออกมาจากการประชุมในสัปดาห์นี้

สำหรับนักลงทุน บทเรียนจากเดือนเมษายนชัดเจน ตลาดสามารถฝ่าฟันความไม่แน่นอนได้หากผลประกอบการพื้นฐานยังแข็งแกร่ง แต่ความระมัดระวังยังคงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในสภาพแวดล้อมที่ข่าวจากทำเนียบขาวและอิหร่านยังสามารถพลิกทิศทางตลาดได้ทุกเมื่อ

Similar Posts

  • ตลาดคริปโตเดือดร้อน: Bitcoin สะดุดที่ $77,000 ขณะ ETF ไหลออก $1 พันล้าน DeFi โดนแฮก และ Trump Media ถอนแผน ETF

    วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกกำลังเผชิญกับพายุหลายลูกพร้อมกัน ณ ขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนสถาบันที่ไหลออกจาก Bitcoin ETF เป็นครั้งแรกในรอบ 7 สัปดาห์ รวมถึงมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ภายในสัปดาห์เดียว การที่ Trump Media ถอนแผนเปิดตัว ETF คริปโต ไปจนถึงเหตุการณ์ช็อควงการ DeFi เมื่อโปรโตคอล Echo ถูกแฮกผ่านการปลอมแปลง eBTC มูลค่ากว่า 76.7 ล้านดอลลาร์บน Blockchain Monad สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุดของตลาดในปี 2569 นี้ ราคา Bitcoin ยังคงเคว้งอยู่ในกรอบแคบๆ รอบ $76,000–$77,000 ขณะที่ Ethereum ดิ่งลงแตะ $2,100 ท่ามกลางความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และแรงกดดันจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้น บทความนี้จะพาท่านวิเคราะห์ทุกประเด็นที่กำลังส่งสัญญาณกำหนดทิศทางของตลาดในช่วงสัปดาห์นี้ Bitcoin ติดหล่ม $77,000: ตลาดรอสัญญาณจากสงครามอิหร่านและอัตราดอกเบี้ย ภาพรวมราคาของ…

  • เจาะลึกพื้นฐานหุ้น (Stock Fundamentals) แบบครบวงจร: คู่มือวิเคราะห์มูลค่าหุ้นเชิงลึกสำหรับนักลงทุนระยะยาว

    ในโลกของการลงทุนที่เต็มไปด้วยความผันผวนและข้อมูลมหาศาล นักลงทุนจำนวนมากมักเริ่มต้นจากการติดตามข่าวสาร ดูกราฟราคา หรืออาศัยคำแนะนำจากบุคคลอื่นในการตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวอาจให้ผลลัพธ์ในระยะสั้น แต่ไม่ใช่รากฐานที่มั่นคงสำหรับความสำเร็จในระยะยาว สิ่งที่นักลงทุนระดับโลกให้ความสำคัญมาโดยตลอดคือ “การเข้าใจพื้นฐานของธุรกิจ” หรือที่เรียกว่า Stock Fundamentals ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนถึงสุขภาพทางการเงิน ศักยภาพในการเติบโต และความสามารถในการสร้างผลตอบแทนของบริษัท การวิเคราะห์พื้นฐาน (Fundamental Analysis) จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น เปรียบเทียบกับราคาที่ตลาดกำหนด และค้นหาโอกาสในการลงทุนที่มีความคุ้มค่า นักลงทุนชื่อดังอย่าง Warren Buffett ได้ย้ำอยู่เสมอว่าการลงทุนที่ดีไม่ใช่การคาดเดาทิศทางตลาด แต่คือการเข้าใจคุณค่าของธุรกิจที่เราลงทุนอย่างแท้จริง ความหมายของ Stock Fundamentals Stock Fundamentals หมายถึงข้อมูลพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์สถานะทางการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัท ข้อมูลเหล่านี้มักปรากฏอยู่ในงบการเงิน เช่น งบดุล งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด ตัวชี้วัดพื้นฐานที่สำคัญประกอบด้วย: ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนสามารถตอบคำถามสำคัญได้ เช่น: หลักการทำงานของการวิเคราะห์พื้นฐาน การวิเคราะห์พื้นฐานมีเป้าหมายหลักคือการประเมิน “มูลค่าที่แท้จริง” (Intrinsic Value) ของหุ้น โดยไม่ยึดติดกับราคาที่ตลาดกำหนดในระยะสั้น กระบวนการวิเคราะห์โดยทั่วไปประกอบด้วย: นักวิเคราะห์จะนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบกันเพื่อสร้าง “ภาพรวมของบริษัท” และใช้ข้อมูลนั้นในการตัดสินใจลงทุน หากราคาหุ้นในตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง นักลงทุนอาจพิจารณาซื้อหุ้นนั้น ในทางกลับกัน หากราคาสูงเกินไป…

  • เฟด-ECB เดินเกมสวนทาง! เศรษฐกิจโลกเสี่ยงโตช้าสุดนับแต่โควิด

    เมื่อธนาคารกลางรายใหญ่ของโลกเริ่มเดินเกมสวนทางกันอย่างชัดเจน ฝั่งสหรัฐฯ ธนาคารกลาง (เฟด) ภายใต้ผู้ว่าการคนใหม่ เควิน วอร์ช ตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุมเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่กลับส่งสัญญาณเปิดทางให้ “ขึ้นดอกเบี้ย” ได้ในช่วงที่เหลือของปี สวนทางกับความคาดหวังเดิมที่ตลาดมองว่าเฟดกำลังจะเข้าสู่วงจรผ่อนคลายนโยบายการเงิน ขณะที่ฝั่งยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยไปเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นจากวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลาง ต้นตอของความปั่นป่วนทั้งหมดนี้ยังคงวนเวียนอยู่ที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งแม้จะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อยุติความขัดแย้งไปแล้ว แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจยังคงลากยาว ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่เคยพุ่งทะลุ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ก่อนจะร่วงกลับลงมาใกล้ระดับก่อนสงครามที่ราว 72-73 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือน สะท้อนความผันผวนที่ยังไม่จบสิ้นของตลาดพลังงานโลก ธนาคารโลก (World Bank) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกปี 2026 ลงเหลือ 2.5% จากเดิมที่คาดไว้ 2.9% เมื่อเดือนมกราคม ซึ่งหากเป็นจริงจะถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ยุคโควิด-19 เป็นต้นมา สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์ สถานการณ์ในช่วงนี้ถือว่าต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะทิศทางดอกเบี้ยที่ไม่ชัดเจนของเฟด ประกอบกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่หายไปสนิท กำลังสร้างความผันผวนให้กับสินทรัพย์เกือบทุกประเภท…

  • | |

    ตลาดโลกผวาสงครามฮอร์มุซ ดาวโจนส์แกว่งใกล้ 5.3 หมื่นจุด เฟดเหยี่ยวกดบาทอ่อน

    ตลาดการเงินทั่วโลกในสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวอยู่บนเส้นด้ายที่ตึงเครียด ระหว่างความหวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะยืนระยะได้ กับความกลัวว่าไฟสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ปะทุขึ้นอีกครั้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซจะลุกลามจนฉุดราคาน้ำมันและเงินเฟ้อพุ่งกลับ นักลงทุนต้องชั่งน้ำหนักระหว่างแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ฟื้นตัวแรง กับสัญญาณ ‘เหยี่ยว’ ของธนาคารกลางสหรัฐยุคใหม่ภายใต้การนำของเควิน วอร์ช ที่เปิดทางขึ้นดอกเบี้ยแทนที่จะลด ผลพวงทั้งหมดสะท้อนตรงมายังนักลงทุนไทยผ่านค่าเงินบาทที่อ่อนทะลุ 33 บาทต่อดอลลาร์ ราคาทองที่ผันผวน และต้นทุนพลังงานที่ยังทรงตัวสูง ภาพรวมของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทในการซื้อขายวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม ปิดบวกได้สำเร็จ โดยได้แรงหนุนหลักจากการดีดกลับของหุ้นผู้ผลิตชิปและการอ่อนตัวลงของราคาน้ำมัน ทำให้บรรยากาศการลงทุนคลายความตึงเครียดลงบางส่วน แม้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจะยังไม่มีทีท่าคลี่คลาย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ระดับ 52,487.41 จุด เพิ่มขึ้น 139.02 จุด หรือราว 0.27% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.81% ปิดที่ 7,543.64 จุด และดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีทะยานขึ้นถึง 1.30% ปิดที่ 26,206.89 จุด ตามรายงานของ CNBC สะท้อนว่าแรงซื้อกลับเข้าสู่กลุ่มเทคโนโลยีอย่างชัดเจนหลังเผชิญแรงเทขายในช่วงต้นสัปดาห์ บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทีละประเด็นสำคัญที่กำลังกำหนดทิศทางตลาดโลก ตั้งแต่การฟื้นตัวของหุ้นชิปและความเสี่ยงของฟองสบู่ปัญญาประดิษฐ์ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซกับราคาน้ำมันและทองคำ การเปลี่ยนขั้วนโยบายของเฟดยุควอร์ช ความเคลื่อนไหวของตลาดคริปโทเคอร์เรนซี ไปจนถึงพลวัตของค่าเงินและตลาดหุ้นเอเชีย พร้อมประเมินผลกระทบที่จับต้องได้ต่อพอร์ตการลงทุนของคนไทย…

  • |

    “ไพ่ใบใหม่ในสนามรบ”: สหรัฐฯ–อิหร่านยกระดับสงครามคำพูด ท่ามกลางการเจรจาสันติภาพที่ยังไร้ทิศทาง

    สหรัฐอเมริกาและอิหร่านได้ยกระดับ “สงครามคำพูด” ระหว่างกันอย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางสถานการณ์หยุดยิงชั่วคราวที่ยังเปราะบางและกำลังจะหมดอายุลงในไม่ช้า โดยทั้งสองฝ่ายต่างพยายามเพิ่มแรงกดดันและเดิมพันทางการเมืองก่อนที่จะมีความพยายามครั้งที่สองในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และความไม่ไว้วางใจที่ยังฝังลึกระหว่างทั้งสองประเทศ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาของอิหร่าน ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้นผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันอังคาร โดยวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่ากำลัง “ปิดล้อมและละเมิดข้อตกลงหยุดยิง” พร้อมทั้งกล่าวหาว่าสหรัฐฯ พยายามเปลี่ยนโต๊ะเจรจาให้กลายเป็น “โต๊ะยอมจำนน” หรือใช้เป็นข้ออ้างในการกลับไปสู่การทำสงครามอีกครั้ง คำกล่าวนี้ไม่เพียงเป็นการตอบโต้เชิงการเมือง แต่ยังสะท้อนมุมมองของอิหร่านที่มองว่าสหรัฐฯ ใช้การเจรจาเป็นเครื่องมือกดดันมากกว่าการหาทางออกอย่างแท้จริง กาลิบาฟยังส่งสัญญาณว่าอิหร่านมี “อำนาจต่อรองใหม่” ในสถานการณ์เผชิญหน้าครั้งนี้ โดยกล่าวว่า “ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้เตรียมเปิดเผยไพ่ใบใหม่ในสนามรบ” แม้จะไม่ได้อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม แต่คำพูดดังกล่าวสามารถตีความได้ว่าอิหร่านอาจมีมาตรการทางทหาร เทคโนโลยี หรือยุทธศาสตร์ใหม่ที่พร้อมจะนำมาใช้ ซึ่งอาจเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับสถานการณ์มากขึ้น พร้อมย้ำจุดยืนว่า “เราไม่ยอมรับการเจรจาภายใต้เงาของการคุกคาม” ซึ่งสะท้อนถึงการปฏิเสธแรงกดดันจากภายนอกอย่างชัดเจน ถ้อยแถลงที่รุนแรงขึ้นนี้เกิดขึ้นหลังจากทรัมป์ได้ออกมาขู่ซ้ำว่าจะใช้กำลังทหารอย่างหนักหน่วงโจมตีอิหร่าน หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ โดยถึงขั้นกล่าวว่า “ระเบิดจำนวนมากจะเริ่มถูกทิ้ง” คำขู่เช่นนี้ยิ่งทำให้บรรยากาศการเจรจาตึงเครียด และเพิ่มความเสี่ยงที่สถานการณ์จะลุกลามไปสู่ความขัดแย้งทางทหารเต็มรูปแบบ ในขณะเดียวกัน สถานะของการเจรจาสันติภาพในอนาคต รวมถึงรายละเอียดสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ กลับยิ่งคลุมเครือมากขึ้น โดยทรัมป์เองมีท่าทีที่เปลี่ยนไปมา ระหว่างการใช้วาทะเชิงข่มขู่กับการแสดงความพร้อมที่จะกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง สะท้อนถึงความไม่แน่นอนในนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของทั้งพันธมิตรและฝ่ายตรงข้าม มาร์ค ซีเวอร์ส อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ…

  • |

    เฟดวอร์ชส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย หุ้นเกาหลีทุบสถิติ น้ำมันร่วงหลังดีลอิหร่าน

    สัปดาห์นี้ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ตลาดการเงินโลกเผชิญความผันผวนสูงที่สุดในรอบหลายเดือน เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) จัดการประชุมนัดแรกในตำแหน่งเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2026 และส่งสัญญาณที่ตลาดตีความว่า “hawkish” หรือสายแข็งเกินคาด ด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่สิ่งที่ทำให้นักลงทุนตกใจคือ dot plot หรือแผนภาพคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของเจ้าหน้าที่เฟด ที่เผยให้เห็นว่าคณะกรรมการส่วนใหญ่เริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ของการ “ขึ้น” ดอกเบี้ยในปี 2026 ซึ่งสวนทางกับความคาดหวังเดิมที่ตลาดเคยปักใจเชื่อว่าเฟดจะเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ในอีกมุมหนึ่งของโลก ตลาดหุ้นเอเชียกลับสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ โดยดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ทะลุ 9,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ขณะที่ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นก็ทะลุ 71,000 จุดเป็นครั้งแรกเช่นกัน แรงหนุนหลักมาจากกระแสความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับ AI ที่ร้อนแรงไม่หยุด นำโดย SK Hynix และ Samsung Electronics ส่วนในตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันดิบร่วงลงเกือบ 5% หลังประธานาธิบดีโดนัลด์…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *