S&P 500 ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่เปิดศักราชเดือนพฤษภาคม ขณะราคาน้ำมันร่วงและ Apple พุ่ง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มต้นเดือนพฤษภาคมด้วยบรรยากาศที่สดใส เมื่อ S&P 500 พุ่งทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ทั้งในแง่ระดับราคาระหว่างเซสชันและราคาปิด ได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Apple และสัญญาณที่ดีขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้ว่าความหวังด้านสันติภาพจะยังคงเปราะบางและห่างไกลจากความแน่นอนก็ตาม
ตัวเลขตลาด: สถิติที่บันทึกประวัติศาสตร์
ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.29% ปิดที่ 7,230.12 จุด ทะลุระดับ 7,200 จุด เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขณะที่ Nasdaq Composite พุ่งขึ้น 0.89% ปิดที่ 25,114.44 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ทั้งสองดัชนีบันทึกสถิติปิดสูงสุดในวันเดียวกัน สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งที่กว้างขวางของตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี
ในทางตรงกันข้าม Dow Jones Industrial Average ปรับตัวลดลง 152.87 จุด หรือ 0.31% ปิดที่ 49,499.27 จุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในองค์ประกอบของดัชนี เนื่องจาก Dow มีสัดส่วนของหุ้นอุตสาหกรรมและพลังงานสูงกว่า ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงในวันนี้
เดือนเมษายนที่ยิ่งใหญ่: ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในรอบหลายปี
วันศุกร์นี้ยังถือเป็นการปิดฉากเดือนเมษายนที่น่าจดจำที่สุดในรอบหลายปี โดย S&P 500 และ Nasdaq ทำผลตอบแทนรายเดือนที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 ในขณะที่ Dow Jones บันทึกผลตอบแทนรายเดือนที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567
การเติบโตอย่างแข็งแกร่งนี้มาจากสองปัจจัยหลักที่เสริมกัน ได้แก่ ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์โดยรวม และความหวังที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจเริ่มมีทิศทางสู่การเจรจายุติ แม้ว่าเส้นทางไปสู่สันติภาพจะยังคงขรุขระและไม่แน่นอนก็ตาม
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ เมื่อมองจากต้นปี แม้ว่าตลาดจะเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักในช่วงที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มต้นขึ้น แต่ดัชนีหลักทั้งสามตัวในปัจจุบัน ต่างอยู่ในระดับที่สูงกว่าระดับต้นปี 2569 อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดได้ย่อยความเสี่ยงจากสงครามไปพอสมควรแล้ว และกำลังมองไปข้างหน้าที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและผลประกอบการมากขึ้น
Apple: ผู้ขับเคลื่อนหลักของวัน
หุ้น Apple พุ่งขึ้นมากกว่า 3% ในวันศุกร์ หลังจากที่บริษัทรายงานผลประกอบการไตรมาสสองของปีงบประมาณที่เหนือกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ทั้งในด้านรายได้และกำไร ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดัน S&P 500 และ Nasdaq ให้ทำสถิติใหม่
สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับนักลงทุนมากที่สุดไม่ใช่แค่ตัวเลขของไตรมาสที่ผ่านมา แต่คือ แนวโน้มรายได้สำหรับไตรมาสปัจจุบันที่ดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโดยรวมที่มีต่อธุรกิจของ Apple
ความน่าสนใจอีกประการหนึ่งของผลประกอบการครั้งนี้คือ รายได้จาก iPhone ยังคงต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ ซึ่งเป็นครั้งที่สองในสามไตรมาสที่ผ่านมา แต่ตลาดกลับตอบสนองในเชิงบวก เพราะนักลงทุนมองข้ามข้อกังวลเรื่อง iPhone และโฟกัสไปที่ภาพรวมที่ดีกว่าคาด โดยเฉพาะความแข็งแกร่งของธุรกิจ Services ที่ยังคงเติบโตในอัตราที่น่าพอใจ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของ Apple จากบริษัทที่พึ่งพารายได้จากฮาร์ดแวร์เป็นหลัก ไปสู่บริษัทที่มีกระแสรายได้จากบริการที่มั่นคงและคาดการณ์ได้มากขึ้น
ราคาน้ำมัน: ลดลงแต่ยังอ่อนไหวต่อการทูต
ในขณะที่ตลาดหุ้นเฉลิมฉลอง ตลาดน้ำมันดิบกลับเผชิญกับแรงขายเมื่ออิหร่านส่งการตอบสนองต่อการแก้ไขล่าสุดของสหรัฐฯ ในร่างข้อตกลงยุติความขัดแย้งผ่านตัวกลางปากีสถาน ซึ่งทำให้ตลาดมองว่าอาจมีความคืบหน้าในกระบวนการสันติภาพ
น้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลง 2.98% ปิดที่ 101.94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ Brent ลดลง 2.02% ปิดที่ 108.17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันฟื้นตัวขึ้นมาบางส่วนจากระดับต่ำสุดของวัน หลังจาก Trump ออกมาเปิดเผยว่าเขา “ไม่พอใจ” กับข้อเสนอสันติภาพล่าสุดของอิหร่าน โดยกล่าวว่า “อิหร่านต้องการทำข้อตกลง แต่ผมยังไม่พอใจกับมัน”
การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในวันนี้สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวของตลาดพลังงานต่อทุกสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาสันติภาพ แต่ยังแสดงให้เห็นด้วยว่าตลาดยังคงไม่แน่ใจในทิศทาง เพราะแม้จะมีความหวังในเบื้องต้น คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคจาก Trump ก็สามารถพลิกทิศทางราคาได้ในทันที
มุมมองของผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอ: ยังคงมองบวกในระยะยาว
David Krakauer รองประธานฝ่ายบริหารพอร์ตโฟลิโอของ Mercer Advisors ให้มุมมองที่น่าสนใจต่อสถานการณ์ตลาดในปัจจุบัน โดยยังคงมีทัศนคติเชิงบวกต่อหุ้นในระยะยาว แม้จะยอมรับว่าอาจมีการปรับฐานในระยะสั้น
“อาจมีข่าวใหม่หรือความเชื่อมั่นที่ลดลง ทำให้เราเห็นการปรับตัวลงเล็กน้อยหลังจากที่ขึ้นมาแรง แต่โดยรวมเราในเชิงกลยุทธ์ยังคงมองบวกต่อหุ้น” Krakauer กล่าว
ในประเด็นของ AI และการลงทุนด้านเทคโนโลยี Krakauer ตั้งข้อสังเกตว่าจะมีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ เนื่องจากไม่ใช่การลงทุนด้าน AI ทั้งหมดที่จะสร้างผลตอบแทน แต่ยังคงเชื่อมั่นในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่ AI จะมอบให้กับเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยกล่าวว่า “เราคิดว่าเรื่องราวของการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่ดียิ่งขึ้นยังคงอยู่”
มุมมองนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ตลาดกำลังบอกเราผ่านราคาหุ้น กล่าวคือ นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อว่าการเติบโตของเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทในระยะยาวจะยังคงแข็งแกร่ง แม้จะมีความไม่แน่นอนในระยะสั้นจากสงครามและการทูตที่ยังคงผันผวน
วิเคราะห์เชิงลึก: ตลาดกำลังบอกอะไรเรา
การที่ S&P 500 ทะลุ 7,200 จุดและ Nasdaq ทำสถิติสูงสุดใหม่ในวันเดียวกับที่ราคาน้ำมันลดลงมีนัยสำคัญที่ลึกกว่าแค่ตัวเลขในหน้าจอ มันสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในความเชื่อมั่นของตลาดที่สำคัญ
ตลาดกำลังส่งสัญญาณว่าผลประกอบการของบริษัทที่แข็งแกร่งในฤดูกาลนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเศรษฐกิจยังคงมีความยืดหยุ่น ในขณะเดียวกัน สัญญาณการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แม้จะยังไม่ราบรื่น แต่ก็ช่วยลด Risk Premium ที่ตลาดเคยตีราคาไว้สูงในช่วงต้น ทำให้นักลงทุนกล้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังมีอยู่และไม่ควรมองข้าม Trump ยืนยันแล้วว่าข้อเสนอสันติภาพล่าสุดของอิหร่านยังไม่เป็นที่พอใจ ซึ่งหมายความว่าสงครามอาจยืดเยื้อต่อไป ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และแรงกดดันเงินเฟ้อยังไม่ได้หายไปไหน
บทสรุป: เปิดศักราชพฤษภาคมด้วยความหวังที่ระมัดระวัง
S&P 500 ที่ทะลุ 7,200 จุดและ Nasdaq ที่แตะสถิติใหม่เป็นภาพที่น่าประทับใจสำหรับการเปิดศักราชเดือนพฤษภาคม และสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งพื้นฐานของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการเติบโตของกำไรบริษัท แต่ตลาดในเดือนข้างหน้าจะยังคงถูกกำหนดทิศทางอย่างมากจากสองปัจจัยหลัก ได้แก่ ความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลางที่ส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ที่จะออกมาจากการประชุมในสัปดาห์นี้
สำหรับนักลงทุน บทเรียนจากเดือนเมษายนชัดเจน ตลาดสามารถฝ่าฟันความไม่แน่นอนได้หากผลประกอบการพื้นฐานยังแข็งแกร่ง แต่ความระมัดระวังยังคงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในสภาพแวดล้อมที่ข่าวจากทำเนียบขาวและอิหร่านยังสามารถพลิกทิศทางตลาดได้ทุกเมื่อ
