S&P 500 ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่เปิดศักราชเดือนพฤษภาคม ขณะราคาน้ำมันร่วงและ Apple พุ่ง
| |

S&P 500 ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่เปิดศักราชเดือนพฤษภาคม ขณะราคาน้ำมันร่วงและ Apple พุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มต้นเดือนพฤษภาคมด้วยบรรยากาศที่สดใส เมื่อ S&P 500 พุ่งทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ทั้งในแง่ระดับราคาระหว่างเซสชันและราคาปิด ได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Apple และสัญญาณที่ดีขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้ว่าความหวังด้านสันติภาพจะยังคงเปราะบางและห่างไกลจากความแน่นอนก็ตาม

ตัวเลขตลาด: สถิติที่บันทึกประวัติศาสตร์

ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.29% ปิดที่ 7,230.12 จุด ทะลุระดับ 7,200 จุด เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขณะที่ Nasdaq Composite พุ่งขึ้น 0.89% ปิดที่ 25,114.44 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ทั้งสองดัชนีบันทึกสถิติปิดสูงสุดในวันเดียวกัน สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งที่กว้างขวางของตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี

ในทางตรงกันข้าม Dow Jones Industrial Average ปรับตัวลดลง 152.87 จุด หรือ 0.31% ปิดที่ 49,499.27 จุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในองค์ประกอบของดัชนี เนื่องจาก Dow มีสัดส่วนของหุ้นอุตสาหกรรมและพลังงานสูงกว่า ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงในวันนี้

เดือนเมษายนที่ยิ่งใหญ่: ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในรอบหลายปี

วันศุกร์นี้ยังถือเป็นการปิดฉากเดือนเมษายนที่น่าจดจำที่สุดในรอบหลายปี โดย S&P 500 และ Nasdaq ทำผลตอบแทนรายเดือนที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 ในขณะที่ Dow Jones บันทึกผลตอบแทนรายเดือนที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567

การเติบโตอย่างแข็งแกร่งนี้มาจากสองปัจจัยหลักที่เสริมกัน ได้แก่ ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์โดยรวม และความหวังที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจเริ่มมีทิศทางสู่การเจรจายุติ แม้ว่าเส้นทางไปสู่สันติภาพจะยังคงขรุขระและไม่แน่นอนก็ตาม

ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ เมื่อมองจากต้นปี แม้ว่าตลาดจะเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักในช่วงที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มต้นขึ้น แต่ดัชนีหลักทั้งสามตัวในปัจจุบัน ต่างอยู่ในระดับที่สูงกว่าระดับต้นปี 2569 อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดได้ย่อยความเสี่ยงจากสงครามไปพอสมควรแล้ว และกำลังมองไปข้างหน้าที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและผลประกอบการมากขึ้น

Apple: ผู้ขับเคลื่อนหลักของวัน

หุ้น Apple พุ่งขึ้นมากกว่า 3% ในวันศุกร์ หลังจากที่บริษัทรายงานผลประกอบการไตรมาสสองของปีงบประมาณที่เหนือกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ทั้งในด้านรายได้และกำไร ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดัน S&P 500 และ Nasdaq ให้ทำสถิติใหม่

สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับนักลงทุนมากที่สุดไม่ใช่แค่ตัวเลขของไตรมาสที่ผ่านมา แต่คือ แนวโน้มรายได้สำหรับไตรมาสปัจจุบันที่ดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโดยรวมที่มีต่อธุรกิจของ Apple

ความน่าสนใจอีกประการหนึ่งของผลประกอบการครั้งนี้คือ รายได้จาก iPhone ยังคงต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ ซึ่งเป็นครั้งที่สองในสามไตรมาสที่ผ่านมา แต่ตลาดกลับตอบสนองในเชิงบวก เพราะนักลงทุนมองข้ามข้อกังวลเรื่อง iPhone และโฟกัสไปที่ภาพรวมที่ดีกว่าคาด โดยเฉพาะความแข็งแกร่งของธุรกิจ Services ที่ยังคงเติบโตในอัตราที่น่าพอใจ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของ Apple จากบริษัทที่พึ่งพารายได้จากฮาร์ดแวร์เป็นหลัก ไปสู่บริษัทที่มีกระแสรายได้จากบริการที่มั่นคงและคาดการณ์ได้มากขึ้น

ราคาน้ำมัน: ลดลงแต่ยังอ่อนไหวต่อการทูต

ในขณะที่ตลาดหุ้นเฉลิมฉลอง ตลาดน้ำมันดิบกลับเผชิญกับแรงขายเมื่ออิหร่านส่งการตอบสนองต่อการแก้ไขล่าสุดของสหรัฐฯ ในร่างข้อตกลงยุติความขัดแย้งผ่านตัวกลางปากีสถาน ซึ่งทำให้ตลาดมองว่าอาจมีความคืบหน้าในกระบวนการสันติภาพ

น้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลง 2.98% ปิดที่ 101.94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ Brent ลดลง 2.02% ปิดที่ 108.17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันฟื้นตัวขึ้นมาบางส่วนจากระดับต่ำสุดของวัน หลังจาก Trump ออกมาเปิดเผยว่าเขา “ไม่พอใจ” กับข้อเสนอสันติภาพล่าสุดของอิหร่าน โดยกล่าวว่า “อิหร่านต้องการทำข้อตกลง แต่ผมยังไม่พอใจกับมัน”

การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในวันนี้สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวของตลาดพลังงานต่อทุกสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาสันติภาพ แต่ยังแสดงให้เห็นด้วยว่าตลาดยังคงไม่แน่ใจในทิศทาง เพราะแม้จะมีความหวังในเบื้องต้น คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคจาก Trump ก็สามารถพลิกทิศทางราคาได้ในทันที

มุมมองของผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอ: ยังคงมองบวกในระยะยาว

David Krakauer รองประธานฝ่ายบริหารพอร์ตโฟลิโอของ Mercer Advisors ให้มุมมองที่น่าสนใจต่อสถานการณ์ตลาดในปัจจุบัน โดยยังคงมีทัศนคติเชิงบวกต่อหุ้นในระยะยาว แม้จะยอมรับว่าอาจมีการปรับฐานในระยะสั้น

“อาจมีข่าวใหม่หรือความเชื่อมั่นที่ลดลง ทำให้เราเห็นการปรับตัวลงเล็กน้อยหลังจากที่ขึ้นมาแรง แต่โดยรวมเราในเชิงกลยุทธ์ยังคงมองบวกต่อหุ้น” Krakauer กล่าว

ในประเด็นของ AI และการลงทุนด้านเทคโนโลยี Krakauer ตั้งข้อสังเกตว่าจะมีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ เนื่องจากไม่ใช่การลงทุนด้าน AI ทั้งหมดที่จะสร้างผลตอบแทน แต่ยังคงเชื่อมั่นในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่ AI จะมอบให้กับเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยกล่าวว่า “เราคิดว่าเรื่องราวของการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่ดียิ่งขึ้นยังคงอยู่”

มุมมองนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ตลาดกำลังบอกเราผ่านราคาหุ้น กล่าวคือ นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อว่าการเติบโตของเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทในระยะยาวจะยังคงแข็งแกร่ง แม้จะมีความไม่แน่นอนในระยะสั้นจากสงครามและการทูตที่ยังคงผันผวน

วิเคราะห์เชิงลึก: ตลาดกำลังบอกอะไรเรา

การที่ S&P 500 ทะลุ 7,200 จุดและ Nasdaq ทำสถิติสูงสุดใหม่ในวันเดียวกับที่ราคาน้ำมันลดลงมีนัยสำคัญที่ลึกกว่าแค่ตัวเลขในหน้าจอ มันสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในความเชื่อมั่นของตลาดที่สำคัญ

ตลาดกำลังส่งสัญญาณว่าผลประกอบการของบริษัทที่แข็งแกร่งในฤดูกาลนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเศรษฐกิจยังคงมีความยืดหยุ่น ในขณะเดียวกัน สัญญาณการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แม้จะยังไม่ราบรื่น แต่ก็ช่วยลด Risk Premium ที่ตลาดเคยตีราคาไว้สูงในช่วงต้น ทำให้นักลงทุนกล้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังมีอยู่และไม่ควรมองข้าม Trump ยืนยันแล้วว่าข้อเสนอสันติภาพล่าสุดของอิหร่านยังไม่เป็นที่พอใจ ซึ่งหมายความว่าสงครามอาจยืดเยื้อต่อไป ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และแรงกดดันเงินเฟ้อยังไม่ได้หายไปไหน

บทสรุป: เปิดศักราชพฤษภาคมด้วยความหวังที่ระมัดระวัง

S&P 500 ที่ทะลุ 7,200 จุดและ Nasdaq ที่แตะสถิติใหม่เป็นภาพที่น่าประทับใจสำหรับการเปิดศักราชเดือนพฤษภาคม และสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งพื้นฐานของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการเติบโตของกำไรบริษัท แต่ตลาดในเดือนข้างหน้าจะยังคงถูกกำหนดทิศทางอย่างมากจากสองปัจจัยหลัก ได้แก่ ความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลางที่ส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ที่จะออกมาจากการประชุมในสัปดาห์นี้

สำหรับนักลงทุน บทเรียนจากเดือนเมษายนชัดเจน ตลาดสามารถฝ่าฟันความไม่แน่นอนได้หากผลประกอบการพื้นฐานยังแข็งแกร่ง แต่ความระมัดระวังยังคงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในสภาพแวดล้อมที่ข่าวจากทำเนียบขาวและอิหร่านยังสามารถพลิกทิศทางตลาดได้ทุกเมื่อ

Similar Posts

  • ศึกธนาคารกลางโลก! เฟดยุค Warsh ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย ECB-BOJ นำหน้าไปแล้ว

    สัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เข้มข้นที่สุดของปีสำหรับตลาดการเงินโลก เมื่อธนาคารกลางหลักของโลกถึง 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต่างจัดประชุมกำหนดทิศทางดอกเบี้ยในกรอบเวลาห่างกันเพียงไม่กี่วัน ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่พุ่งสูงจากผลพวงสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่ในจังหวะเดียวกันก็มีข่าวดีเรื่องข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบร่วงลงอย่างรวดเร็ว สร้างความผันผวนสองด้านที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ไฮไลต์สำคัญที่สุดอยู่ที่การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ครั้งแรกของ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งแม้จะยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.5-3.75% ตามคาด แต่กลับส่งสัญญาณที่ตลาดตีความว่าเป็น “hawkish” อย่างชัดเจน ด้วยการตัดวลี “เอียงไปทางผ่อนคลายนโยบาย” ออกจากแถลงการณ์ พร้อมเปิดเผยว่ากรรมการเฟด 9 จาก 18 คน คาดการณ์ว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งภายในปีนี้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเทขายอย่างหนักในวันประกาศ ก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาได้ในช่วงปลายสัปดาห์ เฟดยุควอร์ชเปิดตัวด้วยท่าที Hawkish เหนือความคาดหมาย การประชุม FOMC วันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯ เพราะเป็นครั้งแรกที่เควิน วอร์ช นั่งหัวโต๊ะในฐานะประธานเฟดคนใหม่…

  • เปลี่ยนมุมมองต่อหุ้น Palantir: จากหุ้นแพงสู่โอกาสเติบโตระยะยาวในยุค AI

    นักลงทุนจำนวนมาก—including ผู้เขียนต้นฉบับ—เคยมีมุมมองเชิงลบต่อ Palantir Technologies มาโดยตลอด สาเหตุหลักไม่ใช่เพราะธุรกิจไม่ดี แต่เป็นเพราะ “ราคา” ที่ดูเหมือนจะสะท้อนอนาคตไปหมดแล้ว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Palantir ถูกซื้อขายที่ระดับ valuation สูงมาก เช่น 40 เท่า 60 เท่า หรือแม้แต่ 80 เท่าของรายได้ (revenue multiple) ซึ่งในมุมของนักลงทุนสายพื้นฐานแบบดั้งเดิม ถือว่า “เกินเหตุผล” และมีความเสี่ยงสูง เพราะต้องอาศัยการเติบโตระดับสุดขั้วเพื่อรองรับราคา อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อผู้เขียนเริ่มเปลี่ยนวิธีคิด จากการโฟกัสที่ “ตัวเลข valuation” ไปสู่การวิเคราะห์ “พฤติกรรมของลูกค้า” และ “การใช้งานจริงของเทคโนโลยี” สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามใหม่: “ถ้าบริษัทสามารถสร้าง value จริงในระดับที่เปลี่ยนวิธีการทำงานขององค์กรได้”“valuation ที่ดูแพง อาจไม่แพงก็ได้” โมเดล AIP Boot Camp: เปลี่ยนวิธีขายซอฟต์แวร์องค์กร หนึ่งในจุดแข็งที่สำคัญที่สุดของ Palantir คือวิธีการนำเสนอและขายผลิตภัณฑ์ AI Platform (AIP)…

  • |

    Alphabet ร่วงหนัก 7% สูญมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์ หลังนักวิจัย AI ระดับท็อปย้ายซบ OpenAI-Anthropic

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยภาพที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งคือ Alphabet บริษัทแม่ของ Google ที่หุ้นทรุดตัวลงราว 6-7% ในวันเดียว ซึ่งถือเป็นวันที่แย่ที่สุดในรอบปีของบริษัท สาเหตุมาจากการลาออกของนักวิจัย AI ระดับโลกสองคนรวดในสัปดาห์เดียวกัน ไปอยู่กับคู่แข่งอย่าง OpenAI และ Anthropic ส่งผลให้มูลค่าตลาดของ Alphabet หายไปประมาณ 250,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ดัชนีหุ้นขนาดเล็ก Russell 2000 กลับทำสถิติประวัติศาสตร์ ทะลุระดับ 3,000 จุดเป็นครั้งแรก สะท้อนว่าเงินทุนกำลังหมุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปสู่สินทรัพย์อื่นที่มีความเสี่ยงกระจุกตัวน้อยกว่า ภาพรวมตลาดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมายังเต็มไปด้วยปัจจัยซับซ้อนหลายชั้น ตั้งแต่ผลกระทบที่ยังหลงเหลือจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ส่งสัญญาณ “hawkish” เกินคาดเมื่อสัปดาห์ก่อน ไปจนถึงความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านที่ช่วยฉุดราคาน้ำมันลง และการเทขายทำกำไรในหุ้น SpaceX ที่ร่วงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 หลังจากพุ่งทำสถิติในการเข้าตลาดครั้งแรกเมื่อสองสัปดาห์ก่อน นักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดโลกควรทำความเข้าใจภาพรวมเหล่านี้อย่างละเอียด เพราะมีนัยสำคัญต่อทั้งกองทุนต่างประเทศและทิศทางการลงทุนในสินทรัพย์เทคโนโลยีทั่วโลก Alphabet ร่วงหนักสุดในรอบปี หลังเสีย “สมองกล” ระดับโลกให้คู่แข่ง เหตุการณ์ที่สร้างแรงสะเทือนมากที่สุดในตลาดสัปดาห์นี้คือการที่หุ้น Alphabet ทรุดตัวลงอย่างรุนแรง โดย Reuters…

  • |

    โลกสั่นคลอน: สงครามการค้า ภาษีใหม่ 60 ชาติ และวิกฤตพลังงานกระหน่ำเศรษฐกิจโลก 2569

    ในช่วงกลางปี 2566 เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับพายุหลายลูกพร้อมกันในลักษณะที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ทั้งสงครามในตะวันออกกลางที่ปิดช่องแคบฮอร์มุซและสั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลก สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และคู่ค้าทั่วโลกที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด มาตรการภาษีรอบใหม่ที่เล็งเป้า 60 ประเทศทั่วโลกในข้อหาใช้แรงงานบังคับ และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่แม้จะได้รับการประคองด้วยการประชุมสุดยอดเดือนพฤษภาคม แต่ก็ยังห่างไกลจากการคลี่คลายอย่างแท้จริง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะชะลอตัวเหลือเพียง 3.1% ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลางและอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ OECD ประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอยู่ที่ 2.9% สำหรับปีนี้ โดยระบุว่าความผันผวนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางคือปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด และหากการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานยืดเยื้อเกินกลางปี 2569 จะกดดันแนวโน้มการเติบโตลงอีก สำหรับนักลงทุนไทยและผู้ประกอบการที่ค้าขายกับต่างประเทศ ความเข้าใจภาพรวมของแรงกดดันเหล่านี้ถือเป็นสิ่งจำเป็น เพราะแต่ละปัจจัยล้วนส่งผลกระทบต่อกันอย่างเป็นลูกโซ่ สงครามในตะวันออกกลาง: แผลร้าวของตลาดพลังงานโลก ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่นำไปสู่ความขัดแย้งในอิหร่านตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 ได้เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าตลาดพลังงานโลกอย่างถาวร ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันโลกราว 1 ใน 5 ถูกปิดกั้นอย่างมีประสิทธิภาพหลังจากการโจมตีทางทหาร ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นจากต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนหน้าไปสู่จุดสูงสุดที่เกือบ 120 ดอลลาร์ ธนาคารโลกรายงานว่าราคาพลังงานโลกคาดว่าจะพุ่งขึ้น 24% ในปีนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2565 และส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมปรับตัวขึ้น 16% ด้วยแรงหนุนหลักจากราคาพลังงานและปุ๋ยที่พุ่งสูง…

  • |

    ความหวังที่ระมัดระวัง: ผู้ถือหุ้น Berkshire ชั่งน้ำหนักอนาคตภายใต้ CEO คนใหม่ Greg Abel

    ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยทั้งความคาดหวังและความไม่แน่นอน งานช้อปปิ้งของผู้ถือหุ้นที่เป็นจุดเริ่มต้นของการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีของ Berkshire Hathaway ได้เปิดฉากขึ้นด้วยบรรยากาศที่ “ระมัดระวังแต่มองในแง่ดี” เมื่อนักลงทุนทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่มารวมตัวกันเพื่อชั่งน้ำหนักทิศทางของบริษัทภายใต้การนำของผู้บริหารสูงสุดคนใหม่ นี่คือการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งแรกอย่างเป็นทางการที่ Greg Abel จะขึ้นบนเวทีในฐานะ CEO ของ Berkshire Hathaway หลังจากเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม สืบทอดจาก Warren Buffett ตำนานนักลงทุนที่ครองบัลลังก์มานานกว่าครึ่งศตวรรษ และ Charlie Munger หุ้นส่วนคู่คิดผู้ล่วงลับ ซึ่งทั้งสองถูกจดจำในฐานะ “นักเล่าเรื่อง” และ “นักปราชญ์” ที่ดึงดูดผู้ถือหุ้นหลายหมื่นคนมาฟังปัญญาทุกปีในสิ่งที่ถูกเรียกว่า “Woodstock สำหรับนักลงทุน” ฝูงชนที่บางตากว่าเคย: สัญญาณของยุคใหม่ สิ่งแรกที่สะดุดตาในปีนี้คือจำนวนผู้เข้าร่วมที่สังเกตเห็นได้ว่า บางตากว่าปีก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านที่กำลังเกิดขึ้น เพราะส่วนหนึ่งของแรงดึงดูดของงานประชุม Berkshire ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา คือโอกาสที่จะได้เห็นและฟัง Buffett และ Munger พูดคุยอย่างเปิดเผยและฉลาดเฉลียวเป็นเวลาหลายชั่วโมง การที่ Buffett ไม่ได้นั่งบนเวทีในฐานะ CEO อีกต่อไป และ Munger จากไปแล้ว ทำให้สมการของงานนี้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ คำถามสำคัญที่ลอยอยู่ในอากาศตลอดทั้งวันคือ…

  • |

    เงินเฟ้อสหรัฐ 4.2% พุ่งสูงสุด 3 ปี เฟดยุค Warsh ลุ้นดอกเบี้ย 17 มิ.ย.

    ยามที่โลกกำลังจับตาดูว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) จะส่งสัญญาณอะไรในการประชุม FOMC วันที่ 16-17 มิถุนายน 2569 ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐล่าสุดก็ออกมาสาดน้ำเย็นใส่ความหวังผู้ที่รอการลดดอกเบี้ย ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคมพุ่งขึ้นสู่ระดับ 4.2% เมื่อเทียบรายปี — สูงสุดในรอบกว่า 3 ปี — โดยมีสงครามอิหร่านและวิกฤตพลังงานเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ฝั่งยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็เผชิญบทพิสูจน์ที่ไม่ต่างกัน บทความนี้รวบรวมพัฒนาการสำคัญทั้งหมดที่นักลงทุนไทยต้องรู้ก่อนที่ประวัติศาสตร์การเงินโลกจะถูกเขียนขึ้นในสัปดาห์นี้ เงินเฟ้อสหรัฐพุ่ง 4.2%: สัญญาณเตือนจากสมรภูมิพลังงาน ตัวเลขที่สำนักสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) ประกาศเมื่อวันพุธที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมานั้นหนักกว่าที่ตลาดส่วนใหญ่เตรียมใจไว้ แม้ตัวเลข 4.2% จะตรงกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ แต่มันยังหมายถึงการเร่งตัวขึ้นเป็นเดือนที่สามติดต่อกัน นับจากอัตรา 3.8% ในเดือนเมษายน ตัวการสำคัญที่สุดคือพลังงาน CNBC รายงานว่าราคาพลังงานโดยรวมพุ่งขึ้น 23.5% เมื่อเทียบรายปี โดยราคาน้ำมันเบนซินทะยาน 40.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงถึง…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *