การส่งออกของสหราชอาณาจักรไปสหรัฐฯ ดิ่งลง 25% หลัง Trump ประกาศภาษีนำเข้าชุด "Liberation Day"
|

การส่งออกของสหราชอาณาจักรไปสหรัฐฯ ดิ่งลง 25% หลัง ทรัมป์ ประกาศภาษีนำเข้าชุด “Liberation Day”

ผลกระทบของนโยบายภาษีนำเข้าที่ก้าวร้าวที่สุดในประวัติศาสตร์การค้าสมัยใหม่เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนในตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ เมื่อสำนักงานสถิติแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (ONS) รายงานในวันศุกร์ว่า สินค้าส่งออกของสหราชอาณาจักรที่ส่งไปยังสหรัฐอเมริกา ไม่รวมโลหะมีค่า ลดลงถึง 1,500 ล้านปอนด์ หรือ 24.7% หลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษีนำเข้าชุดที่เขาเรียกว่า “Liberation Day” ในเดือนเมษายน 2568 และยอดส่งออกยังคงซบเซาต่อเนื่องมานับตั้งแต่นั้น

ตัวเลขที่ออกมานี้ไม่ใช่เพียงสถิติทางเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง แต่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของผลกระทบจริงที่ธุรกิจและแรงงานชาวอังกฤษกำลังเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน และยังตั้งคำถามสำคัญว่าข้อตกลงการค้าที่สหราชอาณาจักรเจรจาได้เป็นรายแรกกับรัฐบาล ทรัมป์ นั้นเพียงพอที่จะปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอังกฤษได้มากน้อยแค่ไหน

ขนาดของความเสียหาย: ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือผลกระทบในโลกจริง

การลดลง 25% ของมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ อาจฟังดูเป็นตัวเลขนามธรรม แต่เมื่อพิจารณาว่า สหรัฐอเมริกาคือตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร ความสำคัญของตัวเลขนี้จึงยิ่งใหญ่ขึ้นอย่างมากในเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาค

ผลกระทบที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษคือในภาคยานยนต์ โดย ONS ระบุว่า การส่งออกรถยนต์จากสหราชอาณาจักรไปยังสหรัฐฯ ลดลงและยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนมีภาษีนำเข้า ตลอด 12 เดือนนับตั้งแต่เมษายน 2568 อุตสาหกรรมยานยนต์ของอังกฤษซึ่งมีศูนย์กลางที่โรงงานหลายแห่งในภาคกลางและภาคเหนือของประเทศ เป็นแหล่งจ้างงานสำคัญที่มีความเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนในวงกว้าง การที่ยอดส่งออกยังคงซบเซาต่อเนื่องบ่งชี้ว่าปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับตัวชั่วคราว แต่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืนกว่านั้นมาก

สิ่งที่ซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงคือในขณะที่การส่งออกดิ่งลง การนำเข้าสินค้ากลับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี 2569 ส่งผลให้สหราชอาณาจักร ขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ ติดต่อกันสามเดือนติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่กลับด้านจากที่เคยเป็นมา เพราะในอดีต สหราชอาณาจักรมักมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ

ข้อตกลงการค้าฉบับแรก: ดีแต่ยังไม่เพียงพอ

ในเดือนพฤษภาคม 2568 สหราชอาณาจักรกลายเป็น ประเทศแรกในโลกที่สามารถเจรจาข้อตกลงการค้ากับรัฐบาล ทรัมป์ ได้หลังจากการประกาศ Liberation Day ซึ่งในตอนนั้นถูกมองว่าเป็นชัยชนะทางการทูตที่สำคัญและแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์พิเศษระหว่างสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขของข้อตกลงดังกล่าวรวมถึง ภาษีนำเข้าแบบครอบคลุมที่ 10% สำหรับสินค้านำเข้าทั้งหมดจากสหราชอาณาจักรเข้าสู่สหรัฐฯ ซึ่งหมายความว่าแม้จะเป็น “ข้อตกลงที่ดีที่สุดเท่าที่เจรจาได้” แต่ก็ยังคงสร้างต้นทุนใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในระบบการค้าแบบไร้ภาษีที่เคยดำเนินมายาวนาน ผู้ส่งออกทั้งสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมการค้าใหม่ที่มีต้นทุนสูงขึ้น และสินค้าอย่าง Scotch Whisky รวมถึงเครื่องดื่มสุราอื่นๆ ก็ถูกเรียกเก็บภาษีใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ

ทรัมป์ ยกเว้นภาษี Scotch Whisky เป็นของขวัญแด่กษัตริย์ Charles

ในสัปดาห์นี้มีพัฒนาการที่น่าสนใจเมื่อ ทรัมป์ ประกาศจะ ยกเลิกภาษีนำเข้าทั้งหมดสำหรับ Scotch Whisky “เพื่อเป็นเกียรติแก่” พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลา ตามมาหลังจากการเสด็จเยือนรัฐสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ

การประกาศนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับอุตสาหกรรม Scotch Whisky ซึ่งจ้างงานประมาณ 40,000 คน ในสกอตแลนด์ และคิดเป็น 23% ของสินค้าส่งออกทั้งหมดของสกอตแลนด์ ในปี 2568 เป็นสัญญาณที่ดีว่าแรงกดดันทางการทูตในช่องทางที่ไม่เป็นทางการสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ในบางกรณี

อย่างไรก็ตาม Samuel Edwards หัวหน้าฝ่ายบริหารพอร์ตโฟลิโอลูกค้าของ Ebury ชี้ให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า การยกเว้นภาษีสำหรับ Scotch Whisky เพียงอย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอที่จะแก้ไขการขาดดุลการค้าโดยรวมของสหราชอาณาจักรได้ เพราะมันครอบคลุมเพียงส่วนเล็กๆ ของสินค้าส่งออกทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบ

แรงกดดันสามทาง: วิเคราะห์ผลกระทบต่อธุรกิจอังกฤษ

Edwards อธิบายสถานการณ์ที่ผู้ส่งออกอังกฤษกำลังเผชิญได้อย่างกระชับและครอบคลุมด้วยคำว่า “การบีบอัดสามทาง (Triple Squeeze)” ที่กำลังกัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจอังกฤษอย่างต่อเนื่อง

แรงกดดันแรก: ต้นทุนการค้าที่สูงขึ้นจากภาษีนำเข้า ภาษีนำเข้า 10% ดูเหมือนไม่มากเมื่อมองในแง่เปอร์เซ็นต์ แต่ในความเป็นจริง มันกัดกร่อนอัตรากำไรที่มักบางอยู่แล้วของผู้ส่งออก และในหลายกรณี มันเพียงพอที่จะทำให้สินค้าของอังกฤษสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคาเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากประเทศที่มีเงื่อนไขภาษีที่ดีกว่า

แรงกดดันที่สอง: ต้นทุนการจ้างงานและภาษีในประเทศที่สูงขึ้น รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมนายจ้างและค่าจ้างขั้นต่ำในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้ต้นทุนแรงงานของธุรกิจอังกฤษสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อรวมกับภาษีนำเข้าจากฝั่งสหรัฐฯ ผู้ส่งออกจึงถูกบีบจากทั้งสองทิศทางพร้อมกัน

แรงกดดันที่สาม: แรงกดดันด้านราคาวัตถุดิบ ราคาพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้นอันเป็นผลจากสงครามในอิหร่านและความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเพิ่มต้นทุนการผลิตให้กับธุรกิจอังกฤษ ซึ่งกำลังผลิตสินค้าเพื่อส่งออกในสภาพที่ต้นทุนทุกด้านกำลังสูงขึ้นพร้อมกัน

Edwards สรุปสถานการณ์ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “สหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร ดังนั้นภาวะถดถอยในระดับนี้น่าจะมีผลกระทบต่อการเติบโตโดยรวมของสหราชอาณาจักร” และ “ผู้ส่งออกกำลังเผชิญกับการบีบอัดสามทาง ทั้งต้นทุนการค้าที่สูงขึ้นจากภาษีนำเข้า ต้นทุนการจ้างงานและภาษีที่เพิ่มขึ้น และแรงกดดันด้านราคาวัตถุดิบ ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังกัดกร่อนอัตรากำไรและทำให้การแข่งขันในระดับนานาชาติยากขึ้น”

ผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร: ภาพที่น่ากังวล

เมื่อพิจารณาตัวเลขการส่งออกที่ลดลง 25% ในบริบทของเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรโดยรวม ภาพที่ออกมาน่ากังวลอย่างมาก เพราะการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่ลดลง 1,500 ล้านปอนด์นั้นส่งผลกระทบต่อ GDP โดยตรงผ่านช่องทางหลายทาง ทั้งรายได้ของบริษัทที่ลดลง การจ้างงานที่อาจลดลงตามมา และผลกระทบทวีคูณต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในซัพพลายเชน

ธนาคารแห่งอังกฤษซึ่งกำลังจะประกาศผลการประชุมนโยบายการเงินในสัปดาห์นี้เช่นกัน จะต้องประเมินว่าการชะลอตัวของการส่งออกนี้ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรอย่างไร เพราะในด้านหนึ่งการส่งออกที่อ่อนแอส่งสัญญาณว่าอาจต้องการการกระตุ้นทางการเงิน แต่ในอีกด้านหนึ่งแรงกดดันเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงานที่สูงยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องระวัง

บทสรุป: ราคาของนโยบายกีดกันทางการค้า

ตัวเลขที่ ONS รายงานออกมาวันนี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมว่านโยบายภาษีนำเข้าของ ทรัมป์ ส่งผลกระทบที่วัดได้และมีนัยสำคัญต่อพันธมิตรทางการค้า แม้แต่ประเทศที่เจรจาข้อตกลงการค้าได้เป็นรายแรกอย่างสหราชอาณาจักรก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบได้อย่างสมบูรณ์

สำหรับรัฐบาลสหราชอาณาจักร ความท้าทายในระยะต่อไปคือการหาทางเจรจาเพื่อขยายการยกเว้นภาษีให้ครอบคลุมสินค้าอื่นๆ นอกเหนือจาก Scotch Whisky ในขณะเดียวกันก็ต้องหาตลาดทดแทนในภูมิภาคอื่นที่สามารถชดเชยการสูญเสียยอดส่งออกไปสหรัฐฯ ได้บ้าง แม้ว่าการหาตลาดที่ใหญ่และมีกำลังซื้อสูงพอที่จะทดแทนสหรัฐฯ ได้นั้นถือเป็นโจทย์ที่ยากมากในระยะสั้น

Similar Posts

  • |

    ตลาดหุ้นโลกพุ่ง! สหรัฐ-อิหร่านสงบศึก SpaceX IPO สถิติโลก AI ยังครองตลาด

    ตลาดการเงินโลกเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยบรรยากาศที่คึกคักอย่างยิ่ง หลังจากสองเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นพร้อมกัน คือการที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ประกอบกับ IPO ของ SpaceX ที่กลายเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วอลล์สตรีทเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สองปัจจัยนี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร้อนแรงตั้งแต่เช้าวันจันทร์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิ่งลงกว่า 4% สู่ระดับต่ำสุดในรอบสามเดือน ท่ามกลางกระแสความกังวลที่คลี่คลาย นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs และ Bloomberg ต่างชี้ว่านี่คือ “จุดเปลี่ยน” สำคัญของตลาดทุนโลกที่นักลงทุนไทยไม่ควรมองข้าม สหรัฐ-อิหร่านจับมือหยุดสงคราม ตลาดเอเชียพุ่งทะยาน ตลาดหุ้นทั่วโลกและตลาดตราสารหนี้ต่างปรับตัวขึ้นพร้อมกัน ขณะที่ราคาน้ำมันดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบสามเดือน หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่งผลให้ความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของการจัดหาพลังงานโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดัชนี MSCI ของหุ้นเอเชียพุ่งขึ้นราว 3% ขณะที่ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐและยุโรปปรับขึ้นกว่า 1.2% ส่วนนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นมุ่งหน้าสู่การปิดทำการในระดับสถิติสูงสุด ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลหลัก ขณะที่บิตคอยน์ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบสองสัปดาห์ น้ำมันดิบ Brent ลดลงกว่า 4% มาอยู่ที่ระดับประมาณ 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในฝั่งเอเชีย ตลาดหุ้นทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกพุ่งสูงขึ้นหลังการประกาศข้อตกลงระหว่างวอชิงตันและเตหะรานเพื่อยุติสงคราม โดยดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นพุ่งขึ้น 5.5% ในช่วงเช้า ขณะที่โคสปีของเกาหลีใต้กระโจนขึ้นถึง…

  • นักเทรดบน Kalshi คาด WTI จะพุ่งทะลุ 125 ดอลลาร์ เกินสถิติสูงสุดในช่วงสงครามอิหร่าน

    ในขณะที่ตลาดน้ำมันดิบโลกยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นักเทรดบนแพลตฟอร์ม Kalshi ซึ่งเป็นตลาดทำนายเหตุการณ์ (Prediction Markets) ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ยังไม่ถึงจุดสูงสุดของปีนี้ และยังมีโอกาสที่จะพุ่งขึ้นไปสูงกว่าระดับสูงสุดในช่วงสงครามอีกมาก ตัวเลขที่ตลาดทำนายบอก: มากกว่าครึ่งหนึ่งเชื่อว่าจะแตะ 127 ดอลลาร์ ข้อมูลจาก Kalshi ระบุว่ามีโอกาส มากกว่า 50% ที่ราคา WTI จะแตะระดับ 127 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าระดับปิดสูงสุดในปัจจุบันที่ประมาณ 113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 7 เมษายนอย่างมีนัยสำคัญ และนักเทรดยังประเมินโอกาส 63% ที่ราคาจะข้ามระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคา WTI ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะประกาศหยุดยิง แต่ก็ยังสูงกว่าระดับต่ำสุดที่ 82.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 17 เมษายนอย่างมาก ราคาปัจจุบันกลับมาอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง…

  • |

    CEO Eutelsat เผย ความต้องการจากสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง แม้ SpaceX กดดันให้ตัดการเข้าถึงตลาดของคู่แข่งยุโรป

    ในโลกที่การแข่งขันด้านอวกาศเชิงพาณิชย์กำลังร้อนแรงขึ้นทุกวัน และเส้นแบ่งระหว่างธุรกิจกับภูมิรัฐศาสตร์เริ่มเลือนลางลงอย่างต่อเนื่อง Jean-Francois Fallacher ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Eutelsat ผู้ให้บริการดาวเทียมสัญชาติยุโรปที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลก ออกมาส่งสัญญาณความมั่นใจว่าความต้องการบริการดาวเทียมทางเลือกจากบริษัทในสหรัฐฯ รวมถึงกองทัพสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งและไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะเผชิญกับแรงกดดันทางกฎหมายและการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นจาก SpaceX ของ Elon Musk ก็ตาม การให้สัมภาษณ์กับ Reuters ครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ตึงเครียดอย่างยิ่ง หลังจากที่ SpaceX เพิ่งยื่นจดหมายถึง Federal Communications Commission (FCC) หรือสำนักงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้จำกัดการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ สำหรับผู้ให้บริการดาวเทียมต่างชาติที่รัฐบาลของตนปิดกั้นหรือเอาเปรียบผู้ประกอบการสหรัฐฯ ในตลาดของตน SpaceX เดินหมากทางการเมือง: จดหมายถึง FCC ที่เขย่าอุตสาหกรรม เนื้อหาของจดหมายที่ SpaceX ส่งถึง FCC นั้นสร้างแรงสั่นสะเทือนในอุตสาหกรรมดาวเทียมโลกอย่างมาก เพราะไม่ใช่แค่การร้องเรียนทั่วไปในเชิงธุรกิจ แต่เป็นการเรียกร้องให้ใช้กลไกของรัฐเพื่อกดดันคู่แข่งต่างชาติโดยตรง SpaceX ยกตัวอย่าง SES ผู้ให้บริการดาวเทียมที่มีฐานอยู่ใน ลักเซมเบิร์ก ว่าเป็นบริษัทยุโรปที่ได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ แต่กลับไม่ได้ให้ความเท่าเทียมกันแก่ผู้ให้บริการอเมริกันในตลาดยุโรปอย่างเป็นธรรม แม้ว่าจดหมายดังกล่าวจะไม่ได้ระบุชื่อ Eutelsat โดยตรง…

  • | |

    ตลาดโลกผวาสงครามฮอร์มุซ ดาวโจนส์แกว่งใกล้ 5.3 หมื่นจุด เฟดเหยี่ยวกดบาทอ่อน

    ตลาดการเงินทั่วโลกในสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวอยู่บนเส้นด้ายที่ตึงเครียด ระหว่างความหวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะยืนระยะได้ กับความกลัวว่าไฟสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ปะทุขึ้นอีกครั้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซจะลุกลามจนฉุดราคาน้ำมันและเงินเฟ้อพุ่งกลับ นักลงทุนต้องชั่งน้ำหนักระหว่างแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ฟื้นตัวแรง กับสัญญาณ ‘เหยี่ยว’ ของธนาคารกลางสหรัฐยุคใหม่ภายใต้การนำของเควิน วอร์ช ที่เปิดทางขึ้นดอกเบี้ยแทนที่จะลด ผลพวงทั้งหมดสะท้อนตรงมายังนักลงทุนไทยผ่านค่าเงินบาทที่อ่อนทะลุ 33 บาทต่อดอลลาร์ ราคาทองที่ผันผวน และต้นทุนพลังงานที่ยังทรงตัวสูง ภาพรวมของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทในการซื้อขายวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม ปิดบวกได้สำเร็จ โดยได้แรงหนุนหลักจากการดีดกลับของหุ้นผู้ผลิตชิปและการอ่อนตัวลงของราคาน้ำมัน ทำให้บรรยากาศการลงทุนคลายความตึงเครียดลงบางส่วน แม้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจะยังไม่มีทีท่าคลี่คลาย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ระดับ 52,487.41 จุด เพิ่มขึ้น 139.02 จุด หรือราว 0.27% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.81% ปิดที่ 7,543.64 จุด และดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีทะยานขึ้นถึง 1.30% ปิดที่ 26,206.89 จุด ตามรายงานของ CNBC สะท้อนว่าแรงซื้อกลับเข้าสู่กลุ่มเทคโนโลยีอย่างชัดเจนหลังเผชิญแรงเทขายในช่วงต้นสัปดาห์ บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทีละประเด็นสำคัญที่กำลังกำหนดทิศทางตลาดโลก ตั้งแต่การฟื้นตัวของหุ้นชิปและความเสี่ยงของฟองสบู่ปัญญาประดิษฐ์ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซกับราคาน้ำมันและทองคำ การเปลี่ยนขั้วนโยบายของเฟดยุควอร์ช ความเคลื่อนไหวของตลาดคริปโทเคอร์เรนซี ไปจนถึงพลวัตของค่าเงินและตลาดหุ้นเอเชีย พร้อมประเมินผลกระทบที่จับต้องได้ต่อพอร์ตการลงทุนของคนไทย…

  • |

    สงครามอิหร่านกระทบห่วงโซ่อุปทานแผงวงจร ดันต้นทุนบริษัทเทคโนโลยีพุ่งสูง

    ในโลกที่เศรษฐกิจดิจิทัลเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นกับห่วงโซ่อุปทานทางกายภาพ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ต่อราคาน้ำมันหรือตลาดการเงินอีกต่อไป แต่กำลังเจาะลึกเข้าไปถึงหัวใจของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก เมื่อแหล่งข่าวในวงการอุตสาหกรรมและผู้บริหารระดับสูงหลายรายเปิดเผยกับ Reuters ว่าสงครามในอิหร่านกำลังก่อให้เกิดการหยุดชะงักครั้งสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของ แผงวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board หรือ PCB) ซึ่งเป็นส่วนประกอบพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกชนิดในโลก ตั้งแต่สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ AI ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่ การหยุดชะงักครั้งนี้ถือเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต เพราะผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกกำลังเผชิญกับต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงอยู่แล้ว และขณะนี้ยังต้องรับมือกับแรงกระแทกใหม่จากราคา PCB ที่กำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งของสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งได้สร้างความปั่นป่วนให้กับห่วงโซ่อุปทาน พลาสติก และน้ำมันไปพร้อมกัน จุดเริ่มต้น: การโจมตีนิคมปิโตรเคมีในซาอุดีอาระเบีย รากเหง้าของวิกฤตครั้งนี้สามารถย้อนกลับไปได้ถึงเหตุการณ์เฉพาะเจาะจงในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เมื่ออิหร่านโจมตี นิคมปิโตรเคมี Jubail ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งตั้งอยู่ริมชายฝั่งอ่าวอาหรับ การโจมตีครั้งนั้นบังคับให้ต้องหยุดการผลิต โพลีฟีนิลีนอีเธอร์ (Polyphenylene Ether หรือ PPE) บริสุทธิ์สูง ซึ่งเป็นวัตถุดิบพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการผลิตแผ่นลามิเนตสำหรับ PCB สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้มีความสำคัญระดับโลกมากกว่าที่ดูเผินๆ คือบทบาทของ SABIC (Saudi Basic Industries Corporation) ในห่วงโซ่อุปทานนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านปิโตรเคมีของซาอุดีอาระเบียแห่งนี้ดำเนินงานอยู่ในนิคม Jubail และมีสัดส่วนการผลิต…

  • |

    ประเด็นอิหร่านในการประชุมสุดยอด Trump-Xi อาจดึงเวลาและความสนใจออกจากข้อพิพาทภาษีและแร่หายาก

    การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดี Donald Trump แห่งสหรัฐฯ กับประธานาธิบดี Xi Jinping แห่งจีน ที่กำหนดไว้ในวันที่ 14-15 พฤษภาคม กำลังเข้าใกล้มาด้วยความคาดหวังที่สูงมากจากทั่วโลก ทั้งในแง่ของโอกาสที่จะยุติสงครามในอิหร่าน ลดความตึงเครียดทางการค้า และวางรากฐานสำหรับความร่วมมือระหว่างสองมหาอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญหลายรายเริ่มส่งสัญญาณเตือนว่า ความซับซ้อนของสถานการณ์อาจทำให้การประชุมครั้งนี้สร้างความคืบหน้าได้น้อยกว่าที่หลายฝ่ายหวัง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของธุรกิจทั้งสองประเทศ สงครามอิหร่านจะครองพื้นที่วาระการประชุม ปัจจัยแรกที่นักวิเคราะห์ระบุว่าจะดึงเวลาและความสนใจออกจากประเด็นเศรษฐกิจคือ สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งยังคงดำเนินอยู่และกำลังอยู่ในขั้นตอนที่ละเอียดอ่อนของการเจรจาสันติภาพ Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ยืนยันอย่างชัดเจนแล้วว่าอิหร่านจะเป็นหัวข้อหลักในการประชุม ซึ่งตอกย้ำว่าสงครามที่ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกมากกว่าสองเดือนนี้จะไม่ถูกละเลยในห้องประชุมสุดยอด บริบทที่สำคัญคือเพียงไม่กี่วันก่อนการประชุม จีนเพิ่งต้อนรับ Abbas Araghchi รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ซึ่งส่งสัญญาณหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งว่าจีนกำลังพยายามวางตำแหน่งตัวเองเป็นตัวกลางที่น่าเชื่อถือ และอิหร่านกำลังใช้ความสัมพันธ์กับจีนเพื่อเสริมสถานะการต่อรองกับสหรัฐฯ ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงตึงเครียด เมื่อสหรัฐฯ และอิหร่านเพิ่งยิงใส่กันอีกครั้ง โดยต่างฝ่ายต่างโทษอีกฝ่ายว่าเป็นผู้เริ่มก่อน และยังมีรายงานจากสื่อจีน Caixin ว่า เรือบรรทุกน้ำมันที่จีนเป็นเจ้าของถูกโจมตี ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากเป็นเรื่องจริงจะทำให้จีนมีส่วนได้เสียโดยตรงในความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น Hai Zhao ผู้อำนวยการด้านการศึกษาการเมืองระหว่างประเทศของ Chinese Academy of…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *