การส่งออกของสหราชอาณาจักรไปสหรัฐฯ ดิ่งลง 25% หลัง ทรัมป์ ประกาศภาษีนำเข้าชุด “Liberation Day”
ผลกระทบของนโยบายภาษีนำเข้าที่ก้าวร้าวที่สุดในประวัติศาสตร์การค้าสมัยใหม่เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนในตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ เมื่อสำนักงานสถิติแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (ONS) รายงานในวันศุกร์ว่า สินค้าส่งออกของสหราชอาณาจักรที่ส่งไปยังสหรัฐอเมริกา ไม่รวมโลหะมีค่า ลดลงถึง 1,500 ล้านปอนด์ หรือ 24.7% หลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษีนำเข้าชุดที่เขาเรียกว่า “Liberation Day” ในเดือนเมษายน 2568 และยอดส่งออกยังคงซบเซาต่อเนื่องมานับตั้งแต่นั้น
ตัวเลขที่ออกมานี้ไม่ใช่เพียงสถิติทางเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง แต่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของผลกระทบจริงที่ธุรกิจและแรงงานชาวอังกฤษกำลังเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน และยังตั้งคำถามสำคัญว่าข้อตกลงการค้าที่สหราชอาณาจักรเจรจาได้เป็นรายแรกกับรัฐบาล ทรัมป์ นั้นเพียงพอที่จะปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอังกฤษได้มากน้อยแค่ไหน
ขนาดของความเสียหาย: ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือผลกระทบในโลกจริง
การลดลง 25% ของมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ อาจฟังดูเป็นตัวเลขนามธรรม แต่เมื่อพิจารณาว่า สหรัฐอเมริกาคือตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร ความสำคัญของตัวเลขนี้จึงยิ่งใหญ่ขึ้นอย่างมากในเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาค
ผลกระทบที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษคือในภาคยานยนต์ โดย ONS ระบุว่า การส่งออกรถยนต์จากสหราชอาณาจักรไปยังสหรัฐฯ ลดลงและยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนมีภาษีนำเข้า ตลอด 12 เดือนนับตั้งแต่เมษายน 2568 อุตสาหกรรมยานยนต์ของอังกฤษซึ่งมีศูนย์กลางที่โรงงานหลายแห่งในภาคกลางและภาคเหนือของประเทศ เป็นแหล่งจ้างงานสำคัญที่มีความเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนในวงกว้าง การที่ยอดส่งออกยังคงซบเซาต่อเนื่องบ่งชี้ว่าปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับตัวชั่วคราว แต่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืนกว่านั้นมาก
สิ่งที่ซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงคือในขณะที่การส่งออกดิ่งลง การนำเข้าสินค้ากลับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี 2569 ส่งผลให้สหราชอาณาจักร ขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ ติดต่อกันสามเดือนติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่กลับด้านจากที่เคยเป็นมา เพราะในอดีต สหราชอาณาจักรมักมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ
ข้อตกลงการค้าฉบับแรก: ดีแต่ยังไม่เพียงพอ
ในเดือนพฤษภาคม 2568 สหราชอาณาจักรกลายเป็น ประเทศแรกในโลกที่สามารถเจรจาข้อตกลงการค้ากับรัฐบาล ทรัมป์ ได้หลังจากการประกาศ Liberation Day ซึ่งในตอนนั้นถูกมองว่าเป็นชัยชนะทางการทูตที่สำคัญและแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์พิเศษระหว่างสองประเทศ
อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขของข้อตกลงดังกล่าวรวมถึง ภาษีนำเข้าแบบครอบคลุมที่ 10% สำหรับสินค้านำเข้าทั้งหมดจากสหราชอาณาจักรเข้าสู่สหรัฐฯ ซึ่งหมายความว่าแม้จะเป็น “ข้อตกลงที่ดีที่สุดเท่าที่เจรจาได้” แต่ก็ยังคงสร้างต้นทุนใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในระบบการค้าแบบไร้ภาษีที่เคยดำเนินมายาวนาน ผู้ส่งออกทั้งสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมการค้าใหม่ที่มีต้นทุนสูงขึ้น และสินค้าอย่าง Scotch Whisky รวมถึงเครื่องดื่มสุราอื่นๆ ก็ถูกเรียกเก็บภาษีใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ
ทรัมป์ ยกเว้นภาษี Scotch Whisky เป็นของขวัญแด่กษัตริย์ Charles
ในสัปดาห์นี้มีพัฒนาการที่น่าสนใจเมื่อ ทรัมป์ ประกาศจะ ยกเลิกภาษีนำเข้าทั้งหมดสำหรับ Scotch Whisky “เพื่อเป็นเกียรติแก่” พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลา ตามมาหลังจากการเสด็จเยือนรัฐสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ
การประกาศนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับอุตสาหกรรม Scotch Whisky ซึ่งจ้างงานประมาณ 40,000 คน ในสกอตแลนด์ และคิดเป็น 23% ของสินค้าส่งออกทั้งหมดของสกอตแลนด์ ในปี 2568 เป็นสัญญาณที่ดีว่าแรงกดดันทางการทูตในช่องทางที่ไม่เป็นทางการสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ในบางกรณี
อย่างไรก็ตาม Samuel Edwards หัวหน้าฝ่ายบริหารพอร์ตโฟลิโอลูกค้าของ Ebury ชี้ให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า การยกเว้นภาษีสำหรับ Scotch Whisky เพียงอย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอที่จะแก้ไขการขาดดุลการค้าโดยรวมของสหราชอาณาจักรได้ เพราะมันครอบคลุมเพียงส่วนเล็กๆ ของสินค้าส่งออกทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบ
แรงกดดันสามทาง: วิเคราะห์ผลกระทบต่อธุรกิจอังกฤษ
Edwards อธิบายสถานการณ์ที่ผู้ส่งออกอังกฤษกำลังเผชิญได้อย่างกระชับและครอบคลุมด้วยคำว่า “การบีบอัดสามทาง (Triple Squeeze)” ที่กำลังกัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจอังกฤษอย่างต่อเนื่อง
แรงกดดันแรก: ต้นทุนการค้าที่สูงขึ้นจากภาษีนำเข้า ภาษีนำเข้า 10% ดูเหมือนไม่มากเมื่อมองในแง่เปอร์เซ็นต์ แต่ในความเป็นจริง มันกัดกร่อนอัตรากำไรที่มักบางอยู่แล้วของผู้ส่งออก และในหลายกรณี มันเพียงพอที่จะทำให้สินค้าของอังกฤษสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคาเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากประเทศที่มีเงื่อนไขภาษีที่ดีกว่า
แรงกดดันที่สอง: ต้นทุนการจ้างงานและภาษีในประเทศที่สูงขึ้น รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมนายจ้างและค่าจ้างขั้นต่ำในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้ต้นทุนแรงงานของธุรกิจอังกฤษสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อรวมกับภาษีนำเข้าจากฝั่งสหรัฐฯ ผู้ส่งออกจึงถูกบีบจากทั้งสองทิศทางพร้อมกัน
แรงกดดันที่สาม: แรงกดดันด้านราคาวัตถุดิบ ราคาพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้นอันเป็นผลจากสงครามในอิหร่านและความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเพิ่มต้นทุนการผลิตให้กับธุรกิจอังกฤษ ซึ่งกำลังผลิตสินค้าเพื่อส่งออกในสภาพที่ต้นทุนทุกด้านกำลังสูงขึ้นพร้อมกัน
Edwards สรุปสถานการณ์ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “สหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร ดังนั้นภาวะถดถอยในระดับนี้น่าจะมีผลกระทบต่อการเติบโตโดยรวมของสหราชอาณาจักร” และ “ผู้ส่งออกกำลังเผชิญกับการบีบอัดสามทาง ทั้งต้นทุนการค้าที่สูงขึ้นจากภาษีนำเข้า ต้นทุนการจ้างงานและภาษีที่เพิ่มขึ้น และแรงกดดันด้านราคาวัตถุดิบ ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังกัดกร่อนอัตรากำไรและทำให้การแข่งขันในระดับนานาชาติยากขึ้น”
ผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร: ภาพที่น่ากังวล
เมื่อพิจารณาตัวเลขการส่งออกที่ลดลง 25% ในบริบทของเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรโดยรวม ภาพที่ออกมาน่ากังวลอย่างมาก เพราะการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่ลดลง 1,500 ล้านปอนด์นั้นส่งผลกระทบต่อ GDP โดยตรงผ่านช่องทางหลายทาง ทั้งรายได้ของบริษัทที่ลดลง การจ้างงานที่อาจลดลงตามมา และผลกระทบทวีคูณต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในซัพพลายเชน
ธนาคารแห่งอังกฤษซึ่งกำลังจะประกาศผลการประชุมนโยบายการเงินในสัปดาห์นี้เช่นกัน จะต้องประเมินว่าการชะลอตัวของการส่งออกนี้ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรอย่างไร เพราะในด้านหนึ่งการส่งออกที่อ่อนแอส่งสัญญาณว่าอาจต้องการการกระตุ้นทางการเงิน แต่ในอีกด้านหนึ่งแรงกดดันเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงานที่สูงยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องระวัง
บทสรุป: ราคาของนโยบายกีดกันทางการค้า
ตัวเลขที่ ONS รายงานออกมาวันนี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมว่านโยบายภาษีนำเข้าของ ทรัมป์ ส่งผลกระทบที่วัดได้และมีนัยสำคัญต่อพันธมิตรทางการค้า แม้แต่ประเทศที่เจรจาข้อตกลงการค้าได้เป็นรายแรกอย่างสหราชอาณาจักรก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบได้อย่างสมบูรณ์
สำหรับรัฐบาลสหราชอาณาจักร ความท้าทายในระยะต่อไปคือการหาทางเจรจาเพื่อขยายการยกเว้นภาษีให้ครอบคลุมสินค้าอื่นๆ นอกเหนือจาก Scotch Whisky ในขณะเดียวกันก็ต้องหาตลาดทดแทนในภูมิภาคอื่นที่สามารถชดเชยการสูญเสียยอดส่งออกไปสหรัฐฯ ได้บ้าง แม้ว่าการหาตลาดที่ใหญ่และมีกำลังซื้อสูงพอที่จะทดแทนสหรัฐฯ ได้นั้นถือเป็นโจทย์ที่ยากมากในระยะสั้น
