วอลล์สตรีทร่วง 3 วันติด! บอนด์ยีลด์พุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ

วอลล์สตรีทร่วง 3 วันติด! บอนด์ยีลด์พุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดปรับตัวลดลงเป็นวันที่สามติดต่อกันในวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 19 ปี สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อตลาดทุน ขณะที่นักลงทุนยังต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวในระดับสูง ดัชนี S&P 500 ร่วงลง 0.67% ปิดที่ระดับ 7,353.61 จุด ขณะที่ Nasdaq Composite ปิดลบ 0.84% ที่ 25,870.71 จุด และ Dow Jones Industrial Average สูญเสียไป 322.24 จุด หรือ 0.65% ปิดที่ 49,363.88 จุด

สัญญาณที่น่าเป็นห่วงที่สุดในขณะนี้คือการเคลื่อนไหวในตลาดตราสารหนี้ในขณะนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายรายมองว่ากำลังส่งสัญญาณเตือนที่ตลาดหุ้นยังไม่ได้ตอบสนองอย่างเต็มที่ตามที่คาดหวัง ภาพรวมของวอลล์สตรีทในช่วงนี้จึงอยู่ในโหมดระมัดระวังสูงมาก ท่ามกลางปัจจัยกดดันหลายด้านที่สะสมตัวขึ้นพร้อมกัน

บอนด์ยีลด์พุ่งทะลุเพดาน ภัยเงียบที่ตลาดต้องจับตามอง

ประเด็นที่สร้างความกังวลมากที่สุดในสัปดาห์นี้ไม่ใช่ความผันผวนของดัชนีหุ้น แต่เป็นการพุ่งขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดต้นทุนการกู้ยืมและความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจ

ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี แตะระดับ 5.197% ระหว่างเซสชัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2550 ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงหลักสำหรับดอกเบี้ยบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และบัตรเครดิต พุ่งขึ้นแตะ 4.687% ในช่วงหนึ่ง ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2568

นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ระบุว่า ตลาดพันธบัตรทั่วโลกพากันร่วงลง ดันผลตอบแทนพุ่งขึ้นตั้งแต่ญี่ปุ่นไปจนถึงสหรัฐฯ จากความกังวลที่ทวีความรุนแรงขึ้นว่าแรงกระแทกจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงเนื่องจากสงครามจะบังคับให้ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ โดยผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของสหรัฐฯ ปรับขึ้น 12 basis points มาอยู่ที่ 4.6% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับขึ้นรายสัปดาห์ที่แรงที่สุดนับตั้งแต่นโยบายภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์กระหน่ำตลาดในเดือนเมษายน 2568

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของตลาดในเรื่อง “higher for longer” หรือดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่คาด นักวิเคราะห์รายหนึ่งระบุว่านักลงทุนกำลังเผชิญกับความจริงอันน่าอึดอัดใจว่าอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐฯ อาจสูงยาวนานขึ้น เนื่องจากเงินเฟ้อที่ยังคงดื้อรั้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาด ทำให้ตลาดไม่คาดว่าจะเห็นการลดดอกเบี้ยอย่างมีนัยสำคัญในเร็วๆ นี้

ปรากฏการณ์นี้ยังสะท้อนถึงสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “Bond Vigilantes” หรือนักลงทุนในตลาดพันธบัตรที่แสดงการประท้วงนโยบายการคลังด้วยการขายพันธบัตร ส่งผลให้ผลตอบแทนพุ่งสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความกังวลเรื่องการขาดดุลการคลังของสหรัฐฯ ที่ยังคงสูงอยู่อย่างต่อเนื่อง

อิหร่าน-น้ำมัน-เงินเฟ้อ: สามปัจจัยที่พัวพันกันอย่างซับซ้อน,kd

นอกจากวิกฤตตลาดพันธบัตร ตลาดหุ้นยังต้องรับมือกับความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ วอลล์สตรีทกำลังติดตามพัฒนาการล่าสุดของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอย่างใกล้ชิด โดยข้อเสนอสันติภาพล่าสุดของอิหร่านต่อสหรัฐฯ เรียกร้องให้ยุติการสู้รบในหลายแนวรบ รวมถึงการถอนกำลังทหารสหรัฐฯ และการชดใช้ค่าเสียหายจำนวนมาก

ราคาน้ำมันยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ น้ำมันดิบ WTI ปรับลดลงเพียงเล็กน้อย 0.06% มาอยู่ที่ 108.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และยังปรับขึ้นถึง 6.4% ในช่วง 5 วันที่ผ่านมา ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลในตลาดไม่น้อย

ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ราคาน้ำมัน WTI ผันผวนอย่างรุนแรงระหว่าง 107.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในระดับสูงสุด และ 88.66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในระดับต่ำสุด สะท้อนให้เห็นว่าตลาดยังคงอ่อนไหวต่อสัญญาณจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นอย่างมาก การปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 20% ของโลก ยังคงเป็นปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง

ราคาน้ำมันที่สูงอย่างต่อเนื่องนี้เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้นักลงทุนกังวลว่าเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ Fed ไม่มีช่องว่างในการลดดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ — วงจรที่สร้างแรงกดดันซ้อนกันในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรพร้อมกัน

Home Depot ส่งสัญญาณ: เศรษฐกิจยังไป แต่ผู้บริโภคเริ่มรัดเข็มขัด

ท่ามกลางบรรยากาศตลาดที่หดหู่ ผลประกอบการไตรมาสแรกของ Home Depot กลายเป็นประเด็นที่นักลงทุนจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นตัวชี้วัดสุขภาพของผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่สำคัญ

Home Depot รายงานยอดขายไตรมาสแรกที่ 41.8 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 4.8% จากปีก่อน และยืนยันแนวโน้มทั้งปีว่ายังคงเดิม โดยอธิบายว่าความต้องการของลูกค้ายังคงสอดคล้องกับแนวโน้มที่เห็นมาตลอดปีงบ 2568

ด้านกำไรต่อหุ้นแบบ Adjusted อยู่ที่ 3.43 ดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 3.41 ดอลลาร์เล็กน้อย และ Adjusted EBITDA อยู่ที่ 6.07 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าประมาณการที่ 5.90 พันล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมยังมีสัญญาณที่น่าเป็นห่วง อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 33% ลดลงประมาณ 75 basis points จากปีก่อน ขณะที่ผลประกอบการถูกกดดันจากแรงกดดันด้านที่อยู่อาศัยและอัตราดอกเบี้ยที่สูง ซึ่งทำให้โครงการปรับปรุงบ้านขนาดใหญ่ยังคงซบเซา นอกจากนี้ ราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นและภาษีนำเข้าที่อาจปรับเพิ่มเป็นความเสี่ยงด้านต้นทุนที่กำลังเกิดขึ้น

CFO Richard McPhail ให้ความเห็นว่าเจ้าของบ้านกำลังชะลอโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อต้นทุนการกู้ยืมยังสูงอยู่ในระดับนี้ บริษัทยังคงคาดการณ์ยอดขายทั้งปีเติบโตระหว่าง 2.5% ถึง 4.5% และกำไรต่อหุ้นแบบปรับแล้วเติบโตสูงสุด 4% CNBC

Morgan Stanley ประเมินว่าหุ้น Home Depot ยังน่าสนใจ โดยมองว่าความเสี่ยงและผลตอบแทนยังเป็นบวก และหากตลาดที่อยู่อาศัยเริ่มฟื้นตัว จะเป็นแรงหนุนสำคัญให้กับหุ้นตัวนี้

มุมมองนักวิเคราะห์: “ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน”

นักวิเคราะห์ตลาดหลายคนออกมาแสดงความเห็นถึงสถานการณ์ในขณะนี้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นักลงทุนต้องระวัง

James “Rev Shark” DePorre นักวิเคราะห์จาก TheStreet Pro ระบุว่า “ตลาดกำลังดิ้นรนกับจุดเปลี่ยนสำคัญ และน่าจะผ่านช่วงที่ขรุขระมาก” พร้อมเพิ่มเติมว่า “จุดสูงสุดมักไม่ใช่จุดเดียว แต่เป็นคลื่นของความผันผวนที่มีการเคลื่อนไหวสวนทางซึ่งให้ความหวังแก่นักลงทุนกลุ่มบวกในนาทีสุดท้าย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมตอนนี้จึงเป็นเวลาที่ต้องตอบสนองต่อตลาด ไม่ใช่การคาดเดา”

ภาพรวมของตลาดสะท้อนให้เห็นว่า ดัชนี Russell 2000 ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทขนาดกลาง-เล็ก ลดลงมาแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 สัปดาห์ ที่ 2,725 จุด สูญเสียไปแล้ว 2.39% ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา สัญญาณที่นักวิเคราะห์ตีความว่าตลาดกำลังหมุนออกจากความเสี่ยงสูง

ในภาพที่กว้างขึ้น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังอยู่ในแดนบวกอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปีที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 ยังอยู่สูงกว่าระดับเดียวกันของปีที่แล้วถึง 23.77% ซึ่งหมายความว่าการปรับฐานในระยะสั้นนี้เกิดขึ้นหลังจากการวิ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ไม่ใช่สัญญาณวิกฤตเศรษฐกิจในทันที

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงระยะกลางที่นักวิเคราะห์กังวลคือ หากบอนด์ยีลด์ยังคงอยู่ในระดับสูงนี้ต่อไป จะยิ่งบั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภค ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทสูงขึ้น และทำให้หุ้นดูแพงขึ้นเมื่อเทียบกับพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูง

หุ้นกลุ่มไหนร่วง หุ้นกลุ่มไหนยืนหยัด

ในดัชนี Dow Jones วันที่ 19 พฤษภาคม หุ้นที่ร่วงหนักที่สุดคือ Cisco Systems ลบ 3.04%, Boeing ลบ 2.62% และ 3M ลบ 2.08% ขณะที่หุ้นที่ยังปรับขึ้นได้คือ Verizon บวก 2.18%, Amgen บวก 1.97% และ Merck บวก 1.52%

แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นการหมุนเวียนพอร์ตของนักลงทุนออกจากหุ้นกลุ่มเติบโต (Growth) และเทคโนโลยีที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย มาสู่หุ้นกลุ่มป้องกัน (Defensive) อย่างเฮลธ์แคร์และโทรคมนาคม ซึ่งมักมีปันผลสม่ำเสมอและได้รับผลกระทบน้อยกว่าเมื่อดอกเบี้ยสูง

ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม หุ้นเทคโนโลยีเผชิญแรงขายหนักหลังการประชุมสุดยอดทรัมป์-สีจิ้นผิงสิ้นสุดลงโดยไม่มีความคืบหน้านโยบายสำคัญ Intel ร่วงกว่า 6%, Advanced Micro Devices และ Micron Technology สูญเสียไป 5.7% และ 6.6% ตามลำดับ

ท่ามกลางแรงขายในหุ้นเทคฯนั้น หุ้น IPO ยังคงดึงดูดความสนใจ โดย Cerebras Systems ซึ่งเพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq พุ่งขึ้น 68% ในวันแรก สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนยังคงแสวงหาโอกาสในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้ว่าภาพรวมตลาดจะอยู่ในโหมดระมัดระวัง

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยและกลยุทธ์รับมือ

สถานการณ์ตลาดสหรัฐฯ ในช่วงนี้ส่งผลกระทบหลายมิติต่อนักลงทุนไทยที่มีการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศหรือในสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ด้านกองทุนรวมที่ลงทุนในสหรัฐฯ: กองทุนที่ลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกองทุนที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีหรือ Nasdaq อาจเผชิญกับแรงกดดันในระยะสั้น นักลงทุนควรทบทวนสัดส่วนการลงทุนและพิจารณาว่ามีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมหรือไม่

ด้านราคาน้ำมันและเงินเฟ้อในประเทศไทย: ราคาน้ำมัน WTI ที่ยังทรงตัวเกิน 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มีผลโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานในไทย ทั้งราคาน้ำมันสำเร็จรูป ค่าไฟฟ้า และต้นทุนการขนส่ง หากสถานการณ์อิหร่านยืดเยื้อ อาจเป็นปัจจัยกดดันเงินเฟ้อในประเทศต่อไป

ด้านค่าเงินและการส่งออก: บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่พุ่งสูงมักดึงดูดเงินทุนไหลเข้าสู่ดอลลาร์ ซึ่งอาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวได้ ในแง่นี้จะเป็นผลดีต่อผู้ส่งออกของไทย แต่จะเพิ่มภาระต้นทุนการนำเข้า โดยเฉพาะพลังงานและสินค้าทุน

ด้านกลยุทธ์การลงทุน: ในสภาวะที่บอนด์ยีลด์สูงและตลาดมีความไม่แน่นอน นักวิเคราะห์หลายรายแนะนำว่านักลงทุนควรพิจารณาเพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่ม Defensive ที่มีปันผลสม่ำเสมอ ลดความเสี่ยงในหุ้นเทคโนโลยี Growth ที่มีค่า PE สูง และอาจพิจารณากระจายความเสี่ยงไปยังตราสารหนี้ระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

สำหรับนักลงทุนที่ถือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ ผ่านกองทุน LTF/RMF หรือกองทุน Feeder Fund ต่างๆ ควรติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดและอาจพิจารณา Rebalancing พอร์ตให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ในสภาวะดอกเบี้ยสูง

บทสรุป: จับตา 3 ตัวแปรสำคัญในสัปดาห์หน้า

ภาพรวมตลาดสหรัฐฯ ในขณะนี้อยู่ในช่วงทดสอบความแข็งแกร่งของ Bull Market ที่ดำเนินมายาวนาน ปัจจัยหลักที่ต้องติดตามในสัปดาห์ถัดไปมีสามประเด็นสำคัญ

ประการแรก ทิศทางบอนด์ยีลด์ หากผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปียืนเหนือ 4.7% ต่อไป จะยิ่งสร้างแรงกดดันต่อหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มี Valuation สูง ประการที่สอง ความคืบหน้าในการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน  หากมีสัญญาณบวกด้านสันติภาพ ราคาน้ำมันอาจปรับลดลงและสร้างแรงบวกต่อตลาด และประการที่สาม ผลประกอบการบริษัทรายไตรมาส ซึ่งยังคงดำเนินต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกและผู้บริโภคที่จะสะท้อนให้เห็นถึงสุขภาพของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้ชัดเจนอย่างมาก

แม้ว่าการปรับตัวลงสามวันติดต่อกันจะสร้างความกังวล แต่ต้องไม่ลืมว่ากองทุน S&P 500 ยังคงปรับขึ้นกว่า 3.42% ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา และยังสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วกว่า 23.77% ตลาดยังไม่ได้เข้าสู่วิกฤตมากนัก แต่การระมัดระวังและการติดตามสัญญาณอย่างใกล้ชิดถือเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดที่สุดในช่วงเวลานี้

Similar Posts

  • | |

    GameStop หุ้นมีมยื่นข้อเสนอซื้อ eBay มูลค่า 56,000 ล้านดอลลาร์ หวังท้าชน Amazon

    ในหนึ่งในดีลที่กล้าหาญและเหนือความคาดหมายที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนสมัยใหม่ GameStop ผู้ค้าปลีกวิดีโอเกมสัญชาติอเมริกันที่เคยโด่งดังในฐานะ “หุ้นมีม” ได้ประกาศในวันอาทิตย์ว่าได้ยื่นข้อเสนอซื้อกิจการ eBay แบบไม่ผูกมัดและไม่ได้รับการร้องขอ ในราคา 125 ดอลลาร์ต่อหุ้น ผ่านดีลที่ชำระครึ่งหนึ่งด้วยเงินสดและอีกครึ่งหนึ่งด้วยหุ้นสามัญของ GameStop ซึ่งประเมินมูลค่ารวมของแพลตฟอร์ม e-commerce ไว้ที่ประมาณ 55,500 ล้านดอลลาร์ ข้อเสนอนี้แสดงถึงเบี้ยบวม 20% จากราคาปิดของ eBay เมื่อวันศุกร์ที่ 104.07 ดอลลาร์ และเบี้ยบวมสูงถึง 46% จากราคาปิดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่ GameStop เริ่มสร้างสถานะการถือครองหุ้นใน eBay การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความประหลาดใจให้กับวงการธุรกิจ แต่ยังตั้งคำถามสำคัญหลายประการเกี่ยวกับอนาคตของการค้าออนไลน์ในสหรัฐฯ และโลก ปฏิกิริยาของตลาด: ยินดีแต่ยังไม่เชื่อมั่นเต็มร้อย หลังจากข่าวแตกออกมาในช่วงนอกเวลาทำการ ตลาดตอบสนองอย่างรวดเร็วแต่ยังระมัดระวัง หุ้น eBay พุ่งขึ้นมากถึง 13.4% ในการซื้อขายหลังเวลาทำการ ไปแตะระดับประมาณ 118 ดอลลาร์ แต่ยังคงต่ำกว่าราคาที่ GameStop เสนอซื้อที่ 125 ดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ ช่องว่างระหว่างราคาเสนอซื้อที่ 125…

  • |

    ประเด็นอิหร่านในการประชุมสุดยอด Trump-Xi อาจดึงเวลาและความสนใจออกจากข้อพิพาทภาษีและแร่หายาก

    การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดี Donald Trump แห่งสหรัฐฯ กับประธานาธิบดี Xi Jinping แห่งจีน ที่กำหนดไว้ในวันที่ 14-15 พฤษภาคม กำลังเข้าใกล้มาด้วยความคาดหวังที่สูงมากจากทั่วโลก ทั้งในแง่ของโอกาสที่จะยุติสงครามในอิหร่าน ลดความตึงเครียดทางการค้า และวางรากฐานสำหรับความร่วมมือระหว่างสองมหาอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญหลายรายเริ่มส่งสัญญาณเตือนว่า ความซับซ้อนของสถานการณ์อาจทำให้การประชุมครั้งนี้สร้างความคืบหน้าได้น้อยกว่าที่หลายฝ่ายหวัง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของธุรกิจทั้งสองประเทศ สงครามอิหร่านจะครองพื้นที่วาระการประชุม ปัจจัยแรกที่นักวิเคราะห์ระบุว่าจะดึงเวลาและความสนใจออกจากประเด็นเศรษฐกิจคือ สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งยังคงดำเนินอยู่และกำลังอยู่ในขั้นตอนที่ละเอียดอ่อนของการเจรจาสันติภาพ Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ยืนยันอย่างชัดเจนแล้วว่าอิหร่านจะเป็นหัวข้อหลักในการประชุม ซึ่งตอกย้ำว่าสงครามที่ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกมากกว่าสองเดือนนี้จะไม่ถูกละเลยในห้องประชุมสุดยอด บริบทที่สำคัญคือเพียงไม่กี่วันก่อนการประชุม จีนเพิ่งต้อนรับ Abbas Araghchi รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ซึ่งส่งสัญญาณหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งว่าจีนกำลังพยายามวางตำแหน่งตัวเองเป็นตัวกลางที่น่าเชื่อถือ และอิหร่านกำลังใช้ความสัมพันธ์กับจีนเพื่อเสริมสถานะการต่อรองกับสหรัฐฯ ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงตึงเครียด เมื่อสหรัฐฯ และอิหร่านเพิ่งยิงใส่กันอีกครั้ง โดยต่างฝ่ายต่างโทษอีกฝ่ายว่าเป็นผู้เริ่มก่อน และยังมีรายงานจากสื่อจีน Caixin ว่า เรือบรรทุกน้ำมันที่จีนเป็นเจ้าของถูกโจมตี ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากเป็นเรื่องจริงจะทำให้จีนมีส่วนได้เสียโดยตรงในความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น Hai Zhao ผู้อำนวยการด้านการศึกษาการเมืองระหว่างประเทศของ Chinese Academy of…

  • |

    ความหวังที่ระมัดระวัง: ผู้ถือหุ้น Berkshire ชั่งน้ำหนักอนาคตภายใต้ CEO คนใหม่ Greg Abel

    ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยทั้งความคาดหวังและความไม่แน่นอน งานช้อปปิ้งของผู้ถือหุ้นที่เป็นจุดเริ่มต้นของการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีของ Berkshire Hathaway ได้เปิดฉากขึ้นด้วยบรรยากาศที่ “ระมัดระวังแต่มองในแง่ดี” เมื่อนักลงทุนทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่มารวมตัวกันเพื่อชั่งน้ำหนักทิศทางของบริษัทภายใต้การนำของผู้บริหารสูงสุดคนใหม่ นี่คือการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งแรกอย่างเป็นทางการที่ Greg Abel จะขึ้นบนเวทีในฐานะ CEO ของ Berkshire Hathaway หลังจากเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม สืบทอดจาก Warren Buffett ตำนานนักลงทุนที่ครองบัลลังก์มานานกว่าครึ่งศตวรรษ และ Charlie Munger หุ้นส่วนคู่คิดผู้ล่วงลับ ซึ่งทั้งสองถูกจดจำในฐานะ “นักเล่าเรื่อง” และ “นักปราชญ์” ที่ดึงดูดผู้ถือหุ้นหลายหมื่นคนมาฟังปัญญาทุกปีในสิ่งที่ถูกเรียกว่า “Woodstock สำหรับนักลงทุน” ฝูงชนที่บางตากว่าเคย: สัญญาณของยุคใหม่ สิ่งแรกที่สะดุดตาในปีนี้คือจำนวนผู้เข้าร่วมที่สังเกตเห็นได้ว่า บางตากว่าปีก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านที่กำลังเกิดขึ้น เพราะส่วนหนึ่งของแรงดึงดูดของงานประชุม Berkshire ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา คือโอกาสที่จะได้เห็นและฟัง Buffett และ Munger พูดคุยอย่างเปิดเผยและฉลาดเฉลียวเป็นเวลาหลายชั่วโมง การที่ Buffett ไม่ได้นั่งบนเวทีในฐานะ CEO อีกต่อไป และ Munger จากไปแล้ว ทำให้สมการของงานนี้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ คำถามสำคัญที่ลอยอยู่ในอากาศตลอดทั้งวันคือ…

  • นักเทรดบน Kalshi คาด WTI จะพุ่งทะลุ 125 ดอลลาร์ เกินสถิติสูงสุดในช่วงสงครามอิหร่าน

    ในขณะที่ตลาดน้ำมันดิบโลกยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นักเทรดบนแพลตฟอร์ม Kalshi ซึ่งเป็นตลาดทำนายเหตุการณ์ (Prediction Markets) ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ยังไม่ถึงจุดสูงสุดของปีนี้ และยังมีโอกาสที่จะพุ่งขึ้นไปสูงกว่าระดับสูงสุดในช่วงสงครามอีกมาก ตัวเลขที่ตลาดทำนายบอก: มากกว่าครึ่งหนึ่งเชื่อว่าจะแตะ 127 ดอลลาร์ ข้อมูลจาก Kalshi ระบุว่ามีโอกาส มากกว่า 50% ที่ราคา WTI จะแตะระดับ 127 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าระดับปิดสูงสุดในปัจจุบันที่ประมาณ 113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 7 เมษายนอย่างมีนัยสำคัญ และนักเทรดยังประเมินโอกาส 63% ที่ราคาจะข้ามระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคา WTI ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะประกาศหยุดยิง แต่ก็ยังสูงกว่าระดับต่ำสุดที่ 82.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 17 เมษายนอย่างมาก ราคาปัจจุบันกลับมาอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง…

  • |

    ดอลลาร์สะดุดหลังจ้างงานพลิกโผ เยนดิ่งรอบ 40 ปี บาททะลุ 33 บาท

    กลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลกผันผวนที่สุดของปี เมื่อดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (Dollar Index หรือ DXY) ที่เพิ่งพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 13 เดือนช่วงต้นสัปดาห์ กลับพลิกอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐเดือนมิถุนายนออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ จุดชนวนให้นักลงทุนทั่วโลกต้องประเมินเส้นทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กันใหม่ทั้งกระดาน ในเวลาเดียวกัน เงินเยนญี่ปุ่นก็ยังคงตกอยู่ในภาวะอ่อนค่าที่สุดในรอบเกือบสี่ทศวรรษ จนทางการโตเกียวต้องส่งสัญญาณเตือนการแทรกแซงตลาดแทบทุกวัน ขณะที่เงินยูโรแกว่งตัวในกรอบแคบหลังธนาคารกลางยุโรป (ECB) ขึ้นดอกเบี้ยสวนกระแสโลก และเงินบาทไทยอ่อนค่าทะลุแนว 33 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางเศรษฐกิจในประเทศที่ยังเปราะบางและส่วนต่างดอกเบี้ยที่ถ่างกว้างกับสหรัฐ รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปถอดรหัสแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังการเคลื่อนไหวของสี่สกุลเงินหลัก ได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐ เยนญี่ปุ่น ยูโร และบาทไทย พร้อมประเมินปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามในตะวันออกกลางที่ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ และวิเคราะห์ผลกระทบที่จับต้องได้ต่อนักลงทุนและผู้ประกอบการไทย 1. ดอลลาร์สหรัฐ: จากจุดสูงสุดรอบ 13 เดือน สู่การถอยทัพหลังตลาดแรงงานสะดุด ภาพรวมของค่าเงินโลกในสัปดาห์นี้แทบทั้งหมดหมุนรอบตัวเลขเดียว นั่นคือ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐประจำเดือนมิถุนายน ซึ่งสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) รายงานว่าเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ในตลาดคาดการณ์ไว้ที่ราว 110,000 ตำแหน่งอย่างมาก และยังเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบสี่เดือน ที่สำคัญไม่แพ้กันคือการปรับทบทวนตัวเลขย้อนหลัง โดย…

  • |

    สรุปตลาดหุ้นวันศุกร์: เงินเฟ้อ–AI–งบการเงิน ตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตา

    ตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงปลายสัปดาห์นี้กำลังอยู่ในจังหวะที่น่าสนใจอย่างมาก หลังจากที่ดัชนีหลักต่าง ๆ ฟื้นตัวต่อเนื่อง (relief rally) สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนอีกครั้ง ท่ามกลางปัจจัยสำคัญหลายด้าน ทั้งตัวเลขเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน ความเคลื่อนไหวของบริษัทเทคโนโลยี และการเริ่มต้นฤดูกาลประกาศงบการเงิน บทความนี้จะพาคุณไล่เรียงภาพรวมตลาดล่าสุด พร้อมวิเคราะห์ว่าอะไรคือ “ตัวขับเคลื่อน” ที่อาจส่งผลต่อการซื้อขายในวันถัดไป และในระยะสั้น ตลาดหุ้นฟื้นตัวแรง: สัปดาห์ที่แข็งแกร่งของนักลงทุน สัปดาห์นี้ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นสหรัฐมีแรงซื้อกลับอย่างชัดเจน โดยดัชนีหลักทั้งสามปรับตัวขึ้นพร้อมกัน: การฟื้นตัวลักษณะนี้มักถูกเรียกว่า relief rally ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากตลาดผ่านช่วงความกังวลหรือแรงขายหนักมาก่อน สิ่งที่น่าสนใจคือ การขึ้นต่อเนื่องหลายวันแบบนี้มักสะท้อนว่า “Sentiment” ของนักลงทุนกำลังดีขึ้น แต่ก็อาจนำไปสู่แรงขายทำกำไรได้ในระยะสั้นเช่นกัน ตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI): ตัวแปรสำคัญที่ตลาดจับตา หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดของวันศุกร์คือการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ของเดือนมีนาคม นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า: ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะจะเป็นตัวชี้นำทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาคือ “ราคาน้ำมัน” ซึ่งพุ่งขึ้นแรงจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่สูงขึ้นมักจะ “ดันเงินเฟ้อ” และอาจทำให้ Fed ชะลอการลดดอกเบี้ย กลุ่มพลังงาน–วัสดุ: ผู้ชนะในรอบเดือน ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มที่ทำผลงานดีที่สุดในตลาดคือ: การปรับตัวขึ้นของสองกลุ่มนี้สะท้อนว่า…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *