วอลล์สตรีทร่วง 3 วันติด! บอนด์ยีลด์พุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ

วอลล์สตรีทร่วง 3 วันติด! บอนด์ยีลด์พุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดปรับตัวลดลงเป็นวันที่สามติดต่อกันในวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 19 ปี สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อตลาดทุน ขณะที่นักลงทุนยังต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวในระดับสูง ดัชนี S&P 500 ร่วงลง 0.67% ปิดที่ระดับ 7,353.61 จุด ขณะที่ Nasdaq Composite ปิดลบ 0.84% ที่ 25,870.71 จุด และ Dow Jones Industrial Average สูญเสียไป 322.24 จุด หรือ 0.65% ปิดที่ 49,363.88 จุด

สัญญาณที่น่าเป็นห่วงที่สุดในขณะนี้คือการเคลื่อนไหวในตลาดตราสารหนี้ในขณะนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายรายมองว่ากำลังส่งสัญญาณเตือนที่ตลาดหุ้นยังไม่ได้ตอบสนองอย่างเต็มที่ตามที่คาดหวัง ภาพรวมของวอลล์สตรีทในช่วงนี้จึงอยู่ในโหมดระมัดระวังสูงมาก ท่ามกลางปัจจัยกดดันหลายด้านที่สะสมตัวขึ้นพร้อมกัน

บอนด์ยีลด์พุ่งทะลุเพดาน ภัยเงียบที่ตลาดต้องจับตามอง

ประเด็นที่สร้างความกังวลมากที่สุดในสัปดาห์นี้ไม่ใช่ความผันผวนของดัชนีหุ้น แต่เป็นการพุ่งขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดต้นทุนการกู้ยืมและความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจ

ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี แตะระดับ 5.197% ระหว่างเซสชัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2550 ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงหลักสำหรับดอกเบี้ยบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และบัตรเครดิต พุ่งขึ้นแตะ 4.687% ในช่วงหนึ่ง ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2568

นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ระบุว่า ตลาดพันธบัตรทั่วโลกพากันร่วงลง ดันผลตอบแทนพุ่งขึ้นตั้งแต่ญี่ปุ่นไปจนถึงสหรัฐฯ จากความกังวลที่ทวีความรุนแรงขึ้นว่าแรงกระแทกจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงเนื่องจากสงครามจะบังคับให้ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ โดยผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของสหรัฐฯ ปรับขึ้น 12 basis points มาอยู่ที่ 4.6% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับขึ้นรายสัปดาห์ที่แรงที่สุดนับตั้งแต่นโยบายภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์กระหน่ำตลาดในเดือนเมษายน 2568

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของตลาดในเรื่อง “higher for longer” หรือดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่คาด นักวิเคราะห์รายหนึ่งระบุว่านักลงทุนกำลังเผชิญกับความจริงอันน่าอึดอัดใจว่าอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐฯ อาจสูงยาวนานขึ้น เนื่องจากเงินเฟ้อที่ยังคงดื้อรั้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาด ทำให้ตลาดไม่คาดว่าจะเห็นการลดดอกเบี้ยอย่างมีนัยสำคัญในเร็วๆ นี้

ปรากฏการณ์นี้ยังสะท้อนถึงสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “Bond Vigilantes” หรือนักลงทุนในตลาดพันธบัตรที่แสดงการประท้วงนโยบายการคลังด้วยการขายพันธบัตร ส่งผลให้ผลตอบแทนพุ่งสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความกังวลเรื่องการขาดดุลการคลังของสหรัฐฯ ที่ยังคงสูงอยู่อย่างต่อเนื่อง

อิหร่าน-น้ำมัน-เงินเฟ้อ: สามปัจจัยที่พัวพันกันอย่างซับซ้อน,kd

นอกจากวิกฤตตลาดพันธบัตร ตลาดหุ้นยังต้องรับมือกับความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ วอลล์สตรีทกำลังติดตามพัฒนาการล่าสุดของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอย่างใกล้ชิด โดยข้อเสนอสันติภาพล่าสุดของอิหร่านต่อสหรัฐฯ เรียกร้องให้ยุติการสู้รบในหลายแนวรบ รวมถึงการถอนกำลังทหารสหรัฐฯ และการชดใช้ค่าเสียหายจำนวนมาก

ราคาน้ำมันยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ น้ำมันดิบ WTI ปรับลดลงเพียงเล็กน้อย 0.06% มาอยู่ที่ 108.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และยังปรับขึ้นถึง 6.4% ในช่วง 5 วันที่ผ่านมา ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลในตลาดไม่น้อย

ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ราคาน้ำมัน WTI ผันผวนอย่างรุนแรงระหว่าง 107.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในระดับสูงสุด และ 88.66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในระดับต่ำสุด สะท้อนให้เห็นว่าตลาดยังคงอ่อนไหวต่อสัญญาณจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นอย่างมาก การปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 20% ของโลก ยังคงเป็นปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง

ราคาน้ำมันที่สูงอย่างต่อเนื่องนี้เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้นักลงทุนกังวลว่าเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ Fed ไม่มีช่องว่างในการลดดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ — วงจรที่สร้างแรงกดดันซ้อนกันในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรพร้อมกัน

Home Depot ส่งสัญญาณ: เศรษฐกิจยังไป แต่ผู้บริโภคเริ่มรัดเข็มขัด

ท่ามกลางบรรยากาศตลาดที่หดหู่ ผลประกอบการไตรมาสแรกของ Home Depot กลายเป็นประเด็นที่นักลงทุนจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นตัวชี้วัดสุขภาพของผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่สำคัญ

Home Depot รายงานยอดขายไตรมาสแรกที่ 41.8 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 4.8% จากปีก่อน และยืนยันแนวโน้มทั้งปีว่ายังคงเดิม โดยอธิบายว่าความต้องการของลูกค้ายังคงสอดคล้องกับแนวโน้มที่เห็นมาตลอดปีงบ 2568

ด้านกำไรต่อหุ้นแบบ Adjusted อยู่ที่ 3.43 ดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 3.41 ดอลลาร์เล็กน้อย และ Adjusted EBITDA อยู่ที่ 6.07 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าประมาณการที่ 5.90 พันล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมยังมีสัญญาณที่น่าเป็นห่วง อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 33% ลดลงประมาณ 75 basis points จากปีก่อน ขณะที่ผลประกอบการถูกกดดันจากแรงกดดันด้านที่อยู่อาศัยและอัตราดอกเบี้ยที่สูง ซึ่งทำให้โครงการปรับปรุงบ้านขนาดใหญ่ยังคงซบเซา นอกจากนี้ ราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นและภาษีนำเข้าที่อาจปรับเพิ่มเป็นความเสี่ยงด้านต้นทุนที่กำลังเกิดขึ้น

CFO Richard McPhail ให้ความเห็นว่าเจ้าของบ้านกำลังชะลอโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อต้นทุนการกู้ยืมยังสูงอยู่ในระดับนี้ บริษัทยังคงคาดการณ์ยอดขายทั้งปีเติบโตระหว่าง 2.5% ถึง 4.5% และกำไรต่อหุ้นแบบปรับแล้วเติบโตสูงสุด 4% CNBC

Morgan Stanley ประเมินว่าหุ้น Home Depot ยังน่าสนใจ โดยมองว่าความเสี่ยงและผลตอบแทนยังเป็นบวก และหากตลาดที่อยู่อาศัยเริ่มฟื้นตัว จะเป็นแรงหนุนสำคัญให้กับหุ้นตัวนี้

มุมมองนักวิเคราะห์: “ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน”

นักวิเคราะห์ตลาดหลายคนออกมาแสดงความเห็นถึงสถานการณ์ในขณะนี้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นักลงทุนต้องระวัง

James “Rev Shark” DePorre นักวิเคราะห์จาก TheStreet Pro ระบุว่า “ตลาดกำลังดิ้นรนกับจุดเปลี่ยนสำคัญ และน่าจะผ่านช่วงที่ขรุขระมาก” พร้อมเพิ่มเติมว่า “จุดสูงสุดมักไม่ใช่จุดเดียว แต่เป็นคลื่นของความผันผวนที่มีการเคลื่อนไหวสวนทางซึ่งให้ความหวังแก่นักลงทุนกลุ่มบวกในนาทีสุดท้าย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมตอนนี้จึงเป็นเวลาที่ต้องตอบสนองต่อตลาด ไม่ใช่การคาดเดา”

ภาพรวมของตลาดสะท้อนให้เห็นว่า ดัชนี Russell 2000 ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทขนาดกลาง-เล็ก ลดลงมาแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 สัปดาห์ ที่ 2,725 จุด สูญเสียไปแล้ว 2.39% ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา สัญญาณที่นักวิเคราะห์ตีความว่าตลาดกำลังหมุนออกจากความเสี่ยงสูง

ในภาพที่กว้างขึ้น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังอยู่ในแดนบวกอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปีที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 ยังอยู่สูงกว่าระดับเดียวกันของปีที่แล้วถึง 23.77% ซึ่งหมายความว่าการปรับฐานในระยะสั้นนี้เกิดขึ้นหลังจากการวิ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ไม่ใช่สัญญาณวิกฤตเศรษฐกิจในทันที

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงระยะกลางที่นักวิเคราะห์กังวลคือ หากบอนด์ยีลด์ยังคงอยู่ในระดับสูงนี้ต่อไป จะยิ่งบั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภค ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทสูงขึ้น และทำให้หุ้นดูแพงขึ้นเมื่อเทียบกับพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูง

หุ้นกลุ่มไหนร่วง หุ้นกลุ่มไหนยืนหยัด

ในดัชนี Dow Jones วันที่ 19 พฤษภาคม หุ้นที่ร่วงหนักที่สุดคือ Cisco Systems ลบ 3.04%, Boeing ลบ 2.62% และ 3M ลบ 2.08% ขณะที่หุ้นที่ยังปรับขึ้นได้คือ Verizon บวก 2.18%, Amgen บวก 1.97% และ Merck บวก 1.52%

แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นการหมุนเวียนพอร์ตของนักลงทุนออกจากหุ้นกลุ่มเติบโต (Growth) และเทคโนโลยีที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย มาสู่หุ้นกลุ่มป้องกัน (Defensive) อย่างเฮลธ์แคร์และโทรคมนาคม ซึ่งมักมีปันผลสม่ำเสมอและได้รับผลกระทบน้อยกว่าเมื่อดอกเบี้ยสูง

ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม หุ้นเทคโนโลยีเผชิญแรงขายหนักหลังการประชุมสุดยอดทรัมป์-สีจิ้นผิงสิ้นสุดลงโดยไม่มีความคืบหน้านโยบายสำคัญ Intel ร่วงกว่า 6%, Advanced Micro Devices และ Micron Technology สูญเสียไป 5.7% และ 6.6% ตามลำดับ

ท่ามกลางแรงขายในหุ้นเทคฯนั้น หุ้น IPO ยังคงดึงดูดความสนใจ โดย Cerebras Systems ซึ่งเพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq พุ่งขึ้น 68% ในวันแรก สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนยังคงแสวงหาโอกาสในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้ว่าภาพรวมตลาดจะอยู่ในโหมดระมัดระวัง

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยและกลยุทธ์รับมือ

สถานการณ์ตลาดสหรัฐฯ ในช่วงนี้ส่งผลกระทบหลายมิติต่อนักลงทุนไทยที่มีการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศหรือในสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ด้านกองทุนรวมที่ลงทุนในสหรัฐฯ: กองทุนที่ลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกองทุนที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีหรือ Nasdaq อาจเผชิญกับแรงกดดันในระยะสั้น นักลงทุนควรทบทวนสัดส่วนการลงทุนและพิจารณาว่ามีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมหรือไม่

ด้านราคาน้ำมันและเงินเฟ้อในประเทศไทย: ราคาน้ำมัน WTI ที่ยังทรงตัวเกิน 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มีผลโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานในไทย ทั้งราคาน้ำมันสำเร็จรูป ค่าไฟฟ้า และต้นทุนการขนส่ง หากสถานการณ์อิหร่านยืดเยื้อ อาจเป็นปัจจัยกดดันเงินเฟ้อในประเทศต่อไป

ด้านค่าเงินและการส่งออก: บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่พุ่งสูงมักดึงดูดเงินทุนไหลเข้าสู่ดอลลาร์ ซึ่งอาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวได้ ในแง่นี้จะเป็นผลดีต่อผู้ส่งออกของไทย แต่จะเพิ่มภาระต้นทุนการนำเข้า โดยเฉพาะพลังงานและสินค้าทุน

ด้านกลยุทธ์การลงทุน: ในสภาวะที่บอนด์ยีลด์สูงและตลาดมีความไม่แน่นอน นักวิเคราะห์หลายรายแนะนำว่านักลงทุนควรพิจารณาเพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่ม Defensive ที่มีปันผลสม่ำเสมอ ลดความเสี่ยงในหุ้นเทคโนโลยี Growth ที่มีค่า PE สูง และอาจพิจารณากระจายความเสี่ยงไปยังตราสารหนี้ระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

สำหรับนักลงทุนที่ถือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ ผ่านกองทุน LTF/RMF หรือกองทุน Feeder Fund ต่างๆ ควรติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดและอาจพิจารณา Rebalancing พอร์ตให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ในสภาวะดอกเบี้ยสูง

บทสรุป: จับตา 3 ตัวแปรสำคัญในสัปดาห์หน้า

ภาพรวมตลาดสหรัฐฯ ในขณะนี้อยู่ในช่วงทดสอบความแข็งแกร่งของ Bull Market ที่ดำเนินมายาวนาน ปัจจัยหลักที่ต้องติดตามในสัปดาห์ถัดไปมีสามประเด็นสำคัญ

ประการแรก ทิศทางบอนด์ยีลด์ หากผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปียืนเหนือ 4.7% ต่อไป จะยิ่งสร้างแรงกดดันต่อหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มี Valuation สูง ประการที่สอง ความคืบหน้าในการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน  หากมีสัญญาณบวกด้านสันติภาพ ราคาน้ำมันอาจปรับลดลงและสร้างแรงบวกต่อตลาด และประการที่สาม ผลประกอบการบริษัทรายไตรมาส ซึ่งยังคงดำเนินต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกและผู้บริโภคที่จะสะท้อนให้เห็นถึงสุขภาพของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้ชัดเจนอย่างมาก

แม้ว่าการปรับตัวลงสามวันติดต่อกันจะสร้างความกังวล แต่ต้องไม่ลืมว่ากองทุน S&P 500 ยังคงปรับขึ้นกว่า 3.42% ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา และยังสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วกว่า 23.77% ตลาดยังไม่ได้เข้าสู่วิกฤตมากนัก แต่การระมัดระวังและการติดตามสัญญาณอย่างใกล้ชิดถือเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดที่สุดในช่วงเวลานี้

Similar Posts

  • | |

    เกาหลีใต้ทดลองใช้ “เงินฝากโทเคน” สำหรับงบประมาณภาครัฐ: วิเคราะห์เชิงลึกถึงอนาคตของระบบการคลังดิจิทัล

    เกาหลีใต้กำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบการเงินภาครัฐ ด้วยการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้ผ่าน “เงินฝากในรูปแบบโทเคน” (Tokenized Bank Deposits) เพื่อใช้ในค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการของรัฐบาล โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการทดลองเทคโนโลยีใหม่ แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนโครงสร้างของ “วิธีที่รัฐใช้เงิน” อย่างมีนัยสำคัญ ภาพรวมโครงการ: จากระบบบัตร → สู่ระบบเงินดิจิทัลที่ตั้งเงื่อนไขได้ ตามข้อมูลจาก Ministry of Economy and Finance South Korea (MOEF) ระบุว่า: การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ระบบเดิม: ระบบใหม่: วิเคราะห์เชิงลึก นี่คือการเปลี่ยนจาก “ระบบตรวจสอบ” → “ระบบควบคุม” ผลกระทบเชิงโครงสร้าง: Tokenized Deposits คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ ลักษณะของเงินฝากโทเคน ธนาคารที่เข้าร่วม รวมทั้งหมด 9 ธนาคารหลักของประเทศ วิเคราะห์: Tokenized Deposit vs Stablecoin vs CBDC 1. เทียบกับ Stablecoin ประเด็น Tokenized…

  • |

    เฟดวอร์ชส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย หุ้นเกาหลีทุบสถิติ น้ำมันร่วงหลังดีลอิหร่าน

    สัปดาห์นี้ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ตลาดการเงินโลกเผชิญความผันผวนสูงที่สุดในรอบหลายเดือน เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) จัดการประชุมนัดแรกในตำแหน่งเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2026 และส่งสัญญาณที่ตลาดตีความว่า “hawkish” หรือสายแข็งเกินคาด ด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่สิ่งที่ทำให้นักลงทุนตกใจคือ dot plot หรือแผนภาพคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของเจ้าหน้าที่เฟด ที่เผยให้เห็นว่าคณะกรรมการส่วนใหญ่เริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ของการ “ขึ้น” ดอกเบี้ยในปี 2026 ซึ่งสวนทางกับความคาดหวังเดิมที่ตลาดเคยปักใจเชื่อว่าเฟดจะเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ในอีกมุมหนึ่งของโลก ตลาดหุ้นเอเชียกลับสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ โดยดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ทะลุ 9,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ขณะที่ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นก็ทะลุ 71,000 จุดเป็นครั้งแรกเช่นกัน แรงหนุนหลักมาจากกระแสความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับ AI ที่ร้อนแรงไม่หยุด นำโดย SK Hynix และ Samsung Electronics ส่วนในตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันดิบร่วงลงเกือบ 5% หลังประธานาธิบดีโดนัลด์…

  • จีนต้อนรับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ก่อนทรัมป์บินเยือนปักกิ่ง

    ในการเคลื่อนไหวทางการทูตที่มีนัยสำคัญอย่างลึกซึ้งต่อพลวัตของความขัดแย้งที่กำลังคุกรุ่นในตะวันออกกลาง จีน เปิดบ้านต้อนรับ Abbas Araghchi รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านในวันพุธ นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และเตหะรานปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และที่ทำให้การเยือนครั้งนี้ยิ่งมีความสำคัญขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งคือมันเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่ประธานาธิบดี Donald Trump จะเดินทางเยือนปักกิ่งในช่วงวันที่ 14-15 พฤษภาคม ซึ่งถือเป็นการประชุมสุดยอดที่ทั้งโลกจับตามองอย่างใจจดใจจ่อ ภาพของ Wang Yi นักการทูตสูงสุดของจีนที่นั่งพบกับ Araghchi ในกรุงปักกิ่งไม่กี่วันก่อน Trump บินลัดฟ้าเข้ามา ถ่ายทอดความซับซ้อนของภูมิรัฐศาสตร์โลกในยุคนี้ได้อย่างไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม มันคือการส่งสัญญาณพร้อมกันหลายทิศทาง ทั้งต่อสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน และต่อโลก ว่าจีนกำลังเล่นเกมที่ซับซ้อนและมีเป้าหมายของตัวเองอย่างชัดเจน จังหวะเวลาที่ไม่บังเอิญ: ปักกิ่งส่งสัญญาณอะไร? หนึ่งในรายละเอียดที่สะดุดตาผู้สังเกตการณ์ทางการทูตมากที่สุดคือวิธีที่ข่าวการเยือนนี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ สื่อของรัฐจีนออกมาประกาศล่วงหน้าในคืนวันอังคาร โดยอ้างแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศที่ระบุชัดเจนว่า ปักกิ่งเป็นผู้ริเริ่มการเชิญ ไม่ใช่ฝ่ายอิหร่านที่ขอมา รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนเป็นพิธีการนี้กลับมีความหมายทางการทูตที่ลึกซึ้งอย่างมาก เพราะมันบ่งบอกว่าจีนต้องการให้โลกรับรู้ว่าการพบปะนี้เป็นความคิดริเริ่มของปักกิ่งเอง ไม่ใช่เพียงการตอบรับการติดต่อของอิหร่าน การประกาศล่วงหน้าแบบนี้ยังเป็นสัญญาณไปยังวอชิงตันว่าจีนมีบทบาทของตัวเองในการจัดการวิกฤตนี้ และไม่ได้รอรับคำสั่งจากสหรัฐฯ ว่าจะปฏิบัติต่ออิหร่านอย่างไร Amir Handjani สมาชิกคณะกรรมการของ Quincy Institute for Responsible Statecraft…

  • Nvidia ทำลายสถิติโลก รายได้ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์! พร้อมลุ้น Big Tech ทุ่มงบ AI ทะลุ 7 แสนล้านในปี 2026

    คืนวันพุธที่ผ่านมา (20 พฤษภาคม 2566) ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทต้องหยุดหายใจรอผลประกอบการของบริษัทที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามองมากที่สุดในรอบหลายปี เมื่อ Nvidia เจ้าพ่อชิป AI รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 2027 (FY27 Q1) พร้อมตัวเลขที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับ Wall Street อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รายได้ทะลุ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 85% จากปีก่อน พร้อมประกาศคาดการณ์ไตรมาส 2 ที่ 9.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้มาก ขณะเดียวกัน บรรดายักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง Microsoft, Apple, Alphabet, Meta และ Amazon ต่างรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดพร้อมเผยแผนการลงทุนด้าน AI ที่มีมูลค่ารวมกันเกือบ 725,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ “ทุบสถิติโลก” ทุกปีที่ผ่านมา และยังมีข่าวใหญ่จากดีล Apple-Intel ที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อเมริกัน บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกประเด็นสำคัญที่นักลงทุนไทยต้องรู้ในสัปดาห์นี้ Nvidia: “Demand Has Gone…

  • |

    สหรัฐฯ เปิดเผยโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันชักธงอิหร่านสองลำที่พยายามฝ่าการปิดล้อม

    ในวันศุกร์ที่โลกกำลังรอคำตอบจากเตหะรานเกี่ยวกับข้อเสนอสันติภาพ กองทัพสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่าได้โจมตี เรือบรรทุกน้ำมันที่ชักธงอิหร่านสองลำ ในอ่าวโอมาน โดยป้องกันไม่ให้เรือเหล่านั้นเข้าสู่ท่าเรือของอิหร่านในลักษณะที่ละเมิดการปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ออกแถลงการณ์พร้อมวิดีโอที่ไม่ได้จัดชั้นความลับของการโจมตีทั้งสองครั้ง ระบุว่าเครื่องบินรบของสหรัฐฯ “ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันทั้งสองลำใช้งานไม่ได้หลังจากยิงอาวุธนำวิถีที่แม่นยำเข้าไปที่ปล่องควันของพวกมัน” การโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่ปฏิบัติการที่เกิดขึ้นโดดๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการทางทหารหลายชุดในสัปดาห์เดียวกันที่กำลังบ่อนทำลายการหยุดยิงที่เปราะบางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แม้ว่าประธานาธิบดี Donald Trump จะยืนกรานว่าการหยุดยิงชั่วคราวยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ สัปดาห์แห่งการปะทะ: เส้นเวลาของเหตุการณ์ เพื่อเข้าใจบริบทของการโจมตีครั้งนี้อย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องย้อนดูสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่วงจร “หยุด-เริ่ม” ของสงครามนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุด ในต้นสัปดาห์ มีสัญญาณบวกจากการที่ Axios รายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเข้าใกล้บันทึกความเข้าใจ 14 ประเด็นที่จะยุติสงคราม Trump ระงับ “Project Freedom” โดยอ้างความคืบหน้าในการเจรจา และตลาดหุ้นพุ่งขึ้นขณะที่ราคาน้ำมันดิ่งลง แต่จากนั้นในวันพฤหัสบดี กองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่าน เปิดฉากยิงใส่กันในช่องแคบฮอร์มุซ โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเริ่มก่อน Trump เรียกการปะทะนั้นว่า “การตบแก้มเบาๆ” แต่ยังคงขู่โจมตีเพิ่มเติมหากอิหร่านไม่ยอมรับข้อตกลงนิวเคลียร์ และในวันศุกร์ สหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านสองลำในอ่าวโอมาน ขณะที่ Rubio กำลังบอกสื่อในกรุงโรมว่าคาดหวังการตอบสนองจากอิหร่านเรื่องข้อเสนอสันติภาพ “ภายในวันนี้” ความย้อนแย้งของภาพนี้…

  • |

    เศรษฐกิจโลกเผชิญพายุสามทิศ: สงครามตะวันออกกลาง อัตราดอกเบี้ยแข็งตัว และเงาเงินเฟ้อที่ยังไม่จาง

    โลกเดินเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความหวังว่าเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวจากบาดแผลแห่งยุคโควิดและสงครามการค้า ทว่าชะตากรรมได้บิดแผนการนั้นเสียสิ้น เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่คุกรุ่นขึ้นกลายเป็นตัวแปรทำลายล้างที่ทรงพลังที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ได้ปรับลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ลงเหลือเพียง 3.1% จากเป้าหมายเดิม 3.4% พร้อมระบุในรายงาน World Economic Outlook เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจโลกกำลัง “ยืนอยู่ในเงาของสงคราม” ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกต่างตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างการกดดันเงินเฟ้อที่กลับมาพุ่งสูงกับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว สำหรับนักลงทุนไทยและผู้กำหนดนโยบาย ภาพรวมนี้มีนัยสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด สงครามตะวันออกกลาง: ตัวแปรที่เปลี่ยนสมการเศรษฐกิจโลก หากจะเข้าใจพลวัตเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ได้อย่างถูกต้อง จำเป็นต้องย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของวิกฤต นั่นคือการปะทุของสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเส้นทางการขนส่งพลังงาน ก่อนที่ความขัดแย้งจะเริ่มต้น เศรษฐกิจโลกยังคงแสดงความแข็งแกร่งจากปลายปี 2568 โดยภาคเอกชนปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป ท่ามกลางมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ต่ำกว่าที่ประกาศไว้ การสนับสนุนทางการคลังของบางประเทศ เงื่อนไขทางการเงินที่เอื้ออำนวย และการเติบโตของเทคโนโลยี คาดการณ์ก่อนสงครามชี้ว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตได้ถึง 3.4% แต่สงครามตะวันออกกลางได้หยุดโมเมนตัมนั้นไว้ ธนาคารโลกรายงานว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและการรบกวนการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรับภาระการขนส่งน้ำมันดิบทางทะเลของโลกประมาณ 35% ได้ก่อให้เกิดการลดลงของอุปทานน้ำมันโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเริ่มต้นที่ระดับ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์จะปรับลงจากจุดสูงสุด แต่ยังคงสูงกว่าระดับต้นปีกว่า 50% และธนาคารโลกคาดการณ์ว่าน้ำมันดิบเบรนต์จะเฉลี่ยอยู่ที่…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *