เฟดวอร์ชส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย หุ้นเกาหลีทุบสถิติ น้ำมันร่วงหลังดีลอิหร่าน
|

เฟดวอร์ชส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย หุ้นเกาหลีทุบสถิติ น้ำมันร่วงหลังดีลอิหร่าน

สัปดาห์นี้ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ตลาดการเงินโลกเผชิญความผันผวนสูงที่สุดในรอบหลายเดือน เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) จัดการประชุมนัดแรกในตำแหน่งเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2026 และส่งสัญญาณที่ตลาดตีความว่า “hawkish” หรือสายแข็งเกินคาด ด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่สิ่งที่ทำให้นักลงทุนตกใจคือ dot plot หรือแผนภาพคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของเจ้าหน้าที่เฟด ที่เผยให้เห็นว่าคณะกรรมการส่วนใหญ่เริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ของการ “ขึ้น” ดอกเบี้ยในปี 2026 ซึ่งสวนทางกับความคาดหวังเดิมที่ตลาดเคยปักใจเชื่อว่าเฟดจะเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง

ในอีกมุมหนึ่งของโลก ตลาดหุ้นเอเชียกลับสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ โดยดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ทะลุ 9,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ขณะที่ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นก็ทะลุ 71,000 จุดเป็นครั้งแรกเช่นกัน แรงหนุนหลักมาจากกระแสความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับ AI ที่ร้อนแรงไม่หยุด นำโดย SK Hynix และ Samsung Electronics ส่วนในตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันดิบร่วงลงเกือบ 5% หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง คลายความกังวลเรื่องวิกฤตพลังงานที่กดดันตลาดมาตลอดหลายเดือน ส่วนตลาดคริปโทเคอร์เรนซีเองก็ไม่รอดพ้นแรงกดดันจากท่าทีสายแข็งของเฟด โดยบิตคอยน์ร่วงหลุดระดับ 63,000 ดอลลาร์ ภาพรวมตลาดโลกในสัปดาห์นี้จึงเต็มไปด้วยความสับสนระหว่างแรงบวกจากดีลอิหร่านและกระแส AI กับแรงลบจากความกังวลเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยที่ไม่แน่นอนของเฟดยุคใหม่

เฟดยุค “วอร์ช” เปิดตัวด้วยความปั่นป่วน ดาวโจนส์ร่วง 500 จุด

การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FOMC เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2026 ถือเป็นการประชุมนัดแรกที่ เควิน วอร์ช นั่งเก้าอี้ประธานเฟดอย่างเป็นทางการ หลังได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม โดยที่ประชุมมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในกรอบเดิมที่ 3.50-3.75% ซึ่งตรงกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า แต่สิ่งที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับนักลงทุนคือรายงานสรุปการคาดการณ์เศรษฐกิจ (Summary of Economic Projections) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “dot plot” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่เฟดจำนวนมากเริ่มเปลี่ยนมุมมองไปในทิศทาง “hawkish” มากขึ้น

ตามรายงานของ CNBC ตัวเลขคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยกลางปี (median) ณ สิ้นปีนี้ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 3.8% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้เพียง 3.4% ในการประชุมเดือนมีนาคม ซึ่งบ่งชี้ว่าคณะกรรมการส่วนใหญ่เห็นว่าจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในปีนี้ ที่น่าสนใจคือ วอร์ช เลือกที่จะไม่ส่งตัวเลขคาดการณ์ของตนเองเข้าร่วมในรายงานฉบับนี้ โดยให้เหตุผลว่า “สำหรับผม มันไม่มีประโยชน์” ซึ่งทำให้การตีความทิศทางนโยบายในอนาคตยิ่งซับซ้อนมากขึ้น

ผลจากการประกาศดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงอย่างรุนแรงในวันนั้น ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลง 507.12 จุด หรือ 0.98% มาปิดที่ 51,492.55 จุด หลังจากที่ก่อนหน้านี้เพิ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ในระหว่างวันมาแล้วสามวันติดต่อกัน ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง 1.21% มาปิดที่ 7,420.10 จุด ส่วนดัชนี Nasdaq ที่มีหุ้นเทคโนโลยีเป็นองค์ประกอบหลักร่วงลงหนักถึง 1.34% ปิดที่ 26,021.66 จุด โดยหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Microsoft, Meta Platforms, Alphabet และ Amazon ต่างปิดตลาดในแดนลบทั้งสิ้น ด้านตลาดตราสารหนี้ก็ได้รับผลกระทบไม่น้อย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี พุ่งขึ้นมากกว่า 16 basis points มาอยู่ที่ 4.216% สะท้อนการปรับฐานความคาดหวังของนักลงทุนต่อทิศทางดอกเบี้ยในระยะสั้น

Claudia Sahm หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก New Century Advisors ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่าปฏิกิริยาของตลาดในครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นผลมาจาก dot plot ที่ออกมาสายแข็งกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก มากกว่าจะมาจากการตัดสินใจคงดอกเบี้ยซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดรับรู้อยู่แล้ว นอกจากนี้ วอร์ช ยังได้ปรับปรุงรูปแบบแถลงการณ์นโยบายของเฟดให้กระชับขึ้น โดยอธิบายว่าถ้อยแถลงฉบับใหม่ “สั้นลง เรียบง่ายขึ้น และตัดทิ้งภาษาเก่าบางส่วนที่ไม่จำเป็น” พร้อมกับประกาศจัดตั้งคณะทำงานชุดใหม่หลายชุดเพื่อทบทวนกระบวนการทำงานภายในของธนาคารกลาง ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ภายใต้การนำของเขา

ประเด็นที่นักลงทุนจับตาเป็นพิเศษคือคำถามเรื่องเป้าหมายเงินเฟ้อระยะยาวของเฟดที่ 2% ซึ่งบางฝ่ายคาดว่า วอร์ช อาจปรับเปลี่ยนกรอบนโยบายใหม่ แต่เขาปฏิเสธแนวคิดนี้อย่างชัดเจน โดยระบุว่าเป้าหมาย 2% ยังคงเป็นจุดยืนระยะยาวของธนาคารกลางที่ไม่เปลี่ยนแปลง และจะไม่มีการทบทวนกรอบเป้าหมายจนกว่าเฟดจะสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้สำเร็จเสียก่อน คำพูดนี้มีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อพิจารณาจากตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคมขยายตัวที่ระดับ 4.2% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่าสามปี ส่วนดัชนีราคาค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ก็ขยายตัวที่ 3.8% ในเดือนเมษายน ตัวเลขเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำความกังวลของตลาดว่าเฟดยุคใหม่อาจให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อมากกว่าการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งต่างไปจากที่ทรัมป์คาดหวังไว้ตอนเสนอชื่อ วอร์ช เข้ารับตำแหน่งเพื่อผลักดันดอกเบี้ยให้ต่ำลง

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สามารถดีดตัวกลับขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วในวันถัดมา โดย CNBC รายงานว่าดัชนี S&P 500 ปิดตลาดสูงขึ้น และ Nasdaq พุ่งขึ้นเกือบ 2% จากแรงหนุนของหุ้นกลุ่มชิป สะท้อนให้เห็นว่าตลาดยังไม่ได้ตื่นตระหนกในระยะยาว แต่เป็นเพียงการปรับฐานเพื่อรับมือกับมุมมองนโยบายการเงินที่เปลี่ยนไป

หุ้นเกาหลีและญี่ปุ่นทำสถิติใหม่ กระแส AI หนุนชิปหน่วยความจำพุ่งไม่หยุด

ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ เผชิญความผันผวนจากเฟด ตลาดหุ้นเอเชียกลับเดินหน้าทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ที่ทะลุระดับ 9,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2026 ปิดตลาดที่ 9,063.84 จุด เพิ่มขึ้น 2.25% ในวันเดียว ตามรายงานของ TradingKey และสำนักข่าวหลายแห่ง ที่น่าทึ่งคือดัชนีนี้ใช้เวลาเพียง 22 วันซื้อขายในการก้าวข้ามจากระดับ 8,000 จุด (ซึ่งทำได้เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม) ขึ้นมาทะลุ 9,000 จุด ส่งผลให้ผลตอบแทนนับจากต้นปีของ KOSPI พุ่งขึ้นมากกว่า 110% แล้ว

แรงหนุนหลักมาจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะ SK Hynix และ Samsung Electronics ซึ่งรวมกันมีน้ำหนักคิดเป็นประมาณ 48-50% ของดัชนี KOSPI ทั้งหมด ในวันที่ 18 มิถุนายน หุ้น SK Hynix พุ่งขึ้นกว่า 6.5% แตะระดับสูงสุดใหม่ที่ 2.685 ล้านวอน หลังจากบริษัทประกาศว่าได้จัดส่งตัวอย่างชิปหน่วยความจำ HBM4E แบบ 12 ชั้น ให้กับลูกค้ารายใหญ่ในกลุ่ม AI เรียบร้อยแล้ว ขณะที่ Samsung Electronics เพิ่มขึ้น 4.62% และกลับเข้าสู่ทำเนียบ 10 บริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดของโลกอีกครั้ง โดยแซงหน้า Meta Platforms และ Tesla ไปแล้ว

ตัวเลขผลประกอบการของทั้งสองบริษัทสะท้อนความร้อนแรงของตลาดชิปหน่วยความจำได้อย่างชัดเจน รายงานจาก TechTimes ระบุว่ารายได้ไตรมาสแรกของปี 2026 ของ SK Hynix ทะลุ 50 ล้านล้านวอนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัท ด้วยอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (operating margin) สูงถึง 72% ส่วน Samsung มีกำไรจากการดำเนินงานรวมในไตรมาสเดียวกันทะลุ 57.2 ล้านล้านวอน ซึ่งสูงกว่าปีก่อนหน้าถึง 8 เท่า และยังมากกว่ากำไรรวมทั้งปี 2025 ของบริษัทเสียอีก

ปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้คือสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “supercycle” ของหน่วยความจำสำหรับ AI ซึ่งเกิดจากความต้องการชิป High-Bandwidth Memory (HBM) ที่พุ่งสูงขึ้นตามการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในศูนย์ข้อมูล AI ทั่วโลก ในขณะที่อุปทานในอุตสาหกรรมยังตามไม่ทัน Goldman Sachs ได้ปรับเป้าหมายดัชนี KOSPI ขึ้นจาก 9,000 จุด เป็น 12,000 จุด เมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา โดย Timothy Moe หัวหน้านักวิเคราะห์ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Goldman Sachs ระบุว่าเกาหลีใต้คือตลาดที่บริษัทมีความเชื่อมั่นสูงสุด (highest-conviction) ในภูมิภาคนี้ และคาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทเกาหลีโดยรวมจะเติบโตถึง 300% ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นการขยายตัวของกำไรประจำปีที่แข็งแกร่งที่สุดของตลาดเอเชียนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล ด้านโบรกเกอร์ท้องถิ่นอย่าง Daishin Securities ก็ปรับเป้าหมายดัชนี KOSPI สำหรับปี 2026 ขึ้นจาก 8,800 จุด เป็น 11,500 จุด โดย Lee Kyung-min นักวิเคราะห์จาก Daishin อธิบายว่าตลาดหุ้นเกาหลีกำลังอยู่ใน “วงจรคลาสสิกของกำไรและนโยบาย” (classic earnings-and-policy cycle) และมองว่าทิศทางขาขึ้นจะยังคงเปิดอยู่จนกว่าประมาณการกำไรต่อหุ้นล่วงหน้า 12 เดือนจะเริ่มปรับตัวลง

ในวันเดียวกันนั้น ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นก็สร้างประวัติศาสตร์เช่นกัน โดยปิดตลาดสูงขึ้น 1.65% ที่ระดับ 71,053.44 จุด ซึ่งเป็นการทะลุระดับ 71,000 จุดเป็นครั้งแรก สำนักข่าว TradingKey รายงานว่าแรงหนุนหลักมาจากกระแสการลงทุนใน AI Value Chain ผสมกับความคลายตัวของความตึงเครียดในตะวันออกกลางจากความคืบหน้าทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน นอกจากนี้ ในวันเดียวกันยังมีเหตุการณ์สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ กองทุน ETF ตัวแรกที่ติดตามดัชนี KOSPI 200 นอกประเทศเกาหลีใต้ ได้จดทะเบียนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) เป็นวันแรก และปรับตัวขึ้นกว่า 1.6% ในวันเปิดซื้อขาย สะท้อนความสนใจของนักลงทุนต่างชาติต่อตลาดหุ้นเกาหลีที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Kiwoom Securities เตือนว่าแรงขายของนักลงทุนต่างชาติในช่วงที่ผ่านมาส่วนหนึ่งเป็นผลจากการทำกำไรในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และการปรับสมดุลพอร์ตของกองทุนตลาดเกิดใหม่ ไม่ใช่สัญญาณเชิงลบต่อปัจจัยพื้นฐาน ขณะที่ความเสี่ยงสำคัญที่ตลาดยังต้องจับตาคือทิศทางนโยบายการเงินของเฟดภายใต้การนำของวอร์ช ซึ่งหากออกมา hawkish เกินคาด ก็อาจกดดันตลาดหุ้นเกาหลีในระยะสั้นได้เช่นกัน

ราคาน้ำมันร่วงเกือบ 5% หลังสหรัฐฯ-อิหร่านบรรลุข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

หนึ่งในข่าวที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อตลาดโลกมากที่สุดในสัปดาห์นี้คือการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัวว่าสหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง โดยจะไม่มีระบบเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง (toll system) และสหรัฐฯ จะยุติการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านที่ดำเนินมาก่อนหน้านี้ ข้อตกลงนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกร่วงลงอย่างรุนแรง โดย CNBC รายงานว่าสัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้า WTI ของสหรัฐฯ ร่วงลงประมาณ 4.9% มาปิดที่ 80.75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานสากล ลดลง 4.8% มาอยู่ที่ 83.17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ข้อตกลงฉบับนี้มีรายละเอียดที่น่าสนใจตามรายงานของ Investing.com ซึ่งระบุว่าเป็นบันทึกความเข้าใจ (memorandum) 14 ข้อ ที่จะเริ่มต้นช่วงเวลาเจรจา 60 วัน ซึ่งในระหว่างนั้นอิหร่านจะอนุญาตให้เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม และข้อตกลงยังกำหนดให้การจราจรผ่านช่องแคบกลับสู่ความสามารถเต็มรูปแบบภายใน 30 วัน ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซนั้นไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก โดยมีสัดส่วนการขนส่งพลังงานทั่วโลกผ่านเส้นทางนี้ประมาณ 1 ใน 5 หรือราว 20% ของปริมาณการค้าพลังงานทั้งหมด

ย้อนกลับไปดูสถานการณ์ก่อนหน้านี้ จะเห็นได้ว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน ที่ยืดเยื้อมาหลายเดือนได้สร้างความผันผวนรุนแรงให้กับตลาดน้ำมันโลก จากข้อมูลของ Trading Economics ราคาน้ำมัน WTI เคยพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงปลายเดือนมีนาคม และมีบางช่วงที่นักวิเคราะห์อย่าง Fereidun Fesharaki ประธานกิตติมศักดิ์ของ FGE NexantECA เคยเตือนว่าหากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงถึง 150-200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ต่อทั่วโลก ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นในช่วงความขัดแย้งสูงสุดนั้นเพิ่มขึ้นจากระดับเริ่มต้นของสงครามถึงประมาณ 40-50% ตอกย้ำให้เห็นว่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางส่งผลกระทบรุนแรงเพียงใดต่อราคาพลังงานโลก

การคลี่คลายของสถานการณ์ในครั้งนี้จึงถือเป็นข่าวดีสำหรับเศรษฐกิจโลกในหลายมิติ ทั้งในเรื่องของการลดความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน การฟื้นตัวของภาคการบินและการเดินเรือที่ได้รับผลกระทบหนักจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น รวมถึงการคลายความกังวลของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกที่ต้องจับตาเงินเฟ้อที่มาจากต้นทุนพลังงานเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องระวังความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้หากกระบวนการเจรจา 60 วันไม่เป็นไปตามแผน หรือมีความขัดแย้งปะทุขึ้นมาใหม่ในภูมิภาคนี้

ทองคำผันผวนสองทาง คริปโทเคอร์เรนซีร่วงตามแรงกดดันจากเฟดสายแข็ง

ในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาทองคำในสัปดาห์นี้เผชิญแรงดึงสองทางที่ขัดแย้งกัน ด้านหนึ่งคือแรงหนุนจากความผ่อนคลายของสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากพลังงาน แต่อีกด้านหนึ่งคือแรงกดดันจากท่าทีสายแข็งของเฟดที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเป็นปัจจัยลบต่อสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยอย่างทองคำ ตามรายงานของ Investing.com ระบุว่าข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านช่วยพยุงราคาทองคำไว้ได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากช่วยคลายความกังวลเรื่องวิกฤตซัพพลายน้ำมันที่ยืดเยื้อ และลดความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่มาจากต้นทุนพลังงาน ซึ่งสนับสนุนความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน แต่ในเวลาเดียวกัน ตัวเลขคาดการณ์ที่ปรับปรุงใหม่แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่เฟด 9 จาก 19 คน คาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งในปี 2026 ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจากความคาดหวังก่อนหน้านี้ของตลาด

ด้านตลาดคริปโทเคอร์เรนซีนั้นได้รับผลกระทบเชิงลบที่ชัดเจนกว่า โดย CoinDesk รายงานว่าราคาบิตคอยน์ (BTC) ร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 62,849.80 ดอลลาร์ ลดลง 2.53% ในรอบ 24 ชั่วโมง ขณะที่อีเทอเรียม (ETH) ร่วงลง 2.57% มาอยู่ที่ 1,707.94 ดอลลาร์ ส่วน XRP ลดลง 3.63% และ Solana (SOL) ร่วงลง 3.49% มูลค่าตลาดคริปโทเคอร์เรนซีโดยรวมทรงตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 2.26 ล้านล้านดอลลาร์ แต่แรงฟื้นตัวที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้กลับสูญแรงไป หลังจากเฟดทำลายความหวังเรื่องการลดดอกเบี้ย และกองทุน ETF ที่ลงทุนในสปอตบิตคอยน์และอีเทอเรียมก็กลับมามีเงินไหลออกอีกครั้ง

CoinDesk รายงานเพิ่มเติมว่ากองทุน ETF บิตคอยน์และอีเทอเรียมขาดทุนจากเงินไหลออกรวมกันถึง 111 ล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลาที่ความหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยเฟดดับลง ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Marex อธิบายว่าตำแหน่งการลงทุนในตลาดคริปโทขณะนี้อยู่ในสถานะ “ตั้งรับและเบาบาง” (defensive and thin) หลังจากประธานเฟด วอร์ช ส่งสัญญาณชัดเจนว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมากกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่เอื้อต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโทเคอร์เรนซีโดยทั่วไป

ที่น่าสนใจคือ แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะได้รับแรงหนุนจากข้อตกลงสันติภาพอิหร่านของทรัมป์ที่ลงนามเสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่บิตคอยน์และอีเทอเรียมกลับยังร่วงต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นความแตกต่างของพฤติกรรมนักลงทุนระหว่างสองตลาดในช่วงนี้ นอกจากนี้ ยังมีปรากฏการณ์ที่ CoinDesk เรียกว่า “การหมุนเวียนครั้งใหญ่” (the great rotation) ซึ่งอธิบายว่าเงินทุนกำลังไหลออกจากหุ้นเทคโนโลยีกลุ่ม Magnificent Seven และคริปโทเคอร์เรนซี เพื่อไปลงทุนในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ หุ้นหน่วยความจำ และโอกาสด้านอวกาศ ซึ่งถูกมองว่าเป็น “คอขวด” สำคัญของอุตสาหกรรม AI ในปัจจุบัน ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นเกาหลีและญี่ปุ่นที่กล่าวถึงข้างต้น

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: ตลาดหุ้น เงินบาท และทองคำในประเทศ

สำหรับนักลงทุนไทย ความเคลื่อนไหวของตลาดโลกในสัปดาห์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลายสินทรัพย์ในประเทศ โดยเฉพาะตลาดหุ้น ตลาดเงิน และราคาทองคำ Bangkok Post รายงานว่าหลังข่าวดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านที่จะนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งในวันศุกร์ นักวิเคราะห์และผู้ค้าทองคำในประเทศไทยมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางตลาด โดย Wikij Tirawannarat รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสของบัวหลวงซิเคียวริตีส์ ระบุว่าการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งจะช่วยคลายความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของซัพพลายพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนเชิงบวกต่อหุ้นไทย โดยมองว่าดัชนี SET จะสามารถกลับขึ้นไปทดสอบระดับ 1,600 จุดได้อีกครั้ง และมีโอกาสไปต่อที่ระดับ 1,700 จุดในระยะต่อไป

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาเผชิญความผันผวนหนักจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ข้อมูลจาก Nation Thailand ที่รายงานไว้ก่อนหน้านี้ระบุว่าดัชนี SET เคยร่วงลงถึง 35.65 จุด หรือ 2.49% ในวันเดียว จากแรงกดดันสามด้านหลัก ได้แก่ การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ โดยเฉพาะรุ่นอายุ 2 ปีที่เคยขึ้นไปแตะ 3.93% การแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ จากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย และความกังวลว่าเฟดอาจคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดเคยคาด ซึ่งทั้งสามปัจจัยนี้ล้วนเป็นแรงกดดันต่อตลาดเกิดใหม่อย่างไทยทั้งสิ้น

ด้านค่าเงินบาทก็แสดงความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างชัดเจน Trading Economics รายงานว่าในช่วงที่ความขัดแย้งทวีความรุนแรง เงินบาทเคยอ่อนค่าลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 10 เดือนที่ประมาณ 33 บาทต่อดอลลาร์ แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลงด้วยข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว เงินบาทก็พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วสู่ระดับใกล้เคียง 32 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดในรอบเกือบหนึ่งเดือน สะท้อนความอ่อนไหวสูงของเงินบาทต่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และทิศทางดอลลาร์สหรัฐฯ ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย

ส่วนราคาทองคำในประเทศไทยก็เคลื่อนไหวสอดคล้องกับตลาดโลก โดย Bangkok Post รายงานว่าราคาทองคำแท่งในประเทศปรับขึ้น 1,100 บาทต่อบาททอง มาอยู่ที่ 66,600 บาท ตามจังหวะที่ราคาทองคำโลก (Gold Spot) ปรับขึ้นราว 2.5% แตะระดับ 4,322 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงต้นวัน ก่อนที่จะย่อตัวลงมาอยู่ที่ 4,315 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งยังถือว่าเพิ่มขึ้น 0.92% จากวันก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากความเชื่อมั่นเชิงบวกต่อข้อตกลงสันติภาพที่ช่วยยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานสามเดือน

สำหรับมุมมองของโบรกเกอร์ไทยต่อทิศทางดัชนี SET ในระยะข้างหน้านั้นมีความหลากหลาย โดย Piriyapon Kongvanich หัวหน้าฝ่ายวิจัยตราสารทุนของบัวหลวงซิเคียวริตีส์ คงเป้าหมายดัชนี SET สิ้นปี 2026 ไว้ที่ 1,550 จุด ภายใต้มุมมอง “ระมัดระวังแต่เชิงบวก” (cautiously optimistic) โดยมองว่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนหันกลับมาให้ความสำคัญกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” และการเร่งอนุมัติการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BoI) มากขึ้น ขณะที่ Maybank คาดการณ์ว่าดัชนี SET จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,540-1,630 จุดในระยะใกล้ ซึ่งเป็นกรอบที่ค่อนข้างสอดคล้องกับมุมมองของบัวหลวง

บทสรุปและสิ่งที่นักลงทุนไทยควรจับตาต่อจากนี้

ภาพรวมตลาดการเงินโลกในสัปดาห์นี้สะท้อนให้เห็นความซับซ้อนของปัจจัยที่ขับเคลื่อนสินทรัพย์ต่างๆ ในทิศทางที่แตกต่างกัน ด้านหนึ่งคือความคลายตัวของความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จากข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่ช่วยลดความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของซัพพลายพลังงานและกดราคาน้ำมันให้ร่วงลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างไทย แต่อีกด้านหนึ่งคือความไม่แน่นอนใหม่ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านผู้นำเฟดสู่ยุคของ เควิน วอร์ช ที่ส่งสัญญาณให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อมากกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ ซึ่งอาจกดดันสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกในระยะถัดไป หากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง

สำหรับนักลงทุนไทย ประเด็นที่ควรจับตาเป็นพิเศษในช่วงนี้มีอยู่สามประการหลัก ประการแรกคือทิศทางดอกเบี้ยเฟดที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อทิศทางเงินทุนไหลเข้า-ออกจากตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย และอาจกระทบต่อค่าเงินบาทในระยะข้างหน้า หากเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยที่ชัดเจนกว่านี้ นักลงทุนควรเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้ที่เงินทุนต่างชาติอาจไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ไปสู่สินทรัพย์ดอลลาร์ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น ประการที่สองคือความคืบหน้าของกระบวนการเจรจา 60 วันระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ซึ่งหากดำเนินไปอย่างราบรื่นจนช่องแคบฮอร์มุซเปิดใช้งานเต็มรูปแบบตามกำหนด จะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาพลังงานและต้นทุนการนำเข้าของไทยในระยะยาว แต่หากเกิดความล่าช้าหรือสะดุดขึ้นมาใหม่ ก็อาจทำให้ราคาน้ำมันผันผวนกลับขึ้นไปอีกครั้ง

ประการที่สามคือกระแสการลงทุนในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และ AI ที่กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดหุ้นเอเชีย แม้ตลาดหุ้นไทยจะไม่มีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่เทียบเท่าเกาหลีใต้หรือไต้หวัน แต่ก็ยังมีผลกระทบทางอ้อมผ่านห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศ และทิศทางเงินทุนของกองทุนต่างชาติที่อาจปรับสัดส่วนการลงทุนระหว่างตลาดเกิดใหม่ต่างๆ ในภูมิภาค นักลงทุนไทยที่ลงทุนในกองทุนต่างประเทศหรือ ETF ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเอเชียควรติดตามความเคลื่อนไหวนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจมีโอกาสในการกระจายความเสี่ยงไปสู่ธีมการลงทุนที่กำลังเติบโตแรงในภูมิภาค

โดยสรุป ตลาดการเงินโลกในขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ทั้งในมิติของผู้นำธนาคารกลางสหรัฐฯ คนใหม่ที่ยังต้องพิสูจน์ตัวเองต่อตลาด และมิติของภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มคลี่คลายลงหลังความขัดแย้งยืดเยื้อในตะวันออกกลาง นักลงทุนไทยควรรักษาความสมดุลของพอร์ตการลงทุน กระจายความเสี่ยงระหว่างสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำในสัดส่วนที่เหมาะสม ควบคู่กับการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดทั้งทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ และความคืบหน้าของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนให้สอดคล้องกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป

Similar Posts

  • |

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวนหนัก! น้ำมันพุ่งแตะ 111 ดอลลาร์ ทองคำทรงตัวใกล้ 4,500 ดอลลาร์ ท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่คลี่คลาย

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกยังคงถูกแรงกดดันจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์อย่างหนักในสัปดาห์นี้ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์แตะระดับ 110-112 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ทองคำสปอตปรับตัวลงมาซื้อขายที่แถว 4,468-4,542 ดอลลาร์ต่อออนซ์หลังพุ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 5,595 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 สถานการณ์ที่กดดันตลาดมากที่สุดในขณะนี้คือการยังคงปิดตัวอยู่ของช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนไทยที่ต้องเผชิญกับทั้งต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและค่าเงินบาทที่ผันผวน วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: บ่อเกิดแห่งความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางน้ำแคบที่คั่นระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ ซึ่งเดิมมีน้ำมันดิบไหลผ่านมากถึงเกือบ 20% ของปริมาณน้ำมันที่ซื้อขายทั่วโลก ถูกปิดโดยพฤตินัยมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ภายหลังการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน และยังคงเป็นชนวนความตึงเครียดที่กดดันตลาดพลังงานโลกมาอย่างต่อเนื่อง สำนักงานพลังงานสากล (IEA) รายงานว่า อุปทานน้ำมันโลกลดลงอีก 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน สู่ระดับ 95.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ สูญเสียกำลังผลิตรวมไปแล้วกว่า 12.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียที่ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบมีกำลังผลิตต่ำกว่าช่วงก่อนสงครามถึง 14.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ด้านสำนักงานสารสนเทศพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ประเมินในรายงานประจำเดือนพฤษภาคมว่า ราคาน้ำมันเบรนท์เฉลี่ยในเดือนเมษายนแตะระดับ 117 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 ที่รัสเซียบุกยูเครน โดย EIA ระบุว่า ช่วงราคาสูงสุดในเดือนเมษายนแตะที่…

  • |

    ราคาน้ำมันพุ่งหลัง Netanyahu เตือนความขัดแย้งกับอิหร่าน “ยังไม่จบ” ขณะ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของเตหะราน

    เมื่อวันจันทร์เริ่มต้นด้วยแรงกระแทกที่ตลาดพลังงานโลกไม่ได้คาดไว้ เมื่อนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนตันยาฮู ของอิสราเอลออกมาส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าความขัดแย้งกับอิหร่านยังไม่สิ้นสุด ตามมาด้วยการที่ประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ประกาศปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของอิหร่านอย่างหนักแน่น ทำให้ความหวังสันติภาพที่สั่นคลอนอยู่แล้วยิ่งเปราะบางลงอีก และราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทันทีเพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่กลับมาเพิ่มสูงขึ้น น้ำมันดิบ WTI สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้น 3.08% ไปอยู่ที่ 95.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ น้ำมันดิบ Brent มาตรฐานสากล สัญญาส่งมอบเดือนกรกฎาคม ขึ้น 3.16% มาอยู่ที่ 104.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การปรับตัวขึ้นในระดับนี้ภายในวันเดียวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดพลังงานยังคงอ่อนไหวอย่างมากต่อสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อออกไปอีก เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าการปรับตัวขึ้น 3% ในวันเดียวนั้นมีนัยสำคัญแค่ไหน ลองคิดว่าหากราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การขึ้น 3% หมายถึงราคาเพิ่มขึ้น 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเมื่อโลกบริโภคน้ำมันดิบประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน นั่นหมายความว่าต้นทุนพลังงานโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ต่อวัน จากข่าวเดียว ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนออิหร่าน: “ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง” หลังจากที่โลกรอคอยการตอบสนองของอิหร่านต่อข้อเสนอสันติภาพมาหลายวัน…

  • | |

    Nvidia ทุบสถิติ $96,200 ล้าน จุดชนวนซูเปอร์วีคหุ้นเทคฯ AI

    ตลาดหุ้นโลกเข้าสู่ช่วงเวลาชี้ชะตาอีกครั้ง เมื่อ Nvidia (NVDA) บริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลกและถือเป็น “มาตรวัด” ของกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งอุตสาหกรรม เปิดเผยผลประกอบการไตรมาสสองของปีงบประมาณ 2570 (สิ้นสุด 26 กรกฎาคม 2569) หลังตลาดปิดทำการในวันพุธที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ด้วยตัวเลขรายได้ที่ทุบสถิติสูงถึง 96,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 106% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่ไหลเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐาน AI ยังคงร้อนแรงและไม่มีทีท่าจะชะลอตัวลงอย่างที่นักลงทุนบางส่วนกังวล ผลประกอบการของ Nvidia ครั้งนี้ถือเป็นบทปิดท้ายของ “ฤดูกาลรายงานผลประกอบการ” กลุ่มเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ที่ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทั้ง Apple และ Microsoft ต่างเปิดตัวเลขออกมาแข็งแกร่งเกินคาด สะท้อนว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงกระแสความคาดหวังอีกต่อไป แต่กำลังแปรเปลี่ยนเป็นรายได้และกำไรที่จับต้องได้จริง อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังตัวเลขที่สวยงามเหล่านี้ กลับมีเงาทอดยาวที่เริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำ (Memory) ที่กำลังกดดันอัตรากำไรและดันต้นทุนของทั้งอุตสาหกรรมให้พุ่งสูงขึ้น รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกทุกมิติของเหตุการณ์สำคัญนี้ พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบที่จะสะเทือนถึงพอร์ตการลงทุนของคนไทย Nvidia ทุบทุกสถิติ: เมื่อ “การประมวลผลกลายเป็นรายได้” หัวใจสำคัญของรายงานผลประกอบการ…

  • | |

    วอลล์สตรีทพุ่งต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ติด แต่ระวัง! พันธบัตรส่งสัญญาณอันตราย ยุค “Warsh Fed” เพิ่งเริ่มต้น

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ล่าสุดในแดนบวกเป็นครั้งที่ 8 ติดต่อกัน ซึ่งนับเป็นสถิติชนะรายสัปดาห์ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 โดย ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดที่ 50,579.70 จุด บวก 294.04 จุด หรือ 0.58% พร้อมทำ All-Time High ใหม่ทั้งระหว่างวันและตอนปิดตลาด ขณะที่ S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.37% ปิดที่ 7,473.47 จุด และ Nasdaq Composite ขึ้น 0.19% ปิดที่ 26,343.97 จุด แต่ภาพรวมที่ดูสดใสนี้กำลังซ่อนความตึงเครียดลึกๆ ไว้ใต้พื้นผิว ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ เงินเฟ้อที่กลับมาร้อนแรง การเปลี่ยนผ่านผู้นำธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งสำคัญ และสงครามอิหร่านที่ยังไม่มีทีท่าจะจบ — ทั้งหมดนี้กำลังทดสอบความอดทนของตลาดวัวกระทิงที่กำลังวิ่งต่อเนื่องมาหลายเดือน สัปดาห์แห่งการทดสอบ: จากดิ่งเหวถึงฟื้นตัว สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นบทสะท้อนชัดเจนของตลาดที่เต็มไปด้วยความผันผวน เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยหุ้นสหรัฐฯ…

  • | |

    บิตคอยน์ทะลุ 77,000 ดอลลาร์ อีเธอเรียมพุ่ง 30% ETF ทุบสถิติ ทรัมป์ดัน CLARITY Act

    ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีทั่วโลกระเบิดขาขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่าสองปี เมื่อบิตคอยน์ (Bitcoin) ทะยานหลุดกรอบการซื้อขายแคบ ๆ ที่กดราคาไว้ใต้ระดับ 64,000 ดอลลาร์มานานเกือบทั้งฤดูร้อน แล้วพุ่งขึ้นแตะเหนือ 77,000 ดอลลาร์ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน โดยราคาบิตคอยน์บวกขึ้นราว 22% ในรอบห้าวันทำการ ถือเป็นผลงานห้าวันที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 ขณะที่อีเธอเรียม (Ethereum) กลายเป็นดาวเด่นของสัปดาห์ด้วยการพุ่งขึ้นเกือบ 30% ทะยานจากช่วง 1,900 ดอลลาร์ไปแตะจุดสูงสุดระหว่างวันที่ราว 2,546 ดอลลาร์บนกระดานไบแนนซ์ แรงส่งของการปรับตัวขึ้นรอบนี้มาจากปัจจัยสามด้านที่ประจวบเหมาะกันพอดี ได้แก่ ท่าทีสนับสนุนคริปโทอย่างเปิดเผยจากทำเนียบขาวที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเรียกร้องให้รัฐสภาเร่งผ่านร่างกฎหมายจัดระเบียบตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลหรือ “CLARITY Act” การประกาศเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบและกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้ต่ำลง และกระแสเงินทุนสถาบันที่หลั่งไหลกลับเข้าสู่กองทุน ETF บิตคอยน์และอีเธอเรียมในสหรัฐฯ อย่างมหาศาลจนทำสถิติสูงสุดของปี รายงานนี้จะพาผู้อ่านสำรวจภาพรวมของการเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์ ตั้งแต่รายละเอียดของราคาและปริมาณเงินที่ไหลเข้ากองทุน ETF ไปจนถึงกลไกเชิงนโยบายการเงินการคลังที่จุดชนวนแรงซื้อ สถานการณ์ล่าสุดของกฎหมาย CLARITY Act ในวุฒิสภาสหรัฐฯ มุมมองจากนักวิเคราะห์ทั้งฝ่ายกระทิงและฝ่ายที่ยังระมัดระวัง ตลอดจนประเด็นสำคัญที่นักลงทุนไทยควรจับตาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อพอร์ตการลงทุน ตลาดคริปโทระเบิดขาขึ้น บิตคอยน์ท้าทาย 80,000 ดอลลาร์ อีเธอเรียมนำขบวน ภาพความเคลื่อนไหวของราคาในสัปดาห์ที่ผ่านมาสะท้อนการเปลี่ยนอารมณ์ตลาดแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ก่อนหน้านี้บิตคอยน์ถูกจองจำอยู่ในกรอบราคาแคบบริเวณ…

  • กลยุทธ์พอร์ตการลงทุน 2026: ETF พันธบัตร และตลาดเกิดใหม่ส่องทาง เมื่อโลกเลิกพึ่งพาสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว

    ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 นักลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโครงสร้างตลาดการเงินโลก เงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ และกระแส “Sell America” ที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ ได้เป็นแรงผลักดันให้นักลงทุนสถาบันและรายย่อยต่างหันมาทบทวนกลยุทธ์พอร์ตโฟลิโอกันใหม่อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักใน ETF ตลาดเกิดใหม่ การมองพันธบัตรในมุมใหม่ที่ไม่ใช่แค่ “ที่หลบภัย” และการกระจายความเสี่ยงสู่ภูมิภาคที่เคยถูกมองข้ามมาเป็นเวลานานกว่าทศวรรษ ตลาดเกิดใหม่: จากม้ามืดสู่ดาวรุ่งของทศวรรษ ดัชนี MSCI Emerging Markets ซึ่งประกอบด้วยหุ้น Large Cap และ Mid Cap จากประเทศตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก พุ่งขึ้นกว่า 30% นับตั้งแต่ต้นปี 2025 แซงหน้าดัชนีหลักของวอลล์สตรีททั้งสาม ขณะที่ดัชนี MSCI World ซึ่งครอบคลุมตลาดพัฒนาแล้วรวมถึงสหรัฐฯ ขึ้นมาเพียง 20% ที่น่าสนใจคือ การที่ตลาดเกิดใหม่ขึ้นแรงครั้งนี้ไม่ได้มาจากประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ ดัชนีหุ้นของชิลีและสาธารณรัฐเช็กต่างก็ทำผลตอบแทนได้ราว 50.8% นับจากต้นปี ขณะที่โรมาเนียเองก็มีผลตอบแทนสูงกว่า 42% สะท้อนให้เห็นว่าการฟื้นตัวในครั้งนี้มีลักษณะกว้างขวางและครอบคลุมหลายภูมิภาค ไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว Varun Laijawalla ผู้จัดการกองทุนตลาดเกิดใหม่จากบริษัท Ninety One ซึ่งบริหารสินทรัพย์กว่า…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *