โลกเดือด เศรษฐกิจสั่น: ภูมิรัฐศาสตร์ปี 2026 เขย่าตลาดโลกและนักลงทุนไทย

โลกเดือด เศรษฐกิจสั่น: ภูมิรัฐศาสตร์ปี 2026 เขย่าตลาดโลกและนักลงทุนไทย

ปี 2026 กลายเป็นปีที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกปะทุรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ทั้งสงครามในตะวันออกกลาง สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่ยังคุกรุ่น การคว่ำบาตรอิหร่าน ไปจนถึงวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ทำให้น้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทุกเหตุการณ์เหล่านี้ส่งแรงสั่นสะเทือนผ่านห่วงโซ่อุปทานโลก กระทบราคาสินค้า เงินเฟ้อ และการเติบโตทางเศรษฐกิจในทุกทวีป รวมถึงประเทศไทยที่นักวิเคราะห์เตือนว่าอาจเห็นการเติบโตหดตัวลงได้มากกว่าครึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: วิกฤตพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นโดยอิหร่านมาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดสงครามทางอากาศกับอิหร่านและสังหารผู้นำสูงสุด อาลี คาเมเนอี กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามได้ออกคำเตือนห้ามผ่านช่องแคบ บุกยึดและโจมตีเรือพาณิชย์ รวมถึงวางทุ่นระเบิดในช่องแคบด้วย

ผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกนั้นรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้น 10-13% ไปอยู่ที่ราว 80-82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในวันที่ 2 มีนาคม 2026 การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลกถึง 20% รวมถึงปริมาณ LNG จำนวนมาก ซึ่งผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่านี่คือ “วิกฤตความมั่นคงด้านพลังงานโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

การปิดช่องแคบนำไปสู่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่พุ่งสูงเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และบังคับให้ QatarEnergy ประกาศ force majeure สำหรับการส่งออกทั้งหมด ปริมาณการผลิตน้ำมันรวมของคูเวต อิรัก ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ลดลง 6.7 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในวันที่ 10 มีนาคม

ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาดัลลัส วิเคราะห์ว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งตัดอุปทานน้ำมันโลกออกไปเกือบ 20% ในไตรมาส 2/2026 นั้นคาดว่าจะดันราคาน้ำมัน WTI ขึ้นสูงถึง 98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และฉุดการเติบโต GDP โลกลง 2.9 จุดเปอร์เซ็นต์ในเชิงอัตราต่อปีในไตรมาสนั้น

สถานการณ์ยังคงตึงเครียดต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดย CNBC รายงานว่าในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวลงมาเล็กน้อยมาอยู่ที่ 100.06 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดรอดูการตอบสนองของอิหร่านต่อข้อเสนอการยุติสงครามและการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยที่ผู้เชี่ยวชาญจาก Citi เตือนว่าระยะเวลาของความขัดแย้งจะส่งผลอย่างมากต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและแนวโน้มดอกเบี้ยของเฟด

สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน: จากสมรภูมิภาษีสู่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ขณะที่วิกฤตพลังงานกำลังเขย่าโลก สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนซึ่งยืดเยื้อมานานกว่าทศวรรษก็ยังคงปะทุอยู่ แม้จะมีสัญญาณของการผ่อนคลายความตึงเครียดบ้างในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้

Tax Foundation รายงานว่า มาตรการภาษีนำเข้าของทรัมป์นับเป็นการขึ้นภาษีครั้งใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 1993 และเท่ากับการขึ้นภาษีเฉลี่ยต่อครัวเรือนสหรัฐฯ ราว 1,500 ดอลลาร์ในปี 2026

ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกเห็นได้ชัดเจน บริษัทต่างๆ กำลังย้ายฐานการผลิตไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ราว 25% ของการผลิต iPhone ทั่วโลกได้ย้ายไปยังอินเดียแล้ว ขณะที่เวียดนามรับหน้าที่ผลิตอุปกรณ์ Apple ส่วนใหญ่ที่ส่งไปยังสหรัฐฯ อาทิ iPad และ AirPods อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ที่ 13.7% ในต้นปี 2026

ปมสำคัญที่ทำให้จีนมีอำนาจต่อรองในการเจรจา คือแร่ธาตุหายาก CFR วิเคราะห์ว่า ความเชื่อมั่นของปักกิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังจากที่จีนสามารถสู้กลับการเพิ่มภาษีนำเข้าของทรัมป์ที่พุ่งสูงกว่า 140% ได้ด้วยการใช้ “อาวุธสุดท้าย” อย่างแร่ธาตุหายากและแม่เหล็ก

สำหรับสถานการณ์ล่าสุด การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2026 ถือเป็นเหตุการณ์ที่โลกจับตามอง โดย Al Jazeera รายงานว่า ก่อนการเดินทางเยือนจีน ทรัมป์ได้ประกาศพา CEO บริษัทชั้นนำ ได้แก่ Elon Musk จาก Tesla, Tim Cook จาก Apple และ Jensen Huang จาก Nvidia ร่วมเดินทางด้วย แต่ผลลัพธ์ที่คาดหวังโดยรวมนั้นเป็นเพียงการ “คงเสถียรภาพ” มากกว่าการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

PBS News ซึ่งติดตามการประชุมอย่างใกล้ชิดรายงานว่า การประชุมสุดยอดครั้งนี้มุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยคาดว่าจะมีการต่ออายุข้อตกลงหยุดยิงทางการค้าที่บรรลุในเดือนตุลาคม ขณะที่จีนอาจประกาศแผนซื้อถั่วเหลือง เนื้อวัว และเครื่องบิน Boeing จากสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางการค้าของจีนเองก็น่าสนใจไม่น้อย โดย US-China Economic Security Review Commission รายงานว่า การส่งออกของจีนในไตรมาส 1/2026 เติบโต 14% จากช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 977.6 พันล้านดอลลาร์ โดยการส่งออกไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกาเพิ่มขึ้น 20% และ 32% ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกไปยังสหรัฐฯ ลดลง 16% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของจีนในการหาตลาดใหม่ทดแทน

เอเชียในกองไฟ: ใครได้รับผลกระทบมากที่สุด

เอเชียคือภูมิภาคที่เปราะบางที่สุดต่อวิกฤตพลังงานครั้งนี้ เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างมาก นิตยสาร TIME รายงานว่า ราว 80% ของการนำเข้าน้ำมันของเอเชียผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกปิดกั้นอย่างแท้จริงตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ เวียดนามมีสำรองน้ำมันน้อยที่สุดในเอเชีย คาดว่าจะใช้ได้ไม่ถึง 20 วัน ปากีสถานและอินโดนีเซียมีสำรองราว 20 วัน ส่วนอินเดีย ไทย และฟิลิปปินส์มีสำรองราว 2 เดือน

CFR รายงานสถานการณ์ในเอเชียว่า ในสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยลดลงราว 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และโรงแรมในแหล่งท่องเที่ยวหลักหลายแห่งรายงานอัตราการเข้าพักต่ำถึงเพียง 10%

การวิเคราะห์จาก Asian Development Bank ยังชี้ว่า นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อเกิน 3 เดือน อาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลดลงครึ่งหนึ่ง เนื่องจากการส่งออกและการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ ขณะที่ราคาพลังงานสูงขึ้น

ผลกระทบต่อไทย: จากปั๊มน้ำมันถึงนาข้าว

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้มาจากหลายทิศทางพร้อมกัน Krungsri Research วิเคราะห์ไว้ว่า ไทยนำเข้าน้ำมันดิบถึง 90% ของความต้องการภายในประเทศ โดยครึ่งหนึ่งปกติผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และยังนำเข้า LNG ราว 30% จากตะวันออกกลาง ซึ่ง LNG เป็นเชื้อเพลิงสำหรับกว่า 55% ของการผลิตพลังงานในประเทศ ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ได้แก่ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ราคาสินค้าแพงขึ้น และค่าขนส่งสูงขึ้น ซึ่งจะกดดันอัตราเงินเฟ้อและอาจลดการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลง 0.2-0.9 จุดเปอร์เซ็นต์จากเส้นฐาน โดย Krungsri Research คาดการณ์ GDP ไทยปี 2026 ไว้ที่ 2.0%

ในช่วงเดือนมีนาคม สถานการณ์รุนแรงถึงขนาดที่ Nation Thailand รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และพุ่งสูงสุดที่ 126 ดอลลาร์ในต้นเดือนมีนาคม ราคาน้ำมันและแก๊สโซฮอล์ในไทยปรับขึ้นสะสม 2-3 บาทต่อลิตรตามความเคลื่อนไหวของตลาดโลก

ด้านภาคเกษตรกรรมก็ได้รับผลกระทบหนักไม่แพ้กัน โดย WSWS รายงานว่า ราคาปุ๋ยยูเรียพุ่งขึ้นเกือบ 50% จากราว 490 ดอลลาร์ต่อตันในช่วงก่อนเกิดสงคราม ไทยนำเข้าปุ๋ยกว่า 90% ของความต้องการ และ 30% นำเข้าจากตะวันออกกลาง เกษตรกรทั่วประเทศได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการขาดแคลนน้ำมันดีเซล การกักตุนปุ๋ย และราคาข้าวที่ต่ำอยู่แล้ว

ด้านการจัดการวิกฤต Asialink รายงานว่า กองทุนน้ำมันของไทยต้องขอสินเชื่อเนื่องจากแบกรับภาระอุดหนุนราคาน้ำมันวันละ 1.5 พันล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันทางการคลังที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ไทยก็มีปัจจัยบวกบางส่วนที่ช่วยพยุงสถานการณ์ไว้ได้บ้าง The Diplomat รายงานว่า ไทยประสบความสำเร็จในการเจรจาข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อให้เรือบรรทุกน้ำมันของไทยสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยในวันที่ 23 มีนาคม เรือบรรทุกน้ำมันของไทยได้กลายเป็นเรือลำแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผ่านช่องแคบได้อย่างปลอดภัย

มาตรการคว่ำบาตรและผลกระทบต่อเศรษฐกิจอิหร่านและภูมิภาค

หนึ่งในมิติที่สำคัญของวิกฤตครั้งนี้คือมาตรการคว่ำบาตรที่ซ้อนทับกันหลายชั้น CNBC รายงานว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอิหร่านจะหดตัว 6.1% ในปี 2026 และอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 68.9% โดยเงินเรียลของอิหร่านได้ร่วงลงมาอยู่ที่ราว 1.32 ล้านเรียลต่อดอลลาร์

ด้านกลยุทธ์ของสหรัฐฯ CNBC รายงานคำวิเคราะห์ของ Robin Brooks นักวิจัยอาวุโสจาก Brookings Institution ว่า แรงกดดันจากทั้งการปิดล้อมและการคุกคามของมาตรการคว่ำบาตรต่อธนาคารจีนที่ช่วยอิหร่านทำธุรกรรมอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอิหร่านอย่างรุนแรงกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ เพราะปิดกั้นช่องทางเส้นเลือดสำคัญของเตหะราน และทำให้อิหร่านหมดแรงซื้อเร็วขึ้น

สำหรับตลาดน้ำมันโลก ในเดือนมีนาคม House of Commons Library รายงานว่า สหรัฐฯ ได้ยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียและน้ำมันอิหร่านที่อยู่ระหว่างขนส่งชั่วคราว เพื่อพยายามกดดันราคาน้ำมันโลกให้ลดลง และสมาชิก 32 ชาติของ IEA ได้ปล่อยสำรองน้ำมันรวมกัน 400 ล้านบาร์เรล

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: โลกกำลังเผชิญกับ “ช็อกเชิงระบบ”

นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศต่างให้ความเห็นตรงกันว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่แค่วิกฤตภูมิภาคธรรมดา หากแต่เป็นการสั่นคลอนรากฐานของระบบเศรษฐกิจโลก

Heiwai Tang ผู้อำนวยการ Asia Global Institute แห่งฮ่องกงกล่าวกับ Al Jazeera ว่า ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนเป็นความสัมพันธ์ทวิภาคีที่สำคัญที่สุดในโลก และการผ่อนคลายความตึงเครียดใดๆ จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตัวเองและยิ่งกว่านั้นต่อเศรษฐกิจขนาดเล็กที่พึ่งพาการค้ากับทั้งสองมหาอำนาจ

นักวิเคราะห์จาก International Relations Review ชี้ว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่แค่ความขัดแย้งในภูมิภาค แต่เป็นช็อกเชิงระบบที่เปิดเผยความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก ขีดจำกัดของผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ที่สุด และความสำคัญที่ยั่งยืนของจุดคอขวดเชิงยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซ

Wayne Winegarden นักเศรษฐศาสตร์จาก Pacific Research Institute กล่าวว่า แม้เอเชียจะเผชิญกับผลกระทบโดยตรง แต่ “ผลกระทบแบบพลวัต” จะกระจายความเสียหายทางเศรษฐกิจออกไปทั่วโลก เนื่องจากเอเชียเป็นศูนย์กลางหลักของการค้าโลกและคิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของผลผลิตการผลิตของโลก

CSIS ซึ่งวิเคราะห์ผลของการประชุมสุดยอดสหรัฐฯ-จีนล่าสุดสรุปว่า การเยือนจีนของทรัมป์เมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2026 น่าจะเป็นก้าวที่ค่อนข้างเจียมเนื้อเจียมตัวสู่เสถียรภาพและความคาดเดาได้มากขึ้นในความสัมพันธ์ทวิภาคีที่สำคัญที่สุดของโลก โดยจีนรู้สึกมีความมั่นใจพอที่จะยืนหยัดในประเด็นสำคัญหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการคว่ำบาตร การควบคุมเทคโนโลยี แร่ธาตุหายาก และอิหร่าน

บทสรุปและนัยสำคัญต่อนักลงทุนไทย

ภาพรวมของภูมิรัฐศาสตร์โลกในขณะนี้บ่งชี้ว่านักลงทุนไทยต้องรับมือกับความเสี่ยงที่มาจากหลายทิศทางพร้อมกัน ซึ่งสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

ด้านราคาพลังงาน: แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวลงมาบ้างจากจุดสูงสุด แต่ช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงปิดกั้นอย่างแท้จริง ทำให้ความเสี่ยงด้านราคาพลังงานยังคงสูงมาก บริษัทที่พึ่งพาต้นทุนพลังงานหรือขนส่งจะยังคงมีแรงกดดันต่อกำไร

ด้านการส่งออก: ไทยในฐานะประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกรวมสูงถึง 70% ของ GDP ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ดี สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่บีบบังคับให้บริษัทย้ายห่วงโซ่การผลิตออกจากจีนมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงเป็นโอกาสที่ไทยสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศได้

ด้านการท่องเที่ยว: ภาคการท่องเที่ยวซึ่งสร้างรายได้ประมาณ 1 ใน 5 ของ GDP ยังคงอ่อนแอจากต้นทุนการบินที่สูงขึ้นและความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ด้านเงินเฟ้อและดอกเบี้ย: แรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงานและต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้นอาจบีบให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจกับการรักษาเสถียรภาพราคา

สำหรับพอร์ตการลงทุน: นักวิเคราะห์แนะนำให้พิจารณาเพิ่มน้ำหนักในหุ้นกลุ่มพลังงานทดแทน บริษัทที่มีรายได้จากต่างประเทศหรือสกุลเงินแข็ง และลดความเสี่ยงต่อบริษัทที่พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลางสูง พร้อมเฝ้าระวังสัญญาณการเปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่สำคัญต่อการฟื้นตัวของตลาด

โลกในปี 2026 กำลังเผชิญกับการทดสอบที่ยิ่งใหญ่: ทั้งสงครามจริง สงครามการค้า และสงครามมาตรการคว่ำบาตร กำลังประกอบกันเป็นพายุที่ซับซ้อน และไม่มีประเทศใดในโลกที่สามารถยืนดูได้อย่างปลอดภัยจากระยะไกล ประเทศไทยก็เช่นกัน

Similar Posts

  • |

    อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังเรือพาณิชย์ถูกยิง ขณะที่ทรัมป์เตือนห้ามใช้เป็นเครื่องต่อรอง

    สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดอีกครั้ง เมื่ออิหร่านประกาศ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” อีกครั้งในวันเสาร์ เพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากเพิ่งเปิดให้เรือพาณิชย์ผ่านได้ ส่งผลให้ตลาดพลังงานและการขนส่งทั่วโลกกลับเข้าสู่ภาวะไม่แน่นอน ในขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีสหรัฐ Donald Trump ออกมาเตือนว่า อิหร่านไม่สามารถใช้การปิดช่องแคบเพื่อ “แบล็กเมล” สหรัฐได้ อิหร่านสั่งปิดช่องแคบ พร้อมคำเตือนรุนแรงต่อเรือทุกลำ กองทัพเรือของหน่วยพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปิดจนกว่าสหรัฐจะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล พร้อมออกคำเตือนอย่างชัดเจนว่า: วิเคราะห์เชิงลึก คำเตือนนี้ถือเป็นการ “ยกระดับความตึงเครียด” อย่างมีนัยสำคัญ เพราะ: ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือการใช้ “chokepoint” ที่สำคัญที่สุดของโลกเป็นเครื่องมือกดดัน เกิดเหตุยิงเรือจริงในพื้นที่ ศูนย์ United Kingdom Maritime Trade Operations ของกองทัพอังกฤษรายงานว่า: นอกจากนี้: วิเคราะห์เชิงลึก เหตุการณ์นี้สำคัญมาก เพราะ: ความย้อนแย้ง: เพิ่งเปิด แต่กลับปิดทันที ก่อนหน้านี้เพียง 1 วัน อิหร่านเพิ่งประกาศเปิดช่องแคบภายใต้เงื่อนไขช่วงหยุดยิง แต่ล่าสุดกลับระบุว่า: สื่อ IRIB ของรัฐอิหร่านระบุว่า:…

  • | |

    วอลล์สตรีทร่วง! เงินเฟ้อ 4.2% ชนวนอิหร่าน นาสแดคดิ่งหนัก กดดันนักลงทุนไทย

    ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเผชิญแรงกดดันรุนแรงในช่วงสัปดาห์นี้ ท่ามกลางพายุสามลูกที่ซัดพร้อมกัน ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมที่พุ่งสูงสุดในรอบสามปีที่ระดับ 4.2% ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น รวมถึงแรงเทขายครั้งใหญ่ในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ลบมูลค่าตลาดไปกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์เพียงไม่กี่วัน ความผันผวนในระดับนี้ส่งสัญญาณให้นักลงทุนทั่วโลกต้องทบทวนกลยุทธ์อย่างเร่งด่วน เมื่อวานนี้ (10 มิ.ย.) ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลง 953.33 จุด หรือ 1.87% ปิดที่ 49,918.78 จุด ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ดัชนีร่วงทะลุแนว 50,000 จุดลงมาอย่างมีนัยสำคัญ ส่วน S&P 500 ปิดลบ 1.62% ที่ 7,266.99 จุด ขณะที่นาสแดคดิ่งลง 1.98% แตะระดับ 25,169.50 จุด ทั้งนี้แรงกดดันมาจากสองทิศทางพร้อมกัน ทั้งตัวเลขเงินเฟ้อที่น่าตกใจ และคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ประกาศจะโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม เงินเฟ้อพฤษภาคม 4.2% สูงสุดในรอบ 3 ปี พลังงานคือตัวการหลัก ตัวเลขเงินเฟ้อจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคม 2026 ที่ประกาศออกมาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นเหนือระดับ 4%…

  • |

    ราคาน้ำมันพุ่งต่อเนื่อง หลัง Trump ขู่อิหร่านรอบใหม่ Brent ทะลุ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ตลาดน้ำมันโลกยังคงร้อนแรงไม่หยุด เมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอีกครั้งในวันพุธ ขณะที่นักเทรดต้องชั่งน้ำหนักระหว่างสองปัจจัยที่กำลังสั่นสะเทือนตลาดพร้อมกัน ทั้งการที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตัดสินใจถอนตัวออกจาก OPEC อย่างกะทันหันจนตลาดตกใจ และสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าสงครามอิหร่านจะไม่สิ้นสุดลงในเร็ววันอย่างที่หลายฝ่ายเคยหวัง น้ำมันดิบ Brent มาตรฐานสากล สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้น 2.8% มาอยู่ที่ 114.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 7:18 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ต่อเนื่องจากการปรับตัวขึ้นในเซสชันวันอังคารที่ทำให้ Brent บันทึกสถิติการปรับตัวขึ้นเป็นบวก 7 เซสชันติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานหลายปี ขณะที่น้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐฯ สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน พุ่งขึ้น 3.3% ไปอยู่ที่ 103.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อจากที่ปิดบวก 3.7% ในเซสชันก่อนหน้า และเมื่อมองภาพรวมนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 WTI สะสมกำไรไว้มากกว่า 49%…

  • |

    เศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลัง 2026: จ้างงานสหรัฐสะดุด เงินเฟ้อหนืด ธนาคารกลางแยกทาง

    ตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่ครึ่งปีหลังของปี 2026 ด้วยภาพที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง ด้านหนึ่งตลาดหุ้นสหรัฐทำสถิติสูงสุดใหม่ในบางดัชนี ทองคำดีดตัวกลับ และราคาน้ำมันดิ่งลงจนคลายแรงกดดันเงินเฟ้อ แต่อีกด้านหนึ่งตัวเลขการจ้างงานล่าสุดกลับส่งสัญญาณว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มสะดุด ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบกว่า 3 ปี ท่ามกลางฉากหลังนี้ ธนาคารกลางรายใหญ่ของโลกกำลังเดินสวนทางกันอย่างชัดเจน โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ภายใต้ประธานคนใหม่ยืนดอกเบี้ยสูงและเปิดช่องขึ้นดอกเบี้ย ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นตัวแปรที่นักลงทุนไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด สัปดาห์สุดท้ายก่อนวันหยุดชาติสหรัฐ (Independence Day) กลายเป็นช่วงเวลาที่อัดแน่นด้วยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนมิถุนายนที่ออกมาต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ตลาดต้องปรับมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยเฟดใหม่ทั้งหมด CNBC รายงานว่าตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอลงช่วยลดความกังวลว่าเฟดจะรีบขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงกลับมาผ่อนคลายในช่วงท้ายสัปดาห์ บทความนี้จะพาผู้อ่านไล่เรียงภาพใหญ่ตั้งแต่ตลาดแรงงานสหรัฐ นโยบายการเงินของเฟดและ ECB ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันและทองคำ ไปจนถึงคำถามเรื่องฟองสบู่หุ้นเทคโนโลยี ก่อนจะประเมินว่าทั้งหมดนี้จะส่งผลต่อพอร์ตการลงทุนของคนไทยอย่างไร ตลาดแรงงานสหรัฐส่งสัญญาณอ่อนแรง จ้างงานมิถุนายนต่ำสุดในรอบ 4 เดือน หัวใจของสัปดาห์นี้อยู่ที่รายงานการจ้างงานเดือนมิถุนายน ซึ่งสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) เปิดเผยว่าเศรษฐกิจสหรัฐสร้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ในโพลของ Dow Jones คาดไว้ที่ราว 110,000–115,000 ตำแหน่งอย่างมาก และถือเป็นการเพิ่มขึ้นที่น้อยที่สุดในรอบ…

  • |

    ทรัมป์ ระงับ Project Freedom กะทันหัน อ้างความคืบหน้าการเจรจากับอิหร่าน

    ในการพลิกผันที่ไม่มีใครคาดคิดและสร้างความประหลาดใจให้กับทั้งวงการทหาร การทูต และตลาดการเงินพร้อมกัน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศในวันอังคารว่าจะระงับ “Project Freedom” ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายนำทางเรือสินค้าพลเรือนออกจากช่องแคบฮอร์มุซ เพียงหนึ่งวันหลังจากที่ปฏิบัติการดังกล่าวเพิ่งเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ การตัดสินใจที่พลิกกลับอย่างรวดเร็วครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงทางยุทธวิธีทางทหาร แต่เป็นสัญญาณที่สำคัญอย่างยิ่งว่ากระบวนการทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังมีความคืบหน้าที่น่าสนใจมากพอที่ ทรัมป์ จะเลือกหยุดปฏิบัติการที่เขาเพิ่งสั่งการไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน และมีนัยสำคัญอย่างมากต่อทั้งตลาดการเงินโลกและอนาคตของสงครามที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ ถ้อยคำของ ทรัมป์: ความคืบหน้าที่เขาอ้างถึง ทรัมป์ เผยแพร่ประกาศบน Truth Social โดยระบุว่าการตัดสินใจระงับปฏิบัติการนี้มาจากส่วนหนึ่งของ “ความจริงที่ว่ามีความคืบหน้าครั้งใหญ่สู่ข้อตกลงที่สมบูรณ์และขั้นสุดท้าย” กับอิหร่าน Project Freedom “จะถูกระงับชั่วคราวเพื่อดูว่าข้อตกลงสามารถสรุปและลงนามได้หรือไม่” ทรัมป์ เขียน น่าสนใจที่ว่า ทรัมป์ ดูเหมือนจะคาดการณ์ถึงความขัดแย้งระหว่างปฏิบัติการทางทหารกับความพยายามทางการทูตไว้ก่อนแล้ว เมื่อเขาเพิ่มเติมในโพสต์ว่า “ผมตระหนักดีถึงข้อเท็จจริงที่ว่าตัวแทนของผมกำลังมีการพูดคุยที่เป็นบวกมากกับประเทศอิหร่าน และการพูดคุยเหล่านี้อาจนำไปสู่สิ่งที่เป็นบวกมากสำหรับทุกคน การเคลื่อนย้ายเรือเพียงแต่มีเจตนาเพื่อปลดปล่อยผู้คน บริษัท และประเทศที่ไม่ได้ทำสิ่งผิดใดๆ เลย พวกเขาเป็นเหยื่อของสถานการณ์” ถ้อยคำเหล่านี้เปิดเผยให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในของรัฐบาล ทรัมป์ เองที่ต้องสมดุลระหว่างการกดดันทางทหารซึ่งอาจทำให้ฝ่ายอิหร่านรู้สึกว่าถูกบีบบังคับจนยากที่จะยอมรับข้อตกลง กับการเจรจาทางการทูตที่ต้องการพื้นที่และความไว้วางใจในระดับหนึ่ง ตลาดการเงินตอบสนองทันที: หุ้นฟิวเจอร์สพุ่ง ปฏิกิริยาของตลาดการเงินต่อการประกาศระงับ Project Freedom นั้นรวดเร็วและชัดเจน ฟิวเจอร์สของดัชนีหุ้นสหรัฐฯ…

  • |

    ตลาดหุ้นโลกสัปดาห์นี้: AI ขับเคลื่อนตลาด, ดาว-โจนส์ทำ All-Time High, ไต้หวัน-เกาหลีใต้พลิกโฉมแผนที่การลงทุนโลก

    ตลาดหุ้นโลกปิดสัปดาห์ด้วยบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา ขณะที่ดัชนีดาว-โจนส์ทำลายสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล และดัชนี S&P 500 บันทึกสัปดาห์ที่ดีติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 8 ซึ่งนับเป็นช่วงขาขึ้นที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 กลไกสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการฟื้นตัวครั้งนี้ ได้แก่ ผลประกอบการแข็งแกร่งของ NVIDIA ยักษ์ใหญ่ชิป AI ความหวังสันติภาพตะวันออกกลางที่กลับมาอีกครั้ง และการปรับโครงสร้างอำนาจตลาดหุ้นโลกที่น่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อไต้หวันและเกาหลีใต้แซงหน้าชาติตะวันตกขึ้นมาอยู่ในแถวหน้าด้านมูลค่าตลาดทุนโลกด้วยพลังของกระแส AI สถานการณ์โดยรวมสะท้อนให้เห็นความขัดแย้งระหว่างแรงขับเคลื่อนเชิงบวกจากโลกเทคโนโลยี กับความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงกดดันตลาดพลังงานและพันธบัตรอย่างต่อเนื่อง ดาว-โจนส์แตะ All-Time High, S&P 500 ชนะ 8 สัปดาห์ติด ดัชนีดาว-โจนส์ อินดัสเทรียล เอเวอเรจบวกขึ้น 294.04 จุด หรือ 0.58% ปิดที่ 50,579.70 จุด โดยดัชนีทำสถิติสูงสุดตลอดกาลทั้งในระหว่างวันและตอนปิดตลาด ขณะที่ S&P 500 ขึ้น 0.37% ปิดที่ 7,473.47 จุด ส่วน Nasdaq Composite ปรับขึ้น 0.19% ปิดที่ 26,343.97…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *