โลกเดือด เศรษฐกิจสั่น: ภูมิรัฐศาสตร์ปี 2026 เขย่าตลาดโลกและนักลงทุนไทย

โลกเดือด เศรษฐกิจสั่น: ภูมิรัฐศาสตร์ปี 2026 เขย่าตลาดโลกและนักลงทุนไทย

ปี 2026 กลายเป็นปีที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกปะทุรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ทั้งสงครามในตะวันออกกลาง สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่ยังคุกรุ่น การคว่ำบาตรอิหร่าน ไปจนถึงวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ทำให้น้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทุกเหตุการณ์เหล่านี้ส่งแรงสั่นสะเทือนผ่านห่วงโซ่อุปทานโลก กระทบราคาสินค้า เงินเฟ้อ และการเติบโตทางเศรษฐกิจในทุกทวีป รวมถึงประเทศไทยที่นักวิเคราะห์เตือนว่าอาจเห็นการเติบโตหดตัวลงได้มากกว่าครึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: วิกฤตพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นโดยอิหร่านมาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดสงครามทางอากาศกับอิหร่านและสังหารผู้นำสูงสุด อาลี คาเมเนอี กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามได้ออกคำเตือนห้ามผ่านช่องแคบ บุกยึดและโจมตีเรือพาณิชย์ รวมถึงวางทุ่นระเบิดในช่องแคบด้วย

ผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกนั้นรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้น 10-13% ไปอยู่ที่ราว 80-82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในวันที่ 2 มีนาคม 2026 การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลกถึง 20% รวมถึงปริมาณ LNG จำนวนมาก ซึ่งผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่านี่คือ “วิกฤตความมั่นคงด้านพลังงานโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

การปิดช่องแคบนำไปสู่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่พุ่งสูงเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และบังคับให้ QatarEnergy ประกาศ force majeure สำหรับการส่งออกทั้งหมด ปริมาณการผลิตน้ำมันรวมของคูเวต อิรัก ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ลดลง 6.7 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในวันที่ 10 มีนาคม

ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาดัลลัส วิเคราะห์ว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งตัดอุปทานน้ำมันโลกออกไปเกือบ 20% ในไตรมาส 2/2026 นั้นคาดว่าจะดันราคาน้ำมัน WTI ขึ้นสูงถึง 98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และฉุดการเติบโต GDP โลกลง 2.9 จุดเปอร์เซ็นต์ในเชิงอัตราต่อปีในไตรมาสนั้น

สถานการณ์ยังคงตึงเครียดต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดย CNBC รายงานว่าในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวลงมาเล็กน้อยมาอยู่ที่ 100.06 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดรอดูการตอบสนองของอิหร่านต่อข้อเสนอการยุติสงครามและการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยที่ผู้เชี่ยวชาญจาก Citi เตือนว่าระยะเวลาของความขัดแย้งจะส่งผลอย่างมากต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและแนวโน้มดอกเบี้ยของเฟด

สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน: จากสมรภูมิภาษีสู่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ขณะที่วิกฤตพลังงานกำลังเขย่าโลก สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนซึ่งยืดเยื้อมานานกว่าทศวรรษก็ยังคงปะทุอยู่ แม้จะมีสัญญาณของการผ่อนคลายความตึงเครียดบ้างในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้

Tax Foundation รายงานว่า มาตรการภาษีนำเข้าของทรัมป์นับเป็นการขึ้นภาษีครั้งใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 1993 และเท่ากับการขึ้นภาษีเฉลี่ยต่อครัวเรือนสหรัฐฯ ราว 1,500 ดอลลาร์ในปี 2026

ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกเห็นได้ชัดเจน บริษัทต่างๆ กำลังย้ายฐานการผลิตไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ราว 25% ของการผลิต iPhone ทั่วโลกได้ย้ายไปยังอินเดียแล้ว ขณะที่เวียดนามรับหน้าที่ผลิตอุปกรณ์ Apple ส่วนใหญ่ที่ส่งไปยังสหรัฐฯ อาทิ iPad และ AirPods อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ที่ 13.7% ในต้นปี 2026

ปมสำคัญที่ทำให้จีนมีอำนาจต่อรองในการเจรจา คือแร่ธาตุหายาก CFR วิเคราะห์ว่า ความเชื่อมั่นของปักกิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังจากที่จีนสามารถสู้กลับการเพิ่มภาษีนำเข้าของทรัมป์ที่พุ่งสูงกว่า 140% ได้ด้วยการใช้ “อาวุธสุดท้าย” อย่างแร่ธาตุหายากและแม่เหล็ก

สำหรับสถานการณ์ล่าสุด การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2026 ถือเป็นเหตุการณ์ที่โลกจับตามอง โดย Al Jazeera รายงานว่า ก่อนการเดินทางเยือนจีน ทรัมป์ได้ประกาศพา CEO บริษัทชั้นนำ ได้แก่ Elon Musk จาก Tesla, Tim Cook จาก Apple และ Jensen Huang จาก Nvidia ร่วมเดินทางด้วย แต่ผลลัพธ์ที่คาดหวังโดยรวมนั้นเป็นเพียงการ “คงเสถียรภาพ” มากกว่าการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

PBS News ซึ่งติดตามการประชุมอย่างใกล้ชิดรายงานว่า การประชุมสุดยอดครั้งนี้มุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยคาดว่าจะมีการต่ออายุข้อตกลงหยุดยิงทางการค้าที่บรรลุในเดือนตุลาคม ขณะที่จีนอาจประกาศแผนซื้อถั่วเหลือง เนื้อวัว และเครื่องบิน Boeing จากสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางการค้าของจีนเองก็น่าสนใจไม่น้อย โดย US-China Economic Security Review Commission รายงานว่า การส่งออกของจีนในไตรมาส 1/2026 เติบโต 14% จากช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 977.6 พันล้านดอลลาร์ โดยการส่งออกไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกาเพิ่มขึ้น 20% และ 32% ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกไปยังสหรัฐฯ ลดลง 16% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของจีนในการหาตลาดใหม่ทดแทน

เอเชียในกองไฟ: ใครได้รับผลกระทบมากที่สุด

เอเชียคือภูมิภาคที่เปราะบางที่สุดต่อวิกฤตพลังงานครั้งนี้ เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างมาก นิตยสาร TIME รายงานว่า ราว 80% ของการนำเข้าน้ำมันของเอเชียผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกปิดกั้นอย่างแท้จริงตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ เวียดนามมีสำรองน้ำมันน้อยที่สุดในเอเชีย คาดว่าจะใช้ได้ไม่ถึง 20 วัน ปากีสถานและอินโดนีเซียมีสำรองราว 20 วัน ส่วนอินเดีย ไทย และฟิลิปปินส์มีสำรองราว 2 เดือน

CFR รายงานสถานการณ์ในเอเชียว่า ในสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยลดลงราว 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และโรงแรมในแหล่งท่องเที่ยวหลักหลายแห่งรายงานอัตราการเข้าพักต่ำถึงเพียง 10%

การวิเคราะห์จาก Asian Development Bank ยังชี้ว่า นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อเกิน 3 เดือน อาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลดลงครึ่งหนึ่ง เนื่องจากการส่งออกและการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ ขณะที่ราคาพลังงานสูงขึ้น

ผลกระทบต่อไทย: จากปั๊มน้ำมันถึงนาข้าว

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้มาจากหลายทิศทางพร้อมกัน Krungsri Research วิเคราะห์ไว้ว่า ไทยนำเข้าน้ำมันดิบถึง 90% ของความต้องการภายในประเทศ โดยครึ่งหนึ่งปกติผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และยังนำเข้า LNG ราว 30% จากตะวันออกกลาง ซึ่ง LNG เป็นเชื้อเพลิงสำหรับกว่า 55% ของการผลิตพลังงานในประเทศ ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ได้แก่ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ราคาสินค้าแพงขึ้น และค่าขนส่งสูงขึ้น ซึ่งจะกดดันอัตราเงินเฟ้อและอาจลดการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลง 0.2-0.9 จุดเปอร์เซ็นต์จากเส้นฐาน โดย Krungsri Research คาดการณ์ GDP ไทยปี 2026 ไว้ที่ 2.0%

ในช่วงเดือนมีนาคม สถานการณ์รุนแรงถึงขนาดที่ Nation Thailand รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และพุ่งสูงสุดที่ 126 ดอลลาร์ในต้นเดือนมีนาคม ราคาน้ำมันและแก๊สโซฮอล์ในไทยปรับขึ้นสะสม 2-3 บาทต่อลิตรตามความเคลื่อนไหวของตลาดโลก

ด้านภาคเกษตรกรรมก็ได้รับผลกระทบหนักไม่แพ้กัน โดย WSWS รายงานว่า ราคาปุ๋ยยูเรียพุ่งขึ้นเกือบ 50% จากราว 490 ดอลลาร์ต่อตันในช่วงก่อนเกิดสงคราม ไทยนำเข้าปุ๋ยกว่า 90% ของความต้องการ และ 30% นำเข้าจากตะวันออกกลาง เกษตรกรทั่วประเทศได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการขาดแคลนน้ำมันดีเซล การกักตุนปุ๋ย และราคาข้าวที่ต่ำอยู่แล้ว

ด้านการจัดการวิกฤต Asialink รายงานว่า กองทุนน้ำมันของไทยต้องขอสินเชื่อเนื่องจากแบกรับภาระอุดหนุนราคาน้ำมันวันละ 1.5 พันล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันทางการคลังที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ไทยก็มีปัจจัยบวกบางส่วนที่ช่วยพยุงสถานการณ์ไว้ได้บ้าง The Diplomat รายงานว่า ไทยประสบความสำเร็จในการเจรจาข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อให้เรือบรรทุกน้ำมันของไทยสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยในวันที่ 23 มีนาคม เรือบรรทุกน้ำมันของไทยได้กลายเป็นเรือลำแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผ่านช่องแคบได้อย่างปลอดภัย

มาตรการคว่ำบาตรและผลกระทบต่อเศรษฐกิจอิหร่านและภูมิภาค

หนึ่งในมิติที่สำคัญของวิกฤตครั้งนี้คือมาตรการคว่ำบาตรที่ซ้อนทับกันหลายชั้น CNBC รายงานว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอิหร่านจะหดตัว 6.1% ในปี 2026 และอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 68.9% โดยเงินเรียลของอิหร่านได้ร่วงลงมาอยู่ที่ราว 1.32 ล้านเรียลต่อดอลลาร์

ด้านกลยุทธ์ของสหรัฐฯ CNBC รายงานคำวิเคราะห์ของ Robin Brooks นักวิจัยอาวุโสจาก Brookings Institution ว่า แรงกดดันจากทั้งการปิดล้อมและการคุกคามของมาตรการคว่ำบาตรต่อธนาคารจีนที่ช่วยอิหร่านทำธุรกรรมอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอิหร่านอย่างรุนแรงกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ เพราะปิดกั้นช่องทางเส้นเลือดสำคัญของเตหะราน และทำให้อิหร่านหมดแรงซื้อเร็วขึ้น

สำหรับตลาดน้ำมันโลก ในเดือนมีนาคม House of Commons Library รายงานว่า สหรัฐฯ ได้ยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียและน้ำมันอิหร่านที่อยู่ระหว่างขนส่งชั่วคราว เพื่อพยายามกดดันราคาน้ำมันโลกให้ลดลง และสมาชิก 32 ชาติของ IEA ได้ปล่อยสำรองน้ำมันรวมกัน 400 ล้านบาร์เรล

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: โลกกำลังเผชิญกับ “ช็อกเชิงระบบ”

นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศต่างให้ความเห็นตรงกันว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่แค่วิกฤตภูมิภาคธรรมดา หากแต่เป็นการสั่นคลอนรากฐานของระบบเศรษฐกิจโลก

Heiwai Tang ผู้อำนวยการ Asia Global Institute แห่งฮ่องกงกล่าวกับ Al Jazeera ว่า ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนเป็นความสัมพันธ์ทวิภาคีที่สำคัญที่สุดในโลก และการผ่อนคลายความตึงเครียดใดๆ จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตัวเองและยิ่งกว่านั้นต่อเศรษฐกิจขนาดเล็กที่พึ่งพาการค้ากับทั้งสองมหาอำนาจ

นักวิเคราะห์จาก International Relations Review ชี้ว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่แค่ความขัดแย้งในภูมิภาค แต่เป็นช็อกเชิงระบบที่เปิดเผยความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก ขีดจำกัดของผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ที่สุด และความสำคัญที่ยั่งยืนของจุดคอขวดเชิงยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซ

Wayne Winegarden นักเศรษฐศาสตร์จาก Pacific Research Institute กล่าวว่า แม้เอเชียจะเผชิญกับผลกระทบโดยตรง แต่ “ผลกระทบแบบพลวัต” จะกระจายความเสียหายทางเศรษฐกิจออกไปทั่วโลก เนื่องจากเอเชียเป็นศูนย์กลางหลักของการค้าโลกและคิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของผลผลิตการผลิตของโลก

CSIS ซึ่งวิเคราะห์ผลของการประชุมสุดยอดสหรัฐฯ-จีนล่าสุดสรุปว่า การเยือนจีนของทรัมป์เมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2026 น่าจะเป็นก้าวที่ค่อนข้างเจียมเนื้อเจียมตัวสู่เสถียรภาพและความคาดเดาได้มากขึ้นในความสัมพันธ์ทวิภาคีที่สำคัญที่สุดของโลก โดยจีนรู้สึกมีความมั่นใจพอที่จะยืนหยัดในประเด็นสำคัญหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการคว่ำบาตร การควบคุมเทคโนโลยี แร่ธาตุหายาก และอิหร่าน

บทสรุปและนัยสำคัญต่อนักลงทุนไทย

ภาพรวมของภูมิรัฐศาสตร์โลกในขณะนี้บ่งชี้ว่านักลงทุนไทยต้องรับมือกับความเสี่ยงที่มาจากหลายทิศทางพร้อมกัน ซึ่งสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

ด้านราคาพลังงาน: แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวลงมาบ้างจากจุดสูงสุด แต่ช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงปิดกั้นอย่างแท้จริง ทำให้ความเสี่ยงด้านราคาพลังงานยังคงสูงมาก บริษัทที่พึ่งพาต้นทุนพลังงานหรือขนส่งจะยังคงมีแรงกดดันต่อกำไร

ด้านการส่งออก: ไทยในฐานะประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกรวมสูงถึง 70% ของ GDP ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ดี สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่บีบบังคับให้บริษัทย้ายห่วงโซ่การผลิตออกจากจีนมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงเป็นโอกาสที่ไทยสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศได้

ด้านการท่องเที่ยว: ภาคการท่องเที่ยวซึ่งสร้างรายได้ประมาณ 1 ใน 5 ของ GDP ยังคงอ่อนแอจากต้นทุนการบินที่สูงขึ้นและความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ด้านเงินเฟ้อและดอกเบี้ย: แรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงานและต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้นอาจบีบให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจกับการรักษาเสถียรภาพราคา

สำหรับพอร์ตการลงทุน: นักวิเคราะห์แนะนำให้พิจารณาเพิ่มน้ำหนักในหุ้นกลุ่มพลังงานทดแทน บริษัทที่มีรายได้จากต่างประเทศหรือสกุลเงินแข็ง และลดความเสี่ยงต่อบริษัทที่พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลางสูง พร้อมเฝ้าระวังสัญญาณการเปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่สำคัญต่อการฟื้นตัวของตลาด

โลกในปี 2026 กำลังเผชิญกับการทดสอบที่ยิ่งใหญ่: ทั้งสงครามจริง สงครามการค้า และสงครามมาตรการคว่ำบาตร กำลังประกอบกันเป็นพายุที่ซับซ้อน และไม่มีประเทศใดในโลกที่สามารถยืนดูได้อย่างปลอดภัยจากระยะไกล ประเทศไทยก็เช่นกัน

Similar Posts

  • วิกฤตศรัทธาข้ามมหาสมุทร: เมื่อ “ทรัมป์” ขู่แยกทาง NATO เซ่นปมสงครามอิหร่านและดีลกรีนแลนด์

    วิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และองค์การนาโต้ (NATO) พร้อมบทแปลสรุปจากเหตุการณ์ล่าสุด เพื่อให้เห็นภาพรวมของรอยร้าวทางการเมืองระดับโลกที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพความมั่นคงในปัจจุบัน การพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายมาร์ค รุตเตอ เลขาธิการนาโต้ ณ ทำเนียบขาวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงการหารือตามวาระปกติ แต่ได้กลายเป็นสมรภูมิทางคำพูดที่สะท้อนถึงวิกฤตการณ์ที่ลึกซึ้งที่สุดในประวัติศาสตร์ของพันธมิตรทางการทหารที่มีมายาวนานกว่า 7 ทศวรรษ 1. สรุปสถานการณ์: คำขาดจากทำเนียบขาว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดฉากโจมตีนาโต้อย่างดุเดือดผ่านโซเชียลมีเดีย Truth Social หลังจากเสร็จสิ้นการหารือลับนานกว่า 2 ชั่วโมงกับมาร์ค รุตเตอ โดยทรัมป์ระบุว่า “NATO ไม่เคยอยู่ตรงนั้นยามที่เราต้องการพวกเขา และพวกเขาก็จะไม่มาช่วยเราหากเราต้องการพวกเขาอีกครั้ง” ชนวนเหตุสำคัญมาจากความไม่พอใจที่สมาชิกนาโต้ส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับสหรัฐฯ และอิสราเอลในปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ทรัมป์ถึงขั้นประกาศว่าการถอนตัวของอเมริกาออกจากนาโต้นั้น “เป็นมากกว่าแค่การพิจารณาใหม่” (Beyond reconsideration) ซึ่งหมายความว่าเขามีแผนการที่ชัดเจนและพร้อมจะดำเนินการทันทีหากความต้องการของเขาไม่ได้รับการตอบสนอง นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแสดงความเกรี้ยวกราดย้อนไปถึงประเด็นที่เดนมาร์กปฏิเสธข้อเสนอขอซื้อเกาะกรีนแลนด์ของเขา โดยระบุว่า “จำกรีนแลนด์ได้ไหม ไอ้น้ำแข็งก้อนใหญ่ที่บริหารจัดการห่วยแตกนั่นน่ะ!!!” ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าเขามองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านมุมมองของธุรกิจและผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าหลักการพันธมิตรแบบดั้งเดิม 2. เจาะลึกรายละเอียดเพิ่มเติม: บริบทโลกปี 2026 และรอยร้าวที่ยากจะประสาน เพื่อให้ได้บทความที่ครอบคลุมทุกมิติของวิกฤตการณ์นี้ เราต้องพิจารณาปัจจัยแวดล้อมที่ทำให้สถานการณ์ในปี 2026 ทวีความรุนแรงกว่าช่วงวาระแรกของทรัมป์:…

  • |

    Nvidia เตือน “Ghost Datacenters” ของจีน อาจมีพลังเทียบเท่า AI สหรัฐฯ

    วิเคราะห์เกมอำนาจ AI โลก เมื่อโครงสร้างพื้นฐานไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป Nvidia โดย CEO Jensen Huang ได้ออกมาแสดงความกังวลครั้งสำคัญเกี่ยวกับศักยภาพด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของประเทศจีน โดยระบุว่าจีนมีทรัพยากรด้านโครงสร้างพื้นฐานและพลังประมวลผลเพียงพอที่จะพัฒนา AI ระดับสูงเทียบเท่ากับโมเดลอย่าง Claude Mythos ของฝั่งตะวันตก คำเตือนนี้ไม่ได้เป็นเพียงความคิดเห็นทั่วไป แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของ “สงคราม AI” ระหว่างมหาอำนาจ ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงที่ความได้เปรียบไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่รวมถึง “ขนาดของระบบ” และ “ความพร้อมในการระดมทรัพยากร” จีนไม่ได้ขาดฮาร์ดแวร์: “Ghost Datacenters” คืออาวุธลับ Huang ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการพอดแคสต์ของ Dwarkesh Patel โดยเขาปฏิเสธแนวคิดที่ว่าสหรัฐฯ ยังนำหน้าจีนอย่างขาดลอยในด้าน AI เขาระบุว่าโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการฝึกโมเดลระดับสูง “มีอยู่อย่างมหาศาล” ในประเทศจีน และหนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือสิ่งที่เรียกว่า “Ghost Datacenters” หรือศูนย์ข้อมูลที่ถูกสร้างไว้ล่วงหน้าแต่ยังไม่ได้ใช้งานเต็มรูปแบบ ความหมายของ Ghost Datacenters Huang อธิบายว่า รัฐบาลจีนสามารถ “รวมชิป (gang up…

  • |

    ตลาดโลกเข้าโหมดพิสูจน์: งบ Q2 น้ำมันปะทุ เฟดยุควอร์ชส่อขึ้นดอกเบี้ย

    ตลาดการเงินโลกกำลังเดินเข้าสู่สัปดาห์ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “จุดตัดสิน” ของครึ่งปีหลัง 2569 หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา (6-10 กรกฎาคม) วอลล์สตรีทแสดงอาการ “แยกทาง” อย่างชัดเจน ดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติปิดเหนือระดับ 53,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันจันทร์ ก่อนที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ปะทุขึ้นใหม่จะลบกำไรทั้งหมดทิ้ง จนดัชนีบลูชิปปิดสัปดาห์ติดลบ 0.5% ในขณะที่ดัชนี Nasdaq ซึ่งมีน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสูงกลับบวกได้ 1.74% และ S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.23% ปิดบวกเป็นสัปดาห์ที่ 4 จาก 5 สัปดาห์หลังสุด ภาพที่ขัดแย้งกันนี้บอกอะไรบางอย่างกับนักลงทุน: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในเวลานี้ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยเรื่องเดียว แต่ถูกดึงไปคนละทางโดยสามแรงที่ทรงพลังพอ ๆ กัน — แรงแรกคือ “ธีม AI” ที่ยังคงดูดเงินเข้าหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และแพลตฟอร์มเทคโนโลยีอย่างไม่ลดละ แรงที่สองคือราคาน้ำมันที่กลับมาพุ่งอีกครั้งหลังข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่านล่มลง และแรงที่สามคือธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ที่กำลังถกเถียงกันภายในว่าจะ “ขึ้น” ดอกเบี้ยหรือ “คง” ดอกเบี้ยต่อไป…

  • | |

    หุ้น SoftBank พุ่ง 16% ขณะตลาดหุ้นญี่ปุ่นฟื้นตัวแรงหลังหยุดยาว Nikkei 225 ทำสถิติสูงสุดใหม่

    ในวันพฤหัสบดีที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับมาเปิดทำการอีกครั้งหลังจากปิดทำการช่วงวันหยุดยาว Golden Week บรรยากาศการซื้อขายกลายเป็นพายุของความกระตือรือร้นที่นักลงทุนแทบไม่ได้คาดไว้ เมื่อ SoftBank Group บริษัทลงทุนด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น พุ่งขึ้นถึง 16.5% ในการซื้อขายวันเดียว ทำสถิติการเพิ่มขึ้นที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 และขณะเดียวกัน ดัชนี Nikkei 225 ก็ทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นถึงกำลังของกระแส AI ที่กำลังโหมกระพือทั่วโลกและญี่ปุ่นกำลังจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด “สามวันในวันเดียว”: เมื่อตลาดที่ปิดทำการนานเกินไปต้องไล่ตามโลก เพื่อเข้าใจว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงในวันนี้จึงรุนแรงขนาดนี้ จำเป็นต้องเข้าใจบริบทก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดทำการในช่วงหยุดยาว Golden Week ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดประจำชาติที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่น ในขณะที่ตลาดหุ้นปิดอยู่นั้น โลกกำลังเกิดเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าที่คาด กระแส AI ที่ยิ่งแรงขึ้น และสัญญาณบวกจากกระบวนการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน Billy Leung นักยุทธศาสตร์การลงทุนของ Global X ETFs อธิบายสถานการณ์นี้ได้อย่างกระชับและตรงประเด็นว่า “ญี่ปุ่นปิดทำการในช่วงท้ายของ Golden Week ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกกำลังพุ่งขึ้น ดังนั้นการเคลื่อนไหววันนี้คือ Nikkei กำลังตีราคาสามเซสชันในวันเดียว” ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Catch-Up Rally”…

  • | |

    ตลาดหุ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากอิหร่าน และผลประกอบการยักษ์ใหญ่ที่ต้องจับตา

    แม้ว่าข่าวเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะยังมีความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงไปมา แต่ตลาดหุ้นสหรัฐกลับเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม โดยดัชนีหลัก 2 ใน 3 สามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ ขณะที่ทั้ง 3 ดัชนีปิดบวกติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 3 วิเคราะห์เพิ่มเติม ภาพรวมนี้สะท้อนสิ่งที่เรียกว่า “ตลาดมองข้ามความเสี่ยงระยะสั้น” (risk discounting) โดยนักลงทุนเลือกโฟกัสไปที่: ในเชิงพฤติกรรมตลาด การที่หุ้นขึ้นท่ามกลางข่าวลบ แสดงถึง “แรงซื้อเชิงโครงสร้าง” ที่ยังแข็งแกร่ง เช่น กองทุน, ETF และนักลงทุนสถาบันที่ยังคงไหลเข้าตลาด ปฏิทินเศรษฐกิจ: ข้อมูลน้อย แต่ผลประกอบการแน่น สัปดาห์นี้จะมีลักษณะ “ข้อมูลเศรษฐกิจเบา แต่ข่าวบริษัทหนัก” ซึ่งมักทำให้ตลาดตอบสนองต่อผลประกอบการรายบริษัทมากกว่าปัจจัยมหภาค ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญมาก เพราะจะสะท้อน “สุขภาพของผู้บริโภค” หลังจากเศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันจากสงครามและเงินเฟ้อมานานกว่า 2 เดือน วิเคราะห์เชิงลึก ผู้บริโภคเป็น “เครื่องยนต์หลัก” ของเศรษฐกิจสหรัฐ (คิดเป็นกว่า 60-70% ของ GDP)ดังนั้น: โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดัชนีความเชื่อมั่นก่อนหน้านี้ตกลงไปที่ 47.6 ซึ่งเป็นระดับต่ำมากในเชิงประวัติศาสตร์ สะท้อนความกังวลของผู้บริโภคต่อ: หากตัวเลขยังไม่ฟื้น…

  • เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน: สงครามตะวันออกกลาง เงินเฟ้อพุ่ง และยุคใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ

    เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งสำคัญในรอบหลายปี เมื่อสงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นต้นปี 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระตุ้นให้เงินเฟ้อทั่วโลกกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ขณะที่ธนาคารกลางสำคัญต่าง ๆ ยังคงต้องเดินหน้าต่อสู้กับแรงกดดันด้านราคา ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งประวัติศาสตร์ วิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง: ตัวแปรที่พลิกทุกสมการ จุดเริ่มต้นของความปั่นป่วนในปีนี้มาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกพลังงานโลก โดยเฉพาะการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบทางทะเลราว 35% ของโลก ธนาคารโลกระบุในรายงาน Commodity Markets Outlook ประจำเดือนเมษายนว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการหยุดชะงักของการขนส่งในช่องแคบ Hormuz ก่อให้เกิดการลดลงของอุปทานน้ำมันโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยอุปทานลดลงในช่วงแรกประมาณ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับต้นปี Indermit Gill หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ให้ความเห็นไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “สงครามกำลังกระทบเศรษฐกิจโลกเป็นระลอก ๆ ต่อเนื่องกัน ทั้งจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ราคาอาหารที่ตามมา และสุดท้ายเงินเฟ้อที่จะดันดอกเบี้ยขึ้นและทำให้หนี้แพงขึ้นอีก คนจนที่สุดจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับอาหารและพลังงาน” กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน โดยในกรณีฐาน…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *