โลกเดือด เศรษฐกิจสั่น: ภูมิรัฐศาสตร์ปี 2026 เขย่าตลาดโลกและนักลงทุนไทย

โลกเดือด เศรษฐกิจสั่น: ภูมิรัฐศาสตร์ปี 2026 เขย่าตลาดโลกและนักลงทุนไทย

ปี 2026 กลายเป็นปีที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกปะทุรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ทั้งสงครามในตะวันออกกลาง สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่ยังคุกรุ่น การคว่ำบาตรอิหร่าน ไปจนถึงวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ทำให้น้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทุกเหตุการณ์เหล่านี้ส่งแรงสั่นสะเทือนผ่านห่วงโซ่อุปทานโลก กระทบราคาสินค้า เงินเฟ้อ และการเติบโตทางเศรษฐกิจในทุกทวีป รวมถึงประเทศไทยที่นักวิเคราะห์เตือนว่าอาจเห็นการเติบโตหดตัวลงได้มากกว่าครึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: วิกฤตพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นโดยอิหร่านมาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดสงครามทางอากาศกับอิหร่านและสังหารผู้นำสูงสุด อาลี คาเมเนอี กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามได้ออกคำเตือนห้ามผ่านช่องแคบ บุกยึดและโจมตีเรือพาณิชย์ รวมถึงวางทุ่นระเบิดในช่องแคบด้วย

ผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกนั้นรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้น 10-13% ไปอยู่ที่ราว 80-82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในวันที่ 2 มีนาคม 2026 การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลกถึง 20% รวมถึงปริมาณ LNG จำนวนมาก ซึ่งผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่านี่คือ “วิกฤตความมั่นคงด้านพลังงานโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

การปิดช่องแคบนำไปสู่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่พุ่งสูงเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และบังคับให้ QatarEnergy ประกาศ force majeure สำหรับการส่งออกทั้งหมด ปริมาณการผลิตน้ำมันรวมของคูเวต อิรัก ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ลดลง 6.7 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในวันที่ 10 มีนาคม

ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาดัลลัส วิเคราะห์ว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งตัดอุปทานน้ำมันโลกออกไปเกือบ 20% ในไตรมาส 2/2026 นั้นคาดว่าจะดันราคาน้ำมัน WTI ขึ้นสูงถึง 98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และฉุดการเติบโต GDP โลกลง 2.9 จุดเปอร์เซ็นต์ในเชิงอัตราต่อปีในไตรมาสนั้น

สถานการณ์ยังคงตึงเครียดต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดย CNBC รายงานว่าในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวลงมาเล็กน้อยมาอยู่ที่ 100.06 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดรอดูการตอบสนองของอิหร่านต่อข้อเสนอการยุติสงครามและการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยที่ผู้เชี่ยวชาญจาก Citi เตือนว่าระยะเวลาของความขัดแย้งจะส่งผลอย่างมากต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและแนวโน้มดอกเบี้ยของเฟด

สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน: จากสมรภูมิภาษีสู่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ขณะที่วิกฤตพลังงานกำลังเขย่าโลก สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนซึ่งยืดเยื้อมานานกว่าทศวรรษก็ยังคงปะทุอยู่ แม้จะมีสัญญาณของการผ่อนคลายความตึงเครียดบ้างในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้

Tax Foundation รายงานว่า มาตรการภาษีนำเข้าของทรัมป์นับเป็นการขึ้นภาษีครั้งใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 1993 และเท่ากับการขึ้นภาษีเฉลี่ยต่อครัวเรือนสหรัฐฯ ราว 1,500 ดอลลาร์ในปี 2026

ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกเห็นได้ชัดเจน บริษัทต่างๆ กำลังย้ายฐานการผลิตไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ราว 25% ของการผลิต iPhone ทั่วโลกได้ย้ายไปยังอินเดียแล้ว ขณะที่เวียดนามรับหน้าที่ผลิตอุปกรณ์ Apple ส่วนใหญ่ที่ส่งไปยังสหรัฐฯ อาทิ iPad และ AirPods อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ที่ 13.7% ในต้นปี 2026

ปมสำคัญที่ทำให้จีนมีอำนาจต่อรองในการเจรจา คือแร่ธาตุหายาก CFR วิเคราะห์ว่า ความเชื่อมั่นของปักกิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังจากที่จีนสามารถสู้กลับการเพิ่มภาษีนำเข้าของทรัมป์ที่พุ่งสูงกว่า 140% ได้ด้วยการใช้ “อาวุธสุดท้าย” อย่างแร่ธาตุหายากและแม่เหล็ก

สำหรับสถานการณ์ล่าสุด การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2026 ถือเป็นเหตุการณ์ที่โลกจับตามอง โดย Al Jazeera รายงานว่า ก่อนการเดินทางเยือนจีน ทรัมป์ได้ประกาศพา CEO บริษัทชั้นนำ ได้แก่ Elon Musk จาก Tesla, Tim Cook จาก Apple และ Jensen Huang จาก Nvidia ร่วมเดินทางด้วย แต่ผลลัพธ์ที่คาดหวังโดยรวมนั้นเป็นเพียงการ “คงเสถียรภาพ” มากกว่าการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

PBS News ซึ่งติดตามการประชุมอย่างใกล้ชิดรายงานว่า การประชุมสุดยอดครั้งนี้มุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยคาดว่าจะมีการต่ออายุข้อตกลงหยุดยิงทางการค้าที่บรรลุในเดือนตุลาคม ขณะที่จีนอาจประกาศแผนซื้อถั่วเหลือง เนื้อวัว และเครื่องบิน Boeing จากสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางการค้าของจีนเองก็น่าสนใจไม่น้อย โดย US-China Economic Security Review Commission รายงานว่า การส่งออกของจีนในไตรมาส 1/2026 เติบโต 14% จากช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 977.6 พันล้านดอลลาร์ โดยการส่งออกไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกาเพิ่มขึ้น 20% และ 32% ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกไปยังสหรัฐฯ ลดลง 16% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของจีนในการหาตลาดใหม่ทดแทน

เอเชียในกองไฟ: ใครได้รับผลกระทบมากที่สุด

เอเชียคือภูมิภาคที่เปราะบางที่สุดต่อวิกฤตพลังงานครั้งนี้ เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างมาก นิตยสาร TIME รายงานว่า ราว 80% ของการนำเข้าน้ำมันของเอเชียผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกปิดกั้นอย่างแท้จริงตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ เวียดนามมีสำรองน้ำมันน้อยที่สุดในเอเชีย คาดว่าจะใช้ได้ไม่ถึง 20 วัน ปากีสถานและอินโดนีเซียมีสำรองราว 20 วัน ส่วนอินเดีย ไทย และฟิลิปปินส์มีสำรองราว 2 เดือน

CFR รายงานสถานการณ์ในเอเชียว่า ในสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยลดลงราว 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และโรงแรมในแหล่งท่องเที่ยวหลักหลายแห่งรายงานอัตราการเข้าพักต่ำถึงเพียง 10%

การวิเคราะห์จาก Asian Development Bank ยังชี้ว่า นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อเกิน 3 เดือน อาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลดลงครึ่งหนึ่ง เนื่องจากการส่งออกและการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ ขณะที่ราคาพลังงานสูงขึ้น

ผลกระทบต่อไทย: จากปั๊มน้ำมันถึงนาข้าว

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้มาจากหลายทิศทางพร้อมกัน Krungsri Research วิเคราะห์ไว้ว่า ไทยนำเข้าน้ำมันดิบถึง 90% ของความต้องการภายในประเทศ โดยครึ่งหนึ่งปกติผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และยังนำเข้า LNG ราว 30% จากตะวันออกกลาง ซึ่ง LNG เป็นเชื้อเพลิงสำหรับกว่า 55% ของการผลิตพลังงานในประเทศ ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ได้แก่ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ราคาสินค้าแพงขึ้น และค่าขนส่งสูงขึ้น ซึ่งจะกดดันอัตราเงินเฟ้อและอาจลดการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลง 0.2-0.9 จุดเปอร์เซ็นต์จากเส้นฐาน โดย Krungsri Research คาดการณ์ GDP ไทยปี 2026 ไว้ที่ 2.0%

ในช่วงเดือนมีนาคม สถานการณ์รุนแรงถึงขนาดที่ Nation Thailand รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และพุ่งสูงสุดที่ 126 ดอลลาร์ในต้นเดือนมีนาคม ราคาน้ำมันและแก๊สโซฮอล์ในไทยปรับขึ้นสะสม 2-3 บาทต่อลิตรตามความเคลื่อนไหวของตลาดโลก

ด้านภาคเกษตรกรรมก็ได้รับผลกระทบหนักไม่แพ้กัน โดย WSWS รายงานว่า ราคาปุ๋ยยูเรียพุ่งขึ้นเกือบ 50% จากราว 490 ดอลลาร์ต่อตันในช่วงก่อนเกิดสงคราม ไทยนำเข้าปุ๋ยกว่า 90% ของความต้องการ และ 30% นำเข้าจากตะวันออกกลาง เกษตรกรทั่วประเทศได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการขาดแคลนน้ำมันดีเซล การกักตุนปุ๋ย และราคาข้าวที่ต่ำอยู่แล้ว

ด้านการจัดการวิกฤต Asialink รายงานว่า กองทุนน้ำมันของไทยต้องขอสินเชื่อเนื่องจากแบกรับภาระอุดหนุนราคาน้ำมันวันละ 1.5 พันล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันทางการคลังที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ไทยก็มีปัจจัยบวกบางส่วนที่ช่วยพยุงสถานการณ์ไว้ได้บ้าง The Diplomat รายงานว่า ไทยประสบความสำเร็จในการเจรจาข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อให้เรือบรรทุกน้ำมันของไทยสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยในวันที่ 23 มีนาคม เรือบรรทุกน้ำมันของไทยได้กลายเป็นเรือลำแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผ่านช่องแคบได้อย่างปลอดภัย

มาตรการคว่ำบาตรและผลกระทบต่อเศรษฐกิจอิหร่านและภูมิภาค

หนึ่งในมิติที่สำคัญของวิกฤตครั้งนี้คือมาตรการคว่ำบาตรที่ซ้อนทับกันหลายชั้น CNBC รายงานว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอิหร่านจะหดตัว 6.1% ในปี 2026 และอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 68.9% โดยเงินเรียลของอิหร่านได้ร่วงลงมาอยู่ที่ราว 1.32 ล้านเรียลต่อดอลลาร์

ด้านกลยุทธ์ของสหรัฐฯ CNBC รายงานคำวิเคราะห์ของ Robin Brooks นักวิจัยอาวุโสจาก Brookings Institution ว่า แรงกดดันจากทั้งการปิดล้อมและการคุกคามของมาตรการคว่ำบาตรต่อธนาคารจีนที่ช่วยอิหร่านทำธุรกรรมอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอิหร่านอย่างรุนแรงกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ เพราะปิดกั้นช่องทางเส้นเลือดสำคัญของเตหะราน และทำให้อิหร่านหมดแรงซื้อเร็วขึ้น

สำหรับตลาดน้ำมันโลก ในเดือนมีนาคม House of Commons Library รายงานว่า สหรัฐฯ ได้ยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียและน้ำมันอิหร่านที่อยู่ระหว่างขนส่งชั่วคราว เพื่อพยายามกดดันราคาน้ำมันโลกให้ลดลง และสมาชิก 32 ชาติของ IEA ได้ปล่อยสำรองน้ำมันรวมกัน 400 ล้านบาร์เรล

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: โลกกำลังเผชิญกับ “ช็อกเชิงระบบ”

นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศต่างให้ความเห็นตรงกันว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่แค่วิกฤตภูมิภาคธรรมดา หากแต่เป็นการสั่นคลอนรากฐานของระบบเศรษฐกิจโลก

Heiwai Tang ผู้อำนวยการ Asia Global Institute แห่งฮ่องกงกล่าวกับ Al Jazeera ว่า ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนเป็นความสัมพันธ์ทวิภาคีที่สำคัญที่สุดในโลก และการผ่อนคลายความตึงเครียดใดๆ จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตัวเองและยิ่งกว่านั้นต่อเศรษฐกิจขนาดเล็กที่พึ่งพาการค้ากับทั้งสองมหาอำนาจ

นักวิเคราะห์จาก International Relations Review ชี้ว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่แค่ความขัดแย้งในภูมิภาค แต่เป็นช็อกเชิงระบบที่เปิดเผยความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก ขีดจำกัดของผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ที่สุด และความสำคัญที่ยั่งยืนของจุดคอขวดเชิงยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซ

Wayne Winegarden นักเศรษฐศาสตร์จาก Pacific Research Institute กล่าวว่า แม้เอเชียจะเผชิญกับผลกระทบโดยตรง แต่ “ผลกระทบแบบพลวัต” จะกระจายความเสียหายทางเศรษฐกิจออกไปทั่วโลก เนื่องจากเอเชียเป็นศูนย์กลางหลักของการค้าโลกและคิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของผลผลิตการผลิตของโลก

CSIS ซึ่งวิเคราะห์ผลของการประชุมสุดยอดสหรัฐฯ-จีนล่าสุดสรุปว่า การเยือนจีนของทรัมป์เมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2026 น่าจะเป็นก้าวที่ค่อนข้างเจียมเนื้อเจียมตัวสู่เสถียรภาพและความคาดเดาได้มากขึ้นในความสัมพันธ์ทวิภาคีที่สำคัญที่สุดของโลก โดยจีนรู้สึกมีความมั่นใจพอที่จะยืนหยัดในประเด็นสำคัญหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการคว่ำบาตร การควบคุมเทคโนโลยี แร่ธาตุหายาก และอิหร่าน

บทสรุปและนัยสำคัญต่อนักลงทุนไทย

ภาพรวมของภูมิรัฐศาสตร์โลกในขณะนี้บ่งชี้ว่านักลงทุนไทยต้องรับมือกับความเสี่ยงที่มาจากหลายทิศทางพร้อมกัน ซึ่งสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

ด้านราคาพลังงาน: แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวลงมาบ้างจากจุดสูงสุด แต่ช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงปิดกั้นอย่างแท้จริง ทำให้ความเสี่ยงด้านราคาพลังงานยังคงสูงมาก บริษัทที่พึ่งพาต้นทุนพลังงานหรือขนส่งจะยังคงมีแรงกดดันต่อกำไร

ด้านการส่งออก: ไทยในฐานะประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกรวมสูงถึง 70% ของ GDP ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ดี สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่บีบบังคับให้บริษัทย้ายห่วงโซ่การผลิตออกจากจีนมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงเป็นโอกาสที่ไทยสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศได้

ด้านการท่องเที่ยว: ภาคการท่องเที่ยวซึ่งสร้างรายได้ประมาณ 1 ใน 5 ของ GDP ยังคงอ่อนแอจากต้นทุนการบินที่สูงขึ้นและความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ด้านเงินเฟ้อและดอกเบี้ย: แรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงานและต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้นอาจบีบให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจกับการรักษาเสถียรภาพราคา

สำหรับพอร์ตการลงทุน: นักวิเคราะห์แนะนำให้พิจารณาเพิ่มน้ำหนักในหุ้นกลุ่มพลังงานทดแทน บริษัทที่มีรายได้จากต่างประเทศหรือสกุลเงินแข็ง และลดความเสี่ยงต่อบริษัทที่พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลางสูง พร้อมเฝ้าระวังสัญญาณการเปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่สำคัญต่อการฟื้นตัวของตลาด

โลกในปี 2026 กำลังเผชิญกับการทดสอบที่ยิ่งใหญ่: ทั้งสงครามจริง สงครามการค้า และสงครามมาตรการคว่ำบาตร กำลังประกอบกันเป็นพายุที่ซับซ้อน และไม่มีประเทศใดในโลกที่สามารถยืนดูได้อย่างปลอดภัยจากระยะไกล ประเทศไทยก็เช่นกัน

Similar Posts

  • |

    เศรษฐกิจโลกเผชิญพายุสามทิศ: สงครามตะวันออกกลาง อัตราดอกเบี้ยแข็งตัว และเงาเงินเฟ้อที่ยังไม่จาง

    โลกเดินเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความหวังว่าเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวจากบาดแผลแห่งยุคโควิดและสงครามการค้า ทว่าชะตากรรมได้บิดแผนการนั้นเสียสิ้น เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่คุกรุ่นขึ้นกลายเป็นตัวแปรทำลายล้างที่ทรงพลังที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ได้ปรับลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ลงเหลือเพียง 3.1% จากเป้าหมายเดิม 3.4% พร้อมระบุในรายงาน World Economic Outlook เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจโลกกำลัง “ยืนอยู่ในเงาของสงคราม” ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกต่างตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างการกดดันเงินเฟ้อที่กลับมาพุ่งสูงกับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว สำหรับนักลงทุนไทยและผู้กำหนดนโยบาย ภาพรวมนี้มีนัยสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด สงครามตะวันออกกลาง: ตัวแปรที่เปลี่ยนสมการเศรษฐกิจโลก หากจะเข้าใจพลวัตเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ได้อย่างถูกต้อง จำเป็นต้องย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของวิกฤต นั่นคือการปะทุของสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเส้นทางการขนส่งพลังงาน ก่อนที่ความขัดแย้งจะเริ่มต้น เศรษฐกิจโลกยังคงแสดงความแข็งแกร่งจากปลายปี 2568 โดยภาคเอกชนปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป ท่ามกลางมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ต่ำกว่าที่ประกาศไว้ การสนับสนุนทางการคลังของบางประเทศ เงื่อนไขทางการเงินที่เอื้ออำนวย และการเติบโตของเทคโนโลยี คาดการณ์ก่อนสงครามชี้ว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตได้ถึง 3.4% แต่สงครามตะวันออกกลางได้หยุดโมเมนตัมนั้นไว้ ธนาคารโลกรายงานว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและการรบกวนการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรับภาระการขนส่งน้ำมันดิบทางทะเลของโลกประมาณ 35% ได้ก่อให้เกิดการลดลงของอุปทานน้ำมันโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเริ่มต้นที่ระดับ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์จะปรับลงจากจุดสูงสุด แต่ยังคงสูงกว่าระดับต้นปีกว่า 50% และธนาคารโลกคาดการณ์ว่าน้ำมันดิบเบรนต์จะเฉลี่ยอยู่ที่…

  • |

    ทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่านในระดับสูงขึ้นหากไม่ยอมรับข้อตกลงสันติภาพ ท่ามกลางสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายกำลังใกล้บรรลุข้อตกลง

    ในวันพุธที่ผ่านมา บรรยากาศทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านผันผวนอย่างรวดเร็วและรุนแรงในชั่วโมงเดียวกัน สลับไปมาระหว่างความหวังว่าสงครามที่กินเวลากว่าสองเดือนกำลังจะสิ้นสุดลง กับคำขู่ทางทหารที่น่าหวาดเกรงจากผู้นำสหรัฐฯ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์บน Truth Social ว่าอิหร่านจะถูกโจมตี “ในระดับที่สูงขึ้นมากอย่างน่าเศร้า” หากไม่ยอมรับข้อตกลงสันติภาพ แต่ในเวลาเดียวกัน สำนักข่าว Axios รายงานว่าวอชิงตันและเตหะรานกำลังเข้าใกล้บันทึกความเข้าใจหนึ่งหน้าที่มี 14 ประเด็น ซึ่งอาจยุติสงครามและวางกรอบสำหรับการเจรจาต่อไป สถานการณ์ในวันนี้สรุปได้ด้วยประโยคเดียวคือ โลกกำลังเดินบนเส้นแบ่งที่บางมากระหว่างสันติภาพและการทวีความรุนแรงของสงคราม และทุกคำพูด ทุกโพสต์ และทุกท่าทีของผู้นำแต่ละฝ่ายกำลังส่งผลต่อทิศทางของตลาดการเงินโลกและชีวิตของผู้คนนับล้านในเวลาเดียวกัน สิ่งที่ ทรัมป์ พูด: ข้อความที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง การสื่อสารของ ทรัมป์ ในวันพุธนี้มีหลายชั้นและหลายช่องทาง ซึ่งแต่ละข้อความมีน้ำเสียงและความหมายที่แตกต่างกันออกไปตามกลุ่มผู้รับสาร บน Truth Social ทรัมป์ ระบุว่าปฏิบัติการทางทหาร “Operation Epic Fury” จะสิ้นสุดลงหากอิหร่าน “ยอมรับในสิ่งที่ตกลงกันไว้แล้ว ซึ่งอาจเป็นข้อสันนิษฐานที่ใหญ่” และหากเป็นเช่นนั้น การปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ ในท่าเรืออิหร่านในอ่าวโอมานจะ “อนุญาตให้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดสำหรับทุกคน รวมถึงอิหร่านด้วย” แต่ท้ายข้อความเขาเพิ่มคำขู่ที่ชัดเจนว่า “ถ้าพวกเขาไม่ยอมรับ การทิ้งระเบิดจะเริ่มต้น และมันจะเป็น อย่างน่าเศร้า…

  • เศรษฐกิจโลก 2026: สงครามตะวันออกกลาง ดอกเบี้ยสูง และผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

    เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับพายุหลายลูกพร้อมกัน ทั้งสงครามในตะวันออกกลางที่ฉุดรั้งการเติบโต ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจนหลายธนาคารกลางต้องทบทวนเส้นทางดอกเบี้ย และภาวะเงินเฟ้อที่กลับมาร้อนแรงในหลายประเทศ ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 ลงเหลือเพียง 3.1% จากที่เคยคาดไว้ที่ 3.4% ก่อนความขัดแย้งจะปะทุ สำหรับประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง สถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้ามได้อีกต่อไป IMF ส่งสัญญาณเตือน: เศรษฐกิจโลกอยู่ใต้เงาสงคราม รายงาน World Economic Outlook ฉบับเดือนเมษายน 2026 ของ IMF ตีพิมพ์ภายใต้ชื่อ “Global Economy in the Shadow of War” สื่อสารถึงสถานการณ์ที่ตึงเครียดได้อย่างชัดเจน ก่อนการปะทุของสงครามในตะวันออกกลาง เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวที่น่าประทับใจ ภาคเอกชนปรับตัวรับมือกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ได้ดี ในขณะที่บูมของ AI และการลงทุนด้านเทคโนโลยีหนุนการเติบโต แต่ทุกอย่างพลิกผัน เมื่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซและความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้เปลี่ยนภาพรวมเศรษฐกิจโลกอย่างสิ้นเชิง ภายใต้สมมติฐานที่ว่าความขัดแย้งจะจำกัดขอบเขตและระยะเวลา IMF คาดว่าการเติบโตของ GDP โลกจะชะลอตัวสู่ระดับ 3.1% ในปี 2026…

  • |

    อิหร่านยึดเรือ 2 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ หลังสหรัฐฯ ขยายเวลาหยุดยิง

    กองทัพเรือของอิหร่านได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธว่า ได้เข้ายึดเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 2 ลำใน “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของโลก หลังจากที่สหรัฐอเมริกาได้ประกาศขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่านออกไป และในขณะที่นักการทูตกำลังเร่งผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาสันติภาพเพื่อลดความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC Navy) ระบุผ่านสื่อของรัฐว่า การยึดเรือทั้งสองลำเกิดขึ้นจากข้อกล่าวหาว่าเรือดังกล่าวได้ละเมิดกฎระเบียบด้านการเดินเรือระหว่างประเทศ ก่อนจะถูกควบคุมและนำไปยังชายฝั่งอิหร่าน อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว CNBC ระบุว่ายังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ดังกล่าวจากแหล่งอิสระได้ในขณะนี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากหน่วยงานด้านการเดินเรือของสหราชอาณาจักร (UK Maritime Trade Operations – UKMTO) รายงานว่า เรือสินค้าหลายลำถูกโจมตีในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีความสำคัญต่อการขนส่งพลังงานโลกอย่างยิ่ง ขณะที่สื่อของอิหร่านยังระบุเพิ่มเติมว่าอาจมีเรืออีกลำหนึ่งถูกโจมตีโดยกองกำลังทหารของอิหร่านเช่นกัน ความตึงเครียดด้านความมั่นคงทางทะเลและผลกระทบต่อพลังงานโลก รายงานระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude Futures) สำหรับการส่งมอบเดือนมิถุนายนปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5% มาอยู่ที่ 99.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคยพุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ในช่วงสั้น ๆ ก่อนจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐก็ปรับขึ้น 0.5% มาอยู่ที่ 90.13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล…

  • |

    Private Credit มูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ จุดชนวนความกังวลด้านเสถียรภาพโลก หน่วยงานกำกับดูแลส่งสัญญาณเตือน

    ในช่วงเวลาที่ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายทิศทางพร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่พุ่งสูง และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ มีความเสี่ยงอีกประเภทหนึ่งที่กำลังเติบโตอย่างเงียบๆ แต่ทรงพลังอย่างมากในระบบการเงินโลก นั่นคือ Private Credit หรือสินเชื่อเอกชนที่ไม่ผ่านตลาดทุนสาธารณะ Financial Stability Board (FSB) หน่วยงานกำกับดูแลเสถียรภาพทางการเงินระดับโลกที่ประกอบด้วยธนาคารกลาง หน่วยงานกำกับดูแล และรัฐมนตรีการคลังจากประเทศกลุ่ม G20 ออกรายงานที่ครอบคลุมและเตือนอย่างชัดเจนในวันพุธว่า อุตสาหกรรม Private Credit ที่กำลังเติบโตจนมีมูลค่าใกล้ 2 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังสร้างความเปราะบางให้กับตลาดการเงินโดยรวม และเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลในระดับชาติเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลอุตสาหกรรมนี้โดยเร็ว Private Credit คืออะไร และทำไมมันถึงเติบโตขึ้นมาขนาดนี้? ก่อนที่จะเข้าใจความเสี่ยงที่ FSB กำลังเตือน จำเป็นต้องเข้าใจว่า Private Credit คืออะไรและมันเติบโตมาได้อย่างไร Private Credit หรือสินเชื่อเอกชนคือการปล่อยกู้โดยตรงจากกองทุนและนักลงทุนสถาบันไปยังบริษัทต่างๆ โดยไม่ผ่านธนาคารพาณิชย์หรือตลาดตราสารหนี้สาธารณะ มันเปรียบเสมือน “ธนาคารเงาที่มีขนาดใหญ่มาก” ที่ดำเนินงานนอกสายตาของสาธารณชนและนอกระบบกำกับดูแลแบบดั้งเดิม รากเหง้าของการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Private Credit มาจากวิกฤตการเงินโลกในปี 2551 เมื่อธนาคารพาณิชย์และธนาคารเพื่อการลงทุนถอนตัวออกจากการปล่อยกู้ในส่วนที่มีความเสี่ยงสูงกว่าเดิม เพื่อปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่ที่เข้มงวดขึ้น ช่องว่างที่เกิดขึ้นนั้นถูกเติมเต็มโดยกองทุน Private Credit…

  • |

    จากสิงคโปร์ถึงบรัสเซลส์ ผู้นำโลกจับตาดูการประชุมสุดยอด Trump-Xi จากระยะไกล

    เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump และประธานาธิบดีจีน Xi Jinping พบกันในกรุงปักกิ่งในวันพฤหัสบดี ทั้งสองและทีมงานจะปิดผนึกผลลัพธ์ในประเด็นที่อาจครอบคลุมได้อย่างกว้างขวางอย่างที่ไม่เคยเห็นในการประชุมทวิภาคีครั้งใดในรอบหลายทศวรรษ วาระการประชุมครอบคลุมตั้งแต่การค้า เทคโนโลยี การควบคุมการส่งออกแร่หายาก ไต้หวัน สงครามอิหร่าน ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ ทำให้การประชุมสุดยอดครั้งนี้กลายเป็นเหตุการณ์ที่ทั้งโลกกำลังจับตามองด้วยความกังวลและความหวังพร้อมกัน Chad Bown นักวิจัยอาวุโสของ Peterson Institute for International Economics สรุปความสำคัญได้อย่างกระชับว่า “แทบทุกคนมีส่วนได้เสียในผลลัพธ์ของการประชุมครั้งนี้” และนั่นคือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะในโลกที่เชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น การตัดสินใจที่เกิดขึ้นในห้องประชุมที่ปักกิ่งจะส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนนับพันล้านคนที่ไม่ได้อยู่ในห้องนั้น บริบทและเส้นทางสู่การประชุม การประชุมสุดยอดครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เป็นผลจากเส้นทางที่ขรุขระและซับซ้อนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา การประชุมซึ่งเดิมกำหนดไว้ในเดือนมีนาคม ถูกเลื่อนออกไปเมื่อสหรัฐฯ ตกอยู่ในสงครามกับอิหร่าน ซึ่งก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ก่อนการประชุม ทั้งสองฝ่ายต่างเพิ่มแรงกดดันซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง วอชิงตันกล่าวหาปักกิ่งว่าดำเนินแคมเปญ “ระดับอุตสาหกรรม” เพื่อขโมยเทคโนโลยี AI ของสหรัฐฯ ในขณะที่จีนสั่งให้บริษัทต่างๆ ไม่ปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านของสหรัฐฯ พร้อมกับเป็นเจ้าภาพต้อนรับรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ก่อนการประชุมสุดยอดในปักกิ่ง ยังมีการประชุมเตรียมการสำคัญในเกาหลีใต้วันพุธ เมื่อ He Lifeng รองนายกรัฐมนตรีจีน และ Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *