ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวนหนัก! น้ำมันพุ่งแตะ 111 ดอลลาร์ ทองคำทรงตัวใกล้ 4,500 ดอลลาร์ ท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่คลี่คลาย
ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกยังคงถูกแรงกดดันจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์อย่างหนักในสัปดาห์นี้ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์แตะระดับ 110-112 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ทองคำสปอตปรับตัวลงมาซื้อขายที่แถว 4,468-4,542 ดอลลาร์ต่อออนซ์หลังพุ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 5,595 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 สถานการณ์ที่กดดันตลาดมากที่สุดในขณะนี้คือการยังคงปิดตัวอยู่ของช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนไทยที่ต้องเผชิญกับทั้งต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและค่าเงินบาทที่ผันผวน
วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: บ่อเกิดแห่งความผันผวนของตลาดพลังงานโลก
ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางน้ำแคบที่คั่นระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ ซึ่งเดิมมีน้ำมันดิบไหลผ่านมากถึงเกือบ 20% ของปริมาณน้ำมันที่ซื้อขายทั่วโลก ถูกปิดโดยพฤตินัยมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ภายหลังการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน และยังคงเป็นชนวนความตึงเครียดที่กดดันตลาดพลังงานโลกมาอย่างต่อเนื่อง
สำนักงานพลังงานสากล (IEA) รายงานว่า อุปทานน้ำมันโลกลดลงอีก 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน สู่ระดับ 95.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ สูญเสียกำลังผลิตรวมไปแล้วกว่า 12.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียที่ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบมีกำลังผลิตต่ำกว่าช่วงก่อนสงครามถึง 14.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ด้านสำนักงานสารสนเทศพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ประเมินในรายงานประจำเดือนพฤษภาคมว่า ราคาน้ำมันเบรนท์เฉลี่ยในเดือนเมษายนแตะระดับ 117 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 ที่รัสเซียบุกยูเครน โดย EIA ระบุว่า ช่วงราคาสูงสุดในเดือนเมษายนแตะที่ 138 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันที่ 7 เมษายน และการเพิ่มขึ้นในไตรมาสแรกถือเป็นการพุ่งขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษหากปรับอัตราเงินเฟ้อแล้ว
ล่าสุดวันที่ 19-20 พฤษภาคม ราคาน้ำมันเบรนท์ซื้อขายอยู่ที่แถว 110-113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI อยู่ที่ 103-107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งยังคงสูงกว่าระดับก่อนวิกฤตในต้นปีซึ่งอยู่เพียง 61-65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นอย่างมาก
การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงชะงักงัน โดยอิหร่านระบุว่ายังมองว่าเงื่อนไขของสหรัฐฯ เป็นการเรียกร้องที่มากเกินไป แม้จะมีการปรับแก้ข้อเสนอใหม่แล้วก็ตาม ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งประกาศว่าจะชะลอแผนโจมตีทางทหารอิหร่านหลังจากซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ร้องขอให้ “รอก่อน” เพื่อเปิดทางสำหรับการเจรจาอย่างจริงจัง
ทองคำ: ผันผวนรุนแรงระหว่างแรงซื้อ “สินทรัพย์ปลอดภัย” กับแรงกดดันจากเงินเฟ้อและดอลลาร์แข็ง
ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่สะท้อนพลวัตซับซ้อนที่สุดในช่วงวิกฤตนี้ โดยแม้จะถูกมองว่าเป็น “safe haven” แต่ราคาทองคำกลับไม่ได้แข็งค่าอย่างสม่ำเสมอตลอดช่วงวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ
ทองคำสปอตปิดตลาดวันที่ 18-19 พฤษภาคม ที่แถว 4,469-4,542 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับตัวลดลงกว่า 5-6% จากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยมีแรงกดดันหลักมาจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่พุ่งขึ้นสู่ระดับ 4.66% หลังตัวเลขเงินเฟ้อออกมาร้อนแรงกว่าคาด รวมถึงการที่ตลาดเริ่มตัดความเป็นไปได้ของการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed ในปีนี้ออกไปแทบจะสิ้นเชิง
ข้อมูลจาก CME Group ระบุว่า ณ ขณะนี้มีนักลงทุนถึง 97.4% คาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมรอบถัดไป มีเพียง 2.6% เท่านั้นที่ยังเดิมพันว่าจะมีการปรับลด
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวผู้เชี่ยวชาญหลายรายยังคงมองบวกต่อทองคำ Pierre Lassonde นักลงทุนตำนานด้านทองคำระบุเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมว่า วิกฤตหนี้สหรัฐฯ ที่ขยายตัวแตะ 40 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังสร้างเงื่อนไขที่อาจทำให้ทองคำพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงมากในระยะยาว ขณะที่ธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่หลายแห่งยังคงตั้งเป้าราคาทองคำสิ้นปีในกรอบ 5,400-6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ที่น่าสังเกตคือ เมื่อช่วงกลางเดือนเมษายนที่อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราวระหว่างการหยุดยิง ราคาทองคำกลับ “ขึ้น” ได้ถึงระดับ 4,887-4,838 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งขัดกับสัญชาตญาณว่าการลดความเสี่ยงควรทำให้ safe haven ลดลง แต่สาเหตุคือการเปิดช่องแคบทำให้ราคาน้ำมันดิ่ง ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ลดลงมาที่ 4.23% และตลาดคาดว่า Fed จะสามารถลดดอกเบี้ยได้เร็วขึ้น จึงเป็นแรงหนุนให้ทองคำปรับขึ้น ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ปัจจัยด้านดอกเบี้ยมีอิทธิพลต่อทองคำมากพอๆ กับปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์
เงิน (Silver): โลหะสองบทบาทที่ยังคงผันผวนอย่างรุนแรง
เงิน (silver) เป็นโลหะที่มีความผันผวนสูงที่สุดในกลุ่มโลหะมีค่าช่วงนี้ โดยนักวิเคราะห์จาก IG Markets ชี้ว่าหลังจากพุ่งขึ้นถึง 120% ตลอดปี 2568 เงินได้เข้าสู่ “phase การค้นหาราคาใหม่” ซึ่งหมายความว่าตลาดกำลังตั้งคำถามว่าระดับราคาที่แท้จริงควรอยู่ที่ใด
ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ราคาเงินซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 84-85 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม เงินพุ่งขึ้นกว่า 5.8% ในวันเดียวสู่ระดับ 84.99 ดอลลาร์ ท่ามกลางการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านที่สะดุด ขณะที่ในช่วงต้นเดือนเมษายน เงินซื้อขายต่ำกว่า 72 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังเผชิญกับแรงขายหนักจากนักลงทุนที่ต้องปิดสถานะเพื่อชดเชยการขาดทุนในสินทรัพย์อื่น
สาเหตุที่เงินไม่ได้ขึ้นพร้อมน้ำมันแม้ภาวะสงครามมักหนุนราคาสินทรัพย์ปลอดภัย ก็เพราะเงินมีบทบาทคู่ขนานระหว่าง “โลหะมีค่า” กับ “โลหะอุตสาหกรรม” เมื่อราคาน้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อเร่งตัว ธนาคารกลางทั่วโลกโน้มเอียงไปในทิศทาง hawkish มากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าและกดดันโลหะที่ไม่ให้ดอกเบี้ย
นักวิเคราะห์จาก IG Markets ตั้งเป้าราคาเงินระยะยาวไว้ที่ 65-72 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยปัจจัยหนุนหลักคือการขาดดุลอุปทานเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน และอุปสงค์อุตสาหกรรมโดยเฉพาะในภาคพลังงานสะอาดและเซมิคอนดักเตอร์ที่เร่งตัวอย่างต่อเนื่อง
ผลกระทบต่อตลาดพลังงานกว้างขึ้น: โรงกลั่น ค่าขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานโลก
IEA ประเมินว่าปริมาณการกลั่นน้ำมันดิบทั่วโลกจะหดตัวลงถึง 4.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาส 2 ปี 2569 เหลือเพียง 78.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากโรงกลั่นทั่วโลกต้องเผชิญกับทั้งความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน ข้อจำกัดการส่งออก และการขาดแคลนวัตถุดิบ ขณะที่กำไรจากการกลั่นยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์
การปิดช่องแคบฮอร์มุซยังสร้างผลกระทบลูกโซ่ทั่วโลก การนำเข้าน้ำมันดิบทางทะเลของจีนลดลงถึง 3.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ญี่ปุ่นลดลง 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน เกาหลีใต้ลดลง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และอินเดียลดลงกว่า 760,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งส่งผลให้ประเทศในแถบเอเชียที่พึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลางเป็นหลักต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ทางด้านผู้ผลิตนอกตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในทวีปอเมริกา กำลังเร่งผลิตและส่งออกเพื่อชดเชยการขาดแคลน โดย IEA ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของอุปทานจากอเมริกาขึ้นกว่า 600,000 บาร์เรลต่อวัน สู่ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน การส่งออกน้ำมันดิบจากฝั่งแอตแลนติก ทั้งจากสหรัฐฯ บราซิล แคนาดา และเวเนซุเอลา เพิ่มขึ้นรวมกว่า 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวันนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้บางส่วน
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งตัดสินใจออกจาก OPEC ล่าสุด (โดยระบุว่าไม่ใช่เหตุผลทางการเมือง) ยังพยายามเปลี่ยนเส้นทางการส่งออกน้ำมันบางส่วนผ่านท่าเรือนอกช่องแคบเพื่อรักษายอดรายได้ เช่นเดียวกับซาอุดีอาระเบีย
Goldman Sachs เคยประเมิน risk premium จากความเสี่ยงช่องแคบฮอร์มุซไว้ที่ประมาณ 18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ Wood Mackenzie เตือนว่าหากช่องแคบปิดยาวนานต่อไป ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในกรณีเลวร้าย (ซึ่งบางช่วงเวลาเกิดขึ้นจริงแล้ว) ขณะที่ JPMorgan Chase เคยเตือนก่อนวิกฤตว่าในสภาวะ supply glut ปกติ ราคา Brent อาจต่ำถึงระดับ 30 ดอลลาร์ แต่ขณะนี้สถานการณ์กลับตาลปัตร
ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์กว้างขึ้น: ปุ๋ย อาหาร และแรงกดดันเงินเฟ้อรอบด้าน
ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานไม่ได้จบแค่น้ำมัน World Bank รายงานว่าดัชนีราคาพลังงานโดยรวมปรับขึ้น 12.1% ในเดือนเมษายน โดยราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 8.7% ส่วนดัชนีราคานอกพลังงานเพิ่มขึ้น 3.2% ราคาอาหารเพิ่มขึ้น 1.5% และราคาปุ๋ยพุ่งขึ้นถึง 14%
โดยภาพรวม World Bank ประเมินว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งระบบในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นถึง 16% จากปีก่อน โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากราคาพลังงานและปุ๋ยที่พุ่งสูง รวมถึงราคาโลหะสำคัญบางชนิดที่ทำสถิติสูงสุด
ราคาน้ำมันที่สูงยังผลักดันต้นทุนการผลิตในภาคอื่นๆ ตัวเลขเงินเฟ้อระดับผู้ผลิตในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในเดือนเมษายน และเงินเฟ้อระดับผู้บริโภคปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ส่งผลให้ Fed ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ตามที่ตลาดเคยคาดหวัง และมีความเป็นไปได้ที่อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปี
ในภาคการบินพาณิชย์ การหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือในตะวันออกกลางทำให้กิจกรรมการบินต่ำกว่าปกติ ซึ่งช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อราคาน้ำมันเครื่องบินได้บ้าง แต่ราคาน้ำมันเครื่องบินก็ยังคงสูงเป็นประวัติการณ์ โดยราคาน้ำมันเครื่องบินเกือบสามเท่าตัวหลังการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปจากตะวันออกกลางหยุดชะงัก
มุมมองผู้เชี่ยวชาญและการคาดการณ์ระยะสั้น-กลาง
ด้านน้ำมัน: IEA ประเมินว่าหากช่องแคบฮอร์มุซเริ่มกลับมาเปิดได้ในช่วงปลายพฤษภาคมถึงต้นมิถุนายน ซึ่งเป็นสมมติฐานฐาน (base case) การฟื้นตัวของห่วงโซ่อุปทานน้ำมันอย่างสมบูรณ์จะยังต้องใช้เวลาถึงปลายปี 2569 หรืออาจยาวถึงต้นปี 2570 ซึ่งหมายความว่าแรงกดดันราคาน้ำมันจะยังคงอยู่อีกระยะหนึ่ง
ด้านทองคำ: LiteFinance คาดว่าราคาทองคำในช่วงเดือนพฤษภาคมจะซื้อขายในกรอบ 4,380-5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังมองบวกต่อการที่ราคาจะกลับไปทดสอบโซน 5,400-6,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการซื้อสะสมของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังคงต่อเนื่อง และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์
สำหรับ FOMC จะมีการเผยแพร่รายงานการประชุมในวันที่ 20 พฤษภาคม ซึ่งตลาดกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด ตามด้วยข้อมูล PMI ภาคการผลิตและบริการเดือนพฤษภาคมในวันที่ 21 พฤษภาคม และดัชนีความคาดหวังเงินเฟ้อจาก University of Michigan ในวันที่ 22 พฤษภาคม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางตลาดในสัปดาห์นี้
ด้านเงิน: นักวิเคราะห์มองว่าเงินอาจกลับมาแข็งค่าได้อีกครั้งหากสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย เนื่องจากจะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ เปิดทางให้ธนาคารกลางปรับลดดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้ทั้งดอลลาร์อ่อนค่าและหนุนโลหะมีค่า ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม (พลังงานสะอาด แผงโซลาร์ ชิป) ยังคงมีความต้องการเงินที่แข็งแกร่งในระยะยาว
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: โอกาสและความเสี่ยงที่ต้องจับตา
สำหรับนักลงทุนและนักธุรกิจไทย วิกฤตสินค้าโภคภัณฑ์ครั้งนี้มีผลกระทบหลายมิติที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด
ต้นทุนพลังงานในประเทศ: ราคาน้ำมันดิบ Brent ที่อยู่เหนือ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นแรงกดดันโดยตรงต่อราคาน้ำมันสำเร็จรูปและค่าไฟฟ้าในไทย ธุรกิจที่พึ่งพาพลังงานสูง เช่น โลจิสติกส์ ผู้ผลิต และภาคการเกษตร จะต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การลงทุนในทองคำ: ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะสมในสภาวะที่เงินเฟ้อยังคงเร่งตัว แม้ในระยะสั้นราคาอาจผันผวนลงบ้างตามแรงกดดันจากดอกเบี้ยที่คงสูง แต่ในระยะกลาง-ยาว ปัจจัยพื้นฐานยังสนับสนุนการถือครองทองคำ ไม่ว่าจะเป็น Gold ETF กองทุนทองคำ หรือทองรูปพรรณ สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการกระจายความเสี่ยง
ค่าเงินบาท: ดอลลาร์แข็งค่าและอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่อยู่สูงนานกว่าคาด รวมถึงราคาน้ำมันสูงที่ทำให้ดุลการค้าของไทยรับแรงกดดันมากขึ้น อาจเป็นปัจจัยกดดันค่าเงินบาทในระยะสั้น นักลงทุนที่มีภาระผูกพันเป็นดอลลาร์ควรพิจารณาการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน
โอกาสในภาคพลังงานทางเลือก: วิกฤตพลังงานครั้งนี้เร่งให้รัฐบาลและภาคเอกชนทั่วโลกหันมาลงทุนในพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนมากขึ้น หุ้นกลุ่มพลังงานหมุนเวียน พลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงโลหะที่ใช้ในการผลิตแผงโซลาร์และแบตเตอรี่ (เงิน ทองแดง ลิเธียม) อาจเป็นโอกาสการลงทุนระยะกลางที่น่าสนใจ
ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ: เงินเฟ้อที่สูงขึ้นทั่วโลกอาจกดดัน ธปท. ให้ต้องพิจารณาปรับนโยบายการเงินตามสถานการณ์โลก ซึ่งอาจส่งผลต่อตลาดพันธบัตรและหุ้นในประเทศ นักลงทุนควรทบทวนสัดส่วนการลงทุนและกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสม
บทสรุป: โลกกำลังนำทางในพายุสินค้าโภคภัณฑ์ที่ไม่เคยเผชิญมาก่อน
วิกฤตตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในปี 2569 มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากวิกฤตในอดีต ตรงที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างความขัดแย้งทางทหารที่ปิดกั้นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญโลก ความไม่แน่นอนทางการทูตที่ทำให้ตลาดไม่สามารถคาดการณ์ผลลัพธ์ได้ และแรงกดดันเงินเฟ้อที่ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ราคาน้ำมันที่ยังคงสูงเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทองคำที่ยังอยู่สูงกว่าระดับต้นปีกว่า 40% เมื่อเทียบปีต่อปี และเงินที่ผันผวนอย่างรุนแรงระหว่างบทบาท safe haven กับโลหะอุตสาหกรรม ล้วนเป็นสัญญาณที่บอกว่าความไม่แน่นอนยังคงสูงมาก
กุญแจสำคัญที่ต้องจับตาในระยะสั้นคือ ความคืบหน้าของการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน ว่าจะนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ได้เร็วแค่ไหน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกจะเข้าสู่กระบวนการฟื้นตัวเมื่อใด สำหรับนักลงทุนไทย การกระจายความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ทั้งในสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้ออย่างทองคำ และการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดในสภาวะแวดล้อมเช่นนี้
