ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวนหนัก! น้ำมันพุ่งแตะ 111 ดอลลาร์ ทองคำทรงตัวใกล้ 4,500 ดอลลาร์ ท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่คลี่คลาย
|

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวนหนัก! น้ำมันพุ่งแตะ 111 ดอลลาร์ ทองคำทรงตัวใกล้ 4,500 ดอลลาร์ ท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่คลี่คลาย

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกยังคงถูกแรงกดดันจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์อย่างหนักในสัปดาห์นี้ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์แตะระดับ 110-112 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ทองคำสปอตปรับตัวลงมาซื้อขายที่แถว 4,468-4,542 ดอลลาร์ต่อออนซ์หลังพุ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 5,595 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 สถานการณ์ที่กดดันตลาดมากที่สุดในขณะนี้คือการยังคงปิดตัวอยู่ของช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนไทยที่ต้องเผชิญกับทั้งต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและค่าเงินบาทที่ผันผวน

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: บ่อเกิดแห่งความผันผวนของตลาดพลังงานโลก

ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางน้ำแคบที่คั่นระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ ซึ่งเดิมมีน้ำมันดิบไหลผ่านมากถึงเกือบ 20% ของปริมาณน้ำมันที่ซื้อขายทั่วโลก ถูกปิดโดยพฤตินัยมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ภายหลังการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน และยังคงเป็นชนวนความตึงเครียดที่กดดันตลาดพลังงานโลกมาอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานพลังงานสากล (IEA) รายงานว่า อุปทานน้ำมันโลกลดลงอีก 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน สู่ระดับ 95.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ สูญเสียกำลังผลิตรวมไปแล้วกว่า 12.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียที่ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบมีกำลังผลิตต่ำกว่าช่วงก่อนสงครามถึง 14.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ด้านสำนักงานสารสนเทศพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ประเมินในรายงานประจำเดือนพฤษภาคมว่า ราคาน้ำมันเบรนท์เฉลี่ยในเดือนเมษายนแตะระดับ 117 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 ที่รัสเซียบุกยูเครน โดย EIA ระบุว่า ช่วงราคาสูงสุดในเดือนเมษายนแตะที่ 138 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันที่ 7 เมษายน และการเพิ่มขึ้นในไตรมาสแรกถือเป็นการพุ่งขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษหากปรับอัตราเงินเฟ้อแล้ว

ล่าสุดวันที่ 19-20 พฤษภาคม ราคาน้ำมันเบรนท์ซื้อขายอยู่ที่แถว 110-113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI อยู่ที่ 103-107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งยังคงสูงกว่าระดับก่อนวิกฤตในต้นปีซึ่งอยู่เพียง 61-65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นอย่างมาก

การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงชะงักงัน โดยอิหร่านระบุว่ายังมองว่าเงื่อนไขของสหรัฐฯ เป็นการเรียกร้องที่มากเกินไป แม้จะมีการปรับแก้ข้อเสนอใหม่แล้วก็ตาม ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งประกาศว่าจะชะลอแผนโจมตีทางทหารอิหร่านหลังจากซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ร้องขอให้ “รอก่อน” เพื่อเปิดทางสำหรับการเจรจาอย่างจริงจัง

ทองคำ: ผันผวนรุนแรงระหว่างแรงซื้อ “สินทรัพย์ปลอดภัย” กับแรงกดดันจากเงินเฟ้อและดอลลาร์แข็ง

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่สะท้อนพลวัตซับซ้อนที่สุดในช่วงวิกฤตนี้ โดยแม้จะถูกมองว่าเป็น “safe haven” แต่ราคาทองคำกลับไม่ได้แข็งค่าอย่างสม่ำเสมอตลอดช่วงวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ

ทองคำสปอตปิดตลาดวันที่ 18-19 พฤษภาคม ที่แถว 4,469-4,542 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับตัวลดลงกว่า 5-6% จากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยมีแรงกดดันหลักมาจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่พุ่งขึ้นสู่ระดับ 4.66% หลังตัวเลขเงินเฟ้อออกมาร้อนแรงกว่าคาด รวมถึงการที่ตลาดเริ่มตัดความเป็นไปได้ของการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed ในปีนี้ออกไปแทบจะสิ้นเชิง

ข้อมูลจาก CME Group ระบุว่า ณ ขณะนี้มีนักลงทุนถึง 97.4% คาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมรอบถัดไป มีเพียง 2.6% เท่านั้นที่ยังเดิมพันว่าจะมีการปรับลด

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวผู้เชี่ยวชาญหลายรายยังคงมองบวกต่อทองคำ Pierre Lassonde นักลงทุนตำนานด้านทองคำระบุเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมว่า วิกฤตหนี้สหรัฐฯ ที่ขยายตัวแตะ 40 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังสร้างเงื่อนไขที่อาจทำให้ทองคำพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงมากในระยะยาว ขณะที่ธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่หลายแห่งยังคงตั้งเป้าราคาทองคำสิ้นปีในกรอบ 5,400-6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ที่น่าสังเกตคือ เมื่อช่วงกลางเดือนเมษายนที่อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราวระหว่างการหยุดยิง ราคาทองคำกลับ “ขึ้น” ได้ถึงระดับ 4,887-4,838 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งขัดกับสัญชาตญาณว่าการลดความเสี่ยงควรทำให้ safe haven ลดลง แต่สาเหตุคือการเปิดช่องแคบทำให้ราคาน้ำมันดิ่ง ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ลดลงมาที่ 4.23% และตลาดคาดว่า Fed จะสามารถลดดอกเบี้ยได้เร็วขึ้น จึงเป็นแรงหนุนให้ทองคำปรับขึ้น ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ปัจจัยด้านดอกเบี้ยมีอิทธิพลต่อทองคำมากพอๆ กับปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์

เงิน (Silver): โลหะสองบทบาทที่ยังคงผันผวนอย่างรุนแรง

เงิน (silver) เป็นโลหะที่มีความผันผวนสูงที่สุดในกลุ่มโลหะมีค่าช่วงนี้ โดยนักวิเคราะห์จาก IG Markets ชี้ว่าหลังจากพุ่งขึ้นถึง 120% ตลอดปี 2568 เงินได้เข้าสู่ “phase การค้นหาราคาใหม่” ซึ่งหมายความว่าตลาดกำลังตั้งคำถามว่าระดับราคาที่แท้จริงควรอยู่ที่ใด

ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ราคาเงินซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 84-85 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม เงินพุ่งขึ้นกว่า 5.8% ในวันเดียวสู่ระดับ 84.99 ดอลลาร์ ท่ามกลางการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านที่สะดุด ขณะที่ในช่วงต้นเดือนเมษายน เงินซื้อขายต่ำกว่า 72 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังเผชิญกับแรงขายหนักจากนักลงทุนที่ต้องปิดสถานะเพื่อชดเชยการขาดทุนในสินทรัพย์อื่น

สาเหตุที่เงินไม่ได้ขึ้นพร้อมน้ำมันแม้ภาวะสงครามมักหนุนราคาสินทรัพย์ปลอดภัย ก็เพราะเงินมีบทบาทคู่ขนานระหว่าง “โลหะมีค่า” กับ “โลหะอุตสาหกรรม” เมื่อราคาน้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อเร่งตัว ธนาคารกลางทั่วโลกโน้มเอียงไปในทิศทาง hawkish มากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าและกดดันโลหะที่ไม่ให้ดอกเบี้ย

นักวิเคราะห์จาก IG Markets ตั้งเป้าราคาเงินระยะยาวไว้ที่ 65-72 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยปัจจัยหนุนหลักคือการขาดดุลอุปทานเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน และอุปสงค์อุตสาหกรรมโดยเฉพาะในภาคพลังงานสะอาดและเซมิคอนดักเตอร์ที่เร่งตัวอย่างต่อเนื่อง

ผลกระทบต่อตลาดพลังงานกว้างขึ้น: โรงกลั่น ค่าขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานโลก

IEA ประเมินว่าปริมาณการกลั่นน้ำมันดิบทั่วโลกจะหดตัวลงถึง 4.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาส 2 ปี 2569 เหลือเพียง 78.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากโรงกลั่นทั่วโลกต้องเผชิญกับทั้งความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน ข้อจำกัดการส่งออก และการขาดแคลนวัตถุดิบ ขณะที่กำไรจากการกลั่นยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์

การปิดช่องแคบฮอร์มุซยังสร้างผลกระทบลูกโซ่ทั่วโลก การนำเข้าน้ำมันดิบทางทะเลของจีนลดลงถึง 3.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ญี่ปุ่นลดลง 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน เกาหลีใต้ลดลง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และอินเดียลดลงกว่า 760,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งส่งผลให้ประเทศในแถบเอเชียที่พึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลางเป็นหลักต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ทางด้านผู้ผลิตนอกตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในทวีปอเมริกา กำลังเร่งผลิตและส่งออกเพื่อชดเชยการขาดแคลน โดย IEA ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของอุปทานจากอเมริกาขึ้นกว่า 600,000 บาร์เรลต่อวัน สู่ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน การส่งออกน้ำมันดิบจากฝั่งแอตแลนติก ทั้งจากสหรัฐฯ บราซิล แคนาดา และเวเนซุเอลา เพิ่มขึ้นรวมกว่า 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวันนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้บางส่วน

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งตัดสินใจออกจาก OPEC ล่าสุด (โดยระบุว่าไม่ใช่เหตุผลทางการเมือง) ยังพยายามเปลี่ยนเส้นทางการส่งออกน้ำมันบางส่วนผ่านท่าเรือนอกช่องแคบเพื่อรักษายอดรายได้ เช่นเดียวกับซาอุดีอาระเบีย

Goldman Sachs เคยประเมิน risk premium จากความเสี่ยงช่องแคบฮอร์มุซไว้ที่ประมาณ 18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ Wood Mackenzie เตือนว่าหากช่องแคบปิดยาวนานต่อไป ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในกรณีเลวร้าย (ซึ่งบางช่วงเวลาเกิดขึ้นจริงแล้ว) ขณะที่ JPMorgan Chase เคยเตือนก่อนวิกฤตว่าในสภาวะ supply glut ปกติ ราคา Brent อาจต่ำถึงระดับ 30 ดอลลาร์ แต่ขณะนี้สถานการณ์กลับตาลปัตร

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์กว้างขึ้น: ปุ๋ย อาหาร และแรงกดดันเงินเฟ้อรอบด้าน

ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานไม่ได้จบแค่น้ำมัน World Bank รายงานว่าดัชนีราคาพลังงานโดยรวมปรับขึ้น 12.1% ในเดือนเมษายน โดยราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 8.7% ส่วนดัชนีราคานอกพลังงานเพิ่มขึ้น 3.2% ราคาอาหารเพิ่มขึ้น 1.5% และราคาปุ๋ยพุ่งขึ้นถึง 14%

โดยภาพรวม World Bank ประเมินว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งระบบในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นถึง 16% จากปีก่อน โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากราคาพลังงานและปุ๋ยที่พุ่งสูง รวมถึงราคาโลหะสำคัญบางชนิดที่ทำสถิติสูงสุด

ราคาน้ำมันที่สูงยังผลักดันต้นทุนการผลิตในภาคอื่นๆ ตัวเลขเงินเฟ้อระดับผู้ผลิตในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในเดือนเมษายน และเงินเฟ้อระดับผู้บริโภคปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ส่งผลให้ Fed ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ตามที่ตลาดเคยคาดหวัง และมีความเป็นไปได้ที่อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปี

ในภาคการบินพาณิชย์ การหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือในตะวันออกกลางทำให้กิจกรรมการบินต่ำกว่าปกติ ซึ่งช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อราคาน้ำมันเครื่องบินได้บ้าง แต่ราคาน้ำมันเครื่องบินก็ยังคงสูงเป็นประวัติการณ์ โดยราคาน้ำมันเครื่องบินเกือบสามเท่าตัวหลังการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปจากตะวันออกกลางหยุดชะงัก

มุมมองผู้เชี่ยวชาญและการคาดการณ์ระยะสั้น-กลาง

ด้านน้ำมัน: IEA ประเมินว่าหากช่องแคบฮอร์มุซเริ่มกลับมาเปิดได้ในช่วงปลายพฤษภาคมถึงต้นมิถุนายน ซึ่งเป็นสมมติฐานฐาน (base case) การฟื้นตัวของห่วงโซ่อุปทานน้ำมันอย่างสมบูรณ์จะยังต้องใช้เวลาถึงปลายปี 2569 หรืออาจยาวถึงต้นปี 2570 ซึ่งหมายความว่าแรงกดดันราคาน้ำมันจะยังคงอยู่อีกระยะหนึ่ง

ด้านทองคำ: LiteFinance คาดว่าราคาทองคำในช่วงเดือนพฤษภาคมจะซื้อขายในกรอบ 4,380-5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังมองบวกต่อการที่ราคาจะกลับไปทดสอบโซน 5,400-6,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการซื้อสะสมของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังคงต่อเนื่อง และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์

สำหรับ FOMC จะมีการเผยแพร่รายงานการประชุมในวันที่ 20 พฤษภาคม ซึ่งตลาดกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด ตามด้วยข้อมูล PMI ภาคการผลิตและบริการเดือนพฤษภาคมในวันที่ 21 พฤษภาคม และดัชนีความคาดหวังเงินเฟ้อจาก University of Michigan ในวันที่ 22 พฤษภาคม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางตลาดในสัปดาห์นี้

ด้านเงิน: นักวิเคราะห์มองว่าเงินอาจกลับมาแข็งค่าได้อีกครั้งหากสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย เนื่องจากจะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ เปิดทางให้ธนาคารกลางปรับลดดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้ทั้งดอลลาร์อ่อนค่าและหนุนโลหะมีค่า ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม (พลังงานสะอาด แผงโซลาร์ ชิป) ยังคงมีความต้องการเงินที่แข็งแกร่งในระยะยาว

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: โอกาสและความเสี่ยงที่ต้องจับตา

สำหรับนักลงทุนและนักธุรกิจไทย วิกฤตสินค้าโภคภัณฑ์ครั้งนี้มีผลกระทบหลายมิติที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด

ต้นทุนพลังงานในประเทศ: ราคาน้ำมันดิบ Brent ที่อยู่เหนือ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นแรงกดดันโดยตรงต่อราคาน้ำมันสำเร็จรูปและค่าไฟฟ้าในไทย ธุรกิจที่พึ่งพาพลังงานสูง เช่น โลจิสติกส์ ผู้ผลิต และภาคการเกษตร จะต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การลงทุนในทองคำ: ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะสมในสภาวะที่เงินเฟ้อยังคงเร่งตัว แม้ในระยะสั้นราคาอาจผันผวนลงบ้างตามแรงกดดันจากดอกเบี้ยที่คงสูง แต่ในระยะกลาง-ยาว ปัจจัยพื้นฐานยังสนับสนุนการถือครองทองคำ ไม่ว่าจะเป็น Gold ETF กองทุนทองคำ หรือทองรูปพรรณ สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการกระจายความเสี่ยง

ค่าเงินบาท: ดอลลาร์แข็งค่าและอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่อยู่สูงนานกว่าคาด รวมถึงราคาน้ำมันสูงที่ทำให้ดุลการค้าของไทยรับแรงกดดันมากขึ้น อาจเป็นปัจจัยกดดันค่าเงินบาทในระยะสั้น นักลงทุนที่มีภาระผูกพันเป็นดอลลาร์ควรพิจารณาการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน

โอกาสในภาคพลังงานทางเลือก: วิกฤตพลังงานครั้งนี้เร่งให้รัฐบาลและภาคเอกชนทั่วโลกหันมาลงทุนในพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนมากขึ้น หุ้นกลุ่มพลังงานหมุนเวียน พลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงโลหะที่ใช้ในการผลิตแผงโซลาร์และแบตเตอรี่ (เงิน ทองแดง ลิเธียม) อาจเป็นโอกาสการลงทุนระยะกลางที่น่าสนใจ

ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ: เงินเฟ้อที่สูงขึ้นทั่วโลกอาจกดดัน ธปท. ให้ต้องพิจารณาปรับนโยบายการเงินตามสถานการณ์โลก ซึ่งอาจส่งผลต่อตลาดพันธบัตรและหุ้นในประเทศ นักลงทุนควรทบทวนสัดส่วนการลงทุนและกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสม

บทสรุป: โลกกำลังนำทางในพายุสินค้าโภคภัณฑ์ที่ไม่เคยเผชิญมาก่อน

วิกฤตตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในปี 2569 มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากวิกฤตในอดีต ตรงที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างความขัดแย้งทางทหารที่ปิดกั้นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญโลก ความไม่แน่นอนทางการทูตที่ทำให้ตลาดไม่สามารถคาดการณ์ผลลัพธ์ได้ และแรงกดดันเงินเฟ้อที่ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ราคาน้ำมันที่ยังคงสูงเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทองคำที่ยังอยู่สูงกว่าระดับต้นปีกว่า 40% เมื่อเทียบปีต่อปี และเงินที่ผันผวนอย่างรุนแรงระหว่างบทบาท safe haven กับโลหะอุตสาหกรรม ล้วนเป็นสัญญาณที่บอกว่าความไม่แน่นอนยังคงสูงมาก

กุญแจสำคัญที่ต้องจับตาในระยะสั้นคือ ความคืบหน้าของการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน ว่าจะนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ได้เร็วแค่ไหน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกจะเข้าสู่กระบวนการฟื้นตัวเมื่อใด สำหรับนักลงทุนไทย การกระจายความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ทั้งในสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้ออย่างทองคำ และการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดในสภาวะแวดล้อมเช่นนี้

Similar Posts

  • |

    Lufthansa แบกต้นทุนเชื้อเพลิงพิเศษเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ จากผลพวงความขัดแย้งตะวันออกกลาง

    ในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีสัญญาณยุติที่ชัดเจน ผลกระทบกำลังแผ่ขยายออกไปไกลกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้ และกำลังโจมตีอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่ผู้เล่นโดยตรงในความขัดแย้งแต่กลับต้องรับภาระหนักที่สุดรายหนึ่ง นั่นคือ อุตสาหกรรมการบิน Lufthansa สายการบินที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนีและหนึ่งในสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกในวันพุธพร้อมกับตัวเลขที่น่าตกใจ นั่นคือบริษัทคาดว่าจะแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มเติม 1,700 ล้านยูโร หรือเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 อันเป็นผลโดยตรงจากวิกฤตพลังงานที่เกิดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ความท้าทายทางธุรกิจของ Lufthansa เท่านั้น แต่คือสัญญาณเตือนระบบสำหรับอุตสาหกรรมการบินยุโรปและผู้บริโภคที่อาจต้องจ่ายค่าตั๋วแพงขึ้นในฤดูท่องเที่ยวที่กำลังมาถึงในไม่ช้า ผลประกอบการไตรมาสแรก: ดีกว่าปีที่แล้วแต่เมฆฝนกำลังก่อตัว ในแง่ผลประกอบการพื้นฐาน Lufthansa รายงานตัวเลขที่น่าพอใจ โดย กำไร EBIT ปรับปรุง พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 612 ล้านยูโร และ รายได้รวม เพิ่มขึ้น 8% จาก 8,100 ล้านยูโรในปีก่อนมาอยู่ที่ 8,700 ล้านยูโร (ประมาณ 10,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตัวเลขเหล่านี้ดูดีบนกระดาษ แต่ Carsten Spohr CEO ของ Lufthansa เลือกที่จะพูดถึงอนาคตมากกว่าอดีตในแถลงการณ์ของเขา “ในไตรมาสแรก…

  • |

    อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังเรือพาณิชย์ถูกยิง ขณะที่ทรัมป์เตือนห้ามใช้เป็นเครื่องต่อรอง

    สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดอีกครั้ง เมื่ออิหร่านประกาศ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” อีกครั้งในวันเสาร์ เพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากเพิ่งเปิดให้เรือพาณิชย์ผ่านได้ ส่งผลให้ตลาดพลังงานและการขนส่งทั่วโลกกลับเข้าสู่ภาวะไม่แน่นอน ในขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีสหรัฐ Donald Trump ออกมาเตือนว่า อิหร่านไม่สามารถใช้การปิดช่องแคบเพื่อ “แบล็กเมล” สหรัฐได้ อิหร่านสั่งปิดช่องแคบ พร้อมคำเตือนรุนแรงต่อเรือทุกลำ กองทัพเรือของหน่วยพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปิดจนกว่าสหรัฐจะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล พร้อมออกคำเตือนอย่างชัดเจนว่า: วิเคราะห์เชิงลึก คำเตือนนี้ถือเป็นการ “ยกระดับความตึงเครียด” อย่างมีนัยสำคัญ เพราะ: ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือการใช้ “chokepoint” ที่สำคัญที่สุดของโลกเป็นเครื่องมือกดดัน เกิดเหตุยิงเรือจริงในพื้นที่ ศูนย์ United Kingdom Maritime Trade Operations ของกองทัพอังกฤษรายงานว่า: นอกจากนี้: วิเคราะห์เชิงลึก เหตุการณ์นี้สำคัญมาก เพราะ: ความย้อนแย้ง: เพิ่งเปิด แต่กลับปิดทันที ก่อนหน้านี้เพียง 1 วัน อิหร่านเพิ่งประกาศเปิดช่องแคบภายใต้เงื่อนไขช่วงหยุดยิง แต่ล่าสุดกลับระบุว่า: สื่อ IRIB ของรัฐอิหร่านระบุว่า:…

  • | |

    GameStop หุ้นมีมยื่นข้อเสนอซื้อ eBay มูลค่า 56,000 ล้านดอลลาร์ หวังท้าชน Amazon

    ในหนึ่งในดีลที่กล้าหาญและเหนือความคาดหมายที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนสมัยใหม่ GameStop ผู้ค้าปลีกวิดีโอเกมสัญชาติอเมริกันที่เคยโด่งดังในฐานะ “หุ้นมีม” ได้ประกาศในวันอาทิตย์ว่าได้ยื่นข้อเสนอซื้อกิจการ eBay แบบไม่ผูกมัดและไม่ได้รับการร้องขอ ในราคา 125 ดอลลาร์ต่อหุ้น ผ่านดีลที่ชำระครึ่งหนึ่งด้วยเงินสดและอีกครึ่งหนึ่งด้วยหุ้นสามัญของ GameStop ซึ่งประเมินมูลค่ารวมของแพลตฟอร์ม e-commerce ไว้ที่ประมาณ 55,500 ล้านดอลลาร์ ข้อเสนอนี้แสดงถึงเบี้ยบวม 20% จากราคาปิดของ eBay เมื่อวันศุกร์ที่ 104.07 ดอลลาร์ และเบี้ยบวมสูงถึง 46% จากราคาปิดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่ GameStop เริ่มสร้างสถานะการถือครองหุ้นใน eBay การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความประหลาดใจให้กับวงการธุรกิจ แต่ยังตั้งคำถามสำคัญหลายประการเกี่ยวกับอนาคตของการค้าออนไลน์ในสหรัฐฯ และโลก ปฏิกิริยาของตลาด: ยินดีแต่ยังไม่เชื่อมั่นเต็มร้อย หลังจากข่าวแตกออกมาในช่วงนอกเวลาทำการ ตลาดตอบสนองอย่างรวดเร็วแต่ยังระมัดระวัง หุ้น eBay พุ่งขึ้นมากถึง 13.4% ในการซื้อขายหลังเวลาทำการ ไปแตะระดับประมาณ 118 ดอลลาร์ แต่ยังคงต่ำกว่าราคาที่ GameStop เสนอซื้อที่ 125 ดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ ช่องว่างระหว่างราคาเสนอซื้อที่ 125…

  • |

    วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: เปิดแล้วจริงหรือแค่มีเงื่อนไข”? เมื่อสหรัฐ–อิหร่านส่งสัญญาณขัดแย้ง โลกพลังงานจึงผันผวนทันที

    สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงสร้างความสับสนให้กับตลาดโลก หลังจากที่อิหร่านออกมาประกาศว่า “ช่องแคบฮอร์มุซ” เปิดให้เรือพาณิชย์ผ่านได้ในช่วงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอน แต่ในเวลาเดียวกัน สหรัฐอเมริกายังคงยืนยันว่าการปิดล้อมทางทะเลยังมีผลบังคับใช้ ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ช่องแคบฮอร์มุซ “เปิดจริง” หรือเป็นเพียงการเปิดแบบมีเงื่อนไข ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบขนส่งน้ำมันของโลก อิหร่านประกาศเปิดช่องแคบ แต่มีเงื่อนไขแฝง รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน Seyed Abbas Araghchi ระบุว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นไปตามข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอน โดยเรือพาณิชย์สามารถเดินทางผ่านได้ในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม รายละเอียดสำคัญอยู่ที่ “เงื่อนไข” ซึ่งกำหนดว่า: วิเคราะห์เชิงลึก การเปิดช่องแคบในลักษณะนี้ ไม่ใช่ “เสรีภาพในการเดินเรือ” อย่างแท้จริง แต่เป็นการควบคุมเชิงยุทธศาสตร์ โดยอิหร่านยังคงถืออำนาจในการคัดกรองและควบคุมการผ่านเข้าออก นั่นหมายความว่า: ในมุมตลาดพลังงาน นี่ถือเป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบ” เพราะแม้จะเปิด แต่ก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้ สหรัฐยังคงปิดล้อม: ความขัดแย้งเชิงนโยบาย ประธานาธิบดี Donald Trump แสดงความขอบคุณต่ออิหร่านที่เปิดช่องแคบ แต่ในเวลาเดียวกันก็ยืนยันว่า: ต่อมา ทรัมป์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่าช่องแคบ “เปิดเต็มรูปแบบ” ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลจากฝั่งอิหร่านเอง วิเคราะห์เชิงลึก สถานการณ์นี้สะท้อน “เกมการเมืองระหว่างประเทศ” อย่างชัดเจน: ความขัดแย้งด้านข้อมูลนี้ส่งผลให้: ฝ่ายนิติบัญญัติอิหร่านโต้แย้งทันที…

  • |

    หุ้น Mitsubishi Heavy Industries พุ่งเกือบ 4% หลังคว้าดีลส่งออกเรือรบครั้งแรกของญี่ปุ่น

    ราคาหุ้นของ Mitsubishi Heavy Industries (MHI) บริษัทด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 4% ในวันจันทร์ หลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงกับ Australia ในการสร้างเรือรบฟริเกตอเนกประสงค์จำนวน 3 ลำ ดีลดังกล่าวถือเป็น “การส่งออกเรือรบครั้งแรกในประวัติศาสตร์” ของญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งในเชิงนโยบายความมั่นคงและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของประเทศ โดยมีกำหนดส่งมอบเรือลำแรกให้กับกองทัพเรือออสเตรเลียในปี 2029 ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา หุ้นของ MHI ปรับตัวขึ้นแล้วประมาณ 75% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมกลาโหมญี่ปุ่นที่กำลังเติบโต บทวิเคราะห์: ดีลนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่น การที่ญี่ปุ่นสามารถส่งออกเรือรบได้เป็นครั้งแรก ไม่ใช่เพียงดีลเชิงพาณิชย์ธรรมดา แต่เป็น “สัญญาณเชิงนโยบาย” ที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะ: ดีลนี้จึงไม่ใช่แค่รายได้ แต่เป็นการ “เปิดตลาดโลก” ให้กับบริษัทญี่ปุ่นในระยะยาว รายละเอียดของดีลมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ข้อตกลงดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 7.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวของออสเตรเลียในการพัฒนากองเรือฟริเกตจำนวน 11 ลำ ซึ่งมีงบประมาณรวมสูงถึง 20,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย…

  • |

    ทางเลือกนิวเคลียร์: พลังงานปรมาณูอาจมอบความหวังให้ยุโรป แต่เส้นทางนั้นไม่ง่ายเลย

    ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ยุโรปเลือกที่จะหันหลังให้กับพลังงานนิวเคลียร์ด้วยเหตุผลหลายประการที่เชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น ทั้งต้นทุนเริ่มต้นที่สูงลิบ ปัญหาการจัดการกากกัมมันตรังสีที่ยังหาทางออกที่สมบูรณ์แบบไม่ได้ และภาพจำอันเลวร้ายจากอุบัติเหตุที่สั่นสะเทือนโลกอย่างเชอร์โนบิลและฟุกุชิมะ แต่บัดนี้ การปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีประสิทธิผลจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้เปิดเผยให้เห็นถึงจุดอ่อนที่ยุโรปไม่เคยต้องการยอมรับ นั่นคือความเสราะบางต่อการหยุดชะงักของการนำเข้าพลังงานจากภายนอก และในสถานการณ์เช่นนี้ พลังงานนิวเคลียร์อาจเป็นเส้นชูชีพที่ทวีปนี้จำเป็นต้องพิจารณาอย่างจริงจัง วิกฤตพลังงานครั้งนี้เปลี่ยนสมการของยุโรป Fatih Birol หัวหน้าสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุก่อนหน้านี้กับ CNBC ว่าพลังงานนิวเคลียร์จะได้รับ “แรงผลักดัน” จากวิกฤตอุปทาน และเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ เสริมสร้างความยืดหยุ่นด้วยแหล่งพลังงานทางเลือก ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าบรรยากาศทางการเมืองเกี่ยวกับนิวเคลียร์กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจาก Eurostat บอกเราว่าโครงสร้างพลังงานของยุโรปในปัจจุบันยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก โดยน้ำมันดิบและปิโตรเลียมคิดเป็น 37.7% ก๊าซธรรมชาติ 20.4% พลังงานหมุนเวียน 19.5% เชื้อเพลิงแข็ง 10.6% และพลังงานนิวเคลียร์ เพียง 11.8% เท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าพลังงานฟอสซิลที่มาจากภูมิภาคที่มีความขัดแย้งยังคงเป็นแกนกลางของระบบพลังงานยุโรป ซึ่งเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่วิกฤตครั้งนี้ได้เปิดเผยออกมาอย่างเจ็บปวด ทำไมนิวเคลียร์ถึงน่าสนใจ? Chris Seiple รองประธานฝ่ายพลังงานและพลังงานหมุนเวียนของ Wood Mackenzie กล่าวตรงๆ ว่า “ผมคิดว่านิวเคลียร์ต้องมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหานี้สำหรับยุโรป” และเหตุผลนั้นมีน้ำหนักหลายประการ พลังงานนิวเคลียร์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมีนัยสำคัญ โรงไฟฟ้าใช้พื้นที่น้อยเมื่อเทียบกับฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์หรือลมขนาดเดียวกัน และที่สำคัญที่สุดสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันคือ เครื่องปฏิกรณ์มีความน่าเชื่อถือสูงมากในทุกสภาพอากาศ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *