เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน: สงครามตะวันออกกลาง เงินเฟ้อพุ่ง และยุคใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ

เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน: สงครามตะวันออกกลาง เงินเฟ้อพุ่ง และยุคใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ

เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งสำคัญในรอบหลายปี เมื่อสงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นต้นปี 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระตุ้นให้เงินเฟ้อทั่วโลกกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ขณะที่ธนาคารกลางสำคัญต่าง ๆ ยังคงต้องเดินหน้าต่อสู้กับแรงกดดันด้านราคา ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งประวัติศาสตร์

วิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง: ตัวแปรที่พลิกทุกสมการ

จุดเริ่มต้นของความปั่นป่วนในปีนี้มาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกพลังงานโลก โดยเฉพาะการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบทางทะเลราว 35% ของโลก

ธนาคารโลกระบุในรายงาน Commodity Markets Outlook ประจำเดือนเมษายนว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการหยุดชะงักของการขนส่งในช่องแคบ Hormuz ก่อให้เกิดการลดลงของอุปทานน้ำมันโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยอุปทานลดลงในช่วงแรกประมาณ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับต้นปี

Indermit Gill หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ให้ความเห็นไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “สงครามกำลังกระทบเศรษฐกิจโลกเป็นระลอก ๆ ต่อเนื่องกัน ทั้งจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ราคาอาหารที่ตามมา และสุดท้ายเงินเฟ้อที่จะดันดอกเบี้ยขึ้นและทำให้หนี้แพงขึ้นอีก คนจนที่สุดจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับอาหารและพลังงาน”

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน โดยในกรณีฐาน ซึ่งสมมติว่าความขัดแย้งไม่ยืดเยื้อและราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 19% IMF คาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะอยู่ที่ 3.1% เท่านั้น พร้อมกับเงินเฟ้อโลกที่ 4.4% ซึ่งเบี่ยงเบนอย่างมากจากแนวโน้มลดลงของเงินเฟ้อในช่วงก่อนหน้า

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบ Brent ปิดตลาดใกล้ระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนสงครามประมาณ 50% และดัชนีราคาของ ISM ภาคการผลิตพุ่งขึ้นแตะ 84.6 ในเดือนเมษายน สูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2565

เฟดยุคใหม่: Kevin Warsh รับไม้ต่อกลางพายุเงินเฟ้อ

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดในแวดวงนโยบายการเงินของสัปดาห์นี้คือการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ โดยวุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติยืนยัน Kevin Warsh ด้วยคะแนน 54-45 เสียง เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นการลงคะแนนที่ตึงเครียดที่สุดในประวัติศาสตร์การแต่งตั้งประธานเฟด และ Warsh เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม หลังจากที่ Jerome Powell สิ้นสุดวาระลง

Powell ยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการเฟดต่อไปเนื่องจากวาระในฐานะ Governor ยังไม่หมดจนถึงปี 2571 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 80 ปีที่อดีตประธานเฟดกลับมานั่งเป็นกรรมการปกติ

ก่อนหน้านี้ การประชุม FOMC เดือนเมษายนที่น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายในการนำของ Powell นั้นมีความเห็นแตกแยกกันผิดปกติ โดยมีกรรมการถึง 4 คนที่ไม่เห็นด้วยกับมติ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2535 เฟดลงมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.5-3.75% พร้อมระบุในแถลงการณ์ว่าการพัฒนาการในตะวันออกกลางกำลังสร้างความไม่แน่นอนสูงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ

นักกลยุทธ์ของ JPMorgan Chase คาดว่า Warsh จะยังคงนโยบายต่อเนื่องจาก Powell ในระยะใกล้ โดยมีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายนโยบายในลักษณะเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เขาเข้ารับตำแหน่งในช่วงที่เงินเฟ้อพุ่งสูงสุดในรอบสามปี ซึ่งวิ่งเกินเป้าหมาย 2% ของเฟดมาหลายเดือนแล้ว

ข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดยิ่งซ้ำเติมความท้าทาย โดยราคาผู้ผลิต (Wholesale Prices) พุ่งขึ้น 6% ในเดือนเมษายน ส่วนใหญ่เป็นผลจากราคาพลังงาน ขณะที่ OECD คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ ทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ 4.2% สูงกว่าตัวเลขที่เฟดประมาณการไว้เองที่ 2.7% อย่างมาก

ธนาคารกลางยุโรปและเอเชีย: ต่างกรรมต่างวาระ

ฝั่งยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เลือกคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2% ตามที่ตลาดคาด ECB แสดงความกังวลต่อแนวโน้มที่ไม่แน่นอน พร้อมระบุว่าเส้นทางเงินเฟ้อและสภาวะเศรษฐกิจกว้าง ๆ ยังไม่ถึงจุดที่ต้องปรับดอกเบี้ยในการประชุมนี้

Deutsche Bank ประเมินว่า ECB จะคงดอกเบี้ยที่ 2% ตลอดปี 2569 โดยการปรับขึ้นครั้งต่อไปน่าจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยในกลางปี 2570 ซึ่งจะถูกขับเคลื่อนโดยการขยายงบประมาณทางการคลัง ตลาดแรงงานที่ตึงตัว และความเสี่ยงเงินเฟ้อในอนาคตที่สูงเกินเป้า

ฝั่งเอเชีย ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เดินหน้าในทิศทางที่แตกต่างออกไป โดยBOJ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.75% ด้วยคะแนน 6 ต่อ 3 ขณะที่ปรับลดคาดการณ์การเติบโตปีงบประมาณ 2569 ลงเหลือ 0.5% จาก 1.0% และปรับขึ้นคาดการณ์เงินเฟ้อ Core เป็น 2.8% จาก 1.9%

Shigeto Nagai นักเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นจาก Oxford Economics ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่าญี่ปุ่นอาจเผชิญกับ “ภาวะ stagflation เบา ๆ” ในปีนี้ โดยรายได้ที่แท้จริงของครัวเรือนติดลบมาสักระยะ ขณะที่เงินเฟ้อน่าจะอยู่เหนือ 2% ท่ามกลางการเติบโตที่ชะลอตัว

นอร์เวย์เป็นหนึ่งในธนาคารกลางที่ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยในเดือนพฤษภาคมเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ขณะที่ออสเตรเลียก็ขึ้นดอกเบี้ย 25 bps ในเดือนมีนาคม อ้างแรงกดดันเงินเฟ้อจากการใช้ทรัพยากรที่ตึงตัว

ตลาดการเงิน: ความขัดแย้งระหว่างตัวเลขและความเป็นจริง

หนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่สุดในปีนี้คือการที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งอยู่ท่ามกลางข่าวร้ายต่าง ๆ ข้อมูลจาก Crestwood Advisors ชี้ว่าผลประกอบการไตรมาส 1 ของ S&P 500 ที่รายงานออกมานั้นดีกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยอัตราการเติบโตของกำไรแบบ blended อยู่ที่ 15.1% ซึ่งสูงกว่าที่คาดไว้ที่ 13.1% และบริษัทถึง 84% ของที่รายงานแล้วทำกำไรต่อหุ้นสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

อย่างไรก็ตาม Vanguard เตือนว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ผลักให้ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าสู่ “ดินแดนที่ไม่คุ้นเคย” โดยราคาน้ำมันที่ดีดขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนับตั้งแต่เริ่มขัดแย้ง ทำให้ธนาคารกลางต้องเผชิญกับโจทย์ยากว่าจะตอบสนองอย่างไรเมื่อเงินเฟ้อพุ่งขึ้นพร้อมกับการเติบโตที่ชะลอตัว ซึ่งนี่คือการช็อคแบบ Stagflation ที่ชัดเจน

ตลาดตราสารหนี้ส่งสัญญาณว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยตลอดปี 2569 ขณะที่ ECB และ Bank of England อาจขึ้นดอกเบี้ย 25 bps ถึง 3 ครั้ง และหากราคาพลังงานเริ่มปรับลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ธนาคารกลางต่าง ๆ อาจกลับมาลดดอกเบี้ยอีกครั้งในปลายปี 2570

สัญญาณเตือนและมุมมองผู้เชี่ยวชาญ

OECD ในรายงานล่าสุดเน้นย้ำว่าเฟดและธนาคารกลางทั่วโลกต้อง “ตื่นตัวอยู่เสมอ” ต่อภัยคุกคามจากเงินเฟ้อ โดยระบุว่าการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานจากฝั่งอุปทานนั้นสามารถ “มองข้ามไปได้” หากความคาดหวังเงินเฟ้อยังยึดโยงดี แต่อาจต้องปรับนโยบายหากเห็นสัญญาณของแรงกดดันราคาในวงกว้าง

IMF ยังระบุด้วยว่าธนาคารกลางทั่วโลกสามารถ “มองข้าม” การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานได้ตราบเท่าที่ความคาดหวังเงินเฟ้อยังยึดโยงดี แต่ต้องการให้ฝ่ายนโยบายการคลังหลีกเลี่ยงการอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจในยามที่เงินเฟ้อกำลังเพิ่มขึ้น เพื่อไม่ให้ซ้ำเติมงานของธนาคารกลาง

ด้านการเปรียบเทียบกับวิกฤตทศวรรษ 1970 ที่หลายคนกังวล Crestwood Advisors ชี้ให้เห็นความแตกต่างสำคัญว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบันใช้น้ำมันต่อหน่วย GDP น้อยลงกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปี 2516 ดังนั้นการช็อคราคาน้ำมันในระดับเดียวกันจึงส่งผลกระทบต่อ GDP และเงินเฟ้อ Core น้อยกว่าในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ความคาดหวังเงินเฟ้อระยะยาวยังคงยึดโยงอยู่ใกล้เป้าหมาย 2% ของเฟด

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยและกลยุทธ์รับมือ

สำหรับนักลงทุนไทย ความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ส่งผลกระทบผ่านหลายช่องทางที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด

ราคาพลังงานและต้นทุนในประเทศ: ไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ การที่ราคาน้ำมันยังคงสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลย่อมส่งแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า และดุลการค้าของไทยโดยตรง

อัตราดอกเบี้ยและค่าเงิน: การที่เฟดอยู่ในโหมด “hold” ที่ 3.5-3.75% ยังคงดึงดูดกระแสเงินทุนสู่สินทรัพย์ดอลลาร์ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการรักษาส่วนต่างดอกเบี้ยกับการสนับสนุนการเติบโตในประเทศ

ตลาดหุ้น: แม้ S&P 500 จะสามารถฟื้นตัวได้อย่างน่าประหลาดใจ แต่ตลาดหุ้นไทยมีความอ่อนไหวต่อการไหลออกของเงินทุนต่างชาติสูง นักลงทุนควรพิจารณาถือครองสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อ เช่น หุ้นกลุ่มพลังงาน โภคภัณฑ์ และ REITs ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงในสกุลเงินต่างประเทศ

ทองคำ: ในบรรยากาศที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงสูง ธนาคารโลกระบุว่าราคาโลหะมีค่าอาจเพิ่มขึ้นถึง 42% ในปี 2569 เนื่องจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ผลักดันความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ทองคำจึงยังคงเป็นตัวเลือกเพื่อการป้องกันความเสี่ยงที่น่าสนใจ

บทสรุป: โลกที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม

เศรษฐกิจโลกในปี 2569 กำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่แคบและเต็มไปด้วยอุปสรรค การที่ Kevin Warsh เข้ารับตำแหน่งประธานเฟดท่ามกลางเงินเฟ้อที่สูงกว่าเป้าหมาย ราคาพลังงานที่ผันผวน และความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่จบสิ้น ถือเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดของธนาคารกลางที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

ขณะเดียวกัน สัญญาณบวกยังคงมีอยู่บ้าง ทั้งผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ยังแข็งแกร่ง ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ยังทรงตัว และความเชื่อมั่นจากตลาดว่าภาวะ Stagflation เต็มรูปแบบแบบปี 1970 จะไม่เกิดขึ้นซ้ำ

สำหรับนักลงทุนไทย สิ่งสำคัญในเวลานี้คือการติดตามสัญญาณจาก 3 ด้านหลัก ได้แก่ ทิศทางราคาน้ำมันหลังจากช่องแคบ Hormuz คลี่คลาย, แนวทางนโยบายของ Warsh ในการประชุม FOMC ครั้งแรกเดือนมิถุนายน และท่าทีของธนาคารแห่งประเทศไทยต่อแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศ ซึ่งทั้งสามปัจจัยนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดการเงินไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้

Similar Posts

  • |

    สรุปตลาดหุ้นวันศุกร์: เงินเฟ้อ–AI–งบการเงิน ตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตา

    ตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงปลายสัปดาห์นี้กำลังอยู่ในจังหวะที่น่าสนใจอย่างมาก หลังจากที่ดัชนีหลักต่าง ๆ ฟื้นตัวต่อเนื่อง (relief rally) สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนอีกครั้ง ท่ามกลางปัจจัยสำคัญหลายด้าน ทั้งตัวเลขเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน ความเคลื่อนไหวของบริษัทเทคโนโลยี และการเริ่มต้นฤดูกาลประกาศงบการเงิน บทความนี้จะพาคุณไล่เรียงภาพรวมตลาดล่าสุด พร้อมวิเคราะห์ว่าอะไรคือ “ตัวขับเคลื่อน” ที่อาจส่งผลต่อการซื้อขายในวันถัดไป และในระยะสั้น ตลาดหุ้นฟื้นตัวแรง: สัปดาห์ที่แข็งแกร่งของนักลงทุน สัปดาห์นี้ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นสหรัฐมีแรงซื้อกลับอย่างชัดเจน โดยดัชนีหลักทั้งสามปรับตัวขึ้นพร้อมกัน: การฟื้นตัวลักษณะนี้มักถูกเรียกว่า relief rally ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากตลาดผ่านช่วงความกังวลหรือแรงขายหนักมาก่อน สิ่งที่น่าสนใจคือ การขึ้นต่อเนื่องหลายวันแบบนี้มักสะท้อนว่า “Sentiment” ของนักลงทุนกำลังดีขึ้น แต่ก็อาจนำไปสู่แรงขายทำกำไรได้ในระยะสั้นเช่นกัน ตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI): ตัวแปรสำคัญที่ตลาดจับตา หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดของวันศุกร์คือการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ของเดือนมีนาคม นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า: ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะจะเป็นตัวชี้นำทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาคือ “ราคาน้ำมัน” ซึ่งพุ่งขึ้นแรงจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่สูงขึ้นมักจะ “ดันเงินเฟ้อ” และอาจทำให้ Fed ชะลอการลดดอกเบี้ย กลุ่มพลังงาน–วัสดุ: ผู้ชนะในรอบเดือน ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มที่ทำผลงานดีที่สุดในตลาดคือ: การปรับตัวขึ้นของสองกลุ่มนี้สะท้อนว่า…

  • |

    วิกฤตพลังงานโลก 2569: สงครามอิหร่านฉุด GDP เงินเฟ้อพุ่ง กระทบไทยหนัก

    เมื่อโลกเพิ่งจะเริ่มหายใจได้สะดวกขึ้นหลังจากผ่านพ้นคลื่นภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ในปี 2568 บททดสอบใหม่ก็ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าเป็น “บททดสอบครั้งใหญ่” ของเศรษฐกิจโลก ช่องแคบฮอร์มุซ—ทางน้ำที่ขนส่งน้ำมันถึงราว 20% ของโลก—ถูกปิดตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งพรวด เงินเฟ้อที่กำลังจะสงบลงกลับฟื้นคืนชีพ และธนาคารกลางทั่วโลกต้องเผชิญกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างการดูแลเสถียรภาพราคาและการพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจ บทความนี้รวบรวมภาพรวมล่าสุดของสถานการณ์เศรษฐกิจมหภาค นโยบายการเงิน และผลกระทบต่อนักลงทุนไทยที่ควรจับตา วิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน: จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของปี 2569 การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 20% ของการค้าน้ำมันโลก พร้อมกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอิหร่านและกลุ่มประเทศ GCC ก่อให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ตามการประเมินขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงโลก พุ่งขึ้นมากกว่า 40% นับตั้งแต่วันที่เกิดความขัดแย้งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ไปแตะระดับประมาณ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงกลางเดือนมีนาคม ขณะที่ในช่วงเวลาสูงสุด ราคา Brent ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยพุ่งสูงสุดที่…

  • | |

    หุ้นสหรัฐฯ ผันผวน จับตาเฟด–งบบิ๊กเทค พายุขายหุ้นชิปและน้ำมันพุ่ง

    วอลล์สตรีทเข้าสู่สัปดาห์ที่คึกคักและเปราะบางที่สุดของไตรมาส เมื่อผู้ลงทุนต้องเผชิญกับ 3 แรงกดดันพร้อมกัน ทั้งการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่จะประกาศผลในคืนวันพุธที่ 29 กรกฎาคม การรายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ตลาดตั้งคำถามหนักขึ้นเรื่อย ๆ เกี่ยวกับเม็ดเงินลงทุนมหาศาลด้าน AI และคลื่นเทขายหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ลุกลามจากเอเชียเข้าสู่สหรัฐฯ ขณะเดียวกันความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอีกครั้งก็ผลักราคาน้ำมันดิบให้ดีดตัวแรง สร้างความไม่แน่นอนซ้อนทับเข้าไปในสมการเงินเฟ้อที่เฟดกำลังชั่งน้ำหนักอยู่พอดี ดัชนีหลักแกว่งตัวในกรอบแคบ ก่อนเข้าสู่สัปดาห์ชี้ชะตา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ด้วยภาพที่ผสมผสาน สะท้อนความลังเลของนักลงทุนที่ไม่กล้าเดิมพันหนักไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งก่อนเหตุการณ์สำคัญหลายรายการ ในการซื้อขายวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 262.83 จุด หรือราว 0.51% มาอยู่ที่ 52,210.08 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ซึ่งครอบคลุมหุ้นวงกว้างขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย 0.02% ปิดที่ 7,413.18 จุด ส่วนดัชนีแนสแดค คอมโพสิตที่หนักไปทางหุ้นเทคโนโลยีกลับปรับตัวลง 0.18% มาอยู่ที่ 24,932.08 จุด สะท้อนว่าแรงกดดันยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีและชิปเป็นหลัก CNBC รายงานว่า ภาพการเคลื่อนไหวเช่นนี้เป็นผลจากการที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ลดช่วงลบลงได้บ้างในช่วงท้ายตลาด ประกอบกับราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงจากความคาดหวังว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะคลี่คลาย ทำให้หุ้นกลุ่มพลังงานกลายเป็นตัวถ่วงตลาดในช่วงต้นสัปดาห์ โดยเชฟรอน เอ็กซอนโมบิล…

  • |

    อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังเรือพาณิชย์ถูกยิง ขณะที่ทรัมป์เตือนห้ามใช้เป็นเครื่องต่อรอง

    สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดอีกครั้ง เมื่ออิหร่านประกาศ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” อีกครั้งในวันเสาร์ เพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากเพิ่งเปิดให้เรือพาณิชย์ผ่านได้ ส่งผลให้ตลาดพลังงานและการขนส่งทั่วโลกกลับเข้าสู่ภาวะไม่แน่นอน ในขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีสหรัฐ Donald Trump ออกมาเตือนว่า อิหร่านไม่สามารถใช้การปิดช่องแคบเพื่อ “แบล็กเมล” สหรัฐได้ อิหร่านสั่งปิดช่องแคบ พร้อมคำเตือนรุนแรงต่อเรือทุกลำ กองทัพเรือของหน่วยพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปิดจนกว่าสหรัฐจะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล พร้อมออกคำเตือนอย่างชัดเจนว่า: วิเคราะห์เชิงลึก คำเตือนนี้ถือเป็นการ “ยกระดับความตึงเครียด” อย่างมีนัยสำคัญ เพราะ: ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือการใช้ “chokepoint” ที่สำคัญที่สุดของโลกเป็นเครื่องมือกดดัน เกิดเหตุยิงเรือจริงในพื้นที่ ศูนย์ United Kingdom Maritime Trade Operations ของกองทัพอังกฤษรายงานว่า: นอกจากนี้: วิเคราะห์เชิงลึก เหตุการณ์นี้สำคัญมาก เพราะ: ความย้อนแย้ง: เพิ่งเปิด แต่กลับปิดทันที ก่อนหน้านี้เพียง 1 วัน อิหร่านเพิ่งประกาศเปิดช่องแคบภายใต้เงื่อนไขช่วงหยุดยิง แต่ล่าสุดกลับระบุว่า: สื่อ IRIB ของรัฐอิหร่านระบุว่า:…

  • |

    โลกในเงาสงคราม: เมื่อภูมิรัฐศาสตร์ฉีกแผนที่การค้าโลกใหม่อีกครั้ง

    ณ ขณะที่ประธานาธิบดี Donald Trump และประธานาธิบดี Xi Jinping กำลังนั่งคุยกันที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โลกภายนอกกำลังจับตามองด้วยความกังวลที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ การประชุมสุดยอดสองวันครอบคลุมประเด็นการค้า ภาษีนำเข้า ไต้หวัน อิหร่าน และปัญญาประดิษฐ์ แต่พื้นหลังของการเจรจาครั้งนี้คือภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่กำลังถูกฉีกทิ้งและเขียนใหม่โดยพลังของสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนขั้วอำนาจที่ดำเนินมาต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุไว้อย่างตรงไปตรงมาในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน 2569 ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการทดสอบครั้งสำคัญจากการปะทุของสงครามในตะวันออกกลาง โดยสมมติฐานที่ว่าความขัดแย้งจะสั้นและจำกัด ทำให้การเติบโตของโลกถูกคาดการณ์ว่าจะชะลอตัวเหลือ 3.1% ในปี 2569 และ 3.2% ในปี 2570 พร้อมกับเงินเฟ้อโลกที่คาดว่าจะพุ่งขึ้นเล็กน้อยในปี 2569 ก่อนที่จะลดลงอีกครั้งในปี 2570 แต่ในสถานการณ์เลวร้าย ตัวเลขเหล่านั้นอาจยิ่งแย่กว่านั้นมาก ช่องแคบฮอร์มุซ: คอขวดพลังงานที่เขย่าโลก การปิดช่องแคบฮอร์มุซและความเสียหายต่อสิ่งอำนวยความสะดวกสำคัญในภูมิภาคที่เป็นศูนย์กลางการจัดหาไฮโดรคาร์บอนของโลกทำให้เกิดความเป็นไปได้ของวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่หากการสู้รบยังคงดำเนินต่อไป ในสถานการณ์อ้างอิงที่สมมติว่าความขัดแย้งสั้นและราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 19% การเติบโตของโลกยังคงอยู่ที่เพียง 3.1% ในปีนี้ และเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 4.4% ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนอย่างมากจากแนวโน้มการลดเงินเฟ้อของโลกในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ในสถานการณ์เลวร้ายที่การปิดกั้นยืดเยื้อและราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นมาก การเติบโตของโลกจะลดลงเหลือ…

  • | |

    ทองคำทะลุ 4,600 น้ำมันพุ่งใกล้ 100 เงินนำขบวน จับตาแจ็กสันโฮล

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกปิดสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วยแรงส่งขาขึ้นที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของปี 2569 เมื่อทั้ง น้ำมันดิบ ทองคำ และโลหะเงิน ต่างพุ่งขึ้นพร้อมกันภายใต้แรงกดดันสองด้านที่หาได้ยากในภาวะปกติ นั่นคือความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่คลี่คลาย และความกังวลเรื่องความยั่งยืนทางการคลังของสหรัฐฯ หลังหนี้สาธารณะแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ราคาน้ำมันเบรนต์ไต่ขึ้นใกล้ 94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทองคำทะลุ 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม ขณะที่โลหะเงินกลายเป็นดาวเด่นด้วยการทะยานเข้าใกล้ 70 ดอลลาร์ต่อออนซ์และปิดบวกเป็นสัปดาห์ที่สามติดต่อกัน รายงานฉบับนี้ประมวลความเคลื่อนไหวสำคัญของตลาดพลังงานและโลหะมีค่าจากสำนักข่าวการเงินชั้นนำ ทั้ง Bloomberg, CNBC, Reuters, Fortune, Forbes และ Yahoo Finance พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยขับเคลื่อน มุมมองนักวิเคราะห์ และที่สำคัญที่สุดคือประเด็นที่นักลงทุนไทยควรจับตาก่อนที่ประธานเฟดคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) จะขึ้นเวทีปาฐกถาครั้งแรกที่การประชุมแจ็กสัน โฮล ในสัปดาห์หน้า ซึ่งอาจเป็นตัวชี้ทิศทางของทั้งค่าเงินดอลลาร์ อัตราดอกเบี้ย และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงที่เหลือของปี โดยสรุปภาพรวมสัปดาห์ ราคาน้ำมันดิบทั้งเบรนต์และ WTI ปิดบวกเป็นสัปดาห์ที่สองติดต่อกันราว 5–6% ทองคำขยายการปรับขึ้นราว 5% สู่ระดับสูงสุดในรอบสามเดือน โลหะเงินพุ่งกว่า 7% ปิดบวกสัปดาห์ที่สามติดต่อกัน…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *