เศรษฐกิจโลกเผชิญพายุสามทิศ: สงครามตะวันออกกลาง อัตราดอกเบี้ยแข็งตัว และเงาเงินเฟ้อที่ยังไม่จาง
โลกเดินเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความหวังว่าเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวจากบาดแผลแห่งยุคโควิดและสงครามการค้า ทว่าชะตากรรมได้บิดแผนการนั้นเสียสิ้น เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่คุกรุ่นขึ้นกลายเป็นตัวแปรทำลายล้างที่ทรงพลังที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ได้ปรับลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ลงเหลือเพียง 3.1% จากเป้าหมายเดิม 3.4% พร้อมระบุในรายงาน World Economic Outlook เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจโลกกำลัง “ยืนอยู่ในเงาของสงคราม” ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกต่างตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างการกดดันเงินเฟ้อที่กลับมาพุ่งสูงกับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว สำหรับนักลงทุนไทยและผู้กำหนดนโยบาย ภาพรวมนี้มีนัยสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
สงครามตะวันออกกลาง: ตัวแปรที่เปลี่ยนสมการเศรษฐกิจโลก
หากจะเข้าใจพลวัตเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ได้อย่างถูกต้อง จำเป็นต้องย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของวิกฤต นั่นคือการปะทุของสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเส้นทางการขนส่งพลังงาน
ก่อนที่ความขัดแย้งจะเริ่มต้น เศรษฐกิจโลกยังคงแสดงความแข็งแกร่งจากปลายปี 2568 โดยภาคเอกชนปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป ท่ามกลางมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ต่ำกว่าที่ประกาศไว้ การสนับสนุนทางการคลังของบางประเทศ เงื่อนไขทางการเงินที่เอื้ออำนวย และการเติบโตของเทคโนโลยี คาดการณ์ก่อนสงครามชี้ว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตได้ถึง 3.4% แต่สงครามตะวันออกกลางได้หยุดโมเมนตัมนั้นไว้
ธนาคารโลกรายงานว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและการรบกวนการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรับภาระการขนส่งน้ำมันดิบทางทะเลของโลกประมาณ 35% ได้ก่อให้เกิดการลดลงของอุปทานน้ำมันโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเริ่มต้นที่ระดับ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์จะปรับลงจากจุดสูงสุด แต่ยังคงสูงกว่าระดับต้นปีกว่า 50% และธนาคารโลกคาดการณ์ว่าน้ำมันดิบเบรนต์จะเฉลี่ยอยู่ที่ 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2569 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 69 ดอลลาร์ในปี 2568
Indermit Gill หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “สงครามกำลังกระทบเศรษฐกิจโลกเป็นลูกคลื่นซ้อนทับกัน เริ่มจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ตามด้วยราคาอาหารที่พุ่งสูง และสุดท้ายคืออัตราเงินเฟ้อที่จะผลักดันให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น ทำให้หนี้แพงยิ่งขึ้น กลุ่มคนที่จนที่สุดซึ่งใช้รายได้สัดส่วนสูงสุดไปกับอาหารและพลังงานจะได้รับผลกระทบหนักสุด”
S&P Global Ratings ประเมินว่าราคาพลังงานที่พุ่งสูงคาดว่าจะดันเงินเฟ้อพาดหัวของสหรัฐฯ ขึ้นไปใกล้ระดับ 4% ชั่วคราว กัดเซาะรายได้จริงและกดดันการใช้จ่าย ขณะที่ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยในช่วง 12 เดือนข้างหน้าของสหรัฐฯ ได้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 30% แม้ว่าการประเมินพื้นฐานยังคงมองว่าเป็นเพียง “ช่วงเติบโตชะลอ” มากกว่าที่จะถดถอยจริง
ผลกระทบแผ่กระจายออกไปทั่วทุกภูมิภาค สำหรับจีนที่มีทุนสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์จำนวนมากพอที่จะรองรับการหยุดชะงักระยะสั้น แต่แนวโน้มการเติบโตปี 2569 ที่เจียมเนื้อเจียมตัวอยู่แล้วอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตเหล็ก เคมีภัณฑ์ และอิเล็กทรอนิกส์ บีบกำไรและทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกอ่อนแอลงในช่วงที่ความตึงเครียดทางการค้าอยู่ในระดับสูง ส่วนอินเดียที่มีทุนสำรองน้อยกว่าและพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางอย่างมาก มีความเปราะบางมากกว่าต่อการหยุดชะงักที่ยืดเยื้อ
ธนาคารกลางทั่วโลก: ยุทธศาสตร์ที่ต้องปรับใหม่
เมื่อปลายปี 2568 โลกการเงินมีเรื่องราวที่น่าตื่นเต้น นั่นคือวัฏจักรการลดดอกเบี้ยที่ใหญ่ที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ ทว่าในปัจจุบัน ธนาคารกลางสำคัญทั่วโลกกำลังพิจารณาทบทวนทิศทางนั้นอีกครั้ง
Reuters รายงานว่าธนาคารกลางสำคัญในปี 2568 ได้ส่งมอบการลดดอกเบี้ยในอัตราที่เร็วและมากที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงิน โดยธนาคารกลางที่ดูแลสกุลเงินหลัก 9 แห่งจาก 10 แห่ง ต่างลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2568 รวม 850 จุดฐาน ผ่านการปรับลด 32 ครั้ง ซึ่งเป็นจำนวนครั้งการลดมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2551
เฟดสหรัฐฯ: ระหว่างการเมืองและเศรษฐศาสตร์
เฟดสหรัฐฯ ในการประชุมเดือนเมษายน 2569 ที่อาจเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของประธาน Jerome Powell มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.5%-3.75% ท่ามกลางความแตกแยกในคณะกรรมการ FOMC ที่ไม่ปกติ สมาชิกกำลังต่อสู้กับความท้าทายในการถ่วงน้ำหนักระหว่างภัยคุกคามจากเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่กับตลาดแรงงานที่อ่อนแอลง
Austan Goolsbee ประธานเฟดสาขาชิคาโก แสดงความกังวลในการสัมภาษณ์กับ CNBC ว่า “เราอยู่เหนือเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% มาห้าปีแล้ว เราหยุดทำความคืบหน้าเมื่อปีที่แล้ว และสามเดือนที่ผ่านมา ตัวเลขกลับขึ้นแทนที่จะลง”
เมื่อ Jerome Powell ครบวาระการดำรงตำแหน่งประธานเฟดในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ตลาดมองว่าเมื่อมีประธานคนใหม่เข้ามา เฟดอาจพิจารณาลดดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้ง เพื่อนำอัตราดอกเบี้ยข้ามคืนไปสู่กรอบ 3.0%-3.25% อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงใดๆ จะขึ้นอยู่กับว่าข้อมูลเงินเฟ้อและการจ้างงานจะพัฒนาไปอย่างไร
ECB: สัญญาณเตือนจากตะวันออกกลาง
ธนาคารกลางยุโรปหรือ ECB ในการประชุมเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากไว้ที่ 2.0% พร้อมระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะผลักดันให้เงินเฟ้อระยะใกล้สูงขึ้น ก่อนหน้านี้ ECB ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาแล้วถึง 8 ครั้ง ระหว่างเดือนมิถุนายน 2567 ถึงมิถุนายน 2568
ประธาน ECB Christine Lagarde กล่าวหลังการประชุมว่าการตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยได้รับการสนับสนุนเป็นเอกฉันท์ แม้ว่าสมาชิกจะถกเถียงถึงตัวเลือกต่างๆ รวมถึงการปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยเธอเสริมว่า ECB “กำลังเคลื่อนออกจาก” สถานการณ์ฐาน ทั้งนี้ ECB ปรับประมาณการเงินเฟ้อพาดหัวปี 2569 ขึ้นเป็น 2.6%
Deutsche Bank ประเมินในสถานการณ์ฐานว่า ECB จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 2% ตลอดปี 2569 โดยการปรับขึ้นครั้งต่อไปน่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2570 “ซึ่งขับเคลื่อนโดยการผ่อนคลายทางการคลัง ตลาดแรงงานที่ตึงตัว และความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในอนาคต”
GDP โลก: ตัวเลขที่สะท้อนความเปราะบาง
ข้อมูล GDP จากหลายแหล่งสำคัญในช่วงนี้ชี้ให้เห็นภาพเดียวกัน นั่นคือโลกกำลังเติบโตช้าลง พร้อมกับความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกทิศทาง
IMF ระบุในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน 2569 ว่า ภายใต้สมมติฐานว่าความขัดแย้งยังจำกัดขอบเขต การเติบโตของเศรษฐกิจโลกคาดว่าจะชะลอลงเหลือ 3.1% ในปี 2569 และ 3.2% ในปี 2570 ขณะที่เงินเฟ้อพาดหัวทั่วโลกคาดว่าจะปรับขึ้นเล็กน้อยในปี 2569 ก่อนจะกลับมาลดลงในปี 2570 ความชะลอตัวของการเติบโตและการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อคาดว่าจะรุนแรงเป็นพิเศษในกลุ่มตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา และความเสี่ยงด้านลบครอบงำแนวโน้ม
Goldman Sachs Research คาดการณ์ว่า GDP โลก (ปรับตามเงินเฟ้อ) จะเพิ่มขึ้น 2.9% ในปี 2569 ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ฉันทามติที่ 2.7% สำหรับสหรัฐฯ Goldman Sachs ประมาณการว่า GDP จริงจะขยายตัว 2.8% ในปี 2569 เทียบกับการคาดการณ์ฉันทามติที่ 2.2% ขณะที่เงินเฟ้อ Core PCE ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่เฟดชื่นชอบ คาดว่าจะลดลงจาก 3% ในปี 2568 เหลือ 2.2% ในเดือนธันวาคม 2569
ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
ธนาคารโลกระบุว่าการเติบโตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกคาดว่าจะชะลอลงเหลือ 4.4% ในปี 2569 และ 4.3% ในปี 2570 ขณะที่ยุโรปและเอเชียกลางคาดว่าจะเติบโตคงที่ที่ 2.4% ในปี 2569 โดยอุปสงค์ในประเทศที่แข็งแกร่งชดเชยการเติบโตที่อ่อนแอในยูโรโซน
ในส่วนของประเทศรายได้ต่ำ การเติบโตในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำแข็งแกร่งขึ้นมาที่ 5% ในปี 2568 และคาดว่าจะขึ้นไปที่ 5.7% ในปี 2569 แต่การเติบโต GDP ต่อหัวยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการสูญเสียในยุคโควิดหรือสร้างงานที่เพียงพอ ทำให้ความยากจนขั้นรุนแรงยังคงแพร่หลาย
เงินเฟ้อ: ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน
การกลับมาของเงินเฟ้อในปีนี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เรียบง่าย มันเป็นผลพวงของหลายปัจจัยที่ทับซ้อนกัน ซึ่งธนาคารกลางทั่วโลกต้องอ่านให้ออกก่อนตัดสินใจด้านนโยบาย
แม้ว่าเงินเฟ้อพาดหัว CPI ของสหรัฐฯ ได้ลดลงจาก 3% ในเดือนมกราคม 2568 มาที่ 2.4% ในเดือนมกราคม 2569 และ Core CPI ลดลงจาก 3.3% เหลือ 2.5% แต่ Core PCE ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ สิ้นสุดปี 2568 ที่ระดับ 3% สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดอย่างมีนัยสำคัญ
หลังจากที่ดิ่งลงสู่ระดับเป้าหมายของ ECB ในปี 2568 เงินเฟ้อ Core ของยูโรโซนอาจทรงตัวค่อนข้างคงที่ในปี 2569 โดยราคาสินค้าที่ลดลงและการเติบโตของค่าจ้างที่ชะลอตัวจะกดดันให้ลดลง ขณะที่ต้นทุนภาคบริการที่ยังสูง การใช้จ่ายด้านการคลัง และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จะสวนทาง
สำหรับอังกฤษ หลังจากพุ่งสูงในปี 2568 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากราคาอาหาร ค่าที่อยู่อาศัย และการบริจาคประกันแห่งชาติ เงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรได้ผ่อนคลายลงบ้าง แนวโน้มการลดลงคาดว่าจะดำเนินต่อไปจนถึงกลางปี 2569 แต่การเติบโตของค่าจ้างน่าจะทำให้เงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมายเล็กน้อย
ในทางตรงกันข้าม เงินเฟ้อในจีนยังคงต่ำผิดปกติ แม้ว่าทางการจะพยายามหนุนการเติบโตเศรษฐกิจ ราคาผู้บริโภคแทบไม่เพิ่มขึ้น สาเหตุหลักมาจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ การบริโภคที่ชะลอตัว การว่างงานสูง และอุปทานล้นเกินในภาคอุตสาหกรรม
ธนาคารโลกประเมินว่าราคาพลังงานโดยรวมจะพุ่งขึ้น 24% ในปี 2569 สู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่รัสเซียบุกรุกยูเครนในปี 2565 ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 16% ขับเคลื่อนโดยพลังงานและปุ๋ยที่พุ่งสูงและราคาโลหะสำคัญหลายชนิดที่ทำสถิติสูงสุด
ตลาดเงินและนโยบายการเงิน: เกมที่ซับซ้อนขึ้น
ภาวะเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในเงาของสงครามยังมีแง่มุมที่น่าแปลกใจ นั่นคือภาคธนาคารของสหรัฐฯ ยังคงแสดงความแข็งแกร่งค่อนข้างดี โดย Goldman Sachs บันทึกผลกำไรไตรมาสแรกที่ดีที่สุดในหลายปี ขณะที่ Bank of America รายงานผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ขับเคลื่อนบางส่วนโดยรายได้จากการซื้อขายที่สูงขึ้น แสดงให้เห็นว่าสายธุรกิจสถาบันตอบสนองต่อภาวะตลาดที่ผันผวนมากขึ้นอย่างไร
ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้นและความกังวลด้านอุปทานพลังงานมักส่งผลต่อมูลค่าสกุลเงินผ่านสองช่องทางหลัก ประการแรกคือดอลลาร์สหรัฐฯ มักได้รับแรงกดดันขาขึ้นในช่วงที่ความไม่แน่นอนทั่วโลกสูง เนื่องจากสถานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” ประการที่สองคือการอ่านว่าเงินเฟ้อพลังงานอาจทำให้เฟดคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าธนาคารกลางอื่นๆ
TD Economics ประเมินว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นซ้อนทับกับเงินเฟ้อ Core ที่ยังดื้อดึงอยู่ เพิ่มโอกาสที่เฟดจะคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงนานขึ้น โดยหน้าต่างที่เร็วที่สุดสำหรับการลดดอกเบี้ยคือไม่น่าจะเปิดก่อนเดือนกันยายน
ขณะที่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เผชิญแรงกดดันพิเศษ IMF ชี้ว่าในสถานการณ์เลวร้าย เบี้ยความเสี่ยงของบริษัทอาจเพิ่มขึ้น 200 จุดฐานในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (ไม่รวมจีน) ในปี 2569-2570 ขณะที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอาจเพิ่มขึ้น 100 จุดฐานในช่วงเดียวกัน
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและนักลงทุนไทย
ท่ามกลางพายุที่โหมกระหน่ำระบบเศรษฐกิจโลก ไทยไม่ได้ยืนอยู่บนที่ราบสูง แต่กำลังเผชิญกับภาวะเปราะบางที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง
ตามรายงานจากหลายสำนัก เศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.5-1.8% ซึ่งอาจเป็นอัตราการเติบโตที่อ่อนแอที่สุดในรอบสามทศวรรษ นอกช่วงวิกฤต โดย Dr Thitima Chucherd ผู้อำนวยการด้านวิจัยเศรษฐกิจของ SCB EIC เตือนว่า “ผลลัพธ์ที่ยืดเยื้อของภาษีนำเข้าสหรัฐฯ การแตกกระจายของการค้าโลก และแรงส่งการส่งออกที่ลดลงจะเป็นปัจจัยลากหลักที่ฉุดการเติบโต”
ข้อมูลของสภาหอการค้าไทยระบุว่า การส่งออกของไทยปี 2569 คาดว่าจะเติบโตอยู่ในกรอบ -1.5% ถึง -0.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์อยู่ที่เพียง 0.2-0.7% ประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือการแข็งค่าของเงินบาทถึง 8.2% ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ทำให้บาทเป็นสกุลเงินที่แข็งค่าอันดับสองของภูมิภาค
ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุในรายงานว่า เงินบาทที่แข็งค่ากว่า 10% เทียบดอลลาร์ในปีที่แล้ว จะกดดันการส่งออกของไทยในปี 2569 ยิ่งไปกว่านั้น ภาษีนำเข้า 19% ของสหรัฐฯ ที่มีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม ยังคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกในปีหน้า
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์เหลือ 1.00% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ขณะที่ดัชนี SET ฟื้นตัวในไตรมาสแรกของปี 2569 แต่เผชิญแรงกดดันอีกครั้งจากความไม่แน่นอนด้านอุปทานพลังงานและสงครามในตะวันออกกลาง
ตามการประเมินของ IMF เศรษฐกิจไทยจะเติบโตเพียง 1.5-1.6% ในปี 2569 สะท้อนผลรวมของความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ การค้าโลกที่ชะลอตัว การแข็งค่าของสกุลเงิน และความท้าทายเชิงโครงสร้างภายในประเทศ
ปัจจัยภายในที่ซ้ำเติม
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ออกมาเตือนถึงผลกระทบสองมิติ คือการแข่งขันจากอุตสาหกรรมจีนที่มีกำลังการผลิตเกิน และความเสียหายทางการเงินจากอุทกภัยทางใต้ที่ประเมินไว้ที่ 90,000 ล้านบาท Kriengkrai Thiennukul ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยย้ำว่าอุปสงค์ในจีนที่อ่อนแอบังคับให้ปักกิ่งพึ่งพาการส่งออกอย่างหนัก ซึ่งทวีความรุนแรงของการแข่งขันกับธุรกิจไทย โดยเฉพาะในภาคการผลิต
IMF คาดการณ์ว่าปริมาณการค้าโลกจะขยายตัวเพียง 0.5% ในปี 2569 ชะลอตัวอย่างมากจาก 2.4% ในปี 2568 ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออกเป็นแกนหลัก
มองไปข้างหน้า: โอกาสในความวุ่นวาย
แม้ภาพรวมดูหดหู่ แต่นักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นว่ายังมีประกายแสงในความมืดมน และนักลงทุนที่มีวินัยสามารถหาโอกาสได้ในสถานการณ์เช่นนี้
ข้อแนะนำสำหรับนักลงทุนไทย
สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ซับซ้อนนี้มีนัยต่อการจัดพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนไทยหลายประการ
ประการแรก พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ — ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงเอื้อต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน แม้ว่าความผันผวนจะยังสูง ธนาคารโลกคาดว่าราคาน้ำมันเบรนต์จะเฉลี่ยที่ 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2569 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้จะปรับลงจากจุดสูงสุด ราคาน้ำมันก็ยังอยู่ในระดับที่สนับสนุนรายได้ของผู้ผลิต
ประการที่สอง ทองคำและสินทรัพย์ปลอดภัย — ในภาวะที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์สูง ทองคำยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการกระจายความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังได้ออกมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายทองคำออนไลน์ หลังจากพบว่าการซื้อขายทองคำเชิงเก็งกำไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า
ประการที่สาม พันธบัตรและตราสารหนี้ — นักลงทุนควรระวังการปรับพอร์ตตราสารหนี้ในช่วงนี้ เนื่องจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยเฟดยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อประธานเฟดคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง ซึ่งอาจนำการเปลี่ยนแปลงในการส่งสัญญาณนโยบาย
ประการที่สี่ หุ้นภาคเทคโนโลยีและ AI — ความคืบหน้าของเทคโนโลยียังคงเป็นปัจจัยบวกที่แข็งแกร่ง การลงทุนด้าน AI คาดว่าจะเกิน 1,000 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2571 และโปรแกรม CAPEX ของรัฐบาลยังคงมุ่งเน้นที่พลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นสัญญาณระยะยาวที่ดีสำหรับภาคเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด
ความเสี่ยงที่ต้องจับตาต่อเนื่อง
นักลงทุนไทยควรติดตามปัจจัยเหล่านี้อย่างใกล้ชิดในช่วงไตรมาสสองและสามของปี 2569
ก่อนสงครามเริ่มต้น โมเมนตัมของเศรษฐกิจโลกดูดี แต่สงครามได้หยุดยั้งสิ่งนั้นแล้ว การปิดช่องแคบฮอร์มุซและความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในภูมิภาคที่เป็นศูนย์กลางของการผลิตไฮโดรคาร์บอนโลก ทำให้เกิดความเสี่ยงวิกฤตพลังงานขนาดใหญ่หากการสู้รบยืดเยื้อต่อไป
ประมาณ 20% ของน้ำมันโลกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงประมาณครึ่งหนึ่งของการนำเข้าน้ำมันของเอเชียและหนึ่งในสี่ของการนำเข้า LNG ของเอเชีย ซึ่งหมายความว่าไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิมีความเปราะบางต่อการหยุดชะงักของช่องแคบนี้อย่างมีนัยสำคัญ
ผู้อำนวยการ IMF ได้เปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 โดยชี้ให้เห็นข้อแตกต่างสองประการ ประการแรก เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันพึ่งพาน้ำมันน้อยกว่าในอดีตมาก เนื่องจากมีแหล่งพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานหมุนเวียนและนิวเคลียร์ ประการที่สองคือธนาคารกลางในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อมากกว่าในยุค 1970 ซึ่งถือเป็นปัจจัยแห่งความยืดหยุ่น
บทสรุป: อ่านสัญญาณให้ออก วางกลยุทธ์ให้ดี
เศรษฐกิจโลก ณ วันนี้กำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่แคบและเต็มไปด้วยหิน ความไม่แน่นอนจากสงครามตะวันออกกลาง เงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมายในหลายประเทศ และนโยบายการเงินที่ต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ล้วนสร้างความท้าทายที่ไม่ธรรมดา
สำหรับไทย ภาพรวมยิ่งน่ากังวลเพิ่มขึ้น เมื่อเศรษฐกิจภายในก็ยังอ่อนแอ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือนสูง อุปสงค์ในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และการส่งออกที่เผชิญแรงกดดันทั้งจากเงินบาทที่แข็งค่าและภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์การเงินโลกสอนเราว่า ทุกวิกฤตมีวันสิ้นสุด และนักลงทุนที่รักษาวินัย กระจายความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด และอ่านสัญญาณเศรษฐกิจมหภาคได้อย่างถูกต้อง มักเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดเมื่อพายุสงบ กุญแจสำคัญในช่วงนี้คือการติดตามพัฒนาการในช่องแคบฮอร์มุซ การตัดสินใจของประธานเฟดคนใหม่ และแนวโน้มการค้าโลกในไตรมาสที่สองและสามของปี 2569 ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าเศรษฐกิจโลกจะสามารถพลิกฟื้นได้หรือจะยังคงเผชิญกับแรงกดดันต่อไปอีกนาน
