ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปิดลบ หลังสหรัฐฯ สกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน ฉุดความหวังหยุดยิงที่เปราะบาง
| |

ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปิดลบ หลังสหรัฐฯ สกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน ฉุดความหวังหยุดยิงที่เปราะบาง

ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่พลิกกลับมาปิดในแดนลบเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังจากที่ในช่วงต้นเซสชันต่างพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง บรรยากาศการลงทุนที่ดูดีในช่วงเช้าต้องพลิกผันเมื่อมีรายงานออกมาว่า กองทัพสหรัฐอเมริกาได้สกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันที่ชักธงอิหร่านอย่างน้อย 3 ลำ ในน่านน้ำเอเชีย และกำลังเปลี่ยนเส้นทางให้เรือเหล่านั้นออกจากตำแหน่งใกล้ประเทศอินเดีย มาเลเซีย และศรีลังกา ตามรายงานของแหล่งข่าวจากวงการเดินเรือและความมั่นคงเมื่อวันพุธ เหตุการณ์นี้จุดชนวนความกังวลของนักลงทุนทั่วโลกว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อต่อไปอีก และสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะคลี่คลายลงอาจกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง

จากจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์สู่แรงกดดันในช่วงบ่าย

ก่อนที่ข่าวดังกล่าวจะออกมา บรรยากาศในตลาดเอเชียช่วงเช้าของวันพฤหัสบดีนั้นมีความสดใสอย่างน่าประทับใจ ตลาดหุ้นทั้งของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ต่างพุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงซื้อขายเช้า โดยได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทในคืนก่อนหน้า หลังจากที่ประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศขยายระยะเวลาหยุดยิงกับอิหร่านออกไป ซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ควบคู่กับผลประกอบการขององค์กรธุรกิจจำนวนมากที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม เมื่อข่าวการสกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านและความไม่แน่นอนทางการทูตแพร่กระจายออกไป แรงขายก็เข้ามากดดันตลาดทั่วทั้งภูมิภาค ทำให้ตลาดส่วนใหญ่หมดแรงและกลับมาปิดในแดนลบ

ซับซ้อนของความขัดแย้ง: สงคราม การทูต และน้ำมัน

หัวใจของความผันผวนในรอบนี้อยู่ที่พัฒนาการของสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ดำเนินไปพร้อมกันหลายแนวรบ

ในด้านการทูต Trump ขยายระยะเวลาหยุดยิงฝ่ายเดียวออกไปอีกสองสัปดาห์เมื่อวันอังคาร โดยให้เหตุผลว่าเป็นเพราะรัฐบาลของเตหะรานนั้น “แตกแยกอย่างร้ายแรง” และกล่าวใน Truth Social ว่า

“เนื่องจากรัฐบาลอิหร่านแตกแยกกันอย่างรุนแรง ตามคำขอของจอมพล Asim Munir และนายกรัฐมนตรี Shehbaz Sharif แห่งปากีสถาน เราได้รับการขอร้องให้ชะลอการโจมตีต่ออิหร่านออกไปจนกว่าผู้นำและตัวแทนของพวกเขาจะสามารถมาพร้อมกับข้อเสนอที่เป็นเอกภาพ”

การหยุดยิงจะมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าอิหร่านจะยื่นข้อเสนอหรือการเจรจาจะสิ้นสุดลง ในขณะที่กองทัพสหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านต่อไปอย่างต่อเนื่อง

แต่ในด้านภาคปฏิบัติ เหตุการณ์บนท้องทะเลกลับส่งสัญญาณที่ตึงเครียดกว่า เมื่อกองทัพเรืออิหร่านออกมาประกาศว่าได้ยึดเรือคอนเทนเนอร์สองลำในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่สหรัฐฯ ก็ตอบโต้ด้วยการสกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านในน่านน้ำเอเชีย

ยิ่งไปกว่านั้น สื่ออิหร่านของรัฐรายงานว่าคณะผู้เจรจาของเตหะรานจะไม่เข้าร่วมการเจรจากับสหรัฐฯ โดยระบุว่าเป็น “การเสียเวลาเปล่า” และความไม่มุ่งมั่นของอิหร่านนี้ยังส่งผลให้ รองประธานาธิบดี JD Vance ต้องระงับการเดินทางเพื่อร่วมการเจรจาสันติภาพด้วย ทั้งหมดนี้ทำให้ไทม์ไลน์ของกระบวนการทางการทูตยังคงไม่มีความชัดเจน

ราคาน้ำมันพุ่ง สะท้อนความตึงเครียดที่ยังคุกรุ่น

ท่ามกลางความไม่แน่นอนเหล่านี้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ราคา West Texas Intermediate (WTI) ฟิวเจอร์สปรับตัวขึ้น 1.33% อยู่ที่ 94.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 2:31 น. ตามเวลา ET ขณะที่ Brent Crude ปรับตัวขึ้น 1.21% อยู่ที่ 103.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนให้เห็นว่าตลาดพลังงานกำลังตีราคาความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าช่องแคบฮอร์มุซที่อยู่ในเขตความขัดแย้งนั้นเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบประมาณ 20% ของการผลิตทั่วโลก

ตลาดญี่ปุ่น: แตะสถิติสูงสุดก่อนดิ่งลง

ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นปิดวันพฤหัสบดีลบ 0.75% อยู่ที่ 59,140.23 จุด หลังจากที่ในช่วงซื้อขายเช้าเคยพุ่งขึ้นแตะระดับ 60,013.98 จุด ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดระหว่างเซสชันเป็นประวัติการณ์ ก่อนจะหมดแรงและปรับตัวลดลงเมื่อแรงขายเข้ามากดดัน

ในด้านเศรษฐกิจ ข้อมูลดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของ S&P Global แบบเบื้องต้นของญี่ปุ่นในเดือนเมษายนบ่งชี้ว่ากิจกรรมการผลิตขยายตัวในอัตราที่เร็วที่สุดในรอบสี่ปี เนื่องจากบริษัทต่างๆ เร่งเพิ่มกำลังการผลิตท่ามกลางความกังวลด้านอุปทานที่เชื่อมโยงกับความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่น่าสนใจสำหรับเศรษฐกิจญี่ปุ่นในระยะกลาง

หุ้นเด่นของวันคือ SoftBank Group Corp ที่ปิดบวกแข็งแกร่งถึง 3.86% อยู่ที่ 5,867 เยน หลังจาก Bloomberg รายงานว่าบริษัทกำลังก่อหนี้เพิ่มเติมในการผลักดันด้าน AI โดยกำลังแสวงหาสินเชื่อ Margin Loan มูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ ที่มีการถือครองหุ้น OpenAI เป็นหลักประกัน

เกาหลีใต้: เศรษฐกิจแข็งแกร่ง Kospi ยืนแดนบวก

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้โดดเด่นกว่าเพื่อนในภูมิภาค โดย ดัชนี Kospi ปิดเพิ่มขึ้น 0.90% อยู่ที่ 6,475.81 จุด แม้จะต่ำกว่าจุดสูงสุดระหว่างเซสชันที่ 6,538.72 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่เคยทำไว้ในช่วงต้นเซสชัน ส่วนดัชนี Kosdaq ที่เป็นหุ้นขนาดเล็กปรับตัวลดลง 0.58% มาอยู่ที่ 1,174.31 จุด

แรงหนุนสำคัญมาจากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาด โดยเศรษฐกิจเกาหลีใต้ขยายตัว 1.7% ในไตรมาสแรกของปี 2026 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สูงกว่าการประมาณการของ Reuters ที่คาดไว้ที่ 1.0% อย่างมีนัยสำคัญ และยังเป็นการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งจากที่เคยหดตัว 0.2% ในไตรมาสก่อน นับเป็นการเติบโตที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสสามของปี 2020

หุ้น Samsung Electronics ปิดพุ่งขึ้นมากกว่า 3% หลังจากที่ราคาหุ้นเคยแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ระหว่างเซสชันที่ 227,000 วอน ในการซื้อขายช่วงเช้า อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงจับตาพัฒนาการด้านแรงงาน หลังจากสหภาพแรงงานของบริษัทคาดว่าจะมีคนงานกว่า 30,000 คนเข้าร่วมการชุมนุมในเกาหลีใต้วันพฤหัสบดีนี้ ก่อนการนัดหยุดงานที่วางแผนไว้ในเดือนหน้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการผลิตหากเกิดขึ้นจริง

ตลาดอื่นๆ ในเอเชีย: ส่วนใหญ่ซบเซา

ออสเตรเลีย ดัชนี S&P/ASX 200 เคลื่อนไหวผันผวนตลอดเซสชัน ก่อนปิดลดลง 0.57% อยู่ที่ 8,793.40 จุด

จีนแผ่นดินใหญ่ ดัชนี CSI 300 ร่วงลง 0.28% มาอยู่ที่ 4,786.33 จุด

ฮ่องกง ดัชนี Hang Seng ปรับตัวลดลง 0.92% ในช่วงชั่วโมงสุดท้ายของการซื้อขาย อยู่ที่ 25,915.53 จุด

อินเดีย ดัชนี Nifty 50 ลดลง 0.67% ณ เวลา 3:40 น. ตามเวลา ET อยู่ที่ 24,232.95 จุด

วอลล์สตรีทวานนี้ยังสดใส แต่ฟิวเจอร์สเช้านี้ส่งสัญญาณชะลอ

ในขณะที่ตลาดเอเชียส่วนใหญ่ปิดลบ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในเซสชันปกติเมื่อวันพุธกลับปิดในแดนบวกอย่างแข็งแกร่ง ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 1.05% ปิดที่ 7,137.90 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq ซึ่งเน้นหนักในกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นถึง 1.64% ปิดที่ 24,657.57 จุด โดย Nasdaq ยังได้แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ระหว่างเซสชันด้วย ส่วนดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดบวก 340.65 จุด หรือ 0.69% อยู่ที่ 49,490.03 จุด

อย่างไรก็ตาม ในเช้าวันพฤหัสบดี ฟิวเจอร์สของตลาดสหรัฐฯ เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว โดย S&P 500 ฟิวเจอร์ส ปรับตัวลง 0.1% ขณะที่ Nasdaq 100 ฟิวเจอร์ส ทรงตัวใกล้แนวเส้นศูนย์ และ ฟิวเจอร์สของ Dow Jones ปรับตัวลดลงถึง 173 จุด หรือ 0.4% สะท้อนถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นจากพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงเช้า

บทสรุป: ภูมิรัฐศาสตร์ยังคือตัวแปรหลัก

บทเรียนสำคัญจากการซื้อขายในวันพฤหัสบดีนี้คือ ตลาดเอเชียยังคงอยู่ในสภาวะที่อ่อนไหวอย่างมากต่อพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันและความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก ในขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่แข็งแกร่ง รวมถึงผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่ที่ออกมาดีนั้น ไม่สามารถต้านทานแรงกดดันจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางได้ในระยะสั้น

ตราบใดที่ไทม์ไลน์ของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงไม่มีความชัดเจน และการเผชิญหน้าทางทะเลยังคงดำเนินต่อไป นักลงทุนในตลาดเอเชียและทั่วโลกคงต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนที่อาจยังคงสูงอยู่ในช่วงเวลาอันใกล้นี้

Similar Posts

  • |

    “ไพ่ใบใหม่ในสนามรบ”: สหรัฐฯ–อิหร่านยกระดับสงครามคำพูด ท่ามกลางการเจรจาสันติภาพที่ยังไร้ทิศทาง

    สหรัฐอเมริกาและอิหร่านได้ยกระดับ “สงครามคำพูด” ระหว่างกันอย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางสถานการณ์หยุดยิงชั่วคราวที่ยังเปราะบางและกำลังจะหมดอายุลงในไม่ช้า โดยทั้งสองฝ่ายต่างพยายามเพิ่มแรงกดดันและเดิมพันทางการเมืองก่อนที่จะมีความพยายามครั้งที่สองในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และความไม่ไว้วางใจที่ยังฝังลึกระหว่างทั้งสองประเทศ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาของอิหร่าน ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้นผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันอังคาร โดยวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่ากำลัง “ปิดล้อมและละเมิดข้อตกลงหยุดยิง” พร้อมทั้งกล่าวหาว่าสหรัฐฯ พยายามเปลี่ยนโต๊ะเจรจาให้กลายเป็น “โต๊ะยอมจำนน” หรือใช้เป็นข้ออ้างในการกลับไปสู่การทำสงครามอีกครั้ง คำกล่าวนี้ไม่เพียงเป็นการตอบโต้เชิงการเมือง แต่ยังสะท้อนมุมมองของอิหร่านที่มองว่าสหรัฐฯ ใช้การเจรจาเป็นเครื่องมือกดดันมากกว่าการหาทางออกอย่างแท้จริง กาลิบาฟยังส่งสัญญาณว่าอิหร่านมี “อำนาจต่อรองใหม่” ในสถานการณ์เผชิญหน้าครั้งนี้ โดยกล่าวว่า “ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้เตรียมเปิดเผยไพ่ใบใหม่ในสนามรบ” แม้จะไม่ได้อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม แต่คำพูดดังกล่าวสามารถตีความได้ว่าอิหร่านอาจมีมาตรการทางทหาร เทคโนโลยี หรือยุทธศาสตร์ใหม่ที่พร้อมจะนำมาใช้ ซึ่งอาจเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับสถานการณ์มากขึ้น พร้อมย้ำจุดยืนว่า “เราไม่ยอมรับการเจรจาภายใต้เงาของการคุกคาม” ซึ่งสะท้อนถึงการปฏิเสธแรงกดดันจากภายนอกอย่างชัดเจน ถ้อยแถลงที่รุนแรงขึ้นนี้เกิดขึ้นหลังจากทรัมป์ได้ออกมาขู่ซ้ำว่าจะใช้กำลังทหารอย่างหนักหน่วงโจมตีอิหร่าน หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ โดยถึงขั้นกล่าวว่า “ระเบิดจำนวนมากจะเริ่มถูกทิ้ง” คำขู่เช่นนี้ยิ่งทำให้บรรยากาศการเจรจาตึงเครียด และเพิ่มความเสี่ยงที่สถานการณ์จะลุกลามไปสู่ความขัดแย้งทางทหารเต็มรูปแบบ ในขณะเดียวกัน สถานะของการเจรจาสันติภาพในอนาคต รวมถึงรายละเอียดสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ กลับยิ่งคลุมเครือมากขึ้น โดยทรัมป์เองมีท่าทีที่เปลี่ยนไปมา ระหว่างการใช้วาทะเชิงข่มขู่กับการแสดงความพร้อมที่จะกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง สะท้อนถึงความไม่แน่นอนในนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของทั้งพันธมิตรและฝ่ายตรงข้าม มาร์ค ซีเวอร์ส อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ…

  • ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ยูโรสู้ศึกพลังงาน เยนรอจังหวะขึ้นดอกเบี้ย บาทไทยถูกแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลาง

    ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนโลกในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2569 กำลังเผชิญกับความผันผวนในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาหลายปี ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดในขณะนี้ ได้แก่ สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี กดดันค่าเงินเอเชียรวมถึงเงินบาทไทย ขณะที่เฟดสหรัฐฯ คงดอกเบี้ยไม่เปลี่ยนแปลงเป็นครั้งที่สามติดต่อกัน และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยังคงส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน ภาพรวมของตลาดฟอเร็กซ์ในปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เชื่อมโยงกับนโยบายการเงินของธนาคารกลางชั้นนำ ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ที่ร่วงลงราว 9.4% ตลอดปี 2568 ยังคงรับแรงกดดันต่อเนื่องในปีนี้ ขณะที่ EUR/USD แกว่งตัวอยู่ที่ราว 1.1620 ต่อดอลลาร์ และ USD/JPY อยู่ในกรอบที่นักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิด สำหรับนักลงทุนไทย อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์ต่อบาทที่ระดับ 32.70 บาทต่อดอลลาร์ ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 สะท้อนถึงความอ่อนแอของเงินบาทที่ต้องเฝ้าระวัง เฟดสหรัฐฯ คงดอกเบี้ย 3.50–3.75% ท่ามกลางการโหวตแตกแถวรุนแรงที่สุดในรอบ 34 ปี หนึ่งในปัจจัยที่ตลาดจับตามองมากที่สุดในช่วงนี้คือทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) เฟดคงอัตราดอกเบี้ย Federal Funds Rate…

  • กลยุทธ์ปรับพอร์ตลงทุน 2026 เจาะลึกกระแสกองทุน ETF ตราสารหนี้ และหุ้นตลาดเกิดใหม่

    ภาพรวมการลงทุนทั่วโลกในขณะนี้กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ (Structural Shift) ที่ทำให้นักลงทุนสถาบันและผู้จัดการกองทุนระดับโลกจำเป็นต้องรื้อระบบคิดและทบทวนกลยุทธ์การจัดพอร์ตการลงทุนแบบดั้งเดิม ภายหลังจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และการส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกกลับมามีความน่าสนใจอีกครั้งในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าความเสี่ยง ในขณะเดียวกัน ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเอเชียและละตินอเมริกา กลายเป็นเป้าหมายหลักในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flows) เนื่องจากระดับราคา (Valuation) ที่ยังคงซื้อขายในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ประกอบกับการขยายตัวของนวัตกรรมการลงทุนผ่านกองทุนรวมดัชนี (ETFs) ที่มีสภาพคล่องสูงและค่าธรรมเนียมต่ำ ทำให้นักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันสามารถปรับพอร์ตการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นและรวดเร็วเพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างเสถียรภาพในระยะยาว 1. ยุคทองของตราสารหนี้ (Fixed Income Renaissance): บอนด์ยิลด์ปรับฐานเปิดจังหวะล็อกผลตอบแทนระยะยาว ตามรายงานเชิงลึกจาก Bloomberg และ Financial Times ระบุว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (10-year Treasury yield) ได้ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องมาเคลื่อนไหวในกรอบ 4.40% – 4.45% หลังจากตลาดแรงงานและภาคการผลิตของสหรัฐฯ แสดงแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้ราคาตราสารหนี้ขยับตัวสูงขึ้น และสร้างแรงจูงใจให้ผู้จัดการพอร์ตลงทุนหันมาให้น้ำหนักในตราสารหนี้ระยะยาว (Long-duration Bonds) เพื่อล็อกอัตราผลตอบแทนที่อยู่ในระดับสูงไว้ก่อนที่ธนาคารกลางหลักๆ ของโลกจะปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างเป็นทางการ นักวิเคราะห์จาก…

  • |

    หุ้นชิปถล่มทั่วโลก! Samsung กำไรทุบสถิติแต่ตลาดผิดหวัง DeepSeek ซุ่มทำชิป AI ฉุด Nasdaq

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับสู่ภาวะตึงเครียดอีกครั้งในวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2569 หลังเผชิญคลื่นการเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่รุนแรง โดยมีชนวนเหตุสองประการที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ประการแรกคือ ผลประกอบการไตรมาสสองของ Samsung Electronics ที่แม้จะทำกำไรทุบสถิติเพิ่มขึ้นถึง 19 เท่า แต่กลับไม่สามารถสร้างความพอใจให้นักลงทุนที่ตั้งความหวังไว้สูงลิ่ว และประการที่สองคือ รายงานของ Reuters ที่ระบุว่า DeepSeek สตาร์ตอัพ AI สัญชาติจีน กำลังซุ่มพัฒนาชิปปัญญาประดิษฐ์ของตนเอง ซึ่งอาจลดการพึ่งพาชิปจาก Nvidia และ Huawei ทั้งสองปัจจัยจุดชนวนความกังวลเรื่องความยั่งยืนของกระแสบูม AI ที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดกระทิงตลอดปีนี้ ผลจากแรงเทขายดังกล่าว ดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต (Nasdaq Composite) ปรับตัวลง 1.16% ปิดที่ 25,939.77 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลงราว 0.5% ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปรับตัวลงเพียงเล็กน้อย 130.76 จุด หรือ…

  • |

    เฟดพลิกเกม ECB ติดกับดักฮอร์มุซ ศึกดอกเบี้ยรอบใหม่ที่นักลงทุนไทยต้องจับตา

    สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในสัปดาห์ที่สับสนที่สุดของตลาดการเงินโลกในรอบปี 2569 ภายในเวลาเพียงห้าวันทำการ ความคาดหวังของนักลงทุนต่อทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) พลิกกลับสองรอบ จากที่ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเคยให้น้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคมสูงถึงราว 50% ในวันที่ 14 กรกฎาคม ตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภคเดือนมิถุนายนที่ออกมาต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญได้ฉุดโอกาสดังกล่าวลงเหลือเพียงราว 17% ในชั่วข้ามคืน ก่อนที่ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นกว่า 16% ภายในสัปดาห์เดียวจากการปะทะรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และผลักให้คำถามเรื่องเงินเฟ้อกลับมาอยู่บนโต๊ะประชุมอีกครั้ง สำหรับนักลงทุนไทย นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะในสัปดาห์เดียวกันนั้น เงินบาทอ่อนค่าแตะระดับอ่อนสุดในรอบ 14 เดือนครึ่งที่ 33.64 บาทต่อดอลลาร์ ราคาทองคำหลุดแนว 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และดัชนี SET ยังคงติดกรอบแคบใต้ระดับ 1,650 จุด ขณะที่หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกซึ่งเป็นหัวรถจักรของตลาดในครึ่งปีแรกกลับเผชิญแรงเทขายหนัก บทความนี้จะพาไปเจาะลึกว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องประชุมของธนาคารกลางสองแห่งใหญ่ที่สุดของโลก เหตุใดทิศทางนโยบายจึงแยกออกจากกันมากกว่าที่เคย และนักลงทุนไทยควรวางตำแหน่งพอร์ตอย่างไรในช่วงสองสัปดาห์ข้างหน้าที่จะมีการประชุมทั้ง ECB เฟด และธนาคารกลางญี่ปุ่นเรียงกันแบบไม่มีช่องว่าง CPI เดือนมิถุนายนพลิกเกม: เงินเฟ้อสหรัฐฯ ร่วงแรงสุดในรอบหกปี จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของสัปดาห์เกิดขึ้นเช้าวันอังคารที่ 14 กรกฎาคม เมื่อสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) เผยแพร่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนมิถุนายน CNBC…

  • |

    วิกฤตฮอร์มุซเขย่าตลาดโภคภัณฑ์โลก: ทองคำ เงิน และน้ำมัน ในพายุภูมิรัฐศาสตร์ปี 2026

    ตลาดโภคภัณฑ์โลกกำลังเผชิญกับพายุที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซอันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่เริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้กลายเป็นแรงกระแทกอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดพลังงานยุคใหม่ ผลสะเทือนลุกลามออกไปไกลกว่าแค่ราคาน้ำมัน — ทองคำที่เคยพุ่งทะยานในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยกลับต้องพลิกทิศ เงินกลายเป็นตัวแปรที่ซับซ้อนระหว่างอุปสงค์อุตสาหกรรมและแรงขายทำกำไร ขณะที่ประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิกำลังแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นในทุกมิติ ณ วันที่ 27-28 พฤษภาคม 2026 ตลาดกำลังลุ้นกับสัญญาณที่ยังสับสน: ราคาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ ดิ่งลงต่ำกว่า 89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังมีรายงานว่าอิหร่านพร้อมฟื้นฟูการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซภายในหนึ่งเดือนหลังบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ แต่ตลาดยังคงระแวดระวัง หลังทำเนียบขาวออกมาปฏิเสธว่ารายงานดังกล่าวเป็น “การสร้างข้อมูลเท็จโดยสิ้นเชิง” ความผันผวนของเหตุการณ์แต่ละชั่วโมงในสัปดาห์นี้สะท้อนว่าตลาดพลังงานโลกยังไม่เห็นทางออกที่ชัดเจนในเร็ววัน วิกฤตฮอร์มุซ: แรงกระแทกอุปทานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์พลังงาน ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2026 กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ ข่มขู่และโจมตีเรือที่พยายามเดินผ่านช่องแคบ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักสำหรับน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ส่งออกสู่ตลาดโลก. ในแง่ของปริมาณอุปทานที่หายไป การปิดช่องแคบฮอร์มุซปี 2026 ถือเป็นวิกฤตอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันยุคใหม่ เมื่อวัดจากปริมาณน้ำมันที่หายออกจากระบบ ซึ่งหนักกว่าทั้งวิกฤตน้ำมันปี 1973 และการปฏิวัติอิหร่านปี 1979 สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุในรายงานตลาดน้ำมันเดือนพฤษภาคมว่า อุปทานน้ำมันโลกลดลงอีก 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน รวมการสูญเสียทั้งหมดตั้งแต่กุมภาพันธ์แตะ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *