วอลล์สตรีทดีดกลับรับเงินเฟ้อชะลอ IBM ดิ่ง 25% แบงก์กำไรทำสถิติ
|

วอลล์สตรีทดีดกลับรับเงินเฟ้อชะลอ IBM ดิ่ง 25% แบงก์กำไรทำสถิติ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาปิดในแดนบวกเมื่อวันอังคารที่ 14 กรกฎาคม หลังตัวเลขเงินเฟ้อ CPI เดือนมิถุนายนออกมา “เย็น” กว่าที่นักลงทุนคาดการณ์ ช่วยลดแรงกดดันต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในการขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ฟื้นตัวแรงและผลประกอบการไตรมาส 2 ของกลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนยังถูกปกคลุมด้วยเงาสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ผลักราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นกว่า 10% ภายในสัปดาห์เดียว บทความนี้ประมวลภาพรวมความเคลื่อนไหวสำคัญของวอลล์สตรีท พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบที่ส่งตรงถึงตลาดหุ้นไทย ค่าเงินบาท และพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนไทย

วอลล์สตรีทดีดกลับ: สามดัชนีหลักปิดบวกหลังตัวเลขเงินเฟ้อคลายกังวล

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันอังคารด้วยภาพที่ต่างจากต้นสัปดาห์อย่างสิ้นเชิง โดย CNBC รายงานว่า ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.38% ปิดที่ระดับ 7,543.59 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีทะยานขึ้น 0.9% ปิดที่ 26,107.01 จุด ส่วนดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดบวกเพียงเล็กน้อยที่ 9.63 จุด หรือ 0.02% มาอยู่ที่ 52,508.27 จุด สาเหตุที่ดาวโจนส์ปรับขึ้นได้จำกัด เป็นเพราะแรงถ่วงจากหุ้น IBM ที่ร่วงลงอย่างรุนแรงในวันเดียวกัน

ความเคลื่อนไหวเชิงบวกในวันอังคารถือเป็นการฟื้นตัวจากภาวะเทขายหนักในวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันที่ตลาดปรับฐานอย่างรุนแรง โดย S&P 500 ร่วงลง 0.79% ปิดที่ 7,515.34 จุด, Nasdaq ดิ่งลง 1.55% ปิดที่ 25,873.18 จุด และ Dow Jones ลดลง 138.37 จุด หรือ 0.26% มาอยู่ที่ 52,498.64 จุด แรงขายในวันจันทร์มีต้นตอหลักจากความกังวลว่าบริษัทผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (hyperscalers) อาจชะลอการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ประกอบกับราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

ปัจจัยพลิกเกมสำคัญคือรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิถุนายน ที่เปิดเผยในช่วงเช้าวันอังคาร Bloomberg และ CNBC รายงานตรงกันว่าตัวเลขออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงทันที โดยผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ลดลงราว 10 basis points และอายุ 30 ปี ลดลงราว 6 basis points ซึ่งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุยาว 30 ปี ที่เคยยืนเหนือระดับ 5% ได้ปรับตัวลงเข้าใกล้ 5% อีกครั้ง สะท้อนว่าตลาดคลายความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยลงอย่างมีนัยสำคัญ

ความผันผวนแบบสองทิศทางภายในเวลาเพียงสองวันทำการนี้สะท้อนภาวะที่นักลงทุนกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างปัจจัยขัดแย้งหลายด้านพร้อมกัน กล่าวคือในฝั่งบวกมีทั้งเงินเฟ้อที่เริ่มคลี่คลาย ผลประกอบการองค์กรที่แข็งแกร่ง และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังขยายตัว ขณะที่ในฝั่งลบมีทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ย การที่ตลาดสามารถดีดกลับได้อย่างรวดเร็วบ่งชี้ว่ากำลังซื้อพื้นฐานยังคงมีอยู่ แต่ความเปราะบางก็ยังชัดเจน เพราะเพียงข่าวร้ายชิ้นเดียวก็สามารถกระตุ้นแรงเทขายรอบใหม่ได้

แม้ภาพรวมจะเป็นบวก แต่สัญญาณล่วงหน้า (futures) ในช่วงเช้าวันพุธกลับทรงตัวใกล้ระดับปิด สะท้อนว่านักลงทุนยังคงระมัดระวังและรอประเมินทิศทางถัดไป โดยเฉพาะถ้อยแถลงรอบสองของประธานเฟดต่อวุฒิสภา และผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่จะทยอยประกาศออกมา ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นตัวกำหนดว่าการดีดกลับของตลาดจะเป็นเพียงการฟื้นตัวชั่วคราว หรือเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่ นักลงทุนที่ติดตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ จึงควรจับตาการเคลื่อนไหวรายวันอย่างใกล้ชิดในช่วงเวลาที่อ่อนไหวเช่นนี้

IBM ดิ่ง 25% หนักสุดในรอบเกือบ 40 ปี ขณะหุ้นชิปฟื้นตัวสวนทาง

ดาวเด่นในแง่ลบของวันคือหุ้น International Business Machines (IBM) ที่ร่วงลงราว 25% ภายในวันเดียว ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงรายวันที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทเมื่อเทียบกับข้อมูลย้อนหลังถึงปี 2515 (1972) โดยครั้งล่าสุดที่ IBM เผชิญการร่วงลงในระดับใกล้เคียงกันคือวันที่ 19 ตุลาคม 2530 (1987) ในเหตุการณ์ Black Monday ที่หุ้นร่วง 23.7% สาเหตุการดิ่งลงครั้งนี้มาจากการที่ IBM ออกมาเตือนว่ากำไรไตรมาส 2 จะต่ำกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากความต้องการในธุรกิจซอฟต์แวร์และโครงสร้างพื้นฐานอ่อนตัวลง

ประเด็นที่นักวิเคราะห์ให้ความสนใจเป็นพิเศษคือคำอธิบายของ IBM ที่ระบุว่าลูกค้าองค์กรกำลังโยกงบประมาณการใช้จ่ายออกจากซอฟต์แวร์และเมนเฟรมแบบดั้งเดิม ไปสู่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI แทน ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่กำลังเกิดการจัดสรรเงินทุนครั้งใหญ่ (capital reallocation) ซึ่งบริษัทเทคโนโลยีรุ่นเก่าที่ปรับตัวไม่ทันอาจกลายเป็นผู้เสียประโยชน์ ขณะที่ผู้ผลิตชิปและฮาร์ดแวร์สำหรับ AI คือผู้ได้ประโยชน์

ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์กลับฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งหลังเผชิญแรงเทขายหนักในวันจันทร์ กองทุน VanEck Semiconductor ETF (SMH) ปรับตัวขึ้น 2.5% สะท้อนการกลับเข้าซื้อของนักลงทุน ทั้งนี้ในวันจันทร์ก่อนหน้า หุ้นกลุ่มชิปและหน่วยความจำเผชิญแรงขายรุนแรง โดย Micron ร่วง 4.3%, Nvidia ลดลง 3.5%, Sandisk ดิ่ง 12.6%, AMD ลง 4.2% และ Intel ร่วง 6.1% ท่ามกลางความกังวลว่ากระแสการลงทุน AI อาจร้อนแรงเกินพื้นฐาน

กรณีที่น่าจับตาเป็นพิเศษสำหรับนักลงทุนในเอเชียคือหุ้น SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่จากเกาหลีใต้ ซึ่งเพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq เมื่อวันศุกร์และพุ่งขึ้นเกือบ 13% ในวันแรก แต่หลังจากนั้นหุ้นที่ซื้อขายในสหรัฐฯ กลับร่วงลงราว 8-9% ในวันจันทร์ ขณะที่หุ้นที่ซื้อขายในตลาดโซลดิ่งลงกว่า 15% ทำสถิติวันที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท ก่อนที่กลุ่มชิปทั้งหมดจะฟื้นตัวขึ้นในวันอังคารตามทิศทาง SMH ความผันผวนรุนแรงนี้เตือนให้นักลงทุนตระหนักว่าหุ้นที่เกี่ยวข้องกับกระแส AI มีความเสี่ยงด้านราคาสูงมาก

CPI มิถุนายนชะลอตัว — เกมวัดใจของเฟดภายใต้การนำของ Kevin Warsh

หัวใจของความเคลื่อนไหวในตลาดวันอังคารอยู่ที่รายงานเงินเฟ้อ โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ในโพลของ Dow Jones คาดการณ์ไว้ที่ 3.8% โดยปัจจัยหลักที่ฉุดตัวเลขลงคือราคาพลังงานที่ผ่อนคลายลงในเดือนที่ผ่านมา จากภาวะสงบศึกที่เปราะบางกับอิหร่านในช่วงหนึ่ง ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือเงินเฟ้อพื้นฐาน (core CPI) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน ทรงตัวที่ 0% เมื่อเทียบเดือนต่อเดือน นับเป็นเซอร์ไพรส์เชิงบวกที่ช่วยซื้อเวลาให้เฟด

แม้ตัวเลขจะดูผ่อนคลาย แต่ต้องย้ำว่าเงินเฟ้อที่ระดับ 3.5% ยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดอยู่มาก อย่างไรก็ตาม ตลาดตอบสนองด้วยการลดการเก็งการขึ้นดอกเบี้ยลงทันที เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group แสดงความน่าจะเป็นสูงถึง 86% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในการประชุมครั้งถัดไป ปัจจุบันตลาดยังคงกำหนดราคาการขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง ขนาด 25 basis points ในปี 2569 นี้ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนกันยายน แทนที่จะเป็นเดือนกรกฎาคมตามที่เคยกังวลกันก่อนหน้า

จุดโฟกัสของทั้งตลาดในวันเดียวกันคือการที่นาย Kevin Warsh ประธานเฟดคนใหม่ ขึ้นให้ถ้อยแถลงต่อคณะกรรมาธิการบริการทางการเงินของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม แทนที่นาย Jerome Powell สำนักข่าว Associated Press รายงานว่า Warsh ประกาศกร้าวว่าเฟด “ไม่มีความอดทน” ต่อภาวะเงินเฟ้อที่สูงยืดเยื้อ พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการฟื้นฟูเสถียรภาพด้านราคา และให้คำมั่นว่าจะทำให้ภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงตลอด 5 ปีที่ผ่านมา “กลายเป็นอดีต” หากดำเนินนโยบายได้ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้ตลาดคือการที่ Warsh ปฏิเสธที่จะให้ “forward guidance” หรือการส่งสัญญาณทิศทางนโยบายล่วงหน้า ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่เฟดยึดถือมานาน โดยเขาให้เหตุผลว่าการเปิดเผยการคาดการณ์ล่วงหน้าอาจทำให้เฟดตกอยู่ในกับดักของการเลือกรับข้อมูลที่สอดคล้องกับความเชื่อเดิม และปฏิเสธข้อมูลที่ขัดแย้ง Warsh ยังกล่าวเตือนอย่างระมัดระวังว่า แม้ตัวเลข CPI เช้าวันนั้นจะน่าพอใจ แต่เขาไม่เห็นด้วยกับมุมมองที่ว่า “ภารกิจสำเร็จแล้ว” เพราะนี่เป็นเพียงข้อมูลเดือนเดียว

ความเห็นของ Warsh สะท้อนความเป็นจริงว่าคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) กำลังแตกออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน เนื่องจากในการประชุมเดือนที่แล้ว เจ้าหน้าที่เฟดเกือบครึ่งหนึ่งจาก 19 คน คาดว่าจะสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้ ก่อนหน้านั้น นาย Christopher Waller ผู้ว่าการเฟด ได้แสดงท่าทีสายเหยี่ยวในวันจันทร์ว่า หากรายงานเงินเฟ้อออกมาร้อนแรง เฟดจะต้องพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยในระยะใกล้ ขณะที่นาย John Williams ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก มองต่างว่า หากเงินเฟ้อพื้นฐานทรงตัวที่ 0.2% ต่อเดือนไปตลอดทั้งปี เฟดก็อาจหลีกเลี่ยงการขึ้นดอกเบี้ยได้

ประเด็นความเป็นอิสระของเฟดกลายเป็นหัวข้อร้อนในการซักถาม โดยสมาชิกสภาสอบถามถึงจุดยืนของ Warsh หากรัฐบาลของประธานาธิบดี Donald Trump กดดันเจ้าหน้าที่เฟดจากความเห็นต่างเรื่องดอกเบี้ย ซึ่ง Warsh ตอบว่าเขาจะ “ทำหน้าที่ต่อไป” และยืนยันความมุ่งมั่นต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ด้านวุฒิสมาชิก Elizabeth Warren ได้วิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของ Warsh ที่ไม่ยอมส่งประมาณการเศรษฐกิจในการประชุมนโยบายเดือนที่แล้ว โดยระบุว่าเป็นการลิดรอนข้อมูลสำคัญจากประชาชนชาวอเมริกัน ทั้งนี้ Warsh มีกำหนดขึ้นให้ถ้อยแถลงต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภาในวันพุธที่ 15 กรกฎาคม และการประชุม FOMC ครั้งถัดไปจะมีขึ้นในวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้

ธนาคารยักษ์ใหญ่กวาดกำไรทำสถิติ — โกลด์แมนแซคส์ทำไตรมาสดีที่สุดในประวัติศาสตร์

วันที่ 14 กรกฎาคมยังเป็นวันเปิดฉากฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 อย่างเป็นทางการ โดยธนาคารยักษ์ใหญ่ 5 แห่งของสหรัฐฯ ได้แก่ JPMorgan Chase, Goldman Sachs, Bank of America, Citigroup และ Wells Fargo ประกาศผลประกอบการพร้อมกันในเช้าวันเดียว ซึ่งทั้ง 5 สถาบันนี้มีสินทรัพย์รวมกันกว่า 13 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และตัวเลขที่ออกมาถือว่า “แข็งแกร่งเกินคาด” อย่างชัดเจน สะท้อนสุขภาพที่ดีของภาคการเงินวอลล์สตรีท

JPMorgan Chase เป็นดาวเด่นของเช้าวันนั้น โดยรายงานกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 6.14 ดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์จากสำนัก LSEG คาดไว้ที่ 5.85 ดอลลาร์ ขณะที่รายได้อยู่ที่ 58,020 ล้านดอลลาร์ เหนือกว่าประมาณการที่ 50,190 ล้านดอลลาร์อย่างมาก นับเป็นหนึ่งในการทำผลงานเหนือความคาดหมายที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไตรมาสของ JPMorgan โดยกำไรพุ่งขึ้นถึง 41% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากความแข็งแกร่งของธุรกิจวาณิชธนกิจและการซื้อขายหลักทรัพย์ ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับขึ้น 1.94% สู่ระดับ 341 ดอลลาร์ นาย Jamie Dimon ซีอีโอ แสดงความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจโดยอ้างถึงตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งและเงินเฟ้อที่ผ่อนคลายลง

แต่ที่สร้างความฮือฮามากที่สุดคือ Goldman Sachs ที่รายงานผลประกอบการดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท โดยมีกำไรต่อหุ้นแบบปรับลด (diluted EPS) สูงถึง 20.98 ดอลลาร์ ซึ่งเกือบเป็นสองเท่าของช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่รายได้สุทธิอยู่ที่ 20,340 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 39% เมื่อเทียบรายปี แรงหนุนหลักมาจากธุรกิจการซื้อขายและที่ปรึกษาการควบรวมกิจการ (M&A) ที่เฟื่องฟู ผลงานอันโดดเด่นนี้ผลักดันให้ราคาหุ้น Goldman Sachs พุ่งขึ้นถึง 7.37% กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุดของดัชนีดาวโจนส์ในวันนั้น

ด้าน Wells Fargo รายงาน EPS ที่ 2.00 ดอลลาร์ สูงกว่าประมาณการที่ 1.72 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ภาระ “พิสูจน์ตัวเอง” หลังพ้นจากเพดานจำกัดสินทรัพย์ ส่วน Citigroup แม้จะรายงานผลประกอบการที่เหนือความคาดหมาย โดยได้แรงหนุนจากรายได้การซื้อขาย ค่าธรรมเนียมวาณิชธนกิจ และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลงหลังจากที่เปิดตลาดในแดนบวกช่วงแรก ทั้งนี้ในภาพรวม ทั้ง 5 ธนาคารคาดว่าจะสร้างรายได้จากการซื้อขายรวมกันเกือบ 39,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสนี้

ปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้ธนาคารเหล่านี้มีรายได้ค่าธรรมเนียมพุ่งสูงคือการเสนอขายหุ้น IPO ของ SpaceX มูลค่า 86,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และมอบรายได้ค่าธรรมเนียมให้แก่ธนาคารเกือบทุกแห่ง นอกจากนี้ ความผันผวนของราคาน้ำมันยังเป็นดาบสองคม เพราะแม้จะเพิ่มความเสี่ยง แต่ก็เป็นประโยชน์ต่อรายได้จากการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ สำหรับนักลงทุนที่ติดตามฤดูกาลงบ Morgan Stanley จะเป็นรายใหญ่รายถัดไปที่ประกาศผลในวันพุธที่ 15 กรกฎาคม

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่านักลงทุนไม่ควรโฟกัสเพียงว่าธนาคารเหล่านี้ทำกำไรเหนือประมาณการหรือไม่ ซึ่งแทบเป็นเรื่องที่คาดเดาได้อยู่แล้วจากการตั้งเป้าแบบระมัดระวัง แต่ควรให้ความสำคัญกับแนวโน้มส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin) และมุมมองของผู้บริหารต่อภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจากในภาวะที่ทิศทางดอกเบี้ยของเฟดยังไม่ชัดเจน แนวโน้ม NIM จะเป็นตัวชี้ขาดว่าธนาคารจะสามารถรักษาการเติบโตของกำไรได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ ที่สำคัญคือผลประกอบการที่แข็งแกร่งครั้งนี้ยังไม่พบสัญญาณความเครียดด้านคุณภาพสินเชื่อ (credit stress) ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อสุขภาพของผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยรวม

ไฟสงครามฮอร์มุซ: ราคาน้ำมันพุ่งกว่า 10% ในสัปดาห์เดียว

ปัจจัยเสี่ยงที่ยังคงกดดันบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกคือความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่กลับมาปะทุอีกครั้ง สำนักข่าว Al Jazeera และ CNBC รายงานว่าราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นต่อเนื่อง โดยในวันอังคาร สัญญาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 1.5% ปิดที่ 79.34 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงระหว่างประเทศ เพิ่มขึ้น 1.72% ปิดที่ 84.73 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อรวมทั้งสัปดาห์ ราคาน้ำมันปรับขึ้นแล้วกว่า 10%

แรงส่งหลักมาจากวันจันทร์ที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด โดย WTI ทะยานขึ้น 9.4% ทะลุ 78 ดอลลาร์ ส่วน Brent เพิ่มขึ้น 9.6% เหนือระดับ 83 ดอลลาร์ หลังประธานาธิบดี Trump ประกาศกลับมาปิดล้อม (blockade) เรือของอิหร่านที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ในการวิเคราะห์ของ Al Jazeera ระบุว่าราคาน้ำมัน Brent ได้ปรับตัวขึ้นแล้วราว 19% จากระดับก่อนสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่เริ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์

ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของช่องแคบฮอร์มุซนั้นประเมินค่ามิได้ เพราะเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันราว 1 ใน 5 หรือประมาณ 20% ของอุปทานน้ำมันโลก การหยุดชะงักในเส้นทางนี้จึงส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วระบบเศรษฐกิจโลกทันที กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) อ้างว่าได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ (supertanker) สองลำที่แล่นผ่านช่องแคบ ขณะที่บริษัทน้ำมันแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ADNOC) ระบุว่าเรือบรรทุกน้ำมันสองลำถูกยิงด้วยขีปนาวุธ ทำให้ลูกเรือเสียชีวิต 1 รายและบาดเจ็บอีกหลายคน

อย่างไรก็ตาม ในความเคลื่อนไหวที่ช่วยบรรเทาความตึงเครียดบางส่วน CNBC รายงานว่า Trump ได้ยกเลิกข้อเรียกร้องที่จะเก็บค่าธรรมเนียม 20% ของมูลค่าสินค้าจากเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังอุตสาหกรรมเดินเรือส่วนใหญ่คัดค้าน โดยประธานาธิบดีระบุว่าจะให้ประเทศในอ่าวเปอร์เซียเข้ามาลงทุนในสหรัฐฯ เป็นการตอบแทนแทน ทั้งนี้องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาชาติ ได้ระบุว่าการเก็บค่าผ่านทางภาคบังคับในช่องแคบดังกล่าวเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย

นาย Rory Johnston ผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัยตลาดน้ำมัน Commodity Context ให้สัมภาษณ์กับ Al Jazeera ว่าปริมาณการจราจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซกำลัง “ชะงักงัน” กลับสู่ระดับก่อนการทำข้อตกลง เขาเตือนว่าแม้ตลาดน้ำมันจะอดทนต่อวิกฤตครั้งนี้ได้ดีเพราะมีสต็อกสำรองรองรับ แต่ปริมาณสำรองส่วนใหญ่ได้ถูกใช้ไปแล้ว ทำให้ตลาดเปราะบางมากขึ้นต่อภาวะช็อกด้านอุปทานรอบใหม่ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่นักลงทุนไทยควรจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นย่อมส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อในประเทศ

ตลาดหุ้นเอเชียผันผวน: ญี่ปุ่น–เกาหลีเผชิญแรงกดดัน ท่ามกลางการหมุนเวียนเงินทุนโลก

ความเคลื่อนไหวในวอลล์สตรีทส่งผ่านผลกระทบมายังตลาดหุ้นเอเชียอย่างชัดเจน โดยในช่วงที่ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านปะทุขึ้นใหม่ Al Jazeera รายงานว่าตลาดหุ้นเอเชียเคลื่อนไหวแบบผสมผสาน โดยตลาดโตเกียวและโซลเผชิญการปรับตัวลงอย่างหนัก ขณะที่ตลาดไทเปและฮ่องกงยังปรับตัวขึ้นได้ ความแตกต่างนี้สะท้อนว่านักลงทุนกำลังคัดเลือกตลาดเป็นรายประเทศตามระดับความเสี่ยงและโครงสร้างอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษจากกรณี SK Hynix ที่หุ้นในตลาดโซลดิ่งลงกว่า 15% ทำสถิติวันที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท ซึ่งสะท้อนความอ่อนไหวของตลาดที่พึ่งพาหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และหน่วยความจำในสัดส่วนสูง ขณะที่ตลาดญี่ปุ่นก็เผชิญแรงกดดันจากทั้งหุ้นเทคโนโลยีและค่าเงินเยนที่ยังคงอ่อนค่าอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ตลาดที่มีน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสูงในภูมิภาคมีความผันผวนมากกว่าตลาดอื่น

ประเด็นที่นักลงทุนไทยควรให้ความสนใจคือปรากฏการณ์การหมุนเวียนเงินทุนโลก (global portfolio rotation) โดย Asia Plus Securities รายงานว่าในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขายสุทธิในหลายตลาดของภูมิภาค ทั้งเกาหลีใต้ อินเดีย ไต้หวัน อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ แต่กลับเลือกซื้อสุทธิในตลาดไทยอย่างต่อเนื่อง สาเหตุสำคัญมาจากการที่ไทยมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีต่ำ ทำให้เป็นตลาดเชิงรับ (defensive market) ที่ปลอดภัยกว่าในช่วงที่หุ้น AI ทั่วโลกกำลังปรับฐาน

ในด้านอุปทานน้ำมัน กลุ่ม OPEC+ ได้ประกาศเพิ่มเป้าหมายการผลิตน้ำมันสำหรับเดือนสิงหาคม เพื่อช่วยเสริมอุปทานในตลาดโลกท่ามกลางความพยายามฟื้นฟูหลังการหยุดชะงักที่เชื่อมโยงกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ความเคลื่อนไหวนี้อาจช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านราคาน้ำมันได้บางส่วนในระยะถัดไป แต่ยังต้องขึ้นอยู่กับพัฒนาการของความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ทิศทางราคาพลังงานโลกมีนัยโดยตรงต่อดุลการค้า เงินเฟ้อ และต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ

ทองคำทะลุ 4,000 ดอลลาร์ บิตคอยน์ฟื้น ขณะพันธบัตรได้แรงหนุน

ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ผลักดันให้สินทรัพย์ปลอดภัยได้รับความสนใจกลับมา โดยราคาทองคำปรับตัวขึ้นราว 3% กลับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง เช่นเดียวกับราคาโลหะเงิน (silver) ที่เพิ่มขึ้นราว 3% ขณะที่ราคาทองแดง (copper) ปรับตัวสูงขึ้นเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วันที่ระดับราว 6.30 ดอลลาร์ การไหลเข้าของเงินทุนสู่โลหะมีค่าเหล่านี้สะท้อนว่านักลงทุนยังคงต้องการกระจายความเสี่ยงในภาวะที่ทั้งเงินเฟ้อและความขัดแย้งทางทหารยังคงคุกรุ่น

ในฝั่งของสินทรัพย์ดิจิทัล บิตคอยน์ (Bitcoin) ฟื้นตัวขึ้นราว 2.6% ตามรายงานของสื่อต่างประเทศ โดยได้แรงหนุนจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้นและการเปิดรับความเสี่ยงที่กลับมา อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าในการประชุมนักวิเคราะห์ผลประกอบการของธนาคารใหญ่อย่าง Goldman Sachs และ JPMorgan นั้น ไม่ได้มีการกล่าวถึงคริปโทเคอร์เรนซีในฐานะปัจจัยขับเคลื่อนรายได้ที่มีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนว่ากระแสคริปโทยังไม่ใช่ตัวแปรหลักในงบการเงินของสถาบันการเงินกระแสหลัก

ด้านตลาดพันธบัตร การที่ตัวเลขเงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าคาดได้กลับทิศทางการเก็งการขึ้นดอกเบี้ยที่เคยเกิดขึ้นในวันจันทร์หลังถ้อยแถลงสายเหยี่ยวของ Waller อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวลดลงถือเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเติบโต (growth stocks) และหุ้นเทคโนโลยีที่อ่อนไหวต่อต้นทุนทางการเงิน การเคลื่อนไหวของผลตอบแทนพันธบัตรจึงเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่นักลงทุนไทยควรติดตาม เพราะส่งผลโดยตรงต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย

มุมมองผู้เชี่ยวชาญและความท้าทายของฤดูกาลงบไตรมาส 2

แม้ผลประกอบการของกลุ่มธนาคารจะออกมาสดใส แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าความคาดหวังต่อฤดูกาลงบไตรมาส 2 โดยรวมนั้นถูกตั้งไว้สูงมาก ซึ่งอาจกลายเป็นดาบสองคม นาย Sam Stovall หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ CFRA Research ให้ความเห็นว่ากำไรต่อหุ้นของบริษัทใน S&P 500 ในไตรมาส 2 คาดว่าจะเติบโต 20.9% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตรายไตรมาสที่ 11.6% นับตั้งแต่ปี 2552 (2009) อย่างมาก เขาชี้ว่าเมื่อความคาดหวังสูงเช่นนี้ ผลประกอบการจริงอาจ “ทำได้ยาก” ที่จะเอาชนะการคาดการณ์

Stovall ยังให้ตัวเลขคาดการณ์ทั้งปีว่ากำไรต่อหุ้นของ S&P 500 จะเพิ่มขึ้น 22.9% ในปี 2569 และ 18.2% ในปี 2570 ขณะที่อัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้า (forward P/E) ของ S&P 500 อยู่ที่ 21.3 เท่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีถึง 7.5% ระดับมูลค่าที่ตึงตัวนี้หมายความว่าตลาดแทบไม่มีที่ว่างสำหรับความผิดหวัง หากบริษัทใดรายงานผลต่ำกว่าคาดหรือให้แนวโน้มที่ระมัดระวัง ราคาหุ้นก็อาจถูกลงโทษอย่างรุนแรงเช่นเดียวกับกรณีของ IBM

สำหรับกระแส AI ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดในช่วงที่ผ่านมา Warsh เองก็ยอมรับในการให้ถ้อยแถลงว่าการลงทุนด้าน AI เป็น “ลักษณะเด่นที่สุดของเศรษฐกิจในขณะนี้” และเฟดกำลังติดตามผลกระทบต่อเงินเฟ้อและการจ้างงานอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ความกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อาจชะลอการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังคงเป็นปัจจัยที่สร้างความผันผวนให้หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ นักวิเคราะห์บางรายมองว่าการปรับฐานของหุ้น AI ในระยะนี้อาจเป็นเพียงการพักตัว โดยเชื่อว่ากระแสการลงทุน AI ในระยะยาวยัง “มีชีวิตชีวาและแข็งแรงดี”

โดยสรุปในเชิงมหภาค ภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในสายตาของ Warsh ยังคง “แข็งแกร่ง” แต่เขาก็วิพากษ์นโยบายเฟดในอดีตและประกาศว่าธนาคารกลางกำลังก้าวเข้าสู่ “บทใหม่” ความท้าทายที่แท้จริงอยู่ที่การจัดการกระแสตรงข้ามระหว่างเศรษฐกิจที่ชะลอตัวซึ่งควรนำไปสู่การลดดอกเบี้ย กับเงินเฟ้อที่ยังยืดเยื้อซึ่งอาจบีบให้ต้องขึ้นดอกเบี้ย ท่ามกลางความเสี่ยงด้านราคาพลังงานที่อาจปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อจากสงครามในตะวันออกกลาง

อีกประเด็นที่นักวิเคราะห์ให้ความสำคัญคือความไม่แน่นอนของแนวทางการสื่อสารของเฟดยุคใหม่ การที่ Warsh เลือกจะลดการให้ forward guidance และมีแนวคิดที่จะยกเลิกการเผยแพร่ประมาณการรายไตรมาส (dot plot) ในอนาคต ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่อาจทำให้ตลาดต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพราะที่ผ่านมานักลงทุนทั่วโลกพึ่งพาสัญญาณเหล่านี้ในการคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ย เมื่อสัญญาณลดลง ความผันผวนของตลาดรอบการประชุมเฟดแต่ละครั้งอาจเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนต้องตีความจากข้อมูลเศรษฐกิจโดยตรงมากขึ้น ซึ่งเป็นความท้าทายที่นักลงทุนไทยที่ลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศต้องเตรียมรับมือ

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: SET แข็งแกร่งสวนภูมิภาค แต่เงินบาทยังเปราะบาง

สำหรับนักลงทุนไทย ข่าวสารจากวอลล์สตรีทมีนัยสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน เริ่มจากตลาดหุ้นไทย (SET) ที่แสดงความแข็งแกร่งอย่างน่าประทับใจในช่วงครึ่งปีแรกของ 2569 Bangkok Post รายงานว่าดัชนี SET ปิดครึ่งปีแรกที่ระดับต่ำกว่า 1,600 จุดเล็กน้อย แต่ให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีสูงถึง 26% กลายเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ทำผลงานดีที่สุดในโลก โดยล่าสุดในการซื้อขายวันที่ 13 กรกฎาคม ดัชนี SET ปิดที่ 1,627.90 จุด เพิ่มขึ้น 6.35 จุด หรือ 0.39% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 73,690 ล้านบาท

จุดแข็งสำคัญของ SET ที่ทำให้ทนทานต่อความผันผวนของหุ้นเทคโนโลยีโลกได้ดีคือโครงสร้างตลาดที่มีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีต่ำ ทำให้ได้รับผลกระทบจากการปรับฐานของหุ้น AI น้อยกว่าตลาดอื่นในภูมิภาค ประกอบกับอัตราเงินปันผลตอบแทน (dividend yield) ที่สูงถึง 4.2% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของตลาดเอเชียที่ 2.9% ทำให้ SET มีเสน่ห์ดึงดูดนักลงทุนที่เน้นกระแสเงินสด นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยแล้วราว 41,000 ล้านบาท ณ วันที่ 7 กรกฎาคม เพิ่มขึ้นจาก 27,000 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดในเอเชียที่มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยพื้นฐานในประเทศก็ปรับตัวดีขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 ขึ้นเป็น 2.3% จากเดิม 2% โดยอ้างถึงการส่งออกที่แข็งแกร่งขึ้น การลงทุนที่ฟื้นตัว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ขณะที่การท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญยังได้อนุมัติพระราชกำหนดเงินกู้ 4 แสนล้านบาทเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่นและกระตุ้นเงินทุนไหลเข้า สำหรับเงินเฟ้อในประเทศ ดัชนี CPI เดือนมิถุนายนของไทยอยู่ที่ 2.42% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.23%

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่นักลงทุนไทยต้องระวังมากที่สุดคือค่าเงินบาทที่ยังคงเปราะบาง ข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่าอัตราแลกเปลี่ยน USD/THB ขยับขึ้นสู่ระดับราว 33.53 บาทต่อดอลลาร์เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม โดยเงินบาทอ่อนค่าลงราว 2.94% ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา และเคยอ่อนค่าทะลุระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 สาเหตุหลักมาจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับไทยที่ถ่างกว้างขึ้น

ต้นตอของแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอยู่ที่นโยบายการเงินที่แตกต่างกันของสองประเทศ ในขณะที่ตลาดกำลังเก็งว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มภายในเดือนตุลาคม แต่ ธปท. ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปลายปี 2565 เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยที่ถ่างออกนี้เองที่ทำให้เงินทุนมีแนวโน้มไหลออกจากสินทรัพย์ไทยไปสู่สินทรัพย์สกุลดอลลาร์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง

ในเชิงกลยุทธ์ สถานการณ์ปัจจุบันเปิดโอกาสและความเสี่ยงไปพร้อมกัน สำหรับผู้ที่ลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ หรือกองทุนรวมต่างประเทศ (FIF) การอ่อนค่าของเงินบาทถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยเพิ่มผลตอบแทนเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท แต่ในทางกลับกันก็เพิ่มต้นทุนการลงทุนใหม่ ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานในตลาดไทยอาจได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ขณะที่หุ้นกลุ่มที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานและกลุ่มสายการบินอาจเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน โบรกเกอร์ไทยหลายแห่ง เช่น Maybank Securities (Thailand) ได้กำหนดแนวรับของดัชนี SET ไว้ที่ 1,615 จุด และแนวต้านที่ 1,635 จุด พร้อมแนะนำให้จับตาผลประกอบการของกลุ่มธนาคารไทยที่กำลังทยอยประกาศ ซึ่งอาจกระตุ้นการเก็งกำไรในกลุ่มแบงก์พาณิชย์

นอกจากนี้ นักลงทุนที่ถือกองทุนทองคำหรือลงทุนในทองคำโดยตรงอาจได้ประโยชน์จากราคาทองคำที่ทะยานเหนือ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยยามที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อคำนวณผลตอบแทนในรูปเงินบาท นักลงทุนต้องพิจารณาปัจจัยค่าเงินควบคู่ไปด้วยเสมอ เพราะการเคลื่อนไหวของทั้งราคาทองในตลาดโลกและอัตราแลกเปลี่ยน USD/THB จะร่วมกันกำหนดผลตอบแทนสุทธิที่แท้จริง สำหรับกลุ่มที่รับความเสี่ยงได้จำกัด การจัดพอร์ตแบบกระจายไปยังทั้งหุ้นปันผลสูงในประเทศ ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ปลอดภัย อาจเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าในภาวะตลาดที่ผันผวนเช่นนี้

นักลงทุนไทยยังควรตระหนักว่าปัจจัยภายนอกที่ SET เตือนไว้ ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมา ความผันผวนของราคาน้ำมัน และการที่เงินทุนโลกอาจไหลไปยังตลาดอื่น ล้วนเป็นสิ่งที่สามารถกลับทิศทางกระแสเงินทุนไหลเข้าที่เป็นแรงหนุนหลักของตลาดไทยในขณะนี้ได้ ดังนั้น การกระจายความเสี่ยงและการติดตามข่าวสารจากวอลล์สตรีทอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะการประชุม FOMC ปลายเดือนกรกฎาคม และพัฒนาการของสงครามในช่องแคบฮอร์มุซที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาน้ำมันและเงินเฟ้อโลกในระยะถัดไป

บทสรุป: ระหว่างความหวังเงินเฟ้อคลี่คลายกับเงาสงครามที่ยังไม่จบ

ภาพรวมของวอลล์สตรีทในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2569 สะท้อนตลาดที่กำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายระหว่างความหวังกับความเสี่ยง ด้านหนึ่ง ตัวเลขเงินเฟ้อที่ชะลอตัวและผลประกอบการธนาคารที่ทำสถิติได้ช่วยจุดประกายความเชื่อมั่นและผลักดันให้ดัชนีหลักฟื้นตัว แต่อีกด้านหนึ่ง การดิ่งลงของ IBM ระดับมูลค่าหุ้นที่ตึงตัว ความไม่แน่นอนของนโยบายเฟดภายใต้ Kevin Warsh ที่เลือกจะไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้า และไฟสงครามในช่องแคบฮอร์มุซที่ผลักราคาน้ำมันพุ่งสูง ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่พร้อมจะพลิกบรรยากาศได้ตลอดเวลา

สำหรับนักลงทุนไทย บทเรียนสำคัญคือการไม่ประมาทต่อความผันผวนที่มาจากภายนอก แม้ตลาดหุ้นไทยจะมีจุดแข็งด้านโครงสร้างที่ป้องกันความเสี่ยงจากหุ้นเทคโนโลยีได้ดี และได้แรงหนุนจากเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าต่อเนื่อง แต่ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าและส่วนต่างดอกเบี้ยที่ถ่างกว้างยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการ การจับตาการประชุม FOMC วันที่ 28-29 กรกฎาคม ถ้อยแถลงของ Warsh ต่อวุฒิสภา และพัฒนาการของสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน จะเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินใจลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ท่ามกลางตลาดโลกที่ผันผวนและเชื่อมโยงถึงกันอย่างแยกไม่ออก

ท้ายที่สุด สิ่งที่เหตุการณ์ในสัปดาห์นี้ตอกย้ำคือความจริงที่ว่าตลาดการเงินโลกในปี 2569 เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ข่าวเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ผลประกอบการของธนาคารบนวอลล์สตรีท ราคาน้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุซ และถ้อยแถลงของประธานเฟด ล้วนส่งแรงกระเพื่อมมาถึงดัชนี SET ค่าเงินบาท และพอร์ตของนักลงทุนไทยภายในไม่กี่ชั่วโมง การมีวินัยการลงทุน การกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และการติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถืออย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการเดินทางผ่านตลาดที่เต็มไปด้วยทั้งโอกาสและความเสี่ยงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

Similar Posts

  • |

    วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: เปิดแล้วจริงหรือแค่มีเงื่อนไข”? เมื่อสหรัฐ–อิหร่านส่งสัญญาณขัดแย้ง โลกพลังงานจึงผันผวนทันที

    สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงสร้างความสับสนให้กับตลาดโลก หลังจากที่อิหร่านออกมาประกาศว่า “ช่องแคบฮอร์มุซ” เปิดให้เรือพาณิชย์ผ่านได้ในช่วงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอน แต่ในเวลาเดียวกัน สหรัฐอเมริกายังคงยืนยันว่าการปิดล้อมทางทะเลยังมีผลบังคับใช้ ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ช่องแคบฮอร์มุซ “เปิดจริง” หรือเป็นเพียงการเปิดแบบมีเงื่อนไข ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบขนส่งน้ำมันของโลก อิหร่านประกาศเปิดช่องแคบ แต่มีเงื่อนไขแฝง รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน Seyed Abbas Araghchi ระบุว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นไปตามข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอน โดยเรือพาณิชย์สามารถเดินทางผ่านได้ในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม รายละเอียดสำคัญอยู่ที่ “เงื่อนไข” ซึ่งกำหนดว่า: วิเคราะห์เชิงลึก การเปิดช่องแคบในลักษณะนี้ ไม่ใช่ “เสรีภาพในการเดินเรือ” อย่างแท้จริง แต่เป็นการควบคุมเชิงยุทธศาสตร์ โดยอิหร่านยังคงถืออำนาจในการคัดกรองและควบคุมการผ่านเข้าออก นั่นหมายความว่า: ในมุมตลาดพลังงาน นี่ถือเป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบ” เพราะแม้จะเปิด แต่ก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้ สหรัฐยังคงปิดล้อม: ความขัดแย้งเชิงนโยบาย ประธานาธิบดี Donald Trump แสดงความขอบคุณต่ออิหร่านที่เปิดช่องแคบ แต่ในเวลาเดียวกันก็ยืนยันว่า: ต่อมา ทรัมป์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่าช่องแคบ “เปิดเต็มรูปแบบ” ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลจากฝั่งอิหร่านเอง วิเคราะห์เชิงลึก สถานการณ์นี้สะท้อน “เกมการเมืองระหว่างประเทศ” อย่างชัดเจน: ความขัดแย้งด้านข้อมูลนี้ส่งผลให้: ฝ่ายนิติบัญญัติอิหร่านโต้แย้งทันที…

  • |

    ภูมิรัฐศาสตร์เขย่าตลาดโลก น้ำมันพุ่ง ทองร่วง หุ้นชิปเข้าตลาดหมี

    สัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นหนึ่งในสัปดาห์ที่ตลาดการเงินโลกเผชิญแรงเสียดทานหนักที่สุดนับตั้งแต่ต้นไตรมาสสาม เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งหลังข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเริ่มสั่นคลอน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบหนึ่งเดือนใกล้ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ในแดนลบทั้งสามดัชนีหลัก โดยดัชนี Nasdaq Composite ร่วงลง 2.9% ตลอดสัปดาห์ และดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟีย หรือ SOX เข้าสู่ภาวะตลาดหมีอย่างเป็นทางการ ที่น่าสนใจกว่านั้นคือปฏิกิริยาของทองคำ ซึ่งแทนที่จะทำหน้าที่สินทรัพย์ปลอดภัยตามตำรา กลับร่วงหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะตลาดตีความว่าน้ำมันแพงเท่ากับเงินเฟ้อสูง และเงินเฟ้อสูงเท่ากับธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องขึ้นดอกเบี้ย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่ากลไกการส่งผ่านความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สู่ตลาดการเงินในปี 2569 ได้เปลี่ยนโฉมไปจากเดิม และนักลงทุนไทยที่ยังใช้กรอบความคิดแบบเดิมอาจตั้งรับผิดจุดได้ ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเป็นศูนย์กลางความเสี่ยงอีกครั้ง ไทม์ไลน์ของเดือนกรกฎาคมเริ่มต้นด้วยความหวัง แต่จบลงด้วยความผันผวน หลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านลงนามในบันทึกความเข้าใจและเปิดการเจรจาทางอ้อมที่กาตาร์เมื่อต้นเดือน การจราจรทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซฟื้นตัวเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก Al Jazeera รายงานเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมว่าสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลงมาอยู่ที่ 70.78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 1.1% ขณะที่เวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียตหรือ WTI ลดลง 1.2% มาที่ 67.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บรรยากาศในตลาดขณะนั้นถึงขั้นที่นักวิเคราะห์เริ่มตั้งคำถามว่า ภาวะขาดแคลนน้ำมันได้กลายเป็นภาวะล้นตลาดไปแล้วหรือไม่ รายงานตลาดน้ำมันประจำเดือนกรกฎาคมของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ…

  • | |

    ตลาดหุ้นโลกพุ่ง! Nvidia ทุบสถิติรายได้ ราคาน้ำมันดิ่ง หลังสัญญาณดีลสหรัฐฯ-อิหร่าน

    ตลาดหุ้นโลกในสัปดาห์นี้ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานสำคัญสามทิศทาง ได้แก่ ผลประกอบการของ Nvidia ที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาด สัญญาณเชิงบวกจากการเจรจาสันติภาพในช่องแคบฮอร์มุซ และแรงกดดันที่ยังคงอยู่จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ณ เช้าวันที่ 21 พฤษภาคม 2026 ดัชนี S&P 500 ซื้อขายที่ระดับ 7,423 จุด เพิ่มขึ้น 0.94% ขณะที่ Dow Jones อยู่ที่ 49,816 จุด บวก 0.92% และ Nasdaq พุ่งขึ้น 1.34% สู่ระดับ 26,217 จุด สะท้อนภาพความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ค่อยๆ ฟื้นตัวในกลุ่มเทคโนโลยีและพลังงาน Nvidia ประกาศผลประกอบการ Q1 FY2027: “ดีมานด์พุ่งพรวด” Jensen Huang กล่าว เหตุการณ์ที่ตลาดจับตามากที่สุดในสัปดาห์นี้คือการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 ปีการเงิน 2027 ของ Nvidia (NVDA) เมื่อคืนวันที่ 20…

  • |

    ความหวังที่ระมัดระวัง: ผู้ถือหุ้น Berkshire ชั่งน้ำหนักอนาคตภายใต้ CEO คนใหม่ Greg Abel

    ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยทั้งความคาดหวังและความไม่แน่นอน งานช้อปปิ้งของผู้ถือหุ้นที่เป็นจุดเริ่มต้นของการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีของ Berkshire Hathaway ได้เปิดฉากขึ้นด้วยบรรยากาศที่ “ระมัดระวังแต่มองในแง่ดี” เมื่อนักลงทุนทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่มารวมตัวกันเพื่อชั่งน้ำหนักทิศทางของบริษัทภายใต้การนำของผู้บริหารสูงสุดคนใหม่ นี่คือการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งแรกอย่างเป็นทางการที่ Greg Abel จะขึ้นบนเวทีในฐานะ CEO ของ Berkshire Hathaway หลังจากเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม สืบทอดจาก Warren Buffett ตำนานนักลงทุนที่ครองบัลลังก์มานานกว่าครึ่งศตวรรษ และ Charlie Munger หุ้นส่วนคู่คิดผู้ล่วงลับ ซึ่งทั้งสองถูกจดจำในฐานะ “นักเล่าเรื่อง” และ “นักปราชญ์” ที่ดึงดูดผู้ถือหุ้นหลายหมื่นคนมาฟังปัญญาทุกปีในสิ่งที่ถูกเรียกว่า “Woodstock สำหรับนักลงทุน” ฝูงชนที่บางตากว่าเคย: สัญญาณของยุคใหม่ สิ่งแรกที่สะดุดตาในปีนี้คือจำนวนผู้เข้าร่วมที่สังเกตเห็นได้ว่า บางตากว่าปีก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านที่กำลังเกิดขึ้น เพราะส่วนหนึ่งของแรงดึงดูดของงานประชุม Berkshire ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา คือโอกาสที่จะได้เห็นและฟัง Buffett และ Munger พูดคุยอย่างเปิดเผยและฉลาดเฉลียวเป็นเวลาหลายชั่วโมง การที่ Buffett ไม่ได้นั่งบนเวทีในฐานะ CEO อีกต่อไป และ Munger จากไปแล้ว ทำให้สมการของงานนี้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ คำถามสำคัญที่ลอยอยู่ในอากาศตลอดทั้งวันคือ…

  • |

    ตลาดหุ้นโลกสัปดาห์นี้: AI ขับเคลื่อนตลาด, ดาว-โจนส์ทำ All-Time High, ไต้หวัน-เกาหลีใต้พลิกโฉมแผนที่การลงทุนโลก

    ตลาดหุ้นโลกปิดสัปดาห์ด้วยบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา ขณะที่ดัชนีดาว-โจนส์ทำลายสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล และดัชนี S&P 500 บันทึกสัปดาห์ที่ดีติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 8 ซึ่งนับเป็นช่วงขาขึ้นที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 กลไกสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการฟื้นตัวครั้งนี้ ได้แก่ ผลประกอบการแข็งแกร่งของ NVIDIA ยักษ์ใหญ่ชิป AI ความหวังสันติภาพตะวันออกกลางที่กลับมาอีกครั้ง และการปรับโครงสร้างอำนาจตลาดหุ้นโลกที่น่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อไต้หวันและเกาหลีใต้แซงหน้าชาติตะวันตกขึ้นมาอยู่ในแถวหน้าด้านมูลค่าตลาดทุนโลกด้วยพลังของกระแส AI สถานการณ์โดยรวมสะท้อนให้เห็นความขัดแย้งระหว่างแรงขับเคลื่อนเชิงบวกจากโลกเทคโนโลยี กับความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงกดดันตลาดพลังงานและพันธบัตรอย่างต่อเนื่อง ดาว-โจนส์แตะ All-Time High, S&P 500 ชนะ 8 สัปดาห์ติด ดัชนีดาว-โจนส์ อินดัสเทรียล เอเวอเรจบวกขึ้น 294.04 จุด หรือ 0.58% ปิดที่ 50,579.70 จุด โดยดัชนีทำสถิติสูงสุดตลอดกาลทั้งในระหว่างวันและตอนปิดตลาด ขณะที่ S&P 500 ขึ้น 0.37% ปิดที่ 7,473.47 จุด ส่วน Nasdaq Composite ปรับขึ้น 0.19% ปิดที่ 26,343.97…

  • นักเทรดบน Kalshi คาด WTI จะพุ่งทะลุ 125 ดอลลาร์ เกินสถิติสูงสุดในช่วงสงครามอิหร่าน

    ในขณะที่ตลาดน้ำมันดิบโลกยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นักเทรดบนแพลตฟอร์ม Kalshi ซึ่งเป็นตลาดทำนายเหตุการณ์ (Prediction Markets) ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ยังไม่ถึงจุดสูงสุดของปีนี้ และยังมีโอกาสที่จะพุ่งขึ้นไปสูงกว่าระดับสูงสุดในช่วงสงครามอีกมาก ตัวเลขที่ตลาดทำนายบอก: มากกว่าครึ่งหนึ่งเชื่อว่าจะแตะ 127 ดอลลาร์ ข้อมูลจาก Kalshi ระบุว่ามีโอกาส มากกว่า 50% ที่ราคา WTI จะแตะระดับ 127 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าระดับปิดสูงสุดในปัจจุบันที่ประมาณ 113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 7 เมษายนอย่างมีนัยสำคัญ และนักเทรดยังประเมินโอกาส 63% ที่ราคาจะข้ามระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคา WTI ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะประกาศหยุดยิง แต่ก็ยังสูงกว่าระดับต่ำสุดที่ 82.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 17 เมษายนอย่างมาก ราคาปัจจุบันกลับมาอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *