วอลล์สตรีทปิดลบ! S&P 500 ร่วง น้ำมันพุ่ง CapEx บิ๊กเทคเขย่าตลาด
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2569 ในแดนลบเป็นครั้งที่สี่ในรอบห้าวันทำการ ท่ามกลางแรงกดดันสองด้านที่บีบตลาดพร้อมกัน คือราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นกว่า 3% แตะระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งเดือนจากสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่คืนที่ 11 และความกังวลของนักลงทุนต่อรายงานผลประกอบการไตรมาสสองของสองยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง Alphabet และ Tesla ที่ทยอยประกาศหลังตลาดปิด ซึ่งกลายเป็นบททดสอบสำคัญที่สุดของ ‘AI trade’ นับตั้งแต่ต้นปี ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,498.96 จุด ลดลง 0.14% ดัชนี Nasdaq Composite ปิดที่ 25,690.90 จุด ลดลง 0.57% ขณะที่ดัชนี Dow Jones Industrial Average แทบไม่เปลี่ยนแปลง ปิดที่ 52,218.58 จุด ลดลงเพียง 6.06 จุด หรือ 0.01% บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทุกมิติของเซสชันการซื้อขายที่ตึงเครียดที่สุดเซสชันหนึ่งของฤดูกาลรายงานผลประกอบการรอบนี้ พร้อมประเมินผลกระทบที่นักลงทุนไทยต้องเตรียมรับมือ
ภาพรวมตลาด: เมื่อพลังงานกับเทคโนโลยีเดินสวนทางกัน
เซสชันการซื้อขายวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2569 เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของ ‘ตลาดสองความเร็ว’ ที่นักวิเคราะห์บนวอลล์สตรีทพูดถึงมาตลอดเดือนกรกฎาคม กล่าวคือ ในขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมันดิบที่ทะยาน หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่กลับถูกเทขายอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์คือดัชนีที่มีการถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาดอย่าง S&P 500 และ Nasdaq Composite ปิดในแดนลบ ขณะที่ดัชนี Dow Jones ซึ่งมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีน้อยกว่า สามารถประคองตัวปิดใกล้เส้นศูนย์ได้
Bloomberg รายงานว่า ดัชนี S&P 500 แกว่งตัวระหว่างแดนบวกและแดนลบเล็กน้อยตลอดเกือบทั้งวัน ก่อนจะปิดลบ 0.1% ซึ่งเป็นการปิดลบครั้งที่สี่ในรอบห้าวันทำการล่าสุด ส่วนดัชนี Nasdaq 100 ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีปรับตัวลง 0.5% หลังจากที่ระหว่างวันเคยดิ่งลงไปแรงถึง 0.8% การอ่อนตัวของดัชนีเกิดขึ้นทันทีหลังจากที่ตลาดเพิ่งทำผลงานได้ดีที่สุดในรอบหลายสัปดาห์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สะท้อนว่าโมเมนตัมขาขึ้นในรอบนี้ยังเปราะบางและขาดความต่อเนื่อง
การเปิดตลาดในช่วงเช้าเป็นไปในทิศทางลบตั้งแต่ต้น โดย CNBC รายงานว่า ดัชนี S&P 500 ร่วงลง 0.3% ทันทีหลังเสียงระฆังเปิดตลาด ขณะที่ Nasdaq Composite ลดลง 0.6% และ Dow Jones ปรับตัวลง 73 จุด หรือราว 0.1% แรงกดดันหลักในช่วงเช้ามาจากการที่นักลงทุนเลือกลดความเสี่ยงลงก่อนการประกาศผลประกอบการของ Alphabet และ Tesla ซึ่งเป็นสองบริษัทแรกในกลุ่ม ‘Magnificent Seven’ ที่รายงานผลประกอบการไตรมาสสองของปีนี้
Daniela Hathorn นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสจาก Capital.com ให้ความเห็นกับสำนักข่าว TheStreet ว่า สัญญาฟิวเจอร์สอ่อนตัวลงตั้งแต่ก่อนเปิดตลาด เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นและการที่นักลงทุนลดความเสี่ยงลงก่อนผลประกอบการของ Alphabet และ Tesla โดยเธอชี้ว่าคำถามสำคัญคือผลประกอบการจะสามารถรองรับทั้งระดับมูลค่าหุ้นที่สูงลิ่วและขนาดของการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ได้หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่สรุปแก่นของความกังวลในตลาดขณะนี้ได้อย่างตรงจุด
หากมองย้อนกลับไปในสัปดาห์ก่อนหน้า ภาพรวมยิ่งชัดเจนขึ้น รายงานจากบริษัทที่ปรึกษาการลงทุน Ameriprise Financial ระบุว่า ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง 1.5% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนี Nasdaq Composite ร่วง 2.9% ดัชนี Dow Jones ลดลง 0.9% และดัชนี Russell 2000 ซึ่งสะท้อนหุ้นขนาดเล็กลดลง 0.5% โดยตัวการหลักคือแรงเทขายอย่างหนักในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งฉุดให้ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index ร่วงลงถึง 10% ในสัปดาห์เดียว และปิดเข้าสู่ภาวะตลาดหมีอย่างเป็นทางการ
Alphabet: ผลประกอบการทะลุทุกเป้า แต่ตัวเลข CapEx 2.05 แสนล้านดอลลาร์กลบข่าวดีทั้งหมด
เหตุการณ์สำคัญที่สุดของวันเกิดขึ้นหลังตลาดปิด เมื่อ Alphabet บริษัทแม่ของ Google ประกาศผลประกอบการไตรมาสสองปี 2569 ที่เอาชนะประมาณการของนักวิเคราะห์ในแทบทุกบรรทัด แต่ราคาหุ้นกลับดิ่งลงราว 5% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ สาเหตุไม่ได้อยู่ที่รายได้หรือกำไร แต่อยู่ที่ตัวเลขเดียว นั่นคืองบลงทุน หรือ Capital Expenditure (CapEx)
CNBC รายงานตัวเลขหลักไว้ว่า Alphabet มีรายได้รวมในไตรมาสสองที่ 119.80 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ซึ่งสำรวจโดย LSEG คาดการณ์ไว้ที่ 116.93 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่กำไรต่อหุ้นปรับปรุงอยู่ที่ 2.85 ดอลลาร์ ต่ำกว่าประมาณการเล็กน้อยที่ 2.89 ดอลลาร์ ส่วนกำไรจากการดำเนินงานรวมเพิ่มขึ้น 30% สู่ระดับ 40.8 พันล้านดอลลาร์ พร้อมอัตรากำไรจากการดำเนินงานที่ขยายตัวขึ้นสองจุดเปอร์เซ็นต์ สู่ระดับ 34%
จุดที่โดดเด่นที่สุดของรายงานฉบับนี้คือธุรกิจคลาวด์ Google Cloud ทำรายได้ 24.77 พันล้านดอลลาร์ เติบโตถึง 82% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุดที่หน่วยธุรกิจนี้เคยรายงานในรอบอย่างน้อยสามปี และสูงกว่าประมาณการของ Bloomberg ที่ 22.46 พันล้านดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น ยอด backlog หรือมูลค่างานที่รับรู้แล้วแต่ยังไม่ได้ส่งมอบของธุรกิจคลาวด์ พุ่งขึ้นกว่า 50 พันล้านดอลลาร์จากไตรมาสก่อนหน้า สู่ระดับ 514 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงานของธุรกิจคลาวด์เพิ่มขึ้นกว่าสามเท่า สู่ระดับ 35.6%
ธุรกิจ Search ซึ่งเป็นหัวใจดั้งเดิมของบริษัท ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยทำรายได้ 63.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17% สะท้อนการขยายตัวของปริมาณคำค้นหาที่ขับเคลื่อนด้วย AI ขณะที่ YouTube ซึ่งมักถูกมองข้ามในการวิเคราะห์ผลประกอบการของ Alphabet ทำรายได้จากโฆษณา 11 พันล้านดอลลาร์ เติบโต 13% โดยโครงสร้างรายได้ของ YouTube กำลังเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง จากที่เคยพึ่งพาโฆษณาสร้างแบรนด์ มาสู่โฆษณาแบบ direct-response ที่เชื่อมโยงกับการซื้อทันที ซึ่งกลายเป็นแหล่งรายได้ที่ใหญ่ที่สุดของแพลตฟอร์มแล้วในปัจจุบัน
แล้วทำไมหุ้นถึงตก? คำตอบอยู่ในการประชุมนักวิเคราะห์ Alphabet ประกาศปรับเพิ่มประมาณการงบลงทุนสำหรับปี 2569 ทั้งปีขึ้นมาอยู่ในกรอบ 195,000–205,000 ล้านดอลลาร์ จากเดิมที่เคยให้ไว้ที่ 180,000–190,000 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่นักวิเคราะห์ซึ่งสำรวจโดย Visible Alpha คาดการณ์ไว้เพียงราว 188,000 ล้านดอลลาร์ นั่นหมายความว่าตัวเลขใหม่สูงกว่าที่ตลาดคาดถึงราว 17,000 ล้านดอลลาร์ในกรณีสูงสุด
ยิ่งไปกว่านั้น งบลงทุนรายไตรมาสเพียงไตรมาสเดียวก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว สู่ระดับ 44.9 พันล้านดอลลาร์ ผลที่ตามมาคือกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ของ Alphabet ติดลบ 5.9 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่นักลงทุนไม่คุ้นเคยเลยสำหรับบริษัทที่ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างเงินสดมหาศาลมาตลอดสองทศวรรษ และผู้บริหารยังส่งสัญญาณเพิ่มเติมว่างบลงทุนในปี 2570 จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอีก
ประเด็นที่นักลงทุนควรระวังเป็นพิเศษคือคุณภาพของกำไร ตัวเลขกำไรต่อหุ้นตามมาตรฐาน GAAP ของ Alphabet อยู่ที่ 9.11 ดอลลาร์ ซึ่งดูเหมือนจะเอาชนะประมาณการที่ 2.91 ดอลลาร์อย่างถล่มทลาย แต่เมื่อเจาะลึกลงไปจะพบว่าตัวเลขนี้มาจากกำไรที่ยังไม่รับรู้จากการลงทุนในหลักทรัพย์ทุนมูลค่าราว 99 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับเพียง 1.2 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน กล่าวคือ กำไรส่วนใหญ่มาจากการตีมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชี ไม่ใช่จากการดำเนินงานหลัก นี่คือเหตุผลว่าทำไมตลาดจึงไม่ตื่นเต้นกับตัวเลข EPS ที่ดูสวยหรู
Sundar Pichai ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Alphabet พยายามอธิบายกับนักลงทุนว่าบริษัทยังอยู่ในช่วงต้นของสิ่งที่เขามองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระยะยาว และระบุว่าตลอดปีที่ผ่านมาเขายิ่งมีมุมมองเชิงบวกต่อโอกาสข้างหน้ามากขึ้น ขณะที่ Anat Ashkenazi ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ย้ำว่าบริษัทจะยังคงลงทุนต่อไปตราบใดที่ผลตอบแทนยังน่าสนใจ พร้อมระบุว่าบริษัทยังคงอยู่ในภาวะที่กำลังการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ และเห็นอุปสงค์ที่แข็งแกร่งมากทั้งจากลูกค้าคลาวด์ภายนอกและจากธุรกิจภายในของบริษัทเอง
Tesla: รายได้ทำสถิติใหม่ 28,240 ล้านดอลลาร์ แต่กำไรพลาดเป้าถึง 39%
หากผลประกอบการของ Alphabet คือเรื่องของ ‘ข่าวดีที่ถูกกลบด้วยตัวเลขงบลงทุน’ ผลประกอบการของ Tesla ก็คือเรื่องของ ‘ยอดขายที่ทำสถิติ แต่กำไรที่หายไป’ ซึ่งเป็นภาพที่แปลกประหลาดและสร้างความสับสนให้กับนักวิเคราะห์อย่างมาก
Tesla รายงานรายได้ไตรมาสสองที่ 28.24 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 26% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ราว 26.4 พันล้านดอลลาร์อย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดใหม่ของบริษัท และเป็นการกลับมาเติบโตของรายได้อย่างมีนัยสำคัญครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งปี
แต่ในบรรทัดกำไร ภาพกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง กำไรต่อหุ้นแบบ non-GAAP อยู่ที่เพียง 0.33 ดอลลาร์ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 0.53–0.54 ดอลลาร์ คิดเป็นการพลาดเป้าถึงราว 39% และลดลง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนกำไรต่อหุ้นตามมาตรฐาน GAAP อยู่ที่ 0.32 ดอลลาร์ ขณะที่กำไรสุทธิตามมาตรฐาน GAAP ลดลง 5% สู่ระดับ 1.11 พันล้านดอลลาร์
ตัวเลขที่น่าตกใจที่สุดคือกำไรจากการดำเนินงาน ซึ่งดิ่งลงถึง 57% เมื่อเทียบกับปีก่อน เหลือเพียง 398 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานหดตัวลงเหลือเพียง 1.4% จากระดับ 4.1% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นยังทรงตัวที่ 16.8% ใกล้เคียงกับปีก่อน นั่นหมายความว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนการผลิตรถยนต์โดยตรง แต่อยู่ที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่พุ่งสูงขึ้น
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของ Tesla เพิ่มขึ้น 47% สู่ระดับ 4.35 พันล้านดอลลาร์ จากการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI และโครงการวิจัยและพัฒนาอื่น ๆ ขณะที่งบลงทุนพุ่งขึ้นถึง 142% สู่ระดับ 5.79 พันล้านดอลลาร์ กระแสเงินสดจากการดำเนินงานอยู่ที่ 4.70 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 85% แต่เมื่อหักงบลงทุนแล้ว กระแสเงินสดอิสระติดลบ 1.09 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับที่เป็นบวก 1.44 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปีนี้ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าจะติดลบราว 3.25 พันล้านดอลลาร์
ในด้านปฏิบัติการ ตัวเลขกลับสวยงามอย่างยิ่ง Tesla ส่งมอบรถยนต์ 480,126 คันในไตรมาสสอง เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ราว 406,600 คันอย่างมหาศาล รายได้จากธุรกิจยานยนต์ซึ่งเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดเพิ่มขึ้น 23% สู่ระดับ 20.52 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ธุรกิจกักเก็บพลังงานติดตั้งไปแล้ว 13.5 กิกะวัตต์-ชั่วโมง เพิ่มขึ้นกว่า 40% จากปีก่อน
อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือระบบขับขี่อัตโนมัติ Full Self-Driving (FSD) ซึ่งมียอดสมาชิกที่ใช้งานอยู่ 1.48 ล้านราย เพิ่มขึ้น 56% จากปีก่อน และรถยนต์ที่ส่งมอบใหม่ในอเมริกาเหนือกว่า 55% มาพร้อมกับการสมัครใช้บริการ FSD ซึ่งเป็นสัญญาณว่าโมเดลรายได้แบบซับสคริปชันของ Tesla กำลังก่อตัวขึ้นจริง
ปฏิกิริยาของตลาดเป็นไปในทางลบทันที ราคาหุ้น Tesla ร่วงลงราว 3–4.7% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ โดยลงไปแตะระดับต่ำสุดราว 355.99–362.80 ดอลลาร์ หลังจากปิดตลาดวันพุธที่ 374.10 ดอลลาร์ นักวิเคราะห์จาก StockStory สรุปว่าไตรมาสนี้อาจจะดีกว่านี้ได้ โดยชี้ว่าแม้รายได้จะเอาชนะประมาณการ แต่กำไรต่อหุ้นพลาดเป้าและกระแสเงินสดอิสระพลิกเป็นลบ
The Motley Fool ให้มุมมองเชิงโครงสร้างว่า Tesla น่าจะยังคงมีความผันผวนสูงต่อไป เนื่องจากบริษัทกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านการผลิตจากรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก ไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่หลายกลุ่ม ทั้ง Cybercab, Megapack 3, Tesla Semi และหุ่นยนต์ Optimus ซึ่งแต่ละกลุ่มยังอยู่ในช่วงที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและยังไม่สร้างกำไร ประเด็นนี้จึงเป็นหัวใจของความตึงเครียดในธีสิสการลงทุนของ Tesla กล่าวคือ บริษัทพิสูจน์แล้วว่ายังสร้างอุปสงค์ได้มหาศาลและแซงหน้าผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมในการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า แต่ต้นทุนของการรักษาการเติบโตนั้นกำลังกัดกินความสามารถในการทำกำไรระยะสั้นอย่างรุนแรง
ราคาน้ำมันพุ่ง: สงครามสหรัฐฯ–อิหร่านคืนที่ 11 กับแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่
หากมองหาปัจจัยเดียวที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อตลาดการเงินโลกในเดือนกรกฎาคม 2569 คำตอบคือราคาน้ำมันดิบ และเบื้องหลังราคาน้ำมันคือสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และกลับมาปะทุอีกครั้งหลังจากที่ประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศว่าข้อตกลงหยุดยิง ‘จบสิ้นแล้ว’
ในวันพุธที่ 22 กรกฎาคม สัญญาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงระหว่างประเทศ ปรับตัวขึ้นราว 3.4% ปิดที่ 94.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แตะระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งเดือน และระหว่างวันเคยขึ้นไปทะลุ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลชั่วคราว ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นราว 3% ปิดที่ 86.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สาเหตุโดยตรงคือกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Central Command) ได้ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเป็นคืนที่ 11 ติดต่อกัน โดย Marco Rubio รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าอิหร่านไม่ได้จริงจังกับการเจรจา และย้ำว่าหากอิหร่านจริงจัง สหรัฐฯ ก็พร้อมจริงจังด้วย แต่หากไม่ สหรัฐฯ จะดำเนินการเท่าที่จำเป็นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและพันธมิตร เขายังระบุด้วยว่ากองกำลังสหรัฐฯ จะยังคงคุ้มครองการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซต่อไป
ช่องแคบฮอร์มุซคือหัวใจของเรื่องนี้ เพราะเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบราว 20% ของโลก และมีความกว้างเพียง 21 ไมล์ในจุดที่แคบที่สุด การที่เส้นทางนี้ถูกรบกวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดปี 2569 ทำให้เบี้ยประกันความเสี่ยงสงครามสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก และส่งผลต่อเนื่องไปยังต้นทุนขนส่งสินค้าทั่วโลก นอกจากนี้ กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านยังเข้ามารบกวนการเดินเรือในทะเลแดงเพิ่มเติมอีกด้วย
สำหรับตลาดหุ้น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นสร้างผลกระทบสองชั้น ชั้นแรกคือผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนของบริษัทในภาคการผลิต การขนส่ง และการบิน ชั้นที่สองซึ่งสำคัญกว่าคือผลกระทบต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อ เทรดเดอร์จำนวนมากกังวลว่าราคาน้ำมันที่สูงจะทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป ซึ่งอาจบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ไม่ใช่ปรับลด
ในทางการเมือง ประธานาธิบดี Trump ได้ลดทอนความคาดหวังต่อการเจรจาระยะสั้นกับอิหร่านลง และเตือนถึงความเป็นไปได้ของการโจมตีเพิ่มเติม ขณะที่ Pete Hegseth รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ขอจัดสรรงบประมาณสงครามเพิ่มเติมอีก 67,000 ล้านดอลลาร์สำหรับปีงบประมาณนี้ จากที่ประเมินว่าใช้จ่ายไปแล้วราว 37,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ตอกย้ำว่าสถานการณ์นี้ไม่มีทีท่าจะจบลงในเร็ววัน
บอนด์ยีลด์และเฟดยุค Kevin Warsh: ตลาดเลิกพูดถึงการลดดอกเบี้ยไปแล้ว
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของตลาดการเงินโลกในปี 2569 แต่กลับได้รับความสนใจน้อยกว่าที่ควร คือการเปลี่ยนแปลงเชิงบุคลากรและเชิงนโยบายที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ Kevin Warsh ซึ่งเข้ารับตำแหน่งประธานเฟดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 หลังได้รับการรับรองจากวุฒิสภาเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงสำคัญของต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลก เคลื่อนไหวทรงตัวที่ราว 4.626% ในวันพุธ ตามรายงานของ CNBC ขณะที่ข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ยืนอยู่ที่ราว 4.63% และเคยขึ้นไปแตะ 4.65% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 โดยในรอบสี่สัปดาห์ที่ผ่านมาปรับขึ้นแล้ว 14.70 จุดพื้นฐาน และในรอบ 12 เดือนเพิ่มขึ้น 26.10 จุดพื้นฐาน ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งอ่อนไหวต่อนโยบายการเงินระยะสั้นมากกว่า ปรับตัวลงหนึ่งจุดพื้นฐาน
ณ ปัจจุบัน คณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในกรอบ 3.50–3.75% โดยอัตราดอกเบี้ยเฟดฟันด์ที่มีผลจริงอยู่ที่ราว 3.63% การประชุม FOMC ครั้งถัดไปมีกำหนดในวันที่ 28–29 กรกฎาคม 2569 ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ แต่จะยังคงเปิดทางเลือกสำหรับการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมหากเงินเฟ้อยังคงยืดเยื้อ
สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงคือทิศทางของความคาดหวังตลาด เมื่อต้นปี 2569 ตลาดยังคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ ณ ปัจจุบัน ความคาดหวังนั้นถูกแทนที่ด้วยความเป็นไปได้ของการ ‘ปรับขึ้น’ ดอกเบี้ยอย่างสิ้นเชิง ข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่าตลาดกำลังกำหนดราคาการปรับขึ้นดอกเบี้ยสองครั้ง ครั้งละ 25 จุดพื้นฐาน ภายในเดือนมีนาคม 2570 โดยมีความน่าจะเป็น 70% ที่การปรับขึ้นครั้งแรกจะเกิดขึ้นเร็วที่สุดในเดือนกันยายนปีนี้
ประมาณการเศรษฐกิจ (Summary of Economic Projections) ที่เฟดเผยแพร่ในเดือนมิถุนายน 2569 สะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน โดยเฟดปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อ PCE ปี 2569 ขึ้นเป็น 3.6% และเงินเฟ้อพื้นฐาน (core PCE) เป็น 3.3% จากที่เคยประมาณการไว้ที่ 2.7% ทั้งสองตัวเลขในเดือนมีนาคม ขณะที่ประมาณการการเติบโตของ GDP ที่แท้จริงอยู่ที่ 2.2% ในปี 2569 และอัตราการว่างงานที่ 4.3%
ที่สำคัญที่สุดคือ ค่ามัธยฐานของประมาณการอัตราดอกเบี้ยเฟดฟันด์ ณ สิ้นปี 2569 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3.8% จากเดิม 3.4% ในการประมาณการเดือนมีนาคม ซึ่งส่งสัญญาณว่าคณะกรรมการมองว่าจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในปีนี้ โดยในบรรดาเจ้าหน้าที่ 18 คนที่ส่งประมาณการ มี 9 คนที่คาดว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้ง 8 คนคาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง และ 1 คนคาดว่าจะมีการปรับลด ที่น่าสนใจคือ Warsh เองยืนยันในการแถลงข่าวว่าเขาไม่ได้ส่งประมาณการของตนเองเข้าไป ซึ่งสอดคล้องกับจุดยืนที่เขาเคยแสดงมาโดยตลอดว่าไม่เชื่อในประโยชน์ของการให้ forward guidance
Forbes รายงานว่า Warsh ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการกล่าวสุนทรพจน์ที่ ECB Forum on Central Banking ณ เมือง Sintra ประเทศโปรตุเกส เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม โดยระบุว่าระดับราคาสินค้ายังสูงเกินไป และปฏิเสธความเป็นไปได้ที่เฟดจะยอมรับเป้าหมายเงินเฟ้อที่สูงกว่า 2% พร้อมย้ำว่าเฟดจะ ‘เดินเส้นทางใหม่’ ภายใต้การนำของเขา แม้ยังไม่ได้ให้รายละเอียดว่าเส้นทางใหม่นั้นหมายถึงอะไร
สิ่งที่น่าจับตาคือ ความคิดของ Warsh มีความซับซ้อนกว่าที่มองเผิน ๆ เขาเคยโต้แย้งว่าเงินเฟ้อที่เกิดจากภาวะช็อกด้านอุปทาน โดยทั่วไปควรถูกมองข้ามในการกำหนดนโยบาย และเขายังเชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์จะส่งผลในทางลดเงินเฟ้อในระยะยาว เพราะผลิตภาพที่สูงขึ้นจะช่วยลดต้นทุนสินค้าและบริการ มุมมองสองข้อนี้อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงยังไม่รีบร้อนขึ้นดอกเบี้ย แม้เงินเฟ้อจะสูงกว่าเป้าหมายมาห้าปีติดต่อกันแล้วก็ตาม
ในการประชุมเดือนมิถุนายนซึ่งเป็นครั้งแรกภายใต้การนำของ Warsh เฟดคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามคาด แต่แถลงการณ์หลังการประชุมมีน้ำเสียงที่เข้มงวดขึ้นอย่างชัดเจน โดย Warsh ย้ำหลายครั้งในการแถลงข่าวว่าธนาคารกลางจะมีความชัดเจนและเป็นเอกภาพในการรักษาเสถียรภาพราคา ผลคือดัชนีหลักทั้งสามปิดลบราว 1% หรือมากกว่าในวันนั้น เนื่องจากตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้
สำหรับนักลงทุน ประเด็นสำคัญคือ ในสภาพแวดล้อมที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี อยู่ที่ระดับ 4.6% และอาจปรับขึ้นต่อได้อีก มูลค่าหุ้นเติบโตที่มีการประเมินมูลค่าบนกระแสเงินสดในอนาคตไกล ๆ จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะอัตราคิดลดที่สูงขึ้นจะกดมูลค่าปัจจุบันของกำไรในอนาคตลง นี่คือกลไกทางคณิตศาสตร์ที่อธิบายว่าทำไมหุ้นเทคโนโลยีจึงอ่อนไหวต่อบอนด์ยีลด์มากเป็นพิเศษ
เซมิคอนดักเตอร์และการคลายสถานะ AI Trade: การปรับฐานเชิงเทคนิคหรือการเปลี่ยนธีม?
เรื่องราวที่ตึงเครียดที่สุดของตลาดสหรัฐฯ ในเดือนกรกฎาคม 2569 อาจไม่ใช่เรื่องน้ำมันหรือเฟด แต่เป็นการคลายสถานะครั้งใหญ่ในกลุ่มหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นหัวใจของ ‘AI trade’ ที่ขับเคลื่อนตลาดมาตลอดสองปี
รายงานจาก Proactive Investors ระบุว่า หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากกองทุนเฮดจ์ฟันด์เร่งคลายสถานะการลงทุนใน AI ที่หนาแน่นเกินไป (crowded trade) ส่งผลให้กลุ่มนี้ปรับตัวลงราว 25% จากจุดสูงสุดในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการปรับฐานที่รุนแรงมากในระยะเวลาอันสั้น
ในวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ดีดตัวขึ้นแรงถึง 5.5% นำโดยหุ้น Micron ที่พุ่งขึ้น 12% แต่ในวันพุธ แรงขายทำกำไรก็กลับเข้ามาอีกครั้ง โดยหุ้นชิปอ่อนตัวลงในช่วงก่อนเปิดตลาด Kenny Polcari นักกลยุทธ์ตลาดจาก Slatestone Wealth ให้ความเห็นว่าการดีดตัวในวันอังคารเกิดขึ้นเพราะเทรดเดอร์สายโมเมนตัมขายหุ้นออกไปจนหมดแล้ว แรงกดดันจึงคลายลง ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าคลื่นการขายแบบถูกบังคับได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดไปแล้ว
Ameriprise Financial ให้มุมมองที่สมดุลกว่าว่า แรงเทขายในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์มีลักษณะเป็นการคลายสถานะเชิงเทคนิคหลังจากที่กลุ่มนี้ทำผลงานได้ดีมาหลายเดือน มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้เงินทุนไหลออกจากกลุ่มอย่างถาวร และการหมุนเวียนเงินทุนเข้าสู่กลุ่มธนาคาร พลังงาน และหุ้นเชิงรับ ก็สะท้อนว่านักลงทุนยังไม่ได้ถอนตัวออกจากตลาดหุ้นโดยรวม
ในอีกด้านหนึ่ง ยังมีข่าวดีที่แสดงว่าอุปสงค์ด้าน AI ที่แท้จริงยังคงแข็งแกร่ง Bloomberg รายงานว่าหุ้น Super Micro Computer พุ่งขึ้นสูงสุดถึง 25% หลังบริษัทเปิดเผยผลประกอบการเบื้องต้นที่ระบุว่า backlog ทำสถิติสูงสุดใหม่ จากคำสั่งซื้อใหม่ในไตรมาสมูลค่ากว่า 60,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมแผนสร้างศูนย์ข้อมูล AI ร่วมกับ SpaceX และบริษัทยังคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
อีกดีลสำคัญที่สะท้อนความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI คือข้อตกลงระหว่าง Advanced Micro Devices (AMD) กับบริษัท Anthropic ซึ่ง Anthropic ตกลงจะซื้อเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ชิป Instinct MI450 รุ่นถัดไปของ AMD กำลังไฟฟ้ารวมสูงสุดถึง 2 กิกะวัตต์ โดยเริ่มตั้งแต่ครึ่งแรกของปี 2570 นอกจากนี้ AMD ยังมีแผนลงทุนใน Anthropic สูงสุด 5,000 ล้านดอลลาร์ ตามความคืบหน้าของการติดตั้ง ดีลนี้ทำให้ AMD เข้าไปอยู่ในสมรภูมิการประมวลผลระดับแนวหน้าอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ประเด็นที่นักลงทุนไทยควรทำความเข้าใจคือ ความแตกต่างระหว่าง ‘อุปสงค์ที่แท้จริง’ กับ ‘ราคาหุ้นที่สะท้อนอุปสงค์นั้นไปแล้ว’ ตัวเลข backlog ของ Super Micro หรือดีลของ AMD พิสูจน์ว่าการลงทุนใน AI ยังคงเดินหน้าอย่างเข้มข้น แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าราคาหุ้นในปัจจุบันสมเหตุสมผล ทั้งสองประเด็นนี้เป็นคนละคำถามกัน และเป็นแก่นของความขัดแย้งในมุมมองระหว่างนักวิเคราะห์บนวอลล์สตรีทในขณะนี้
หุ้นรายตัวและผลประกอบการอื่น ๆ ที่เคลื่อนไหวโดดเด่น
นอกเหนือจาก Alphabet และ Tesla วันพุธที่ 22 กรกฎาคมยังเป็นวันที่หนาแน่นไปด้วยรายงานผลประกอบการ โดยมีบริษัทขนาดใหญ่หลายรายทยอยประกาศ ทั้ง ServiceNow, International Business Machines (IBM), Texas Instruments, AT&T, Philip Morris, GE Vernova, Kinder Morgan และ QuantumScape
AT&T รายงานผลประกอบการก่อนเปิดตลาดและเอาชนะประมาณการของวอลล์สตรีททั้งในด้านกำไรต่อหุ้นและยอดผู้ใช้บริการรายใหม่ โดยมีรายได้ 31.6 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการเติบโตที่ไม่หวือหวาแต่มีเสถียรภาพ สะท้อนลักษณะของหุ้นกลุ่มสื่อสารที่ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์เชิงรับในพอร์ตการลงทุน
ในกลุ่มหุ้นที่เคลื่อนไหวรุนแรงก่อนเปิดตลาด นอกจาก Super Micro ที่พุ่งขึ้น 17% แล้ว ยังมีบริษัทสปายแวร์สัญชาติอิสราเอล Pegasus Systems ที่ร่วงลง 16% หลังรายงานกำไรไตรมาสสองต่ำกว่าคาด ขณะที่หุ้น Cal-Maine Foods ผู้ผลิตไข่ไก่รายใหญ่ ปรับตัวลงกว่า 6% ในช่วงก่อนเปิดตลาดเช่นกัน
ในภาคธนาคาร ฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาสสองที่ผ่านมาถือว่าเป็นสถิติในหลายมิติ JPMorgan Chase รายงานกำไรสุทธิ 21.2 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสสองของปี 2569 เพิ่มขึ้น 41% จากปีก่อน ซึ่งเป็นกำไรรายไตรมาสสูงสุดที่ธนาคารสหรัฐฯ เคยรายงาน โดยรายได้จากการซื้อขายตราสารทุนพุ่งขึ้น 86% สู่ระดับ 6,000 ล้านดอลลาร์ และธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดทั้งห้าแห่งของสหรัฐฯ ต่างทำสถิติผลประกอบการในรอบนี้
ในด้านนโยบายการค้า ประธานาธิบดี Trump ประกาศมาตรการภาษีนำเข้าใหม่สำหรับยาสามัญ (generic drugs) โดยจะเก็บภาษีในอัตรา 100% ในเดือนสิงหาคม 2571 และเพิ่มเป็น 200% ในปีถัดไป โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันการผลิตยาสามัญกลับเข้ามาในประเทศ ทั้งนี้ ใบสั่งยาส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ใช้ยาสามัญที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งนโยบายนี้อาจสร้างแรงกระเพื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานยาระดับโลกในระยะยาว รวมถึงผู้ผลิตยาในเอเชียด้วย
เสียงเตือนเรื่องมูลค่าหุ้น: Jamie Dimon, Shiller CAPE และคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
ท่ามกลางตลาดที่ยังยืนใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เสียงเตือนจากบุคคลที่มีอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในโลกการเงินได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววอลล์สตรีทในสัปดาห์นี้
Jamie Dimon ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JPMorgan Chase ให้สัมภาษณ์ในรายการพอดแคสต์ ‘The Master Investor Podcast’ ที่ดำเนินรายการโดย Wilfred Frost ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 โดยระบุว่าเขาจะไม่ซื้อดัชนี S&P 500 ที่ระดับราคาปัจจุบัน และจะไม่ซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเช่นกัน เมื่อถูกถามเกี่ยวกับดัชนี เขาเลี่ยงที่จะตอบตรง ๆ โดยบอกว่าเขาซื้อขายหุ้นเป็นรายตัวมากกว่าจะมองตลาดโดยรวม และยืนยันว่าเขาไม่ได้ซื้อหุ้นในช่วงหลังนี้
ในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC เขายังกล่าวถึงการลงทุนใน AI ว่าแม้มันอาจให้ผลตอบแทนคุ้มค่า แต่เขาตั้งคำถามว่ามันจะให้ผลตอบแทนในรูปแบบและตามกรอบเวลาที่นักลงทุนคาดหวังไว้หรือไม่ ซึ่งคำตอบของเขาคือ ‘ไม่แน่นอน’ อย่างชัดเจน
Dimon ยกเหตุผลเรื่องอัตราดอกเบี้ยเป็นสาเหตุที่เขาไม่ซื้อพันธบัตร โดยเปรียบเทียบกับวงจรเงินเฟ้อในทศวรรษ 1970 และเตือนว่านักลงทุนอาจกำลังประเมินความเสี่ยงจากการขาดดุลงบประมาณระดับสถิติและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นต่ำเกินไป เขาระบุว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีที่ 4.59% ณ วันที่ 21 กรกฎาคม อยู่สูงกว่ากรอบ 4% ถึง 4.5% ที่เขามองว่าเป็นระดับที่เหมาะสม
สิ่งที่ทำให้คำเตือนของ Dimon มีน้ำหนักเป็นพิเศษคือบริบทที่มันถูกกล่าวออกมา นั่นคือ ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ เพิ่งรายงานไตรมาสที่ทำกำไรสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การธนาคารอเมริกัน แต่ผู้บริหารสูงสุดของธนาคารกลับเลือกที่จะนั่งเฉย ๆ ไม่ลงทุนเพิ่ม ซึ่งเป็นความไม่สอดคล้องที่นักลงทุนควรให้ความสนใจ
ในเชิงตัวเลข The Motley Fool ชี้ว่าอัตราส่วน Shiller CAPE ของดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นมาตรวัดราคาหุ้นเทียบกับกำไรต่อหุ้นที่ปรับด้วยเงินเฟ้อ ได้ไต่ขึ้นสู่ระดับที่เคยเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ นั่นคือช่วงฟองสบู่ดอตคอม และในทุกครั้งที่อัตราส่วนนี้แตะจุดสูงสุด ดัชนี S&P 500 ก็ตามมาด้วยการปรับตัวลง บางครั้งลึกและยาวนาน เช่นหลังฟองสบู่ดอตคอมแตก บางครั้งก็อยู่ในระดับที่จัดการได้
อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์เดียวกันก็ให้มุมมองที่สมดุลว่า ประวัติศาสตร์ชี้ว่าดัชนี S&P 500 และหุ้นคุณภาพในทุกอุตสาหกรรมล้วนฟื้นตัวและสร้างผลตอบแทนได้ในระยะยาวเสมอ สิ่งที่นักลงทุนควรทำจึงไม่ใช่การขายทุกอย่างทิ้ง แต่คือการให้ความสำคัญกับระดับมูลค่าอย่างจริงจัง เลือกบริษัทที่แข็งแกร่ง และถือลงทุนในระยะเวลาหลายปี
ตลาดเอเชียและทองคำ: ภาพสะท้อนความไม่แน่นอนระดับโลก
ก่อนที่ตลาดสหรัฐฯ จะเปิดทำการ ตลาดหุ้นเอเชียในวันพุธที่ 22 กรกฎาคมปิดในทิศทางที่ผสมผสาน สะท้อนความลังเลของนักลงทุนทั่วโลก ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นปิดที่ 66,115.60 จุด ลดลง 116.59 จุด หรือ 0.18% ขณะที่ดัชนี TOPIX กลับปรับตัวขึ้น 0.45% ปิดที่ 4,033.13 จุด ซึ่งความแตกต่างระหว่างสองดัชนีนี้บ่งชี้ว่าแรงขายกระจุกตัวอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักสูงในดัชนี Nikkei โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี ในขณะที่หุ้นในวงกว้างยังทรงตัวได้ดี
ดัชนี Shanghai Composite ของจีนปิดบวกเล็กน้อยที่ 3,867.03 จุด เพิ่มขึ้น 0.07% ส่วนดัชนี Hang Seng ของฮ่องกงปรับตัวลง 0.95% ปิดที่ 24,892.66 จุด ซึ่งเป็นการปรับตัวลงที่ต่อเนื่องจากแนวโน้มขาลงระยะกลางที่นักวิเคราะห์ทางเทคนิคชี้ให้เห็นมาระยะหนึ่งแล้ว
ในตลาดโลหะมีค่า ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น โดยพุ่งขึ้น 1.81% สู่ระดับ 4,151.55 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ในวันที่ 22 กรกฎาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยและแรงซื้อทางเทคนิค ในขณะที่นักลงทุนติดตามสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางและรอความชัดเจนจากการประชุมเฟดในสัปดาห์หน้า
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะปรับขึ้นแรง แต่ราคาทองคำยังคงต่ำกว่าระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้ในเดือนมกราคม เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงได้จุดชนวนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และเสริมความคาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยจะคงอยู่ในระดับสูงยาวนานขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อทองคำที่ไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ย ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ราคาทองคำเพิ่มขึ้น 22.54% ขณะที่ในรอบหนึ่งเดือนเพิ่มขึ้นเพียง 0.92% สะท้อนว่าโมเมนตัมขาขึ้นได้ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน
ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ในช่วงนี้ยังเพิ่มความซับซ้อนอีกชั้น รายงานจาก ADP ระบุว่านายจ้างภาคเอกชนในสหรัฐฯ จ้างงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 16,500 ตำแหน่งต่อสัปดาห์ในช่วงสี่สัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งลดลงจากค่าเฉลี่ยรายสัปดาห์ก่อนหน้า สัญญาณการชะลอตัวของตลาดแรงงานนี้อาจเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้เฟดไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้อย่างเต็มที่ แม้เงินเฟ้อจะยังสูงก็ตาม
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: สิ่งที่ต้องจับตาและกลยุทธ์รับมือ
สำหรับนักลงทุนไทย ภาพรวมตลาดสหรัฐฯ ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 มีนัยสำคัญหลายประการที่ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน
ประการแรก คือช่องทางส่งผ่านผ่านอัตราดอกเบี้ยและค่าเงิน การที่ตลาดกลับมากำหนดราคาการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดถึงสองครั้งภายในเดือนมีนาคม 2570 พร้อมความน่าจะเป็น 70% ที่การขึ้นครั้งแรกจะเกิดขึ้นในเดือนกันยายนนี้ หมายความว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับไทยจะยังคงกว้าง ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นแรงกดดันต่อค่าเงินบาทและกระตุ้นให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Bangkok Post ระบุว่าค่าเงินบาทค่อนข้างมีเสถียรภาพในช่วงที่ผ่านมา โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 32–33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าแข็งค่ากว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้
ประการที่สอง คือทิศทางของตลาดหุ้นไทยเอง Gun Hathaisattha หัวหน้าฝ่ายวิจัยรายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ประจำประเทศไทยของ CGS International ให้ความเห็นว่าดัชนี SET มีโอกาสซื้อขายเหนือระดับ 1,600 จุดได้ในเดือนนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง เขาประเมินว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาสสองจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง และคาดว่าดัชนี SET จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,620–1,650 จุด แต่เขาย้ำว่าการปรับขึ้นต่อจากนี้จำเป็นต้องอาศัยการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยในไตรมาสสองอย่างแข็งแกร่ง
ประการที่สาม คือกระแสเงินทุนต่างชาติ ข้อมูลจากบริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส ระบุว่า หุ้นไทยมียอดซื้อสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติราว 27,000 ล้านบาทนับตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้ผลตอบแทนรวมอยู่ที่ 26.3% ซึ่งเป็นตัวเลขที่โดดเด่นมาก ในทางตรงกันข้าม นักลงทุนต่างชาติกลับเป็นผู้ขายสุทธิในตลาดหุ้นภูมิภาคอื่นหลายแห่ง ทั้งเกาหลีใต้ อินเดีย ไต้หวัน อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ในช่วงห้าวันทำการล่าสุด กระแสเงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าอย่างต่อเนื่องทุกวัน รวมมูลค่า 15,000 ล้านบาท ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณที่มีความหมายของความเชื่อมั่นที่กลับคืนมา
ประการที่สี่ คือผลกระทบผ่านราคาน้ำมัน ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ระดับ 94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจึงส่งผลโดยตรงต่อดุลการค้า ต้นทุนการผลิต และอัตราเงินเฟ้อในประเทศ กลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเชิงลบชัดเจนคือสายการบิน ขนส่ง และผู้ผลิตที่ใช้พลังงานเข้มข้น ในขณะที่กลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่นอาจได้ประโยชน์บางส่วน นักลงทุนที่ถือหุ้นกลุ่มพลังงานในตลาดหุ้นไทยจึงควรติดตามสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด เพราะการเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์เพียงเล็กน้อยสามารถพลิกทิศทางราคาน้ำมันได้ในชั่วข้ามคืน
ประการที่ห้า คือผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนต่างประเทศ นักลงทุนไทยจำนวนมากในปัจจุบันลงทุนในกองทุนรวมที่มีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นดัชนี S&P 500, Nasdaq 100 หรือหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ รายตัว การที่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่กำลังเผชิญกับคำถามเรื่องคุณภาพของกำไรและระดับงบลงทุนที่พุ่งสูง หมายความว่าความผันผวนของพอร์ตเหล่านี้มีแนวโน้มจะสูงขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
ในเชิงกลยุทธ์ ข้อเสนอแนะสามข้อที่นักลงทุนไทยอาจพิจารณามีดังนี้ ข้อแรก คือการกระจายความเสี่ยงข้ามภูมิภาคและข้ามประเภทสินทรัพย์ ไม่ควรกระจุกตัวอยู่ในธีมเดียว โดยเฉพาะธีม AI ที่มีความสัมพันธ์กันสูงระหว่างหุ้นในกลุ่ม ข้อสอง คือการให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดอิสระ ไม่ใช่แค่การเติบโตของรายได้ กรณีของ Alphabet และ Tesla ในไตรมาสนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าบริษัทที่มีรายได้เติบโตสวยงามอาจมีกระแสเงินสดอิสระติดลบได้ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ตลาดกำลังเริ่มให้ราคา ข้อสาม คือการทยอยลงทุนแบบ Dollar-Cost Averaging แทนการลงทุนก้อนใหญ่ครั้งเดียว ในสภาวะที่ระดับมูลค่าตลาดอยู่ในโซนสูงเชิงประวัติศาสตร์
สำหรับนักลงทุนที่ถือหุ้นไทยเป็นหลัก ปัจจัยภายในประเทศยังคงมีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยจากวอลล์สตรีท กลุ่มธนาคารไทยคาดว่าจะทำผลงานได้ดีในไตรมาสสอง โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของสินเชื่อโดยรวม ขณะที่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ก็ทำผลงานได้ดี ซึ่งน่าจะช่วยผลักดันการส่งออกของประเทศในช่วงที่เหลือของปี โดยมีการคาดการณ์ว่า GDP ไทยจะเติบโตมากกว่า 2% ในเก้าเดือนสุดท้ายของปี ซึ่งสนับสนุนการเติบโตของ GDP ทั้งปี 2569 ที่ระดับเกิน 2%
บทสรุป: ตลาดที่รอคำตอบจากคำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้
เซสชันการซื้อขายวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2569 อาจดูเหมือนวันธรรมดาที่ดัชนีเคลื่อนไหวเพียงเศษเสี้ยวเปอร์เซ็นต์ แต่เบื้องหลังตัวเลขที่ดูสงบนั้น คือการต่อสู้ระหว่างแรงกดดันสามด้านที่กำลังกำหนดทิศทางของตลาดโลกในครึ่งปีหลัง
แรงกดดันแรก คือสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านที่ยืดเยื้อและผลักราคาน้ำมันขึ้นสู่ระดับ 94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการฉีดเงินเฟ้อกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกโดยตรง แรงกดดันที่สอง คือธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้ Kevin Warsh ที่ได้เปลี่ยนกรอบการสื่อสารจากการลดดอกเบี้ยไปสู่ความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ย และแรงกดดันที่สาม ซึ่งอาจสำคัญที่สุดในระยะยาว คือคำถามที่ยังไม่มีคำตอบว่าเงินลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐาน AI จะสร้างผลตอบแทนกลับมาเมื่อไรและมากเท่าใด
ผลประกอบการของ Alphabet และ Tesla ในคืนวันพุธได้ให้คำตอบบางส่วน แต่เป็นคำตอบที่ทำให้เกิดคำถามใหม่มากกว่า Alphabet พิสูจน์ว่าอุปสงค์ด้าน AI นั้นมีจริงและใหญ่มาก จนธุรกิจคลาวด์เติบโตถึง 82% และมี backlog สูงถึง 514,000 ล้านดอลลาร์ แต่ในเวลาเดียวกันก็แสดงให้เห็นว่าต้นทุนของการวิ่งตามอุปสงค์นั้นสูงมากจนกระแสเงินสดอิสระติดลบเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ส่วน Tesla แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านจากบริษัทผลิตรถยนต์ไปสู่บริษัท AI และหุ่นยนต์นั้นมีราคาที่ต้องจ่ายในระยะสั้นอย่างเจ็บปวด โดยอัตรากำไรจากการดำเนินงานเหลือเพียง 1.4%
คำเตือนของ Jamie Dimon และระดับ Shiller CAPE ที่ไต่ขึ้นสู่โซนที่เคยเห็นเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ ไม่ได้หมายความว่าตลาดจะพังทลายในวันพรุ่งนี้ แต่หมายความว่าอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังในอีกห้าถึงสิบปีข้างหน้า มีแนวโน้มจะต่ำกว่าที่นักลงทุนคุ้นเคยในช่วงสามปีที่ผ่านมาที่ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 78% อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับนักลงทุนไทย ข้อสรุปที่ใช้ได้จริงอาจไม่ใช่การทำนายว่าตลาดจะขึ้นหรือลง แต่คือการเตรียมพอร์ตให้ทนทานต่อสถานการณ์ที่หลากหลาย ทั้งกรณีที่ราคาน้ำมันย่อตัวและเฟดผ่อนคลาย และกรณีที่สงครามยืดเยื้อและเฟดต้องขึ้นดอกเบี้ย การกระจายความเสี่ยง การให้ความสำคัญกับกระแสเงินสด และการรักษาวินัยการลงทุนระยะยาว ยังคงเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดในสภาพแวดล้อมที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นสภาวะปกติ
สายตาของตลาดทั้งหมดขณะนี้จับจ้องไปที่การประชุม FOMC ในวันที่ 28–29 กรกฎาคม และรายงานผลประกอบการของ Microsoft, Amazon, Meta Platforms และ Apple ที่จะทยอยประกาศในสัปดาห์ถัดไป ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสุดท้ายว่าธีม AI ที่ขับเคลื่อนตลาดมาสองปีเต็ม จะยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักของตลาดกระทิงต่อไป หรือกำลังเข้าสู่ช่วงของการปรับสมดุลครั้งใหญ่
