วอลล์สตรีทแยกทาง! ดาวโจนส์นิวไฮ 5 วันติด S&P500-Nasdaq ย่อ รอตัวเลขจ้างงาน
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันพุธที่ 5 สิงหาคม ในภาพที่อธิบายได้ด้วยคำเดียวว่า “แยกทาง” เมื่อดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ยังเดินหน้าทำสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 ปิดที่ 54,349.12 จุด บวก 263.24 จุด หรือราว 0.49% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ย่อลง 0.17% มาอยู่ที่ 7,723.55 จุด ตัดสถิติบวก 4 วันติด ส่วน Nasdaq Composite ที่หนักไปทางหุ้นเทคโนโลยีร่วงแรงกว่าที่ 0.83% ปิดที่ 26,363.44 จุด สะท้อนแรงหมุนเวียนเงินลงทุน (rotation) ที่ไหลออกจากกลุ่มเทคฯ และเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งร้อนแรงมาทั้งสัปดาห์ เข้าสู่หุ้นกลุ่มเศรษฐกิจดั้งเดิมอย่างอุตสาหกรรม การแพทย์ และการเงิน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้บริบทที่ซับซ้อน ทั้งผลประกอบการไตรมาสสองของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ทยอยประกาศออกมาแข็งแกร่งเกินคาด ความหวังต่อข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่กดราคาน้ำมันลง และความกังวลต่อทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ที่ยังคงจุดยืนสายเหยี่ยว ทั้งหมดนี้ถูกกดทับด้วยแรงกดดันสำคัญคือ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) เดือนกรกฎาคมที่จะประกาศในวันศุกร์นี้ (7 สิงหาคม) ซึ่งอาจเป็นตัวชี้ขาดว่าตลาดจะไปต่อหรือพักฐาน
สำหรับนักลงทุนไทย ภาพของวอลล์สตรีทสัปดาห์นี้ไม่ใช่เพียงข่าวต่างประเทศไกลตัว แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับกระแสเงินทุนต่างชาติที่กำลังไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทย ทิศทางค่าเงินบาท และราคาพลังงานที่กระทบต้นทุนของทั้งประเทศ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกมิติของตลาดในรอบสัปดาห์ พร้อมประเมินผลกระทบที่จะตามมาถึงพอร์ตการลงทุนของคนไทย
ภาพรวมตลาด: ดาวโจนส์ผงาดทำนิวไฮ ขณะหุ้นเทคฯ ถึงคราวพักเหนื่อย
หากมองย้อนกลับไปตลอดสัปดาห์ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดเดือนสิงหาคมด้วยโมเมนตัมที่ร้อนแรงอย่างยิ่ง วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม ดัชนีหลักทั้งสามพุ่งขึ้นพร้อมกัน โดยดาวโจนส์ปิดทำสถิติสูงสุดที่ 53,178.41 จุด เพิ่มขึ้นถึง 693.38 จุด หรือ 1.32% ด้าน S&P 500 บวก 1.48% ปิดที่ 7,600.50 จุด และ Nasdaq Composite พุ่ง 2.1% ปิดที่ 25,913.9 จุด แรงหนุนสำคัญมาจากราคาน้ำมันที่ร่วงลงและความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เริ่มผ่อนคลาย
โมเมนตัมยิ่งทวีความแรงขึ้นในวันอังคารที่ 4 สิงหาคม เมื่อ CNBC และ Yahoo Finance รายงานว่าดัชนีดาวโจนส์ทะยานขึ้นถึง 907.47 จุด หรือ 1.71% ปิดที่ 54,085.88 จุด ส่วน S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.79% แตะ 7,736.52 จุด และ Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้น 2.59% ปิดที่ 26,584.99 จุด นับเป็นวันที่ตลาดกระทิงกลับมาอย่างเต็มตัว โดยได้อานิสงส์จากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยีและการฟื้นตัวของกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI)
แต่เมื่อถึงวันพุธที่ 5 สิงหาคม ภาพก็เริ่มเปลี่ยนไป Trading Economics รายงานว่าดัชนีดาวโจนส์ยังปรับขึ้นได้ 263 จุด ปิดที่ระดับสูงสุดใหม่ที่ 54,349 จุด โดยมีหุ้น Amgen (+5.16%), Nvidia (+3.84%) และ Walt Disney (+3.83%) เป็นตัวนำ ในทางกลับกัน หุ้นที่ฉุดตลาดคือ Alphabet ที่ร่วงถึง 4.58%, Chevron ลบ 2.05% และ Amazon ลบ 1.66% ความแตกต่างของทิศทางหุ้นรายตัวนี้เองที่อธิบายว่าเหตุใดดาวโจนส์จึงบวก ขณะที่ Nasdaq ซึ่งมีน้ำหนักหุ้นเทคฯ สูงกว่าจึงติดลบ
ปรากฏการณ์ “rotation” หรือการหมุนเวียนเงินลงทุนครั้งนี้มีนัยสำคัญ นักวิเคราะห์มองว่าหลังจากหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจนราคาแพงเกินพื้นฐาน (overbought) นักลงทุนสถาบันบางส่วนจึงเริ่มขายทำกำไรและโยกเงินเข้าสู่หุ้นกลุ่มที่ราคายัง Laggard เช่น กลุ่มสุขภาพ อุตสาหกรรม และสาธารณูปโภค ซึ่ง Bloomberg เรียกภาวะนี้ว่าเป็นการที่ “เศรษฐกิจเก่า” (Old Economy) กลับมามีผลงานเหนือกว่าหุ้นเทคฯ ที่เคยเป็นดาวเด่น
หนึ่งในไฮไลต์ของสัปดาห์ที่สะท้อนความร้อนแรงของกลุ่มเทคฯ คือการที่ Amazon (AMZN) มีมูลค่าตลาด (market cap) ทะลุ 3 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในวันจันทร์ ตอกย้ำสถานะของบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาด อย่างไรก็ตาม หุ้น Amazon กลับย่อลงราว 2% ในวันถัดมา หลังจาก เจฟฟ์ เบซอส (Jeff Bezos) ผู้ก่อตั้ง ยื่นแผนขายหุ้นมูลค่าราว 4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันด้านอุปทานในระยะสั้น เหตุการณ์นี้สะท้อนรูปแบบที่เกิดซ้ำในตลาด นั่นคือแม้พื้นฐานบริษัทจะแข็งแกร่ง แต่การขายหุ้นของผู้บริหารหรือการปลดล็อกหุ้นก็สามารถสร้างแรงเทขายได้ในทันที
ในด้านตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลงเกือบ 6 จุดพื้นฐาน สู่ระดับราว 4.688% ในช่วงต้นสัปดาห์ สะท้อนแรงซื้อพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความไม่แน่นอน ขณะที่ดัชนีความผันผวน VIX ทรงตัวในระดับต่ำราว 16 จุด บ่งชี้ว่าแม้ตลาดจะเผชิญแรงขายในหุ้นบางกลุ่ม แต่ความตื่นตระหนกในภาพรวมยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ สำหรับการซื้อขายล่วงหน้าเช้าวันพฤหัสบดี ฟิวเจอร์สดาวโจนส์บวก 113 จุด หรือ 0.21% ฟิวเจอร์ส S&P 500 บวก 0.15% ส่วนฟิวเจอร์ส Nasdaq 100 ยังลบเล็กน้อยที่ 0.19% สะท้อนว่าตลาดยังลังเลก่อนตัวเลขจ้างงานสำคัญ
ความผันผวนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังลามไปถึงตลาดเอเชียอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่มีน้ำหนักหุ้นเซมิคอนดักเตอร์สูง ดัชนี KOSPI เปิดตลาดวันพฤหัสบดีร่วงลงถึง 1.84% ขณะที่หุ้น SK Hynix ดิ่งลง 6.67% และ Samsung Electronics ลบ 2.85% สะท้อนภาวะที่ CNBC เรียกว่าตลาดชิปของเกาหลีใต้ “แกว่งตัว” (whipsaw) ระหว่างการร่วงแรงและการทำสถิติสูงสุดสลับกันไปมาในช่วงหลายเซสชันที่ผ่านมา ปรากฏการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าวัฏจักรของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์มีความผันผวนสูงและเชื่อมโยงกันทั่วโลก
ส่วนตลาดหุ้นเอเชีย-แปซิฟิกโดยรวมเปิดตลาดในทิศทางผสมผสานตามภาพของวอลล์สตรีท ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นย่อลง 0.51% ขณะที่ดัชนี Topix ขยับขึ้นเล็กน้อย และดัชนี S&P/ASX 200 ของออสเตรเลียบวก 0.1% นักลงทุนในภูมิภาคยังคงจับตาความคืบหน้าของข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อทั้งราคาพลังงานและกระแสเงินทุนในตลาดเกิดใหม่
Palantir จุดพลุ AI — แต่ SpaceX สะดุด “share unlock” มูลค่าแสนล้านดอลลาร์
ดาวเด่นที่สุดของฤดูกาลประกาศผลประกอบการรอบนี้หนีไม่พ้น Palantir Technologies (PLTR) บริษัทซอฟต์แวร์ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและ AI ที่รายงานผลไตรมาสสองออกมา “เหนือความคาดหมาย” อย่างแท้จริง โดยมีกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 0.41 ดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 0.28 ดอลลาร์ หรือเกินคาดถึง 46% นับเป็นการทำกำไรเหนือความคาดหมายติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 9
ในแง่รายได้ Palantir ทำได้ 1.935 พันล้านดอลลาร์ เติบโต 92.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหัวใจสำคัญคือรายได้จากกลุ่มลูกค้าเชิงพาณิชย์ในสหรัฐฯ (US Commercial) ที่พุ่งขึ้นถึง 149% แตะ 764 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงานตามมาตรฐาน GAAP อยู่ที่ 47% และมีกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) สูงถึง 1.22 พันล้านดอลลาร์ บริษัทยังปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ทั้งปีขึ้นเป็นราว 8.15–8.16 พันล้านดอลลาร์ จากเดิมที่ราว 7.65 พันล้านดอลลาร์
อเล็กซ์ คาร์ป (Alex Karp) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Palantir ถึงกับใช้คำว่าไตรมาสนี้เป็นผลงานที่ “เหนือโลก” (otherworldly) และระบุว่า “การปฏิวัติ AI ระดับอธิปไตย (sovereign AI)” ทำให้บริษัทมองอนาคตด้วยความมั่นใจอย่างยิ่ง ราคาหุ้น PLTR พุ่งขึ้นเกือบ 30% ในช่วงหนึ่งของการซื้อขาย ก่อนจะย่อลงมาปิดบวกราว 15% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ อย่างไรก็ตาม Benzinga รายงานว่านักลงทุนบางส่วนเริ่มกังวลต่อมูลค่าหุ้นที่แพงเกินไปและสัญญาณทางเทคนิคที่บ่งชี้ภาวะซื้อมากเกิน โดย ไมเคิล เบอร์รี (Michael Burry) นักลงทุนชื่อดังจากภาพยนตร์ The Big Short ยังคงยืนยันสถานะขายชอร์ต (short) หุ้นตัวนี้
แรงส่งจาก Palantir ลามไปปลุกความเชื่อมั่นให้กับหุ้นกลุ่มชิปและ AI ทั้งกระดาน โดย ON Semiconductor พุ่งกว่า 7% หลังรายงานผลไตรมาสสองดีกว่าคาดและคาดว่ารายได้จากศูนย์ข้อมูล AI จะเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในปี 2569 ส่วนหุ้นอย่าง Marvell, SanDisk และ Micron ก็ปรับตัวขึ้นตาม ด้าน Caterpillar (CAT) ซึ่งเป็นหุ้นน้ำหนักมากอันดับสองของดาวโจนส์และได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI รายงานยอดขายและรายได้ทะลุ 2 หมื่นล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
แต่ในอีกด้านหนึ่ง หุ้นที่กลายเป็นจุดสนใจในเชิงลบคือ SpaceX (SPCX) บริษัทจรวดและดาวเทียมของ อีลอน มัสก์ ที่เพิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือนมิถุนายน แม้บริษัทจะรายงานรายได้เติบโตถึง 92% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ราคาหุ้นกลับดิ่งลงถึง 14% เนื่องจาก Bloomberg รายงานว่าหุ้นมูลค่าราว 1.01 แสนล้านดอลลาร์กำลังจะพ้นระยะเวลาห้ามขาย (lock-up period) และสามารถเข้าซื้อขายได้ ทำให้ปริมาณหุ้นหมุนเวียนในตลาด (float) อาจเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว สร้างแรงกดดันด้านอุปทานอย่างมีนัยสำคัญ
ที่น่าสนใจคือ ทั้ง Palantir และ Alphabet ต่างได้อานิสงส์จากการเข้าตลาดของ SpaceX โดย Benzinga ระบุว่า Palantir บันทึกกำไรที่ยังไม่รับรู้ (unrealized gains) จากการถือหุ้น SpaceX ซึ่งช่วยหนุนกำไรไตรมาสสอง ขณะที่ Alphabet รายงานกำไรจากการลงทุนสุทธิราว 9.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการปรับมูลค่าของพอร์ตการลงทุน รวมถึงหุ้น SpaceX ที่ถือมานาน นับเป็นภาพสะท้อนว่ากระแส AI และอวกาศได้แทรกซึมเข้าไปในงบการเงินของบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่อย่างลึกซึ้ง
นอกเหนือจากหุ้นดาวเด่นแล้ว ฤดูกาลประกาศผลประกอบการรอบนี้ยังเต็มไปด้วยหุ้นที่เคลื่อนไหวรุนแรงทั้งสองทิศทาง The Street รายงานว่าในฝั่งขาขึ้น หุ้น Zebra Technologies (ZBRA) พุ่งขึ้น 18.6% หลังทำกำไรเกินคาด หุ้น Gartner (IT) บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาบวก 16.3% และ Snap (SNAP) เจ้าของแอปพลิเคชัน Snapchat ปรับตัวขึ้นกว่า 5% หลังรายงานรายได้ไตรมาสสองแข็งแกร่งและให้แนวโน้มไตรมาสสามที่ดีกว่าคาด สะท้อนว่าแรงหนุนของตลาดไม่ได้จำกัดอยู่แค่หุ้นเทคฯ ขนาดใหญ่เท่านั้น
ในทางกลับกัน ฝั่งขาลงก็มีหุ้นที่ถูกเทขายอย่างหนักเช่นกัน หุ้น Aptiv (APTV) บริษัทเทคโนโลยียานยนต์ร่วงลง 15.5% หลังให้แนวโน้มที่อ่อนแอและรายได้ลดลง ท่ามกลางความกังวลต่อภาวะอุตสาหกรรมยานยนต์ ส่วนหุ้น NRG Energy (NRG) ดิ่งลง 10% จากผลประกอบการที่ผสมผสาน และ Rockwell Automation (ROK) ปรับตัวลง 6.4% แม้จะทำกำไรเกินคาดก็ตาม ความแตกต่างของปฏิกิริยาตลาดต่อหุ้นแต่ละตัวนี้ตอกย้ำว่านักลงทุนกำลังคัดเลือกหุ้นอย่างพิถีพิถัน (stock picking) มากกว่าจะซื้อทั้งตลาดแบบเหมารวม
เฟดยุค Warsh กับปริศนาตลาดแรงงาน: ADP อ่อนแรง ตลาดกลั้นหายใจรอ Nonfarm Payrolls
หัวใจของความไม่แน่นอนในตลาดขณะนี้อยู่ที่ทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช ได้มีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50–3.75% ตามเดิม แต่สิ่งที่ตลาดจับตาคือผลการลงมติที่ออกมา 9 ต่อ 3 เสียง ซึ่งถือเป็นการประชุมที่มีความเห็นแตกแยกมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2559 โดยมีประธานเฟดสาขาภูมิภาคสามรายคือ Hammack, Kashkari และ Logan ที่ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว
จุดยืนของวอร์ชนั้นแตกต่างจาก เจอโรม พาวเวลล์ อดีตประธานอย่างชัดเจน เขาเป็นที่รู้จักในฐานะสายเหยี่ยว (hawkish) ที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อ และเชื่อว่าเงินเฟ้อจากปัจจัยด้านอุปทาน (supply-shock inflation) ควรถูก “มองข้าม” ในการกำหนดนโยบาย ขณะเดียวกันเขาก็มองว่าเทคโนโลยี AI จะช่วยลดต้นทุนและสร้างแรงกดดันด้านเงินฝืด (disinflationary) ในระยะยาวผ่านการเพิ่มผลิตภาพ วอร์ชยังได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ 5 ชุดเพื่อทบทวนวิธีการตัดสินใจและการสื่อสารของเฟด โดยลดการพึ่งพาการส่งสัญญาณล่วงหน้า (forward guidance) ลง
ความน่ากังวลของตลาดในเวลานี้แตกต่างจากปีก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง เพราะแทนที่จะลุ้นว่าเฟดจะ “ลด” ดอกเบี้ยเมื่อใด ตลาดกลับต้องประเมินความเสี่ยงว่าเฟดอาจ “ขึ้น” ดอกเบี้ยก่อนสิ้นปีหากตัวเลขเงินเฟ้อไม่ปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องมือ FedWatch ของ CME เคยสะท้อนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยไว้สูงถึงราว 77% ในช่วงหนึ่ง ทั้งนี้เป็นผลจากสงครามในตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมัน ประกอบกับภาวะขาดแคลนชิปจากกระแส AI ที่ทำให้ราคาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์แพงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภาพตลาดแรงงานที่เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรงอาจเปลี่ยนสมการนี้ วันที่ 5 สิงหาคม CNBC รายงานว่าตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP ประจำเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นเพียง 44,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ หลังจากเดือนก่อนหน้าที่ปรับเพิ่มขึ้น 95,000 ตำแหน่ง โดยการจ้างงานเกือบทั้งหมดมาจากภาคบริการ ขณะที่ภาคการผลิตสินค้ากลับหดตัวลง 3,000 ตำแหน่ง
ตัวเลข ADP ที่อ่อนแอนี้ยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้กับการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) อย่างเป็นทางการจากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ในวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคมนี้ ซึ่ง Bloomberg รายงานว่านักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ค่ากลางไว้ที่ 85,000 ตำแหน่ง เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายนที่เพิ่มเพียง 57,000 ตำแหน่งและอัตราว่างงานอยู่ที่ 4.2% หากตัวเลขออกมาอ่อนแอกว่าคาด ก็อาจผลักดันให้ตลาดกลับมาเก็งว่าเฟดจะ “คง” หรือแม้แต่ “ลด” ดอกเบี้ยแทนการขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง
จุดที่นักเศรษฐศาสตร์เริ่มให้ความสนใจมากขึ้นคือความแตกต่าง (divergence) ระหว่างข้อมูลสองชุดในรายงานการจ้างงาน กล่าวคือ ตัวเลขจากการสำรวจสถานประกอบการ (establishment survey) ซึ่งให้ตัวเลขนอกภาคเกษตร ยังแสดงการเติบโต แต่ตัวเลขจากการสำรวจครัวเรือน (household survey) กลับสะท้อนภาพที่อ่อนแอกว่ามาก โดยตั้งแต่ต้นปี 2569 การจ้างงานภาคครัวเรือนลดลงกว่า 833,000 ตำแหน่ง ท่ามกลางกำลังแรงงานที่หดตัวลงราว 1.1 ล้านคน ซึ่งบางส่วนสะท้อนผลของนโยบายควบคุมการเข้าเมืองที่จำกัดอุปทานแรงงาน
อีกประเด็นที่น่าสังเกตคือการปรับลดตัวเลขย้อนหลัง (revisions) ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยตัวเลขการจ้างงานเดือนเมษายนและพฤษภาคมถูกปรับลดลงรวมกันหลายหมื่นตำแหน่ง ทำให้ภาพตลาดแรงงานที่เคยดูแข็งแกร่งเริ่มมีรอยร้าว นักวิเคราะห์บางส่วนที่มีมุมมองสวนตลาด (contrarian) มองว่า หากตลาดแรงงานอ่อนแอลงและเงินเฟ้อชะลอตัวเร็วกว่าคาด เฟดอาจถูกบีบให้กลับมาลดดอกเบี้ยในที่สุด ซึ่งจะเป็นการพลิกความคาดหวังของตลาดที่ปัจจุบันเอนไปทางการขึ้นดอกเบี้ยอย่างสิ้นเชิง
ปฏิทินเศรษฐกิจในช่วงต่อจากนี้ยังอัดแน่นไปด้วยตัวเลขสำคัญ ทั้งดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกรกฎาคมในวันที่ 12 สิงหาคม ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) วันที่ 13 สิงหาคม และรายงานการประชุมเฟด (FOMC Minutes) ในวันที่ 19 สิงหาคม ซึ่งจะเผยรายละเอียดของการถกเถียงที่นำไปสู่การไม่เห็นด้วยของประธานเฟดสามสาขา ก่อนจะถึงการประชุมนโยบายครั้งถัดไปในวันที่ 15–16 กันยายน นักลงทุนจึงควรติดตามตัวเลขเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพราะแต่ละตัวล้วนมีศักยภาพที่จะเขย่าทิศทางตลาดได้
น้ำมันดิ่ง: ความหวังดีล “ช่องแคบฮอร์มุซ” คลาย war premium ที่กดดันตลาดมานาน
อีกหนึ่งปัจจัยที่หนุนบรรยากาศการลงทุนในสัปดาห์นี้คือราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและต้นทุนของภาคธุรกิจ ต้นตอสำคัญมาจากความคืบหน้าของการเจรจาเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เส้นทางขนส่งน้ำมันที่คิดเป็นสัดส่วนราวหนึ่งในห้าของพลังงานโลก ซึ่งถูกปิดกั้นจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ต้นปี
สำนักข่าวรายงานว่า สหรัฐฯ อิหร่าน และโอมาน ใกล้บรรลุข้อตกลงชั่วคราวระยะ 60 วันเพื่อเปิดช่องแคบดังกล่าวโดยไม่มีการเก็บค่าผ่านทาง โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณเชิงบวกว่าการเจรจากับเตหะรานกำลังดำเนินไปด้วยดี ขณะที่กาตาร์ระบุว่าได้ร่างข้อเสนอเบื้องต้นแล้ว และมีรายงานว่าอิหร่านกำลังพิจารณาให้ประเทศยุโรปเข้ามาเก็บกวาดทุ่นระเบิดในช่องแคบ
ผลจากความคืบหน้าดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันคลาย “war premium” หรือส่วนต่างราคาที่บวกเพิ่มจากความเสี่ยงสงครามลงอย่างมาก โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เคลื่อนไหวบริเวณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ในกรอบ 77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งถือว่าต่ำกว่าจุดสูงสุดในช่วงสงครามที่เบรนท์เคยพุ่งทะลุ 126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนเมษายนอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังไม่ราบรื่นเสียทีเดียว เพราะยังมีสัญญาณขัดแย้งเป็นระยะ อิหร่านเคยออกมาปฏิเสธว่าไม่มีการเจรจาโดยตรงกับสหรัฐฯ ขณะที่กลุ่มฮูตี (Houthis) ในเยเมนยังก่อเหตุโจมตีเรือของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดง ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ทำให้ราคาน้ำมันยังมีความผันผวน และเป็นตัวแปรที่ต้องจับตาต่อเนื่อง เพราะหากดีลล่ม ราคาน้ำมันอาจพุ่งกลับขึ้นและจุดชนวนความกังวลเงินเฟ้อรอบใหม่ทันที
วัฏจักร AI: เม็ดเงินลงทุนมหาศาลกับคำถามเรื่องความยั่งยืน
เบื้องหลังการปรับตัวขึ้นของตลาดในปีนี้คือกระแสการลงทุนใน AI ที่มีขนาดมหาศาลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างทุ่มงบลงทุน (capital expenditure) หลายแสนล้านดอลลาร์เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล (data center) และจัดหาชิปประมวลผลกราฟิก (GPU) ซึ่งเป็นหัวใจของการฝึกฝนโมเดล AI ปรากฏการณ์นี้ส่งผลบวกต่อทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิตชิปอย่าง Nvidia และ AMD ไปจนถึงผู้ผลิตหน่วยความจำอย่าง Micron และ SK Hynix รวมถึงบริษัทอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากการก่อสร้างอย่าง Caterpillar
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่นักลงทุนเริ่มถกเถียงกันมากขึ้นคือ “ความยั่งยืน” ของการลงทุนระดับนี้ ในด้านหนึ่ง ผลประกอบการของ Palantir ที่มีกระแสเงินสดอิสระแข็งแกร่งและอัตรากำไรสูง เป็นหลักฐานว่า AI สามารถสร้างรายได้และกำไรจริงได้แล้ว มิใช่เพียงความหวังในอนาคต แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่มูลค่าหุ้นหลายตัวปรับขึ้นเร็วกว่าการเติบโตของกำไร ก็ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจมีฟองสบู่ (bubble) ก่อตัวขึ้นในบางส่วนของตลาด
ประเด็นที่ต้องจับตาเพิ่มเติมคือความเสี่ยงเชิงนโยบายที่อาจกระทบห่วงโซ่อุปทาน โดยมีรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาออกกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นต่ออุปกรณ์ศูนย์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับจีน ซึ่งหากบังคับใช้จริงอาจส่งผลกระทบต่อบริษัทที่มีสายการผลิตหรือตลาดในจีน ขณะเดียวกัน ภาวะขาดแคลนชิปที่เกิดจากความต้องการมหาศาลก็เป็นดาบสองคม เพราะแม้จะดีต่อผู้ผลิต แต่ก็ทำให้ต้นทุนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์แพงขึ้นและกลายเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อที่เฟดต้องคำนึงถึง
สำหรับนักลงทุน บทเรียนสำคัญจากวัฏจักรเทคโนโลยีในอดีตคือ แม้แนวโน้มระยะยาวของ AI จะมีความชัดเจน แต่เส้นทางระหว่างทางมักเต็มไปด้วยความผันผวน การเลือกลงทุนในบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง มีกระแสเงินสดที่แท้จริง และมีความสามารถในการทำกำไรอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยกว่าการไล่ตามหุ้นที่ราคาวิ่งขึ้นด้วยกระแสความคาดหวังเพียงอย่างเดียว
มุมมองผู้เชี่ยวชาญและความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องจับตา
แม้ภาพรวมตลาดจะดูสดใสจากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายรายเริ่มเตือนถึงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นผิว ประเด็นแรกคือเรื่องมูลค่า (valuation) ของหุ้นกลุ่ม AI ที่ปรับตัวขึ้นมาสูงมาก กรณีของ Palantir เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน แม้ผลประกอบการจะยอดเยี่ยม แต่การที่นักลงทุนระดับตำนานอย่างไมเคิล เบอร์รี ยังคงสถานะขายชอร์ต ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าราคาหุ้นอาจวิ่งนำพื้นฐานไปไกลเกินไป
ประเด็นที่สองคือความกระจุกตัวของตลาด (market concentration) การที่ดัชนีดาวโจนส์ทำนิวไฮได้ในวันที่ Nasdaq ติดลบ สะท้อนว่าแรงขับเคลื่อนตลาดยังพึ่งพาหุ้นเพียงไม่กี่ตัว หากหุ้นเทคฯ ขนาดใหญ่กลุ่ม “Magnificent Seven” ซึ่งประกอบด้วย Alphabet, Amazon, Apple, Meta, Microsoft, Nvidia และ Tesla เกิดปรับฐานพร้อมกัน ก็อาจฉุดดัชนีในภาพรวมลงได้อย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์ rotation ที่เห็นในสัปดาห์นี้จึงอาจเป็นได้ทั้งสัญญาณที่ดี (ตลาดกระจายความเสี่ยง) หรือสัญญาณเตือน (เงินเริ่มหนีออกจากหุ้นนำ)
ประเด็นที่สามคือความไม่แน่นอนเชิงนโยบายและภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งทิศทางดอกเบี้ยของเฟดที่ยังก้ำกึ่งระหว่างขึ้นกับคง ความเสี่ยงจากดีลฮอร์มุซที่อาจล่ม และประเด็นการพิจารณาออกกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นของสหรัฐฯ ต่ออุปกรณ์ศูนย์ข้อมูลของจีน ซึ่งอาจกระทบห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีทั่วโลก นักวิเคราะห์จึงแนะนำให้นักลงทุนคงความระมัดระวัง โดยเฉพาะการบริหารสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเติบโตสูงที่อ่อนไหวต่อข่าว
ในเชิงกลยุทธ์ นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าการที่เงินทุนเริ่มไหลเข้าหุ้นกลุ่มปลอดภัยและหุ้นคุณค่า (value) เช่น กลุ่มสุขภาพและอุตสาหกรรม เป็นการปรับพอร์ตที่สมเหตุสมผลในภาวะที่ทิศทางดอกเบี้ยยังไม่ชัดเจน การกระจายการลงทุน (diversification) ทั้งในแง่กลุ่มอุตสาหกรรมและประเภทสินทรัพย์ จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าการทุ่มน้ำหนักไปที่ธีมใดธีมหนึ่งเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดกำลังรอปัจจัยชี้นำสำคัญอย่างตัวเลขจ้างงานและเงินเฟ้อ
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: SET แข็งแกร่งสวนกระแส เงินต่างชาติไหลกลับ
สำหรับตลาดหุ้นไทย ภาพในปี 2569 นับว่าน่าประทับใจอย่างยิ่งและมีความ “แตกต่าง” จากตลาดภูมิภาคอื่น Bangkok Post รายงานว่าดัชนี SET ปิดครึ่งปีแรกที่ระดับใกล้ 1,600 จุด ให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีสูงถึง 26% ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลก ล่าสุดในต้นเดือนสิงหาคม ดัชนี SET ยืนเหนือระดับ 1,600 จุดได้อย่างมั่นคง โดยข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยระบุว่า ณ วันที่ 4 สิงหาคม ดัชนีปิดที่ราว 1,617 จุด
ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญคือกระแสเงินทุนต่างชาติที่พลิกกลับมาซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี หลังจากขายสุทธิติดต่อกันถึงสามปี (2566–2568) โดย ณ วันที่ 7 กรกฎาคม นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยแล้วราว 4.1 หมื่นล้านบาท ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดในเอเชียที่มีเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่องในปีนี้ สวนทางกับหลายตลาดในภูมิภาคที่นักลงทุนต่างชาติเทขาย
จุดแข็งของตลาดไทยในเวลานี้อยู่ที่ “โครงสร้าง” ที่แตกต่าง Bangkok Post ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับตลาดอื่นในภูมิภาคที่พึ่งพาหุ้นเทคฯ สูง ทำให้ไทยได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากการปรับฐานของหุ้นกลุ่ม AI ที่เพิ่งเกิดขึ้น ลักษณะ “เชิงรับ” (defensive) นี้เองที่ทำให้เงินทุนโลกที่ต้องการกระจายความเสี่ยงเลือกไหลเข้าตลาดไทยในจังหวะที่ตลาดเทคฯ ผันผวน
ด้านปัจจัยพื้นฐานในประเทศก็ปรับตัวดีขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 ขึ้นเป็น 2.3% จากเดิม 2% โดยอ้างถึงการส่งออกที่แข็งแกร่งขึ้น การลงทุนที่ฟื้นตัว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ภาคการท่องเที่ยวก็เริ่มฟื้นตัว ขณะที่นักวิเคราะห์ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน สำหรับค่าเงินบาทเคลื่อนไหวค่อนข้างมีเสถียรภาพในกรอบ 32–33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
ในเชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุนไทย มีข้อสังเกตที่ควรพิจารณาหลายประการ ประการแรก แม้ตลาดไทยจะได้ประโยชน์จากการเป็น safe haven ในภูมิภาค แต่ทิศทางดอกเบี้ยของเฟดยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อกระแสเงินทุน หากเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้นอาจดึงเงินทุนไหลกลับสหรัฐฯ และกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่า ประการที่สอง ราคาน้ำมันที่ลดลงเป็นผลบวกโดยตรงต่อไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ช่วยลดต้นทุนและแรงกดดันเงินเฟ้อ
ประการที่สาม บริษัทวิเคราะห์อย่าง Krungsri Asset Management ประเมินว่าเงินทุนต่างชาติจะยังหนุนตลาดหุ้นไทยในครึ่งปีหลัง โดยดัชนี SET มีโอกาสขึ้นไปแตะ 1,700 จุด ภายใต้เงื่อนไขว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางไม่ลุกลามเป็นความขัดแย้งยืดเยื้อ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงหลักที่ต้องจับตายังคงเป็นเงินเฟ้อโลก นโยบายของเฟด ราคาน้ำมัน และสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ต่อไป ซึ่งเป็นระดับที่เอื้อต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
สำหรับหุ้นไทยกลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์โลก ซึ่งจะได้รับทั้งอานิสงส์และแรงกดดันจากความผันผวนของหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ กลุ่มพลังงานที่อ่อนไหวต่อราคาน้ำมัน และกลุ่มธนาคารที่ได้ประโยชน์จากเงินทุนไหลเข้า นักลงทุนควรติดตามผลการประกาศตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ และตัวเลขเงินเฟ้อในช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้ เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของกระแสเงินทุนที่ส่งผลต่อ SET โดยตรง
บทสรุป: ตลาดที่ยืนอยู่บนทางแยก
โดยสรุป ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในรอบสัปดาห์นี้กำลังยืนอยู่บน “ทางแยก” ที่สำคัญ ด้านหนึ่งคือแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยีและ AI ที่นำโดย Palantir รวมถึงราคาน้ำมันที่ลดลงจากความหวังดีลฮอร์มุซ ซึ่งช่วยผลักดันดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติใหม่ต่อเนื่อง แต่อีกด้านหนึ่งคือความเปราะบางจากมูลค่าหุ้นที่แพง การหมุนเวียนเงินออกจากหุ้นเทคฯ และความไม่แน่นอนของนโยบายเฟดภายใต้ประธานสายเหยี่ยวอย่างวอร์ช
ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในวันศุกร์นี้จะเป็นบททดสอบสำคัญ หากออกมาอ่อนแอต่อเนื่องจากสัญญาณของ ADP ก็อาจเปิดทางให้เฟดผ่อนคลายนโยบายและหนุนตลาดให้ไปต่อ แต่หากแข็งแกร่งเกินคาด ความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยก็จะกลับมากดดันสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง นักลงทุนจึงควรบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบและติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด
สำหรับนักลงทุนไทย ข่าวดีคือตลาด SET กำลังอยู่ในช่วงที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ ด้วยกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลกลับและโครงสร้างตลาดที่ทนทานต่อความผันผวนของหุ้นเทคฯ โลก อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมโยงของตลาดการเงินโลกทำให้เราไม่อาจมองข้ามสิ่งที่เกิดขึ้นบนวอลล์สตรีทได้ การเข้าใจภาพใหญ่ทั้งทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ราคาน้ำมัน และกระแสเงินทุน จึงเป็นกุญแจสำคัญในการนำทางพอร์ตการลงทุนให้ผ่านช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนนี้ไปได้อย่างมั่นคง
