วอลล์สตรีทร่วงหนัก ดาวโจนส์ดิ่ง 700 จุด ศึกเบสเซนต์-เฟดสะเทือนตลาดพันธบัตร
| |

วอลล์สตรีทร่วงหนัก ดาวโจนส์ดิ่ง 700 จุด ศึกเบสเซนต์-เฟดสะเทือนตลาดพันธบัตร

ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปิดตลาดวันพฤหัสบดี (20 ส.ค.) ด้วยแรงเทขายกระจายทั่วกระดาน หลังความพยายาม “ดับไฟ” ในตลาดพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐไม่สามารถสร้างความมั่นใจได้ยาวนาน ประกอบกับผลประกอบการของวอลมาร์ท (Walmart) ที่สะท้อนภาพผู้บริโภคอเมริกันเริ่มรัดเข็มขัด ยิ่งซ้ำเติมบรรยากาศการลงทุนที่เปราะบางอยู่แล้วจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นตามความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่าน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่ยืนในระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ดิ่งลงราว 1.3% หรือเกือบ 700 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง 0.8% และดัชนี Nasdaq Composite ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีลดลงราว 1% ลบล้างการฟื้นตัวของวันก่อนหน้าจนหมดสิ้น ตามรายงานของ Yahoo Finance และ CNBC ทั้งสามดัชนีหลักกำลังมุ่งหน้าปิดสัปดาห์ในแดนลบ โดย S&P 500 ร่วงราว 1.9% ในสัปดาห์นี้ Nasdaq ลดลงราว 2.5% และดาวโจนส์ลบไปแล้วราว 1.8% ซึ่งจะเป็นการยุติสถิติบวกติดต่อกันสามสัปดาห์ของ S&P 500 และเป็นสัปดาห์ที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม

เบื้องหลังภาพความผันผวนครั้งนี้คือการปะทะกันเชิงนโยบายที่หาได้ยากยิ่งระหว่างสองสถาบันการเงินที่ทรงอิทธิพลที่สุดของสหรัฐ นั่นคือกระทรวงการคลังภายใต้การนำของรัฐมนตรีสก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) ที่กำลังพยายามกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวลงมาโดยตรง กับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ภายใต้ประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ที่ยืนยันว่าควรปล่อยให้กลไกตลาดเป็นผู้กำหนดอัตราดอกเบี้ย รายงานพิเศษฉบับนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทุกแรงขับเคลื่อนที่กำหนดทิศทางวอลล์สตรีทในสัปดาห์นี้ พร้อมประเมินผลกระทบที่จะย้อนกลับมาถึงพอร์ตการลงทุนของคนไทย

1. ภาพรวมตลาด : แรงฟื้นตัวชั่วครู่ที่มลายหายไปกับสายลม

หากจะเข้าใจอารมณ์ตลาดวอลล์สตรีทในขณะนี้ ต้องย้อนกลับไปดูความเคลื่อนไหวตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งเต็มไปด้วยความสับสน ตลาดเปิดสัปดาห์ด้วยการปรับตัวลงต่อเนื่องจากแรงกดดันของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ก่อนจะได้แรงหนุนชั่วคราวในวันพุธเมื่อกระทรวงการคลังประกาศมาตรการเซอร์ไพรส์ แต่แล้วในวันพฤหัสบดี ความหวังก็สลายลงอย่างรวดเร็ว เมื่อแรงขายกลับเข้ามาอีกครั้ง

ตัวเลขปิดตลาดวันพฤหัสบดี (20 ส.ค.) สะท้อนความอ่อนไหวได้เป็นอย่างดี Bloomberg รายงานว่า S&P 500 ร่วงลง 0.9% โดยมีหุ้นวอลมาร์ทเป็นตัวถ่วงหลักที่ทรุดหนักที่สุดนับตั้งแต่ปี 2565 (2022) ขณะที่ราคาน้ำมันปิดใกล้ระดับ 88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะบดขยี้เศรษฐกิจอิหร่าน ซึ่งบดบังความหวังเรื่องสันติภาพ ส่วนบิตคอยน์ขยับขึ้นเหนือ 72,000 ดอลลาร์

ข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่า ดัชนีดาวโจนส์ถูกกดดันจากหุ้นวอลมาร์ท (-8%) เชอร์วิน-วิลเลียมส์ (-2.99%) และโฮมดีโปต์ (-2.85%) ขณะที่หุ้นที่ปรับขึ้นสวนตลาดได้แก่ Nvidia (+0.95%) แมคโดนัลด์ (+0.86%) และวอลต์ ดิสนีย์ (+0.82%) สะท้อนภาพการหมุนเวียนเงินทุน (rotation) ที่ยังไม่มีทิศทางชัดเจน นักลงทุนหนีออกจากหุ้นกลุ่มค้าปลีกและหุ้นวัฏจักร แต่ก็ยังไม่กล้ากลับเข้าหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่างเต็มตัว

ในเช้าวันศุกร์ (21 ส.ค.) ตามเวลาสหรัฐ สัญญาล่วงหน้าดัชนีหลักเคลื่อนไหวใกล้เส้นศูนย์ โดยสัญญาดาวโจนส์ฟิวเจอร์สบวกเพียง 25 จุด สัญญา S&P 500 และ Nasdaq-100 ฟิวเจอร์สขยับขึ้นราว 0.1% บ่งชี้ว่าตลาดยังไร้ทิศทางและรอปัจจัยชี้นำใหม่ ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียเปิดในแดนลบเป็นวงกว้าง โดยดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นลดลง 0.92% ดัชนีคอสปีของเกาหลีใต้ร่วง 1.07% และดัชนีคอสแดกดิ่งแรงถึง 2.44% ขานรับแรงเทขายในวอลล์สตรีทและการดีดตัวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐระยะยาว

สิ่งที่น่าจับตาคือ ตลาดหุ้นสหรัฐเพิ่งทำจุดสูงสุดตลอดกาลเมื่อสัปดาห์ก่อน โดย S&P 500 ทะลุ 7,800 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม แต่หลังจากนั้นดัชนีก็ปรับฐานลงต่อเนื่อง สะท้อนว่าตลาดที่ปรับตัวขึ้นมาแรงและยืนบนระดับมูลค่า (valuation) ที่สูงลิ่ว มีความเปราะบางอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาดพันธบัตรและข่าวร้ายรายตัวของบริษัทจดทะเบียน

เพื่อให้เห็นภาพความผันผวนตลอดสัปดาห์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ควรย้อนพิจารณาความเคลื่อนไหวรายวัน ในวันจันทร์ (17 ส.ค.) ตลาดเปิดสัปดาห์ด้วยการปรับตัวลง โดยดาวโจนส์ลดลง 0.5% และ S&P 500 ลดลง 0.5% หลังราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้นจากความกังวลว่าสงครามสหรัฐ-อิหร่านอาจปะทุขึ้นอีกครั้ง ต่อมาในวันอังคาร (18 ส.ค.) แรงขายในหุ้นเทคโนโลยีทวีความรุนแรง โดย Nasdaq ดิ่งลง 1.3% นำตลาดลง ขณะที่ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ SOX ร่วงถึง 5.4% และสูญเสียมูลค่าตลาดกว่า 680,000 ล้านดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ

จุดเปลี่ยนมาถึงในวันพุธ (19 ส.ค.) เมื่อการประกาศมาตรการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังจุดประกายการฟื้นตัวชั่วคราว โดย S&P 500 ยุติสถิติร่วงสามวันติดต่อกัน ปิดบวก 0.21% ที่ 7,707.98 จุด Nasdaq เพิ่มขึ้น 0.16% สู่ 26,331.09 จุด และดาวโจนส์บวก 119.65 จุด หรือ 0.22% ปิดที่ 53,463.05 จุด อย่างไรก็ตาม แรงบวกนั้นค่อยๆ จางหายไประหว่างวัน โดยช่วงหนึ่งดาวโจนส์เคยพุ่งขึ้นกว่า 360 จุด ก่อนจะปิดบวกเพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังคงเปราะบาง ก่อนที่แรงขายจะกลับมาถล่มตลาดอีกครั้งในวันพฤหัสบดี

2. ศึกกลางตลาดพันธบัตร : เมื่อ “เบสเซนต์” ท้าชน “วอร์ช”

หัวใจของเรื่องราวทั้งหมดในสัปดาห์นี้อยู่ที่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งกลายเป็นสมรภูมิของการทดสอบอำนาจและปรัชญาทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงของสองผู้กุมบังเหียนนโยบายการเงิน-การคลังของประเทศ

เมื่อวันพุธที่ 19 สิงหาคม กระทรวงการคลังสหรัฐได้สร้างความประหลาดใจให้ตลาด ด้วยการประกาศ เพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตร (buyback) ระยะยาวขึ้น “อย่างน้อยเท่าตัว” จากเดิมสูงสุด 2 พันล้านดอลลาร์ต่อการดำเนินการ เป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ โดยพุ่งเป้าไปที่พันธบัตรอายุ 10-20 ปี และ 20-30 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่เผชิญ “การประท้วงของผู้ซื้อ” (buyers’ strike) มาตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน มาตรการนี้จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน ไปจนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน ตามรายงานของ CNBC และ Reuters

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่ยอดหนี้สาธารณะของสหรัฐพุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน สาเหตุที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวพุ่งสูงเป็นผลมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายด้านประกอบกัน ทั้งการขาดดุลงบประมาณที่ขยายตัว เงินเฟ้อที่ยังยืนเหนือเป้าหมาย 2% ของเฟด ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า และคลื่นการออกหุ้นกู้มหาศาลของบริษัทเทคโนโลยีเพื่อระดมทุนสร้างศูนย์ข้อมูล (data center) รองรับปัญญาประดิษฐ์

ผลทันทีของมาตรการคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรร่วงลงอย่างรวดเร็ว โดยพันธบัตรอายุ 30 ปี ซึ่งเพิ่งทำสถิติสูงสุดในรอบ 19 ปีที่ราว 5.26% ทรุดลงราว 9-10 เบสิสพอยต์ ส่วนพันธบัตรอายุ 10 ปีปิดที่ 4.647% และตลาดหุ้นก็ดีดตัวขึ้นตอบรับ แต่ทว่า “ความสงบ” นั้นอยู่ได้เพียงข้ามคืน

ในวันพฤหัสบดี อัตราผลตอบแทนพันธบัตรกลับดีดตัวขึ้นอีกครั้ง ลบล้างการปรับลงที่เกิดจากการแทรกแซงจนหมดสิ้น CNBC รายงานว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีกลับขึ้นไปเหนือ 5.24% อีกครั้ง สะท้อนว่านักลงทุนในตลาดยังคงกังขาอย่างหนักว่ามาตรการนี้จะสามารถต้านทานแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่ผลักดันอัตราผลตอบแทนให้สูงขึ้นได้จริงหรือไม่

รัฐมนตรีเบสเซนต์ไม่ยอมถอย เขาให้สัมภาษณ์กับ CNBC ในวันพฤหัสบดีว่า กระทรวงการคลังมี “อาวุธหลายชิ้น” และการซื้อคืนอาจมีขนาดมากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ต่อครั้งได้ พร้อมย้ำว่าเป้าหมายส่วนหนึ่งคือการ “ส่งสัญญาณ” ว่ากระทรวงการคลังเชื่อว่าอัตราผลตอบแทนในปัจจุบันไม่ได้สะท้อนพื้นฐานที่แท้จริงของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่า “นี่ไม่ใช่ QE” (มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ)

นักวิเคราะห์หลายสำนักเปรียบเทียบมาตรการนี้ว่าเป็น “Operation Twist ฉบับกระทรวงการคลัง” ซึ่งอ้างอิงถึงกลยุทธ์ที่เฟดเคยใช้ในปี 2554 (2011) ด้วยการซื้อพันธบัตรระยะยาวและขายพันธบัตรระยะสั้นเพื่อกดต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวลง โดยกระทรวงการคลังต้องหาเงินมาซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวด้วยการออกพันธบัตรระยะสั้นเพิ่ม ซึ่งเท่ากับเป็นการสลับโครงสร้างหนี้จากระยะยาวไปเป็นระยะสั้น

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นเรื่อยๆ โจ บรูซูเอลาส (Joe Brusuelas) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ RSM เขียนไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า เบสเซนต์เป็น “ผู้เล่นทางการเมือง” ที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ระยะสั้นซึ่งวางอยู่บนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง มากกว่าการกลับสู่เสถียรภาพด้านราคา ขณะที่ มายา ครูก (Maia Crook) นักวิเคราะห์อาวุโสของ JPMorgan Chase เตือนว่าการแทรกแซงเหล่านี้ “ปกปิดความท้าทายเชิงโครงสร้างที่แท้จริง และไม่ได้แก้ไขปัญหาเหล่านั้นเลย” ผลกระทบที่ยั่งยืนกว่าคือความเสี่ยงที่ค่าชดเชยความเสี่ยง (risk premium) จะสูงขึ้น จากการที่กระทรวงการคลังเข้ามาแทรกแซงและละทิ้งหลักการ “สม่ำเสมอและคาดเดาได้” ของตนเอง

แต่ประเด็นที่ลึกซึ้งและน่ากังวลที่สุดสำหรับตลาด คือความขัดแย้งที่กำลังก่อตัวขึ้นระหว่างกระทรวงการคลังกับธนาคารกลางสหรัฐ ประธานเฟดคนใหม่ เควิน วอร์ช พยายามผลักดันแนวคิดที่ไม่ธรรมดา นั่นคือการให้เฟด “ถอยออกมา” และปล่อยให้ตลาดเป็นผู้กำหนดระดับอัตราดอกเบี้ยที่จำเป็นในการชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม วอร์ชได้ชี้ไปที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูงขึ้น โดยส่งสัญญาณว่าเฟดยินดีต้อนรับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นในฐานะกลไกการคุมเข้มนโยบายผ่านตลาด แทนการขึ้นดอกเบี้ยโดยตรง

การแทรกแซงของเบสเซนต์จึงเดินสวนทางกับปรัชญาของวอร์ชอย่างสิ้นเชิง Axios ชี้ว่าผลลัพธ์คือ “ส่วนผสมเชิงนโยบายที่ขัดแย้งกันเอง” โดยเฟดพยายามทำน้อยลงเพื่อชี้นำตลาด ในขณะที่กระทรวงการคลังกลับแสดงความพร้อมที่จะแทรกแซงมากขึ้น นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่า ท่าทีของวอร์ชที่บอกว่าอัตราผลตอบแทนในตลาดสามารถทดแทนการดำเนินนโยบายได้นั้น ทำให้ความผันผวนลุกลามไปทั่วเส้นอัตราผลตอบแทน ส่วน มาร์ก คาบานา (Mark Cabana) จาก BofA กล่าวเสริมว่า “มีราคาที่ต้องจ่ายอย่างแท้จริงสำหรับการขาดการชี้นำที่วอร์ชดูจะยึดมั่นนัก”

นักวิเคราะห์บางรายเปรียบเปรยการแทรกแซงครั้งนี้ได้อย่างน่าสนใจว่าเป็น “สัญญาณค้างคาว (Bat Signal) ที่ไร้แบทแมน” กล่าวคือ เบสเซนต์อาจเป็นเพียงผู้เปิดสัญญาณ แต่ไม่มี “แบทแมน” ซึ่งก็คือความน่าเชื่อถือและอำนาจที่ไร้ขีดจำกัดของเฟดคอยหนุนหลัง เพราะต่างจากเฟดที่สามารถสร้างเงินได้ไม่จำกัด กระทรวงการคลังไม่มีเงินไม่จำกัด ทุกดอลลาร์ที่ใช้ซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวต้องกู้ยืมมาจากตลาดหรือจัดเก็บภาษี ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าจะถูกชดเชยด้วยการออกพันธบัตรระยะสั้นเพิ่มขึ้น ประเด็นนี้มีข้อจำกัด เพราะปัจจุบันตั๋วเงินคลัง (T-Bills) คิดเป็นสัดส่วนราว 22.2% ของหนี้คงค้าง ซึ่งสูงกว่าเพดาน 20% ที่คณะกรรมการที่ปรึกษาการกู้ยืมของกระทรวงการคลังแนะนำไว้ ทำให้พื้นที่ในการขยายมาตรการซื้อคืนอาจมีจำกัดกว่าที่คิด

ในเชิงตัวเลข สำนักงานงบประมาณรัฐสภา (CBO) ได้ปรับเพิ่มประมาณการขาดดุลงบประมาณประจำปีขึ้นเป็น 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ สูงกว่าประมาณการเดือนกุมภาพันธ์ถึง 200,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่รัฐบาลกลางได้จ่ายดอกเบี้ยสุทธิไปแล้วถึง 963,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ซึ่งคิดเป็นราว 15% ของการใช้จ่ายภาครัฐทั้งหมด ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าภาระดอกเบี้ยของสหรัฐกำลังกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ และเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เบสเซนต์ต้องพยายามกดต้นทุนการกู้ยืมลงให้ได้

นักลงทุนทั่วโลกจึงจับตาการประชุมประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็กสัน โฮล (Jackson Hole) อย่างใกล้ชิด ซึ่งวอร์ชอาจต้องอธิบายว่าเขามองความสัมพันธ์ระหว่างเฟดกับกระทรวงการคลังและตลาดพันธบัตรอย่างไร ประเด็นเรื่องความเป็นอิสระของธนาคารกลาง (Fed independence) จะเป็นหัวข้อที่ตลาดให้ความสนใจสูงสุด เพราะหากการกดอัตราผลตอบแทนของกระทรวงการคลังประสบความสำเร็จ ก็จะยิ่งกระตุ้นการกู้ยืมในช่วงที่เงินเฟ้อยังสูง และอาจบีบให้เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อในที่สุด ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นไม่พึงปรารถนาอย่างยิ่ง

3. วอลมาร์ทส่งสัญญาณเตือน : ผู้บริโภคสหรัฐเริ่ม “รัดเข็มขัด”

ในขณะที่ดราม่าในตลาดพันธบัตรกำลังเข้มข้น ปัจจัยพื้นฐานด้านเศรษฐกิจก็ส่งสัญญาณเตือนเช่นกัน ผ่านผลประกอบการของวอลมาร์ท ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกอันดับหนึ่งของโลกที่มักถูกมองว่าเป็น “บารอมิเตอร์” วัดสุขภาพของผู้บริโภคอเมริกัน

เมื่อมองเผินๆ ผลประกอบการไตรมาสสองของวอลมาร์ทดูแข็งแกร่ง บริษัททำกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ปรับแล้ว 0.81 ดอลลาร์ เหนือกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 0.74 ดอลลาร์ และมีรายได้ 187,900 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาดการณ์ที่ราว 186,600 ล้านดอลลาร์ ยอดขายรวมเพิ่มขึ้น 5.9% แต่หุ้นวอลมาร์ทกลับดิ่งลงถึงราว 9% ปิดตลาดที่ระดับต่ำสุดในรอบเก้าเดือน และร่วงลงแตะ 102.85 ดอลลาร์ระหว่างวัน ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรายวันรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 คิดเป็นมูลค่าตลาดที่หายไปเกือบ 9 หมื่นล้านดอลลาร์

คำตอบของปริศนา “กำไรดีแต่หุ้นร่วง” นี้อยู่ที่ตัวเลขเดียว นั่นคือยอดขายสาขาเดิม (comparable sales) ในสหรัฐ ซึ่งเติบโตเพียง 2.6% (ไม่รวมน้ำมันเชื้อเพลิง) ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 3.5-3.7% อย่างมีนัยสำคัญ และเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดในรอบหกปี Bloomberg รายงานว่านี่คือการพลาดเป้าที่หาได้ยากยิ่งของวอลมาร์ท และต่ำกว่าประมาณการต่ำสุดของนักวิเคราะห์ทั้งหมดที่รวบรวมได้

สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันเบนซินที่พุ่งสูง จอห์น เดวิด เรนีย์ (John David Rainey) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของวอลมาร์ท กล่าวในการประชุมนักวิเคราะห์ว่า “เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นและทะลุ 4 ดอลลาร์ อาจเกิดผลกระทบเชิงจิตวิทยา… ผู้บริโภคกำลังตัดสินใจแบบต้องแลกได้-แลกเสีย (trade-offs)” โดยราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยตามข้อมูลของ AAA แตะระดับ 4.10 ดอลลาร์ต่อแกลลอน การใช้จ่ายเฉลี่ยต่อการซื้อหนึ่งครั้งเติบโตเพียง 1.1% ลดลงจาก 3.1% เมื่อปีก่อน ขณะที่การเติบโตของจำนวนลูกค้าที่เข้าร้านชะลอลงเหลือ 1.5% จาก 3% ในไตรมาสแรก

แม้กำไรจะได้แรงหนุนพิเศษจากเงินคืนภาษีนำเข้า (tariff refund) จำนวน 2,900 ล้านดอลลาร์ ซึ่งวอลมาร์ทระบุว่าจะนำไปใช้ตรึงราคาสินค้าให้ต่ำ แต่สิ่งที่ทำให้นักลงทุนกังวลมากกว่าคือแนวโน้มไตรมาสสามที่ระมัดระวัง โดยบริษัทคาดการณ์ EPS ปรับแล้วที่ 62-64 เซนต์ ต่ำกว่าที่ตลาดคาดที่ 68 เซนต์ แม้จะปรับเพิ่มเป้าหมายทั้งปีขึ้นเล็กน้อยก็ตาม

ไบรอัน เจคอบเซน (Brian Jacobsen) หัวหน้านักกลยุทธ์เศรษฐกิจของ Annex Wealth Management ให้ความเห็นที่คมคายว่า “สำหรับเศรษฐกิจผู้บริโภคแล้ว นี่ก็เหมือนกับการที่ Nvidia รายงานการชะลอตัว วอลมาร์ทเคยเป็นผู้ชนะในเกมการเทรดดาวน์ (trade-down) มาโดยตลอด แต่แรงหนุนนั้นอาจกำลังจางหายไป” ในอีกด้านหนึ่ง นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs เตือนว่าการเติบโตของการใช้จ่ายผู้บริโภคที่แท้จริงอาจชะลอลงเหลือเพียง 1% ในครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งเทียบเท่ากับการที่ชาวอเมริกันลดความเร็วในการใช้จ่ายลงกว่าครึ่ง

ผลประกอบการของวอลมาร์ทยังตอกย้ำสัญญาณอ่อนแอที่ปรากฏก่อนหน้านี้ เมื่อสำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐรายงานว่ายอดค้าปลีกเดือนกรกฎาคมหดตัว 0.6% เมื่อเทียบรายเดือน เหลือ 763,600 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการพลาดเป้าครั้งใหญ่และเป็นเดือนที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 เมื่อภาพผู้บริโภคที่กำลังชะลอตัวมาบรรจบกับตลาดหุ้นที่ยืนบนมูลค่าสูงลิ่ว ความเสี่ยงต่อการปรับฐานจึงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

อีกมิติหนึ่งที่อธิบายการเทขายหุ้นวอลมาร์ทได้คือเรื่องมูลค่า (valuation) หุ้นวอลมาร์ทซื้อขายที่ระดับราว 38 เท่าของกำไร ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงมากสำหรับธุรกิจค้าปลีกที่มีอัตรากำไรสุทธิเพียงราว 3% การที่หุ้นถูก “ตั้งราคาไว้เพื่อความสมบูรณ์แบบ” (priced for perfection) หมายความว่าเมื่อตัวเลขเดียวที่เป็นเหตุผลรองรับมูลค่าระดับพรีเมียมนั้นชะลอลง ราคาหุ้นก็มีพื้นที่ให้ปรับลงได้อีกมาก นับตั้งแต่ต้นปี หุ้นวอลมาร์ทแทบไม่ขยับ ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนว่านักลงทุนรอดูว่าบริษัทจะสามารถทำได้ตามกรอบการเติบโตที่ตั้งไว้หรือไม่

ที่น่าสนใจคือ แม้ผู้บริโภคกลุ่มรายได้น้อยจะเริ่มรัดเข็มขัด แต่วอลมาร์ทกลับได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจากครัวเรือนที่มีรายได้สูงกว่า 100,000 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งหันมาซื้อสินค้าราคาประหยัดมากขึ้น ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพ “เศรษฐกิจสองความเร็ว” (K-shaped) ที่ผู้บริโภคระดับบนยังใช้จ่ายได้ ในขณะที่ผู้บริโภคระดับล่างเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งราคาน้ำมัน ราคาอาหาร และผลกระทบจากภาษีนำเข้า ซึ่งเป็นภาพที่ธนาคารกลางและนักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะการใช้จ่ายของผู้บริโภคคิดเป็นสัดส่วนราวสองในสามของเศรษฐกิจสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกบริษัทที่ส่งสัญญาณลบ ในวันเดียวกัน หุ้นของ ดีเออาร์ (Deere & Co.) ผู้ผลิตเครื่องจักรกลการเกษตร กลับพุ่งขึ้นราว 9% สู่ระดับราว 634 ดอลลาร์ หลังรายงานกำไรไตรมาสสามที่ 5.10 ดอลลาร์ต่อหุ้น เหนือกว่าคาดการณ์ที่ราว 4.70 ดอลลาร์ โดยซีอีโอระบุว่าปี 2569 คือจุดต่ำสุดของวัฏจักรขาลงในอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร ภาพที่ตรงกันข้ามระหว่างวอลมาร์ทกับดีเออาร์สะท้อนว่าตลาดกำลังลงโทษบริษัทที่ถูกตั้งความคาดหวังไว้สูง และให้รางวัลกับบริษัทที่สร้างเซอร์ไพรส์เชิงบวกเหนือความคาดหมายของนักลงทุนที่มองในแง่ร้าย

4. หุ้นเทคและการเดิมพัน AI : บททดสอบครั้งใหญ่จาก Nvidia

กลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นศูนย์กลางของความผันผวนในตลาด หลังจากที่หุ้นกลุ่มนี้เป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการทำสถิติสูงสุดตลอดกาลของดัชนีมาตลอดปี แต่ในช่วงหลังกลับกลายเป็นแหล่งที่มาของแรงกดดันมากที่สุด

ในสัปดาห์นี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีถูกกดดันเพิ่มเติมจากรายงานของ The Wall Street Journal ที่ระบุว่า OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT มีการเติบโตของยอดขายในไตรมาสสองที่ “จืดชืด” (tepid) เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Anthropic ข่าวนี้ส่งผลกระทบต่อหุ้น Oracle (ORCL) ซึ่งมีสัญญาจัดหาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่กับ OpenAI และตอกย้ำความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับความยั่งยืนของการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI

ความกังวลนี้มีรากฐานมาจากตรรกะทางการเงินที่สำคัญ นั่นคือ เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลยืนในระดับสูง มูลค่าปัจจุบันของกำไรในอนาคตของบริษัทเทคโนโลยี (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำไรที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะยาว) จะลดลง อีกทั้งต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทเพื่อขยายการลงทุนก็สูงขึ้นตามไปด้วย ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟีย (SOX) เคยร่วงลงถึง 5.4% ในวันเดียว โดยหุ้นผู้ผลิตหน่วยความจำอย่าง Micron, Sandisk และ Western Digital เป็นกลุ่มที่ถูกเทขายหนักที่สุด

จุดสนใจต่อไปของตลาด AI ทั้งหมดกำลังพุ่งเป้าไปที่รายงานผลประกอบการของ Nvidia ในวันที่ 26 สิงหาคม Yahoo Finance รายงานว่า การประกาศผลของ Nvidia จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างตั้งแต่กลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ (hyperscalers) ไปจนถึงบริษัทที่เป็น “จอบและพลั่ว” ของยุค AI ตัวเลขจาก Nvidia จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความต้องการชิป AI ยังแข็งแกร่งจริงหรือไม่ หรือกำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัวตามที่นักลงทุนบางส่วนหวั่นเกรง

อีกหนึ่งพัฒนาการสำคัญในแวดวงเทคโนโลยีคือ กระแสการเสนอขายหุ้น IPO ของบริษัท AI ยักษ์ใหญ่ โดยมีรายงานว่า Anthropic กำลังพิจารณายื่นเอกสาร IPO ต่อสาธารณะเร็วที่สุดภายในสิ้นเดือนนี้ และตั้งเป้าระดมทุนที่อาจสูงเกินกว่า 75,000 ล้านดอลลาร์ที่ SpaceX ระดมได้ตอนเข้าตลาดในเดือนมิถุนายน กระแส IPO ที่คึกคักของบริษัท AI สะท้อนทั้งความเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของอุตสาหกรรม และในขณะเดียวกันก็สร้างแรงกดดันด้านอุปทานหุ้นใหม่ที่ไหลเข้าสู่ตลาดจำนวนมหาศาล ซึ่งอาจดูดซับสภาพคล่องจากหุ้นเทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่

5. น้ำมัน อิหร่าน และช่องแคบฮอร์มุซ : ระเบิดเวลาของเงินเฟ้อ

ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลสะเทือนต่อทุกสินทรัพย์ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้ผลักดันราคาน้ำมันให้พุ่งสูง และกลายเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อที่ส่งผ่านไปยังตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นในที่สุด

รัฐมนตรีคลังเบสเซนต์ประกาศกร้าวว่าสหรัฐจะสร้าง “การโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจแบบประสานงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก” ต่ออิหร่าน ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐได้เข้าสู่ “สงครามเศรษฐกิจ” กับอิหร่านแล้ว พร้อมยืดเวลาการปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันที่แล่นผ่านอ่าวเปอร์เซีย ตามรายงานของ Trading Economics

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานระหว่างประเทศ เคยพุ่งขึ้นแตะระดับราว 90-91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงต้นสัปดาห์ ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐขยับขึ้นสู่ระดับราว 84 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ที่น่ากังวลคือ คลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) ของสหรัฐได้ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2525 (1982) ซึ่งจำกัดความสามารถของรัฐบาลในการเข้าแทรกแซงเพื่อกดราคาน้ำมันในตลาด

ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เปราะบางที่สุด เนื่องจากเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 20% ของอุปทานโลก ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเปิด-ปิดช่องแคบนี้ทำให้ราคาน้ำมันแกว่งตัวรุนแรงตามข่าวสารรายวัน โดยล่าสุดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิหร่าน โดยอ้างถึงการโจมตีด้วยขีปนาวุธ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการยกระดับความขัดแย้งในภูมิภาค

กลไกการส่งผ่านผลกระทบนั้นชัดเจน กล่าวคือ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นผลักดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้น เงินเฟ้อที่สูงขึ้นผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น และอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นก็กดดันมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย นี่คือ “ห่วงโซ่แห่งความกังวล” ที่ทำให้ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางกลายเป็นเรื่องที่นักลงทุนในวอลล์สตรีทไม่อาจมองข้ามได้

6. ทองคำ ดอลลาร์ และคริปโต : สินทรัพย์ปลอดภัยในยามผันผวน

ท่ามกลางความปั่นป่วนในตลาดหุ้นและพันธบัตร นักลงทุนบางส่วนได้หันไปหาสินทรัพย์ทางเลือกและสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งสะท้อนภาพความไม่มั่นใจต่อทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของสหรัฐ

ราคาทองคำยังคงเปล่งประกายในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดยพุ่งขึ้นสู่ระดับราว 4,585 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้รับแรงหนุนจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า ความกังวลด้านเงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การที่กระทรวงการคลังเข้าแทรกแซงตลาดพันธบัตรและยอดหนี้สาธารณะที่ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ยิ่งเสริมความน่าสนใจของทองคำในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากการลดค่าของเงิน (debasement hedge)

ในด้านค่าเงิน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index) อ่อนค่าลงราว 0.7-0.8% หลังการประกาศมาตรการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลัง เนื่องจากการกดอัตราผลตอบแทนลงมาโดยตรงทำให้ความน่าสนใจของสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ลดลง อีกทั้งยังมีความกังวลว่าดอลลาร์ที่อ่อนค่าจะยิ่งทำให้ราคาสินค้านำเข้าแพงขึ้นและซ้ำเติมเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นวงจรที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเตือน

สำหรับตลาดคริปโทเคอร์เรนซี บิตคอยน์ (Bitcoin) สามารถยืนเหนือระดับ 72,000 ดอลลาร์ได้ แม้ตลาดหุ้นจะผันผวน สะท้อนว่าสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนบางกลุ่มในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกที่ไม่ขึ้นกับนโยบายการเงินแบบดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรระลึกไว้ว่าคริปโทเคอร์เรนซียังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงและมีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ในหลายช่วงเวลา

7. เจาะหุ้นรายตัว : ผู้ชนะและผู้แพ้ในสัปดาห์แห่งความผันผวน

นอกเหนือจากภาพรวมดัชนี การเคลื่อนไหวของหุ้นรายตัวยังสะท้อนธีมการลงทุนที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน ในสัปดาห์นี้มีทั้งหุ้นที่ถูกเทขายอย่างหนักและหุ้นที่สวนกระแสขึ้นได้อย่างโดดเด่น

ในฝั่งผู้แพ้ นอกจากวอลมาร์ทที่ทรุดหนักที่สุดแล้ว หุ้นกลุ่มผู้ผลิตหน่วยความจำและเซมิคอนดักเตอร์ เป็นกลุ่มที่เผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง โดย Micron, Sandisk และ Western Digital ต่างถูกเทขายจากความกังวลเรื่องมูลค่าที่สูงเกินไปหลังราคาพุ่งขึ้นมาแรงตลอดปี ที่น่าสนใจคือ แม้จะมีแรงขายในกลุ่มชิป แต่ JPMorgan กลับปรับเพิ่มคำแนะนำ Sandisk (SNDK) เป็น “ซื้อ” พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 2,250 ดอลลาร์ โดยมองว่าบริษัทอยู่ในตำแหน่งที่ได้ประโยชน์จากความต้องการหน่วยความจำ NAND ที่เติบโตตามกระแส AI inference

ในฝั่งผู้ชนะ ดีเออาร์ (Deere & Co.) เป็นดาวเด่นด้วยการพุ่งขึ้นราว 9% หลังผลประกอบการเหนือความคาดหมาย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจก่อสร้างและป่าไม้ที่ยอดขายสุทธิเพิ่มขึ้น 18% และอัตรากำไรจากการดำเนินงานขยับขึ้นเป็น 12.1% จาก 7.7% ได้แรงหนุนจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์ข้อมูล และพลังงาน นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันอย่าง Valero, Marathon Petroleum และ Phillips 66 ก็ปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุด จากส่วนต่างราคา (margin) ระหว่างน้ำมันดิบกับดีเซลที่พุ่งสูง อันเป็นผลจากกำลังการกลั่นที่ตึงตัวในรัสเซียและตะวันออกกลาง

ในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ Nvidia สามารถยืนในแดนบวกได้ในบางวันแม้ตลาดโดยรวมจะอ่อนแอ โดยนักลงทุนรอคอยผลประกอบการวันที่ 26 สิงหาคมอย่างใจจดใจจ่อ ขณะที่ SpaceX ซึ่งเพิ่งเข้าตลาดในเดือนมิถุนายน ยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนรายย่อยอย่างต่อเนื่อง แม้ราคาจะเคยปรับตัวลงต่ำกว่าราคาเปิดซื้อขาย ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคารอย่าง JPMorgan และ Wells Fargo ปรับตัวลงตามความกังวลในตลาดตราสารหนี้ระยะสั้น

ภาพการเคลื่อนไหวของหุ้นรายตัวเหล่านี้ตอกย้ำธีมสำคัญของตลาดในขณะนี้ นั่นคือ นักลงทุนกำลังให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของผลประกอบการ” และ “ความสมเหตุสมผลของมูลค่า” มากขึ้น บริษัทที่ถูกตั้งความคาดหวังไว้สูงและมีมูลค่าแพง แม้จะรายงานผลดีก็อาจถูกเทขายได้ ในทางกลับกัน บริษัทที่สร้างเซอร์ไพรส์เชิงบวกในกลุ่มที่ถูกมองข้าม กลับได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่น สะท้อนตลาดที่เริ่มมีการคัดเลือก (selective) มากกว่าการซื้อขึ้นทั้งกระดานเหมือนช่วงต้นปี

8. มุมมองผู้เชี่ยวชาญและปัจจัยที่ต้องจับตา

เมื่อประมวลภาพรวมทั้งหมด นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทมีความเห็นที่หลากหลาย แต่ส่วนใหญ่ต่างเห็นพ้องกันว่าตลาดกำลังเผชิญช่วงเวลาที่ท้าทายและเปราะบางเป็นพิเศษ

ในฝั่งที่มองเชิงระมัดระวัง นักวิเคราะห์จาก ING เขียนในบันทึกว่า การแทรกแซงของเบสเซนต์นั้น “ส่อถึงความไม่สบายใจ” เกี่ยวกับต้นทุนการกู้ยืมระยะยาว และเปิดโอกาสให้รัฐบาลอาจทำเช่นนี้ “ซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ซึ่งจะบั่นทอนความน่าเชื่อถือของตลาดพันธบัตรสหรัฐในระยะยาว ขณะที่นักวิเคราะห์จาก TD Securities เปรียบเทียบว่ามาตรการนี้คือ “Operation Twist ฉบับจิ๋ว” ของกระทรวงการคลัง และเน้นย้ำว่า “นี่ไม่ใช่ QE” เพราะไม่ได้เป็นการสร้างเงินใหม่เหมือนที่เฟดเคยทำ

อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงที่พยายามสร้างความมั่นใจ อัลเบอร์โต มูซาเลม (Alberto Musalem) ประธานเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่าการกระทำของกระทรวงการคลังไม่ได้ทำให้งานของเฟดยากขึ้น โดยกล่าวว่า “เราโฟกัสอย่างเรียบง่ายที่ตลาดแรงงานและเงินเฟ้อ เรากำหนดนโยบายการเงินอย่างเป็นอิสระ แยกจากการบริหารจัดการหนี้หรือนโยบายการคลัง” ซึ่งเป็นความพยายามตอกย้ำหลักการความเป็นอิสระของธนาคารกลาง

สำหรับปัจจัยที่นักลงทุนต้องจับตาในช่วงถัดไป สามารถสรุปได้ดังนี้ :

  • การประชุมแจ็กสัน โฮล (Jackson Hole) : ถ้อยแถลงของประธานเฟด เควิน วอร์ช จะถูกจับตาอย่างใกล้ชิดในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างเฟด-กระทรวงการคลัง ทิศทางอัตราผลตอบแทนระยะยาว และความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
  • ผลประกอบการ Nvidia วันที่ 26 สิงหาคม : จะเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดของการเดิมพัน AI และอาจกำหนดทิศทางของทั้งกลุ่มเทคโนโลยีในช่วงที่เหลือของปี
  • การซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลัง : มาตรการจะเริ่มมีผลจริงในวันที่ 9 กันยายน ตลาดจะจับตาว่าจะสามารถกดอัตราผลตอบแทนได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ และเบสเซนต์จะเพิ่มขนาดเกิน 4 พันล้านดอลลาร์ต่อครั้งตามที่ขู่ไว้หรือไม่
  • สถานการณ์สหรัฐ-อิหร่าน และช่องแคบฮอร์มุซ : ทิศทางราคาน้ำมันจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อเงินเฟ้อและนโยบายดอกเบี้ย
  • สัญญาณผู้บริโภคสหรัฐ : หลังคำเตือนจากวอลมาร์ท ตัวเลขเศรษฐกิจอย่างยอดค้าปลีก ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และการจ้างงาน จะถูกให้ความสำคัญมากขึ้น

9. บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

โดยสรุป ตลาดหุ้นสหรัฐในสัปดาห์นี้กำลังเผชิญกับ “พายุลูกผสม” ที่ประกอบด้วยสามปัจจัยหลัก ได้แก่ ความไม่แน่นอนในตลาดพันธบัตรจากการปะทะเชิงนโยบายระหว่างกระทรวงการคลังกับเฟด สัญญาณอ่อนแอของผู้บริโภคที่สะท้อนผ่านวอลมาร์ท และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงตามความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในขณะที่ตลาดยืนบนระดับมูลค่าที่สูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้ความเสี่ยงต่อการปรับฐานเพิ่มสูงขึ้น

สำหรับนักลงทุนไทย พัฒนาการในวอลล์สตรีทครั้งนี้มีนัยสำคัญที่ต้องพิจารณาในหลายมิติ ดังนี้

ด้านค่าเงินและกระแสเงินทุน : การที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงราว 0.7-0.8% มีแนวโน้มที่จะหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ในด้านหนึ่งดอลลาร์ที่อ่อนค่าอาจดึงดูดกระแสเงินทุนไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง เงินบาทที่แข็งค่าเกินไปอาจกดดันภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย ผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออกจึงควรบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบ

ด้านทองคำ : ราคาทองคำที่ทำสถิติสูงราว 4,585 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ถือเป็นข่าวดีสำหรับนักลงทุนและผู้ค้าทองในประเทศไทยที่ถือครองทองคำอยู่ ทองคำยังคงทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและเครื่องมือกระจายความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพในภาวะที่นโยบายการเงินสหรัฐเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรระวังความผันผวนในระยะสั้นและไม่ควรลงทุนกระจุกตัวมากเกินไป

ด้านราคาพลังงาน : ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ราคาน้ำมันดิบที่ยืนในระดับสูงตามความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่านจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และแรงกดดันเงินเฟ้อภายในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยและกำลังซื้อของผู้บริโภคไทย นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด

ด้านการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ : นักลงทุนไทยที่ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ (FIF) หรือ DR ที่อ้างอิงหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ควรเตรียมรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นรอบผลประกอบการ Nvidia ในวันที่ 26 สิงหาคม และการประชุมแจ็กสัน โฮล การกระจายการลงทุน (diversification) ทั้งในแง่ของกลุ่มอุตสาหกรรมและภูมิภาค รวมถึงการทยอยลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) จะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนระยะสั้นได้

ด้านตลาดพันธบัตร : สำหรับนักลงทุนที่ถือครองกองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนในพันธบัตรสหรัฐ ความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวอาจส่งผลต่อมูลค่าเงินลงทุน (NAV) การเข้าใจกลไกที่ว่าราคาพันธบัตรเคลื่อนไหวสวนทางกับอัตราผลตอบแทน จะช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดผันผวน

ในเชิงกลยุทธ์ นักลงทุนไทยอาจพิจารณาแนวทางการปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้ การเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง เช่น หุ้นปันผลสูงในกลุ่มธุรกิจที่มีกระแสเงินสดสม่ำเสมอ หรือกองทุนที่เน้นคุณภาพของกิจการ (quality) อาจช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวมได้ ขณะเดียวกัน การถือครองเงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องสูงบางส่วนไว้ ก็จะเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเข้าซื้อสินทรัพย์คุณภาพดีในราคาที่น่าสนใจได้หากตลาดเกิดการปรับฐานที่รุนแรงขึ้น การไม่พยายามจับจังหวะตลาด (market timing) ที่แม่นยำ แต่เน้นการลงทุนอย่างสม่ำเสมอและมีวินัย มักเป็นกลยุทธ์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในระยะยาว

นอกจากนี้ นักลงทุนไทยควรตระหนักว่าปัจจัยเฉพาะของสหรัฐหลายอย่าง เช่น การปะทะเชิงนโยบายระหว่างกระทรวงการคลังกับเฟด หรือความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะที่ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ อาจไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพื้นฐานเศรษฐกิจไทยในระยะสั้น แต่จะส่งผลผ่านช่องทางของกระแสเงินทุน อัตราแลกเปลี่ยน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก ดังนั้น การติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ทำความเข้าใจกลไกการส่งผ่านผลกระทบ และไม่ตัดสินใจลงทุนด้วยอารมณ์ จึงเป็นทักษะสำคัญที่นักลงทุนยุคใหม่พึงมี

ท้ายที่สุด บทเรียนสำคัญจากสัปดาห์นี้คือ ตลาดการเงินโลกมีความเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น การตัดสินใจเชิงนโยบายในกรุงวอชิงตัน ราคาน้ำมันในตะวันออกกลาง และผลประกอบการของบริษัทค้าปลีกในสหรัฐ ล้วนส่งผลสะเทือนมาถึงพอร์ตการลงทุนของคนไทยได้ทั้งสิ้น นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในภาวะเช่นนี้คือผู้ที่ติดตามข้อมูลอย่างรอบด้าน บริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย และไม่ตื่นตระหนกไปกับความผันผวนระยะสั้น แต่ยึดมั่นในแผนการลงทุนระยะยาวที่สอดคล้องกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของตนเอง

Similar Posts

  • |

    ราคาน้ำมัน ทองคำ เงิน ผันผวนหนัก สงครามอิหร่านเขย่าตลาดโภคภัณฑ์โลก 2569

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เผชิญกับความปั่นป่วนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ตั้งแต่ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในบางช่วง ไปจนถึงทองคำที่ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่เกือบ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม ก่อนจะร่วงลงมากกว่า 16% ในเวลาต่อมา สาเหตุหลักทั้งหมดสามารถย้อนกลับไปยังจุดเดียวกัน นั่นคือสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงพลังงานให้กับโลกถึงราว 20% ของอุปทานพลังงานทั้งหมด ช่องแคบฮอร์มุซ: ชนวนวิกฤตพลังงานโลก เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ตลาดพลังงานโลกเข้าสู่ภาวะตึงเครียดที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ยุควิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียทั้งซาอุดีอาระเบีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิรัก ถูกปิดกั้นอย่างแท้จริง ส่งผลให้ผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางต้องระงับการผลิตรวมกันถึง 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามรายงานของ Energy Aspects Al Jazeera รายงานว่าในช่วงปลายเดือนเมษายน ราคาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 6.95% แตะ 106.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่เบรนท์ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงระหว่างประเทศปรับตัวขึ้น 6.08% มาที่ 118.03…

  • | |

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดีดกลับ โมเดอร์นาพุ่ง 176% หลังวัคซีนมะเร็ง mRNA คว้าชัยเฟส 3

    วอลล์สตรีทปิดตลาดวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 ในแดนบวกได้สำเร็จ ตัดวงจรการปรับตัวลงติดต่อกัน 3 วันทำการ หลังกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศแผนเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว “อย่างน้อยเท่าตัว” เพื่อบรรเทาแรงกดดันจากตลาดตราสารหนี้ที่ผลักดันอัตราผลตอบแทน (ยิลด์) พันธบัตรอายุ 30 ปีขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี ขณะเดียวกันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ยังคงเผชิญแรงขายต่อเนื่อง แต่แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มสุขภาพและวัฏจักร (cyclicals) ช่วยประคองดัชนีหลักให้กลับมายืนในแดนบวกได้ ไฮไลต์สำคัญที่สุดของวันตกเป็นของ โมเดอร์นา (Moderna) ผู้ผลิตวัคซีน mRNA ที่ราคาหุ้นพุ่งทะยานกว่า 176% ในวันเดียว หลังบริษัทและพันธมิตร เมอร์ค (Merck) ประกาศผลการทดลองทางคลินิกเฟส 3 ในเชิงบวกของวัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคลชนิด mRNA ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของวัคซีนมะเร็ง mRNA ในการทดลองระยะสุดท้าย ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงพลิกโฉมความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยี mRNA ที่เคยถูกตั้งคำถามหลังยุคโควิด-19 แต่ยังจุดประกายความหวังใหม่ในวงการรักษามะเร็งทั่วโลก บทวิเคราะห์ฉบับนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทุกมิติของตลาดการเงินโลกในรอบวัน ตั้งแต่การเคลื่อนไหวของดัชนีหลัก มาตรการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลัง เรื่องราวประวัติศาสตร์ของโมเดอร์นา แรงกดดันในกลุ่มชิป การพุ่งขึ้นของบิตคอยน์ท่ามกลางการผลักดันกฎหมายคริปโตของทรัมป์ ไปจนถึงผลกระทบที่นักลงทุนไทยควรจับตาอย่างใกล้ชิด ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัว: สามดัชนีหลักปิดบวกครั้งแรกในรอบ 4…

  • กลยุทธ์จัดพอร์ต 2569: ETF พันธบัตรโทเคน และตลาดเกิดใหม่

    ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเดินเข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม 2569 ด้วยภาพที่แตกต่างจากสองไตรมาสก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง กองทุน ETF บิตคอยน์แบบสปอตในสหรัฐฯ บันทึกกระแสเงินไหลเข้าสุทธิติดต่อกันเป็นวันที่หกเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม โดยมีเม็ดเงินใหม่ราว 203.14 ล้านดอลลาร์ ดันสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของกลุ่มกองทุนบิตคอยน์ทะลุระดับ 80,000 ล้านดอลลาร์อีกครั้ง ขณะที่ราคาบิตคอยน์ยืนแถว 66,000 ดอลลาร์ สูงสุดในรอบกว่าห้าสัปดาห์ ตัวเลขเหล่านี้เกิดขึ้นเพียงสามสัปดาห์เศษหลังจากที่กองทุนกลุ่มเดียวกันเพิ่งผ่านเดือนมิถุนายนที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เปิดตลาดในเดือนมกราคม 2567 แต่เรื่องราวที่สำคัญกว่าการแกว่งตัวของราคาในรอบสัปดาห์ คือการเปลี่ยนโครงสร้างเชิงลึกของ “พอร์ตการลงทุน” ในระดับสถาบันทั่วโลก ปี 2569 เป็นปีที่คำถามเรื่องการจัดสรรสินทรัพย์ถูกรื้อใหม่ทั้งกระดาน สูตร 60/40 ที่นักลงทุนคุ้นเคยมาหลายทศวรรษกำลังถูกท้าทายจากสามทิศทางพร้อมกัน ได้แก่ การไหลเข้าของเงินทุนสู่โครงสร้าง ETF ที่ทำลายสถิติทุกด้าน การย้าย “ขาตราสารหนี้” ของพอร์ตขึ้นไปอยู่บนบล็อกเชนผ่านพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แบบโทเคน และการเติบโตของตลาดเกิดใหม่ที่ใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเครื่องมือทางการเงินจริง ไม่ใช่เครื่องมือเก็งกำไร รายงานฉบับนี้ประมวลข้อมูลจากสำนักข่าวและแหล่งข้อมูลชั้นนำด้านสินทรัพย์ดิจิทัลระหว่างประเทศ ทั้ง CoinDesk, Cointelegraph, Decrypt, The Block, CryptoSlate, Bitcoin Magazine และ The Defiant ประกอบกับข้อมูลตลาดจาก…

  • | |

    ภูมิรัฐศาสตร์เขย่าเศรษฐกิจโลก: สงครามการค้า คว่ำบาตร สะเทือนพอร์ตนักลงทุนไทย

    โลกการเงินในไตรมาสสามของปี 2569 กำลังเคลื่อนตัวอยู่บนเส้นด้ายของความไม่แน่นอนที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อสามแรงกดดันใหญ่—สงครามการค้าที่สหรัฐฯ ยกกำแพงภาษีสูงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง วิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ และเครือข่ายมาตรการคว่ำบาตรที่แบ่งห่วงโซ่อุปทานโลกออกเป็นขั้ว—มาบรรจบกันพร้อมกัน นักลงทุนทั่วโลกจึงต้องประเมินความเสี่ยงใหม่ทั้งหมด ขณะที่ราคาทองคำพุ่งทำสถิติเหนือ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับยืนที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และตลาดหุ้นไทยก็กลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลกด้วยกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลกลับ บทความนี้จะพาผู้อ่านสำรวจภาพรวมของความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่กำลังหล่อหลอมทิศทางการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี และวิเคราะห์ว่านักลงทุนไทยควรวางตำแหน่งพอร์ตอย่างไรท่ามกลางพายุภูมิรัฐศาสตร์ลูกนี้ สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนยกระดับใหม่ ภาษีนำเข้าแตะจุดสูงสุดในรอบศตวรรษ ประเด็นที่ครองพาดหัวข่าวเศรษฐกิจระหว่างประเทศตลอดปี 2569 ยังคงเป็นสงครามการค้าที่ทวีความเข้มข้นภายใต้นโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งข้อมูลจาก Tax Foundation ระบุว่า อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ ได้ไต่ขึ้นสู่ระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเมื่อสิ้นปี 2568 และยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องมาถึงกลางปีนี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ทรัมป์ประกาศเลื่อนการปรับขึ้นภาษีตอบโต้ (reciprocal tariff) ที่จะแตะ 125 เปอร์เซ็นต์ออกไปอีก 90 วัน ซึ่งเป็นการยืดเวลาสงบศึกทางการค้าชั่วคราวเพื่อเปิดช่องให้การเจรจาดำเนินต่อไป แม้จะมีการพักรบเป็นระยะ แต่ผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อการค้าโลกนั้นเกิดขึ้นแล้วอย่างชัดเจน รายงานอัปเดตปี 2569 ของ McKinsey Global Institute ประเมินว่ากำแพงภาษีได้ผลักดันให้มูลค่าการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนหดตัวลงราว 30 เปอร์เซ็นต์…

  • | |

    วอลล์สตรีทระทึกก่อนสัปดาห์ชี้ชะตา จับตา PCE Nvidia และแจ็กสันโฮล

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคมด้วยภาพที่ขัดแย้งกันในตัวเอง เมื่อแรงเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์กลบข่าวดีจากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) เริ่มย่อตัวลง ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง 0.28% มาปิดที่ 7,652.86 จุด ถอยห่างจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่เพิ่งทำไว้เมื่อต้นเดือนออกไปอีกก้าว ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ที่มีน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสูงร่วงลงแรงกว่าที่ 0.76% ปิดที่ 25,980.19 จุด สวนทางกับดัชนี Dow Jones Industrial Average ที่ยังบวกได้ 140.15 จุด หรือ 0.26% ปิดที่ 53,417.16 จุด ตามรายงานของ CNBC ภาพดังกล่าวเป็นเพียงบทนำของสัปดาห์ที่นักลงทุนทั่วโลกขนานนามว่าเป็น “สัปดาห์แห่งการชี้ชะตา” ของตลาดช่วงปลายฤดูร้อน เพราะภายในไม่กี่วันข้างหน้า วอลล์สตรีทต้องเผชิญเหตุการณ์สำคัญถึงสามด้านพร้อมกัน ทั้งตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้ความสำคัญที่สุด ผลประกอบการของ Nvidia บริษัทที่เป็นหัวใจของกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการปราศรัยครั้งแรกของนายเควิน วอร์ช…

  • | |

    วอลล์สตรีทพุ่ง! ดีลสหรัฐ-อิหร่านดัน Nasdaq +3% ก่อนประชุม Fed 16-17 มิ.ย. 2026

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ด้วยแรงซื้ออย่างหนักในวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2026 หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณสุดสัปดาห์ว่าสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านแล้ว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิ่งลง 5% ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีกลับมาเป็นผู้นำตลาดอีกครั้ง พร้อมแรงหนุนจาก SpaceX ที่ยังคงพุ่งต่อเนื่องในวันซื้อขายที่สอง หลังจากเพิ่งทำ IPO ประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนโลก ดัชนี Dow Jones Industrial Average พุ่งขึ้น 468.77 จุด หรือ 0.92% ปิดที่ 51,671.03 จุด สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ S&P 500 ปรับขึ้น 1.65% ปิดที่ 7,554.29 จุด และ Nasdaq Composite พุ่งแรงถึง 3.07% ปิดที่ 26,683.94 จุด ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นรายวันที่ดีที่สุดของดัชนีนับตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา บรรยากาศในตลาดพลิกกลับอย่างน่าทึ่งจาก 180 องศา เมื่อพิจารณาจากการที่เพียงสัปดาห์เดียวก่อนหน้า…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *