ราคาน้ำมัน ทองคำ เงิน ผันผวนหนัก สงครามอิหร่านเขย่าตลาดโภคภัณฑ์โลก 2569
|

ราคาน้ำมัน ทองคำ เงิน ผันผวนหนัก สงครามอิหร่านเขย่าตลาดโภคภัณฑ์โลก 2569

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เผชิญกับความปั่นป่วนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ตั้งแต่ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในบางช่วง ไปจนถึงทองคำที่ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่เกือบ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม ก่อนจะร่วงลงมากกว่า 16% ในเวลาต่อมา สาเหตุหลักทั้งหมดสามารถย้อนกลับไปยังจุดเดียวกัน นั่นคือสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงพลังงานให้กับโลกถึงราว 20% ของอุปทานพลังงานทั้งหมด

ช่องแคบฮอร์มุซ: ชนวนวิกฤตพลังงานโลก

เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ตลาดพลังงานโลกเข้าสู่ภาวะตึงเครียดที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ยุควิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียทั้งซาอุดีอาระเบีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิรัก ถูกปิดกั้นอย่างแท้จริง ส่งผลให้ผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางต้องระงับการผลิตรวมกันถึง 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามรายงานของ Energy Aspects

Al Jazeera รายงานว่าในช่วงปลายเดือนเมษายน ราคาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 6.95% แตะ 106.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่เบรนท์ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงระหว่างประเทศปรับตัวขึ้น 6.08% มาที่ 118.03 ดอลลาร์ โดยแตะสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 ก่อนที่เบรนท์จะยังคงไต่ระดับต่อเนื่องไปแตะ 119.94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันถัดมา

Amrita Sen ผู้ก่อตั้ง Energy Aspects ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานชั้นนำ ให้ความเห็นแก่ CNBC อย่างตรงไปตรงมาว่า สถานการณ์ในตลาดพลังงานขณะนั้นคือ “ความวุ่นวายอย่างสมบูรณ์” (It’s a complete mess) โดยชี้ว่าเรือบรรทุกน้ำมันส่วนใหญ่หันหัวเรือไปหาสหรัฐฯ เพื่อรับน้ำมันที่นั่นแทน และอาจต้องใช้เวลาถึงเดือนมิถุนายนเพื่อเบี่ยงเส้นทางเรือเหล่านั้นกลับสู่ตะวันออกกลาง

Amrita Sen ยังเตือนว่านักลงทุนจำนวนมากกำลังตกอยู่ในภาวะ “ความหวังที่ไม่มีมูลอย่างยิ่ง” (extremely misplaced euphoria) โดยดูเหมือนจะยังประเมินผลกระทบของวิกฤตพลังงานต่ำเกินไป เธอกล่าวด้วยว่าหาก Hormuz ยังคงถูกปิดกั้นต่อเนื่อง โลกจะต้องย้อนกลับไปสู่ระดับความต้องการน้ำมันปี 2556 ซึ่งน้อยกว่าปัจจุบันถึงราว 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งที่โลกมีประชากรเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งพันล้านคนแล้ว

สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ในรายงานแนวโน้มพลังงานระยะสั้นเดือนมิถุนายนชี้ว่า ราคาน้ำมันเบรนท์เฉลี่ยในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 10 ดอลลาร์จากเดือนเมษายน นับเป็นการปรับตัวลงรายเดือนครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ช่องแคบยังคงปิดกั้น EIA คาดว่าราคาเบรนท์จะเฉลี่ยอยู่ที่ 105 ดอลลาร์ในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม

ความหวังสันติภาพกับความผันผวนของราคา: ตลาดยังอ่านเกมไม่ออก

หนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าสังเกตที่สุดในตลาดพลังงานช่วงนี้คือความผันผวนสุดขีดที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของการเจรจาสันติภาพ ราคาน้ำมันสามารถร่วงลงได้กว่า 15-16% ในวันเดียว เมื่อมีข่าวว่าสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นกว่า 8% เมื่อสถานการณ์พลิกกลับ

ราคาน้ำมันดิบโลกร่วงลงประมาณ 20% จากจุดสูงสุดของปี 2569 เมื่อนักลงทุนเพิ่มความหวังต่อโอกาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระยะยาวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งจะเป็นการปลดล็อกการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเบรนท์ร่วงลงมาที่ 92.56 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม และ WTI แตะ 87.18 ดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม UBS ระบุว่ายังมี “หลักฐานน้อยมาก” ที่บ่งชี้ถึงการปรับปรุงสภาพการจราจรทางเรือหรือกระแสพลังงานในภูมิภาคในระยะสั้น ในขณะที่ IEA เตือนว่า อุปทานน้ำมันโลกลดลงอีก 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน ทำให้การสูญเสียรวมสะสมอยู่ที่ 12.8 ล้านบาร์เรลต่อวันนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น และยังคาดการณ์ว่าตลาดน้ำมันจะยังอยู่ในภาวะขาดแคลนอุปทานตลอดสิ้นปีนี้

ล่าสุด ณ ต้นเดือนมิถุนายน อิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีอิสราเอลเพื่อตอบโต้การรณรงค์ทางทหารในเลบานอน ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่า 5% ชั่วคราว ขณะที่ OPEC+ อนุมัติเพิ่มโควต้าการผลิต 188,000 บาร์เรลต่อวันตั้งแต่เดือนกรกฎาคม นับเป็นการปรับเพิ่มโควต้าครั้งที่สี่นับตั้งแต่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด

ทองคำ: จากที่หลบภัย สู่เหยื่อของดอกเบี้ยสูง

หากปี 2568 คือปีทองของโลหะมีค่า — ทองคำพุ่งขึ้น 66% และเงินพุ่งขึ้นถึง 135% ตลอดทั้งปี — ปี 2569 ก็ถือได้ว่าเป็นปีแห่งการทดสอบ ทองคำทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 5,594.82 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันที่ 29 มกราคม 2569 ก่อนที่สงครามอิหร่านจะปะทุขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ และนับจากนั้น ราคาทองคำก็สูญเสียมูลค่าไปมากกว่า 16% จากจุดสูงสุด

สิ่งที่เกิดขึ้นกับทองคำถือเป็นปรากฏการณ์ที่ผิดจากตำราลงทุนดั้งเดิม เพราะปกติแล้ว ในยามสงครามและความไม่แน่นอน ทองคำมักทำหน้าที่เป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” ที่ราคาพุ่งสูงขึ้น แต่ครั้งนี้ สงครามกลับกดดันทองคำผ่านกลไกที่ซับซ้อนกว่านั้น

Fawad Razaqzada นักวิเคราะห์ตลาดจาก City Index อธิบายว่า “ปัญหาของทองคำคือความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้ทำงานอยู่อย่างโดดเดี่ยว ราคาพลังงานที่สูงขึ้นกำลังป้อนเข้าสู่ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ กดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นในระดับปานกลาง และทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นในเวลาเดียวกัน”

กลไกดังกล่าวสร้างแรงกดดันสามด้านพร้อมกัน คือ อัตราเงินเฟ้อที่สูงทำให้ธนาคารกลางต้องคงดอกเบี้ยสูงไว้ ดอกเบี้ยสูงทำให้ทองคำซึ่งไม่มีผลตอบแทนมีความน่าสนใจน้อยลง และดอลลาร์ที่แข็งค่าทำให้ราคาทองคำในสกุลเงินอื่นแพงขึ้น กดดันความต้องการซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ

Bart Melek หัวหน้ากลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลกของ TD Securities ชี้ว่า “ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกำลังเพิ่มความเสี่ยงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางอื่น ๆ อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับสิ่งที่จะกลายเป็นภาวะเงินเฟ้อซบเซา ทองคำจึงตอบสนองต่อความเสี่ยงนั้น”

ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ราคาทองคำ Spot ร่วงลง 2.4% มาที่ 4,161.63 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ตลาดคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุม FOMC วันที่ 16-17 มิถุนายนนี้ด้วยความน่าจะเป็นสูงมาก และตลาดยังมีการพูดถึงความเป็นไปได้ที่เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยในช่วงไตรมาสสี่ของปีนี้ด้วย

เงิน (Silver): ดาวรุ่งที่ผันผวนสุดขีด

หากทองคำเป็นโลหะที่นักลงทุนรายใหญ่จับตามอง เงินคือโลหะที่ให้ทั้งโอกาสและความเสี่ยงในระดับที่สูงกว่ามาก ในเดือนมกราคม 2569 ราคาเงินพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ด้วยการทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแตะจุดสูงสุดที่ 116 ดอลลาร์ ก่อนจะตกลงมาอยู่ที่แถว 74 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม

ในช่วงที่ตลาดโลหะทรุดตัวหนักในเดือนมีนาคม ราคาทองคำร่วงลงเกือบ 6% ขณะที่เงินทรุดลงถึง 8% การเทขายลามไปถึงโลหะอุตสาหกรรมอย่างทองแดงที่ปรับตัวลง 2% และพัลลาเดียมที่หล่นลงถึง 5.5% สาเหตุหลักคือความกังวลว่าน้ำมันแพงจากสงครามอิหร่านจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตาม มุมมองระยะยาวต่อเงินยังคงสดใส นักวิเคราะห์จาก SP Angel ระบุว่าราคาเงินมีแนวโน้มพุ่งขึ้นจากความต้องการทางกายภาพที่เพิ่มขึ้น โดยราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกำลังกระตุ้นยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะเพิ่มความต้องการใช้เงินในแผงโซลาร์เซลล์และเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ

HSBC ปรับเพิ่มประมาณการราคาเงินเป็น 68.25 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สูงขึ้น 53% จากประมาณการเดิม ขณะที่ BNP Paribas มองว่าการฟื้นตัวของโลหะมีค่าจะเกิดขึ้นเมื่อสถานการณ์สงครามคลี่คลาย Philippe Gijsels หัวหน้ากลยุทธ์ของ BNP Paribas Fortis กล่าวว่า “เมื่อหมอกแห่งสงครามเริ่ม걷ขึ้น นักลงทุนจะกลับมาซื้อทองคำและเงินอีกครั้ง” และยืนยันว่าปัจจัยพื้นฐานที่หนุนราคาโลหะมีค่า “ยังคงอยู่ครบถ้วน”

กองทุนเฮดจ์ฟันด์กำไรก้อนใหญ่: ใครได้ประโยชน์จากความโกลาหล

ท่ามกลางความปั่นป่วน มีผู้ชนะที่โดดเด่นกลุ่มหนึ่งในตลาดการเงิน ได้แก่ กองทุน CTA หรือ Commodity Trading Advisors ซึ่งเป็นกองทุนเฮดจ์ฟันด์เชิงปริมาณที่ใช้อัลกอริทึมตามแนวโน้มตลาด

CNBC รายงานว่า กองทุนเชิงปริมาณแบบ Trend-following บันทึกกำไรสองหลักในปี 2569 โดยมีพลังงานเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ หลายกลยุทธ์ทำกำไรจากการ “long” น้ำมันดิบ น้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล เนื่องจากความกังวลเรื่องอุปทานอย่างต่อเนื่อง

Yung-Shin Kung ระบุว่ากองทุน CTA สามารถจับ “rally” ของโลหะมีค่า โดยเฉพาะเงินและทองคำในช่วงต้นปี ก่อนจะสลับไปลงทุนในโลหะอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และข้อจำกัดด้านอุปทานที่เกิดจากสงครามอิหร่าน

Tom Wrobel ผู้อำนวยการฝ่ายที่ปรึกษาเงินทุนจาก Societe Generale วิเคราะห์ว่า ความสำเร็จของกองทุน CTA ในปีนี้ไม่ได้มาจากตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็น “แนวโน้มหลายประการในหลายตลาดพร้อมกัน” ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น

แนวโน้มและมุมมองผู้เชี่ยวชาญ: อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

ราคาน้ำมัน: สถานการณ์ยังคงผูกกับการเจรจาสันติภาพ EIA คาดว่าราคาเบรนท์จะยังอยู่ระดับสูงในช่วง 105 ดอลลาร์ตลอดเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม หากช่องแคบยังปิดอยู่ และเมื่อ Hormuz เริ่มเปิดอีกครั้ง ราคาจะค่อย ๆ ลดลงสู่แถว 79 ดอลลาร์ในปี 2570

Amrita Sen คาดว่า 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจะกลายเป็น “พื้นราคาใหม่” ในระยะยาว และเตือนว่าราคาพลังงานที่สูงต่อเนื่องจะสร้างคลื่นกระทบไปทั่วตลาดสินค้าโภคภัณฑ์

ราคาทองคำ: Deric Ned ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Ridgemont Metals คาดว่าราคาทองคำจะอยู่ในกรอบ 4,400-4,800 ดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน โดยมีกรณีฐานที่ 4,650-4,750 ดอลลาร์ และหากสถานการณ์อิหร่านบานปลายหรือดอลลาร์อ่อนค่า ราคาอาจแตะ 4,800 ดอลลาร์หรือสูงกว่า

ข้อมูลจาก World Gold Council ชี้ว่าธนาคารกลางทั่วโลกยังคงซื้อทองคำสุทธิ 244 ตันในไตรมาสแรกของปี 2569 ซึ่งเป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ขณะที่หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ เกิน 37 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว พร้อมดอกเบี้ยจ่ายต่อปีสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์

World Bank ระบุในรายงาน Commodity Markets Outlook เดือนเมษายน 2569 ว่าราคาทองคำเฉลี่ยทั้งปีนี้จะอยู่ที่ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สูงขึ้น 37% จากปี 2568 โดยสถาบันการเงินใหญ่อย่าง Commerzbank ปรับเพิ่มเป้าหมายปลายปีเป็น 5,000 ดอลลาร์ ขณะที่ David Wilson ผู้อำนวยการกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ของ BNP Paribas มองว่าทองคำอาจแตะ 6,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี

Ross Wong นักวิเคราะห์ระบุว่า “การทำสถิติสูงสุดใหม่ของทองคำในปีนี้ดูเป็นไปได้น้อยลงเรื่อย ๆ หากไม่มีการหยุดยิงที่ชัดเจนและยั่งยืนกับอิหร่าน ที่จะเปิด Hormuz และทำให้ราคาพลังงานลดลง จนตลาดหยุดกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่อาจสูงขึ้น”

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: อ่านเกมให้ออกในยุคโภคภัณฑ์ผันผวน

สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการไทย วิกฤตโภคภัณฑ์ปี 2569 สร้างผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมหลายด้าน

ด้านต้นทุนพลังงาน: ราคาน้ำมันที่ยืนระดับสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมาหลายเดือน ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ต้นทุนโลจิสติกส์ และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจที่พึ่งพาพลังงานสูงอย่างสายการบิน การขนส่ง และปิโตรเคมี ยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนที่ยังไม่มีทีท่าจะลดลงในเร็ว ๆ นี้

ด้านการลงทุนในทองคำ: สำหรับนักลงทุนไทยที่ถือทองคำไว้ตั้งแต่ก่อนสงคราม การปรับตัวลง 16% จากจุดสูงสุดอาจสร้างความกังวล อย่างไรก็ดี มุมมองระยะยาวยังคงสดใสตราบที่ปัจจัยเชิงโครงสร้าง ได้แก่ การซื้อทองของธนาคารกลาง หนี้สาธารณะโลก และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงอยู่

ด้านค่าเงินบาท: ดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้นจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยและความคาดหวังดอกเบี้ยสูง ส่งผลให้ค่าเงินบาทและสกุลเงินตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ อ่อนค่าลง ซึ่งเพิ่มต้นทุนการนำเข้าและกดดันภาคธุรกิจที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ

ด้านการลงทุนในเงิน (Silver): สำหรับนักลงทุนที่สนใจโลหะมีค่าและมองหาโอกาสการลงทุนในกระแสพลังงานสะอาด เงินยังคงมีปัจจัยพื้นฐานรองรับจากความต้องการใช้ในแผงโซลาร์และ EV ที่เติบโตต่อเนื่อง ความผันผวนสูงในระยะสั้นเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสสำหรับนักลงทุนที่มีระดับความเสี่ยงทนทานสูง

กลยุทธ์ที่ควรพิจารณา: ในสถานการณ์ที่ความไม่แน่นอนยังสูง การกระจายความเสี่ยงยังคงเป็นหัวใจสำคัญ การถือสินทรัพย์ที่หลากหลายทั้งโลหะมีค่า หุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานสูง และพันธบัตรป้องกันเงินเฟ้อ (TIPS) อาจช่วยบรรเทาความเสี่ยงได้ดีกว่าการเดิมพันในทิศทางเดียว

นักลงทุนควรจับตาสัญญาณสำคัญในระยะต่อไป ได้แก่ การประชุม FOMC วันที่ 16-17 มิถุนายน ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ประจำเดือนพฤษภาคม และความคืบหน้าของการเจรจาหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในช่วงครึ่งปีหลัง

Similar Posts

  • | |

    ทองคำ-เงินฟื้นตัวรับเฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ย น้ำมันผันผวนใต้เงาฮอร์มุซ

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2026 กำลังเคลื่อนไหวอยู่บนเส้นแบ่งที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ระหว่างแรงกดดันเงินเฟ้อที่มาจากราคาพลังงาน กับสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่เริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ ภาพที่นักลงทุนทั่วโลกเห็นในสัปดาห์นี้จึงเป็นภาพที่ขัดแย้งกันในตัวเอง โลหะมีค่าอย่างทองคำและเงินดีดตัวขึ้นแรงหลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐออกมาชะลอตัวลง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบยังคงยืนในระดับสูงจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่คลี่คลาย แต่กลับถูกกดดันจากความกังวลว่าดีมานด์พลังงานโลกกำลังอ่อนแรงลง สิ่งที่ทำให้ตลาดรอบนี้แตกต่างจากวัฏจักรก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง คือทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่พลิกด้านจากที่ตลาดคุ้นเคย แทนที่จะถกเถียงกันว่าเฟดจะ “ลด” ดอกเบี้ยเมื่อไหร่และมากแค่ไหน คำถามที่ครองตลาดตลอดหลายเดือนที่ผ่านมากลับเป็นว่าเฟดจะ “ขึ้น” ดอกเบี้ยหรือไม่ เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่ถูกจุดชนวนโดยราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นหลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจภาพรวมของตลาดโภคภัณฑ์และพลังงานอย่างละเอียด ตั้งแต่ทองคำ เงิน น้ำมันดิบ ไปจนถึงก๊าซธรรมชาติ พร้อมทั้งวิเคราะห์ปัจจัยเชิงมหภาคที่จะกำหนดทิศทางราคาในช่วงที่เหลือของปี และผลกระทบที่นักลงทุนไทยควรจับตา ภาพรวมตลาด: ปมเงินเฟ้อพลังงานกับเฟดที่ “คิดจะขึ้นดอกเบี้ย” เพื่อทำความเข้าใจความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในสัปดาห์นี้ จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูจุดตั้งต้นของวิกฤตที่กำลังหล่อหลอมทุกอย่างในตลาดพลังงานและโลหะมีค่าอยู่ในขณะนี้ นั่นคือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เมื่อปฏิบัติการทางทหารระหว่างสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่านเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 สิ่งที่ตามมาคือการตอบโต้ของอิหร่านด้วยการพยายามควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และนั่นได้กลายเป็นตัวแปรที่ผลักดันราคาพลังงานให้พุ่งสูงขึ้น จนกลายเป็นต้นตอของแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่ที่บีบให้เฟดต้องทบทวนแนวทางนโยบายการเงินทั้งหมด ในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ครั้งล่าสุด มีกรรมการถึงสามรายที่ลงมติสวนทาง (dissent) โดยสนับสนุนให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งสะท้อนว่าความกังวลเรื่องเงินเฟ้อภายในเฟดยังไม่ได้จางหายไป แม้ว่าท้ายที่สุดเฟดจะเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ก็ตาม การมีเสียงคัดค้านมากถึงสามเสียงถือเป็นเรื่องที่ไม่ปกติในประวัติศาสตร์ของ FOMC และสะท้อนถึงความแตกแยกทางความคิดภายในคณะกรรมการต่อการประเมินความเสี่ยงระหว่างเงินเฟ้อกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ เมื่อรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค…

  • | |

    กำไร BP พุ่งเกินเท่าตัว เหนือคาดการณ์ หลังสงครามอิหร่านดันราคาน้ำมันพุ่งสูง

    ในสัปดาห์ที่ตลาดพลังงานโลกยังคงร้อนแรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง BP บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่สัญชาติอังกฤษได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 ที่สร้างความประหลาดใจให้กับวงการในเชิงบวกอย่างมาก เมื่อกำไรสุทธิพุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ผลักดันโดยราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ผลลัพธ์นี้ไม่เพียงตอกย้ำความแข็งแกร่งของธุรกิจพลังงานในยามที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านอุปทาน แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งอันน่าขันของโลกสมัยใหม่ที่ความทุกข์ยากจากสงครามกลับกลายเป็นกำไรงามสำหรับอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับราคาพลังงาน ตัวเลขที่พูดแทนตัวเอง: กำไรที่ทิ้งห่างการคาดการณ์ BP รายงาน กำไรต้นทุนทดแทนพื้นฐาน (Underlying Replacement Cost Profit) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่บริษัทใช้แทนกำไรสุทธิ อยู่ที่ 3,200 ล้านดอลลาร์ สำหรับสามเดือนแรกของปี 2569 ตัวเลขนี้เหนือกว่าการคาดการณ์เฉลี่ยของนักวิเคราะห์ที่รวบรวมโดย LSEG ซึ่งอยู่ที่ 2,630 ล้านดอลลาร์ อยู่ถึง 570 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ถึงกว่า 21% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า ภาพยิ่งชัดเจนขึ้นว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยิ่งใหญ่แค่ไหน กำไรสุทธิในไตรมาสแรกของปีที่แล้วอยู่ที่เพียง 1,380 ล้านดอลลาร์ และในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 อยู่ที่ 1,540 ล้านดอลลาร์ การกระโดดขึ้นมาที่ 3,200 ล้านดอลลาร์ในครั้งนี้จึงหมายความว่ากำไรเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบปีต่อปี และเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าด้วย BP อธิบายว่าผลลัพธ์ไตรมาสแรกนี้สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมจากการซื้อขายน้ำมันที่ “ยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ” และผลการดำเนินงานกลางน้ำที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งทั้งสองปัจจัยล้วนได้รับประโยชน์โดยตรงจากความผันผวนของราคาพลังงานที่สูงขึ้นอันเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง เสียงจาก CEO:…

  • | |

    หุ้น SoftBank พุ่ง 16% ขณะตลาดหุ้นญี่ปุ่นฟื้นตัวแรงหลังหยุดยาว Nikkei 225 ทำสถิติสูงสุดใหม่

    ในวันพฤหัสบดีที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับมาเปิดทำการอีกครั้งหลังจากปิดทำการช่วงวันหยุดยาว Golden Week บรรยากาศการซื้อขายกลายเป็นพายุของความกระตือรือร้นที่นักลงทุนแทบไม่ได้คาดไว้ เมื่อ SoftBank Group บริษัทลงทุนด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น พุ่งขึ้นถึง 16.5% ในการซื้อขายวันเดียว ทำสถิติการเพิ่มขึ้นที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 และขณะเดียวกัน ดัชนี Nikkei 225 ก็ทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นถึงกำลังของกระแส AI ที่กำลังโหมกระพือทั่วโลกและญี่ปุ่นกำลังจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด “สามวันในวันเดียว”: เมื่อตลาดที่ปิดทำการนานเกินไปต้องไล่ตามโลก เพื่อเข้าใจว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงในวันนี้จึงรุนแรงขนาดนี้ จำเป็นต้องเข้าใจบริบทก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดทำการในช่วงหยุดยาว Golden Week ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดประจำชาติที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่น ในขณะที่ตลาดหุ้นปิดอยู่นั้น โลกกำลังเกิดเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าที่คาด กระแส AI ที่ยิ่งแรงขึ้น และสัญญาณบวกจากกระบวนการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน Billy Leung นักยุทธศาสตร์การลงทุนของ Global X ETFs อธิบายสถานการณ์นี้ได้อย่างกระชับและตรงประเด็นว่า “ญี่ปุ่นปิดทำการในช่วงท้ายของ Golden Week ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกกำลังพุ่งขึ้น ดังนั้นการเคลื่อนไหววันนี้คือ Nikkei กำลังตีราคาสามเซสชันในวันเดียว” ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Catch-Up Rally”…

  • |

    วอลล์สตรีทดีดกลับรับเงินเฟ้อชะลอ IBM ดิ่ง 25% แบงก์กำไรทำสถิติ

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาปิดในแดนบวกเมื่อวันอังคารที่ 14 กรกฎาคม หลังตัวเลขเงินเฟ้อ CPI เดือนมิถุนายนออกมา “เย็น” กว่าที่นักลงทุนคาดการณ์ ช่วยลดแรงกดดันต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในการขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ฟื้นตัวแรงและผลประกอบการไตรมาส 2 ของกลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนยังถูกปกคลุมด้วยเงาสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ผลักราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นกว่า 10% ภายในสัปดาห์เดียว บทความนี้ประมวลภาพรวมความเคลื่อนไหวสำคัญของวอลล์สตรีท พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบที่ส่งตรงถึงตลาดหุ้นไทย ค่าเงินบาท และพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนไทย วอลล์สตรีทดีดกลับ: สามดัชนีหลักปิดบวกหลังตัวเลขเงินเฟ้อคลายกังวล ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันอังคารด้วยภาพที่ต่างจากต้นสัปดาห์อย่างสิ้นเชิง โดย CNBC รายงานว่า ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.38% ปิดที่ระดับ 7,543.59 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีทะยานขึ้น 0.9% ปิดที่ 26,107.01 จุด ส่วนดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดบวกเพียงเล็กน้อยที่ 9.63 จุด…

  • |

    วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: เปิดแล้วจริงหรือแค่มีเงื่อนไข”? เมื่อสหรัฐ–อิหร่านส่งสัญญาณขัดแย้ง โลกพลังงานจึงผันผวนทันที

    สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงสร้างความสับสนให้กับตลาดโลก หลังจากที่อิหร่านออกมาประกาศว่า “ช่องแคบฮอร์มุซ” เปิดให้เรือพาณิชย์ผ่านได้ในช่วงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอน แต่ในเวลาเดียวกัน สหรัฐอเมริกายังคงยืนยันว่าการปิดล้อมทางทะเลยังมีผลบังคับใช้ ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ช่องแคบฮอร์มุซ “เปิดจริง” หรือเป็นเพียงการเปิดแบบมีเงื่อนไข ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบขนส่งน้ำมันของโลก อิหร่านประกาศเปิดช่องแคบ แต่มีเงื่อนไขแฝง รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน Seyed Abbas Araghchi ระบุว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นไปตามข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอน โดยเรือพาณิชย์สามารถเดินทางผ่านได้ในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม รายละเอียดสำคัญอยู่ที่ “เงื่อนไข” ซึ่งกำหนดว่า: วิเคราะห์เชิงลึก การเปิดช่องแคบในลักษณะนี้ ไม่ใช่ “เสรีภาพในการเดินเรือ” อย่างแท้จริง แต่เป็นการควบคุมเชิงยุทธศาสตร์ โดยอิหร่านยังคงถืออำนาจในการคัดกรองและควบคุมการผ่านเข้าออก นั่นหมายความว่า: ในมุมตลาดพลังงาน นี่ถือเป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบ” เพราะแม้จะเปิด แต่ก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้ สหรัฐยังคงปิดล้อม: ความขัดแย้งเชิงนโยบาย ประธานาธิบดี Donald Trump แสดงความขอบคุณต่ออิหร่านที่เปิดช่องแคบ แต่ในเวลาเดียวกันก็ยืนยันว่า: ต่อมา ทรัมป์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่าช่องแคบ “เปิดเต็มรูปแบบ” ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลจากฝั่งอิหร่านเอง วิเคราะห์เชิงลึก สถานการณ์นี้สะท้อน “เกมการเมืองระหว่างประเทศ” อย่างชัดเจน: ความขัดแย้งด้านข้อมูลนี้ส่งผลให้: ฝ่ายนิติบัญญัติอิหร่านโต้แย้งทันที…

  • | |

    ตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ วันนี้ วอลล์สตรีททรุด เฟดคงดอกเบี้ย หุ้นชิปนองเลือด

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันพุธที่ 29 กรกฎาคม 2569 ด้วยภาพที่นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตา เมื่อดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงกว่า 1,100 จุด ดัชนี S&P 500 ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเดือน และดัชนี Nasdaq 100 ปิดเข้าสู่เขต “ปรับฐาน” (correction) อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางแรงกดดันสามชั้นที่ประดังเข้ามาพร้อมกัน ได้แก่ การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่มาพร้อมเสียงคัดค้านจากคณะกรรมการถึงสามเสียง คลื่นเทขายหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ทำให้มูลค่าหุ้นชิปทั่วโลกหายไปกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ในเวลาไม่กี่วัน และความกังวลต่อการใช้จ่ายลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) มหาศาลของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่เริ่มกัดกินอัตรากำไร บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกแรงกระเพื่อมของตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ พร้อมประเมินผลกระทบที่กำลังส่งตรงถึงนักลงทุนไทย ภาพรวมตลาด: แรงขายถล่มวอลล์สตรีท ดัชนีหลักร่วงยกกระดาน บรรยากาศการซื้อขายบนวอลล์สตรีทในวันพุธที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความตึงเครียด เมื่อแรงขายไหลเข้าท่วมตลาดตั้งแต่ช่วงบ่ายหลังการประชุมของเฟดสิ้นสุดลง ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดดิ่งลงกว่า 1,100 จุด หรือคิดเป็นการลดลงราว 2.2% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวันที่เลวร้ายที่สุดของดัชนีบลูชิปตัวนี้ในรอบหลายเดือน ขณะที่ดัชนี S&P 500 ที่สะท้อนภาพตลาดในวงกว้างปิดลบ 1.52% ที่ระดับ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *