ราคาน้ำมัน ทองคำ เงิน ผันผวนหนัก สงครามอิหร่านเขย่าตลาดโภคภัณฑ์โลก 2569
ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เผชิญกับความปั่นป่วนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ตั้งแต่ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในบางช่วง ไปจนถึงทองคำที่ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่เกือบ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม ก่อนจะร่วงลงมากกว่า 16% ในเวลาต่อมา สาเหตุหลักทั้งหมดสามารถย้อนกลับไปยังจุดเดียวกัน นั่นคือสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงพลังงานให้กับโลกถึงราว 20% ของอุปทานพลังงานทั้งหมด
ช่องแคบฮอร์มุซ: ชนวนวิกฤตพลังงานโลก
เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ตลาดพลังงานโลกเข้าสู่ภาวะตึงเครียดที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ยุควิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียทั้งซาอุดีอาระเบีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิรัก ถูกปิดกั้นอย่างแท้จริง ส่งผลให้ผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางต้องระงับการผลิตรวมกันถึง 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามรายงานของ Energy Aspects
Al Jazeera รายงานว่าในช่วงปลายเดือนเมษายน ราคาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 6.95% แตะ 106.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่เบรนท์ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงระหว่างประเทศปรับตัวขึ้น 6.08% มาที่ 118.03 ดอลลาร์ โดยแตะสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 ก่อนที่เบรนท์จะยังคงไต่ระดับต่อเนื่องไปแตะ 119.94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันถัดมา
Amrita Sen ผู้ก่อตั้ง Energy Aspects ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานชั้นนำ ให้ความเห็นแก่ CNBC อย่างตรงไปตรงมาว่า สถานการณ์ในตลาดพลังงานขณะนั้นคือ “ความวุ่นวายอย่างสมบูรณ์” (It’s a complete mess) โดยชี้ว่าเรือบรรทุกน้ำมันส่วนใหญ่หันหัวเรือไปหาสหรัฐฯ เพื่อรับน้ำมันที่นั่นแทน และอาจต้องใช้เวลาถึงเดือนมิถุนายนเพื่อเบี่ยงเส้นทางเรือเหล่านั้นกลับสู่ตะวันออกกลาง
Amrita Sen ยังเตือนว่านักลงทุนจำนวนมากกำลังตกอยู่ในภาวะ “ความหวังที่ไม่มีมูลอย่างยิ่ง” (extremely misplaced euphoria) โดยดูเหมือนจะยังประเมินผลกระทบของวิกฤตพลังงานต่ำเกินไป เธอกล่าวด้วยว่าหาก Hormuz ยังคงถูกปิดกั้นต่อเนื่อง โลกจะต้องย้อนกลับไปสู่ระดับความต้องการน้ำมันปี 2556 ซึ่งน้อยกว่าปัจจุบันถึงราว 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งที่โลกมีประชากรเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งพันล้านคนแล้ว
สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ในรายงานแนวโน้มพลังงานระยะสั้นเดือนมิถุนายนชี้ว่า ราคาน้ำมันเบรนท์เฉลี่ยในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 10 ดอลลาร์จากเดือนเมษายน นับเป็นการปรับตัวลงรายเดือนครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ช่องแคบยังคงปิดกั้น EIA คาดว่าราคาเบรนท์จะเฉลี่ยอยู่ที่ 105 ดอลลาร์ในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม
ความหวังสันติภาพกับความผันผวนของราคา: ตลาดยังอ่านเกมไม่ออก
หนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าสังเกตที่สุดในตลาดพลังงานช่วงนี้คือความผันผวนสุดขีดที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของการเจรจาสันติภาพ ราคาน้ำมันสามารถร่วงลงได้กว่า 15-16% ในวันเดียว เมื่อมีข่าวว่าสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นกว่า 8% เมื่อสถานการณ์พลิกกลับ
ราคาน้ำมันดิบโลกร่วงลงประมาณ 20% จากจุดสูงสุดของปี 2569 เมื่อนักลงทุนเพิ่มความหวังต่อโอกาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระยะยาวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งจะเป็นการปลดล็อกการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเบรนท์ร่วงลงมาที่ 92.56 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม และ WTI แตะ 87.18 ดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม UBS ระบุว่ายังมี “หลักฐานน้อยมาก” ที่บ่งชี้ถึงการปรับปรุงสภาพการจราจรทางเรือหรือกระแสพลังงานในภูมิภาคในระยะสั้น ในขณะที่ IEA เตือนว่า อุปทานน้ำมันโลกลดลงอีก 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน ทำให้การสูญเสียรวมสะสมอยู่ที่ 12.8 ล้านบาร์เรลต่อวันนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น และยังคาดการณ์ว่าตลาดน้ำมันจะยังอยู่ในภาวะขาดแคลนอุปทานตลอดสิ้นปีนี้
ล่าสุด ณ ต้นเดือนมิถุนายน อิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีอิสราเอลเพื่อตอบโต้การรณรงค์ทางทหารในเลบานอน ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่า 5% ชั่วคราว ขณะที่ OPEC+ อนุมัติเพิ่มโควต้าการผลิต 188,000 บาร์เรลต่อวันตั้งแต่เดือนกรกฎาคม นับเป็นการปรับเพิ่มโควต้าครั้งที่สี่นับตั้งแต่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด
ทองคำ: จากที่หลบภัย สู่เหยื่อของดอกเบี้ยสูง
หากปี 2568 คือปีทองของโลหะมีค่า — ทองคำพุ่งขึ้น 66% และเงินพุ่งขึ้นถึง 135% ตลอดทั้งปี — ปี 2569 ก็ถือได้ว่าเป็นปีแห่งการทดสอบ ทองคำทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 5,594.82 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันที่ 29 มกราคม 2569 ก่อนที่สงครามอิหร่านจะปะทุขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ และนับจากนั้น ราคาทองคำก็สูญเสียมูลค่าไปมากกว่า 16% จากจุดสูงสุด
สิ่งที่เกิดขึ้นกับทองคำถือเป็นปรากฏการณ์ที่ผิดจากตำราลงทุนดั้งเดิม เพราะปกติแล้ว ในยามสงครามและความไม่แน่นอน ทองคำมักทำหน้าที่เป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” ที่ราคาพุ่งสูงขึ้น แต่ครั้งนี้ สงครามกลับกดดันทองคำผ่านกลไกที่ซับซ้อนกว่านั้น
Fawad Razaqzada นักวิเคราะห์ตลาดจาก City Index อธิบายว่า “ปัญหาของทองคำคือความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้ทำงานอยู่อย่างโดดเดี่ยว ราคาพลังงานที่สูงขึ้นกำลังป้อนเข้าสู่ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ กดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นในระดับปานกลาง และทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นในเวลาเดียวกัน”
กลไกดังกล่าวสร้างแรงกดดันสามด้านพร้อมกัน คือ อัตราเงินเฟ้อที่สูงทำให้ธนาคารกลางต้องคงดอกเบี้ยสูงไว้ ดอกเบี้ยสูงทำให้ทองคำซึ่งไม่มีผลตอบแทนมีความน่าสนใจน้อยลง และดอลลาร์ที่แข็งค่าทำให้ราคาทองคำในสกุลเงินอื่นแพงขึ้น กดดันความต้องการซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ
Bart Melek หัวหน้ากลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลกของ TD Securities ชี้ว่า “ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกำลังเพิ่มความเสี่ยงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางอื่น ๆ อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับสิ่งที่จะกลายเป็นภาวะเงินเฟ้อซบเซา ทองคำจึงตอบสนองต่อความเสี่ยงนั้น”
ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ราคาทองคำ Spot ร่วงลง 2.4% มาที่ 4,161.63 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ตลาดคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุม FOMC วันที่ 16-17 มิถุนายนนี้ด้วยความน่าจะเป็นสูงมาก และตลาดยังมีการพูดถึงความเป็นไปได้ที่เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยในช่วงไตรมาสสี่ของปีนี้ด้วย
เงิน (Silver): ดาวรุ่งที่ผันผวนสุดขีด
หากทองคำเป็นโลหะที่นักลงทุนรายใหญ่จับตามอง เงินคือโลหะที่ให้ทั้งโอกาสและความเสี่ยงในระดับที่สูงกว่ามาก ในเดือนมกราคม 2569 ราคาเงินพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ด้วยการทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแตะจุดสูงสุดที่ 116 ดอลลาร์ ก่อนจะตกลงมาอยู่ที่แถว 74 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม
ในช่วงที่ตลาดโลหะทรุดตัวหนักในเดือนมีนาคม ราคาทองคำร่วงลงเกือบ 6% ขณะที่เงินทรุดลงถึง 8% การเทขายลามไปถึงโลหะอุตสาหกรรมอย่างทองแดงที่ปรับตัวลง 2% และพัลลาเดียมที่หล่นลงถึง 5.5% สาเหตุหลักคือความกังวลว่าน้ำมันแพงจากสงครามอิหร่านจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม มุมมองระยะยาวต่อเงินยังคงสดใส นักวิเคราะห์จาก SP Angel ระบุว่าราคาเงินมีแนวโน้มพุ่งขึ้นจากความต้องการทางกายภาพที่เพิ่มขึ้น โดยราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกำลังกระตุ้นยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะเพิ่มความต้องการใช้เงินในแผงโซลาร์เซลล์และเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ
HSBC ปรับเพิ่มประมาณการราคาเงินเป็น 68.25 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สูงขึ้น 53% จากประมาณการเดิม ขณะที่ BNP Paribas มองว่าการฟื้นตัวของโลหะมีค่าจะเกิดขึ้นเมื่อสถานการณ์สงครามคลี่คลาย Philippe Gijsels หัวหน้ากลยุทธ์ของ BNP Paribas Fortis กล่าวว่า “เมื่อหมอกแห่งสงครามเริ่ม걷ขึ้น นักลงทุนจะกลับมาซื้อทองคำและเงินอีกครั้ง” และยืนยันว่าปัจจัยพื้นฐานที่หนุนราคาโลหะมีค่า “ยังคงอยู่ครบถ้วน”
กองทุนเฮดจ์ฟันด์กำไรก้อนใหญ่: ใครได้ประโยชน์จากความโกลาหล
ท่ามกลางความปั่นป่วน มีผู้ชนะที่โดดเด่นกลุ่มหนึ่งในตลาดการเงิน ได้แก่ กองทุน CTA หรือ Commodity Trading Advisors ซึ่งเป็นกองทุนเฮดจ์ฟันด์เชิงปริมาณที่ใช้อัลกอริทึมตามแนวโน้มตลาด
CNBC รายงานว่า กองทุนเชิงปริมาณแบบ Trend-following บันทึกกำไรสองหลักในปี 2569 โดยมีพลังงานเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ หลายกลยุทธ์ทำกำไรจากการ “long” น้ำมันดิบ น้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล เนื่องจากความกังวลเรื่องอุปทานอย่างต่อเนื่อง
Yung-Shin Kung ระบุว่ากองทุน CTA สามารถจับ “rally” ของโลหะมีค่า โดยเฉพาะเงินและทองคำในช่วงต้นปี ก่อนจะสลับไปลงทุนในโลหะอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และข้อจำกัดด้านอุปทานที่เกิดจากสงครามอิหร่าน
Tom Wrobel ผู้อำนวยการฝ่ายที่ปรึกษาเงินทุนจาก Societe Generale วิเคราะห์ว่า ความสำเร็จของกองทุน CTA ในปีนี้ไม่ได้มาจากตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็น “แนวโน้มหลายประการในหลายตลาดพร้อมกัน” ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น
แนวโน้มและมุมมองผู้เชี่ยวชาญ: อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป
ราคาน้ำมัน: สถานการณ์ยังคงผูกกับการเจรจาสันติภาพ EIA คาดว่าราคาเบรนท์จะยังอยู่ระดับสูงในช่วง 105 ดอลลาร์ตลอดเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม หากช่องแคบยังปิดอยู่ และเมื่อ Hormuz เริ่มเปิดอีกครั้ง ราคาจะค่อย ๆ ลดลงสู่แถว 79 ดอลลาร์ในปี 2570
Amrita Sen คาดว่า 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจะกลายเป็น “พื้นราคาใหม่” ในระยะยาว และเตือนว่าราคาพลังงานที่สูงต่อเนื่องจะสร้างคลื่นกระทบไปทั่วตลาดสินค้าโภคภัณฑ์
ราคาทองคำ: Deric Ned ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Ridgemont Metals คาดว่าราคาทองคำจะอยู่ในกรอบ 4,400-4,800 ดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน โดยมีกรณีฐานที่ 4,650-4,750 ดอลลาร์ และหากสถานการณ์อิหร่านบานปลายหรือดอลลาร์อ่อนค่า ราคาอาจแตะ 4,800 ดอลลาร์หรือสูงกว่า
ข้อมูลจาก World Gold Council ชี้ว่าธนาคารกลางทั่วโลกยังคงซื้อทองคำสุทธิ 244 ตันในไตรมาสแรกของปี 2569 ซึ่งเป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ขณะที่หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ เกิน 37 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว พร้อมดอกเบี้ยจ่ายต่อปีสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์
World Bank ระบุในรายงาน Commodity Markets Outlook เดือนเมษายน 2569 ว่าราคาทองคำเฉลี่ยทั้งปีนี้จะอยู่ที่ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สูงขึ้น 37% จากปี 2568 โดยสถาบันการเงินใหญ่อย่าง Commerzbank ปรับเพิ่มเป้าหมายปลายปีเป็น 5,000 ดอลลาร์ ขณะที่ David Wilson ผู้อำนวยการกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ของ BNP Paribas มองว่าทองคำอาจแตะ 6,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี
Ross Wong นักวิเคราะห์ระบุว่า “การทำสถิติสูงสุดใหม่ของทองคำในปีนี้ดูเป็นไปได้น้อยลงเรื่อย ๆ หากไม่มีการหยุดยิงที่ชัดเจนและยั่งยืนกับอิหร่าน ที่จะเปิด Hormuz และทำให้ราคาพลังงานลดลง จนตลาดหยุดกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่อาจสูงขึ้น”
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: อ่านเกมให้ออกในยุคโภคภัณฑ์ผันผวน
สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการไทย วิกฤตโภคภัณฑ์ปี 2569 สร้างผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมหลายด้าน
ด้านต้นทุนพลังงาน: ราคาน้ำมันที่ยืนระดับสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมาหลายเดือน ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ต้นทุนโลจิสติกส์ และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจที่พึ่งพาพลังงานสูงอย่างสายการบิน การขนส่ง และปิโตรเคมี ยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนที่ยังไม่มีทีท่าจะลดลงในเร็ว ๆ นี้
ด้านการลงทุนในทองคำ: สำหรับนักลงทุนไทยที่ถือทองคำไว้ตั้งแต่ก่อนสงคราม การปรับตัวลง 16% จากจุดสูงสุดอาจสร้างความกังวล อย่างไรก็ดี มุมมองระยะยาวยังคงสดใสตราบที่ปัจจัยเชิงโครงสร้าง ได้แก่ การซื้อทองของธนาคารกลาง หนี้สาธารณะโลก และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงอยู่
ด้านค่าเงินบาท: ดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้นจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยและความคาดหวังดอกเบี้ยสูง ส่งผลให้ค่าเงินบาทและสกุลเงินตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ อ่อนค่าลง ซึ่งเพิ่มต้นทุนการนำเข้าและกดดันภาคธุรกิจที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ
ด้านการลงทุนในเงิน (Silver): สำหรับนักลงทุนที่สนใจโลหะมีค่าและมองหาโอกาสการลงทุนในกระแสพลังงานสะอาด เงินยังคงมีปัจจัยพื้นฐานรองรับจากความต้องการใช้ในแผงโซลาร์และ EV ที่เติบโตต่อเนื่อง ความผันผวนสูงในระยะสั้นเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสสำหรับนักลงทุนที่มีระดับความเสี่ยงทนทานสูง
กลยุทธ์ที่ควรพิจารณา: ในสถานการณ์ที่ความไม่แน่นอนยังสูง การกระจายความเสี่ยงยังคงเป็นหัวใจสำคัญ การถือสินทรัพย์ที่หลากหลายทั้งโลหะมีค่า หุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานสูง และพันธบัตรป้องกันเงินเฟ้อ (TIPS) อาจช่วยบรรเทาความเสี่ยงได้ดีกว่าการเดิมพันในทิศทางเดียว
นักลงทุนควรจับตาสัญญาณสำคัญในระยะต่อไป ได้แก่ การประชุม FOMC วันที่ 16-17 มิถุนายน ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ประจำเดือนพฤษภาคม และความคืบหน้าของการเจรจาหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในช่วงครึ่งปีหลัง
