ภูมิรัฐศาสตร์เขย่าเศรษฐกิจโลก: สงครามการค้า คว่ำบาตร สะเทือนพอร์ตนักลงทุนไทย
| |

ภูมิรัฐศาสตร์เขย่าเศรษฐกิจโลก: สงครามการค้า คว่ำบาตร สะเทือนพอร์ตนักลงทุนไทย

โลกการเงินในไตรมาสสามของปี 2569 กำลังเคลื่อนตัวอยู่บนเส้นด้ายของความไม่แน่นอนที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อสามแรงกดดันใหญ่—สงครามการค้าที่สหรัฐฯ ยกกำแพงภาษีสูงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง วิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ และเครือข่ายมาตรการคว่ำบาตรที่แบ่งห่วงโซ่อุปทานโลกออกเป็นขั้ว—มาบรรจบกันพร้อมกัน นักลงทุนทั่วโลกจึงต้องประเมินความเสี่ยงใหม่ทั้งหมด ขณะที่ราคาทองคำพุ่งทำสถิติเหนือ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับยืนที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และตลาดหุ้นไทยก็กลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลกด้วยกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลกลับ บทความนี้จะพาผู้อ่านสำรวจภาพรวมของความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่กำลังหล่อหลอมทิศทางการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี และวิเคราะห์ว่านักลงทุนไทยควรวางตำแหน่งพอร์ตอย่างไรท่ามกลางพายุภูมิรัฐศาสตร์ลูกนี้

สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนยกระดับใหม่ ภาษีนำเข้าแตะจุดสูงสุดในรอบศตวรรษ

ประเด็นที่ครองพาดหัวข่าวเศรษฐกิจระหว่างประเทศตลอดปี 2569 ยังคงเป็นสงครามการค้าที่ทวีความเข้มข้นภายใต้นโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งข้อมูลจาก Tax Foundation ระบุว่า อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ ได้ไต่ขึ้นสู่ระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเมื่อสิ้นปี 2568 และยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องมาถึงกลางปีนี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ทรัมป์ประกาศเลื่อนการปรับขึ้นภาษีตอบโต้ (reciprocal tariff) ที่จะแตะ 125 เปอร์เซ็นต์ออกไปอีก 90 วัน ซึ่งเป็นการยืดเวลาสงบศึกทางการค้าชั่วคราวเพื่อเปิดช่องให้การเจรจาดำเนินต่อไป

แม้จะมีการพักรบเป็นระยะ แต่ผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อการค้าโลกนั้นเกิดขึ้นแล้วอย่างชัดเจน รายงานอัปเดตปี 2569 ของ McKinsey Global Institute ประเมินว่ากำแพงภาษีได้ผลักดันให้มูลค่าการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนหดตัวลงราว 30 เปอร์เซ็นต์ และเบี่ยงเบนการค้ามูลค่ากว่า 165,000 ล้านดอลลาร์ออกจากเส้นทางการค้าสายหลักระหว่างสองมหาอำนาจ สหรัฐฯ ได้หันไปนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นทดแทนช่องว่างดังกล่าวราวสองในสาม ขณะที่ผู้ส่งออกจีนต้องปรับลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงของเล่นลงเฉลี่ย 8 เปอร์เซ็นต์เพื่อหาตลาดใหม่ทดแทน

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ กลุ่มประเทศอาเซียนกลับได้รับอานิสงส์จากการปรับโครงสร้างการค้าครั้งนี้ โดยสามารถขยายมูลค่าการค้าได้ทั้งกับสหรัฐฯ และจีนพร้อมกัน ในทางตรงกันข้าม สหภาพยุโรปกลับเผชิญแรงบีบสองด้าน ทั้งจากสินค้าจีนที่ทะลักเข้ามามากขึ้นและจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สะท้อนภาพการแบ่งขั้วการค้าโลกตามแนวภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่นักวิเคราะห์เชื่อว่าจะฝังตัวยาวนานและกลายเป็นความจริงใหม่ที่ภาคธุรกิจต้องปรับตัว

ในมิติของมาตรการเฉพาะ USTR หรือสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้ประกาศใช้ภาษีภายใต้มาตรา 301 ในอัตรา 12.5 เปอร์เซ็นต์กับสินค้าจีนเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 โดยอ้างเหตุผลเรื่องการบังคับใช้กฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งในทางปฏิบัติทำให้ภาระภาษีโดยรวมต่อสินค้าจีนเพิ่มขึ้นอีกราว 2.5 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม สหรัฐฯ ยังได้บังคับใช้ภาษีมาตรา 301 กับกว่า 60 ประเทศในอัตรา 10 ถึง 12.5 เปอร์เซ็นต์ ครอบคลุมมูลค่าการนำเข้าสูงถึง 949,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2569 โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในรายชื่อประเทศที่อยู่ภายใต้การไต่สวนเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรมที่ริเริ่มมาตั้งแต่เดือนมีนาคม

ต้นทุนของสงครามการค้ามิได้ตกอยู่กับคู่ค้าต่างชาติเพียงฝ่ายเดียว Tax Foundation ประเมินว่าภาษีของทรัมป์เทียบเท่ากับการเพิ่มภาระภาษีเฉลี่ยราว 900 ดอลลาร์ต่อครัวเรือนอเมริกันในปี 2569 และยังไม่ได้ช่วยปรับดุลการค้าอย่างมีนัยสำคัญอย่างที่รัฐบาลคาดหวัง ในอีกด้านหนึ่ง จีนกลับสร้างสถิติเกินดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.189 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 โดยการส่งออกเติบโต 5.5 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การนำเข้าแทบไม่เปลี่ยนแปลง ตัวเลขนี้ตอกย้ำว่าเครื่องยนต์ส่งออกของจีนยังคงทรงพลัง แม้จะเผชิญกำแพงภาษีที่สูงขึ้นก็ตาม

นอกจากจีนแล้ว ทำเนียบขาวยังเปิดแนวรบภาษีกับหลายประเทศพร้อมกัน โดยเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ทรัมป์ประกาศเก็บภาษี 25 เปอร์เซ็นต์กับสินค้าบางประเภทจากบราซิล คิดเป็นมูลค่าราว 24,000 ล้านดอลลาร์ มีผลตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม และในวันที่ 20 กรกฎาคม ยังประกาศเก็บภาษีเพิ่มเติม 50 เปอร์เซ็นต์กับแคนาดาภายใต้มาตรา 338 อีกด้วย มาตรการเหล่านี้สะท้อนว่ายุทธศาสตร์ภาษีของทรัมป์มิได้จำกัดอยู่เพียงคู่ปรับอย่างจีน แต่ครอบคลุมพันธมิตรและคู่ค้าดั้งเดิม สร้างความไม่แน่นอนต่อระบบการค้าพหุภาคีที่ดำรงมายาวนาน

ความซับซ้อนยังทวีขึ้นจากมิติทางกฎหมาย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ได้วินิจฉัยล้มล้างฐานทางกฎหมายของภาษีจำนวนมากที่ประกาศใช้ในปี 2568 ภายใต้กฎหมาย IEEPA ทำให้รัฐบาลต้องหันไปใช้อำนาจตามมาตราอื่นทดแทน เช่น มาตรา 301 และมาตรา 232 การเปลี่ยนฐานอำนาจทางกฎหมายนี้เป็นแหล่งความไม่แน่นอนสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจยากที่จะวางแผนระยะยาว เพราะไม่อาจคาดเดาได้ว่ามาตรการใดจะยืนหยัดผ่านการท้าทายในชั้นศาลได้บ้าง

สำหรับประเทศไทยโดยตรง จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม เมื่อสหรัฐฯ ปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยลงเหลือ 19.0 เปอร์เซ็นต์ จากเดิมที่เคยประกาศไว้สูงถึง 36.0 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ไทยอยู่ในระดับที่ทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค การปรับลดครั้งนี้ช่วยคลายความไม่แน่นอนในภาคส่งออกลงได้อย่างมีนัยสำคัญ และเป็นปัจจัยหนึ่งที่หนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อสินทรัพย์ไทยในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การที่ไทยยังคงอยู่ในบัญชีการไต่สวนเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน หมายความว่าความเสี่ยงด้านภาษียังไม่หมดไปโดยสิ้นเชิง และผู้ส่งออกไทยยังต้องติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด

สงครามเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์: สมรภูมิใหม่ที่กำหนดอนาคต

นอกเหนือจากภาษีศุลกากรแบบดั้งเดิม การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีนได้ขยายเข้าสู่สมรภูมิเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งเป็นหัวใจของยุคปัญญาประดิษฐ์ ในความเคลื่อนไหวที่สร้างความประหลาดใจให้ตลาด รัฐบาลสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงกับบริษัท Nvidia และ AMD ที่อนุญาตให้จำหน่ายชิปประมวลผลบางรุ่นให้จีนได้ แลกกับการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้รับส่วนแบ่งรายได้ 15 เปอร์เซ็นต์จากยอดขายดังกล่าว ซึ่งเป็นรูปแบบการควบคุมการส่งออกที่แปลกใหม่และสะท้อนความพยายามหาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางการค้ากับความมั่นคงแห่งชาติ

การควบคุมการส่งออกเทคโนโลยียังผูกโยงกับประเด็นแร่หายาก (rare earths) ที่จีนใช้เป็นเครื่องมือตอบโต้ รอยเตอร์รายงานว่า ในกรอบการเจรจาที่ทั้งสองฝ่ายพยายามบรรลุ ประเด็นการควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีนและการควบคุมซอฟต์แวร์สำคัญของสหรัฐฯ เป็นหัวข้อสำคัญที่อยู่บนโต๊ะเจรจา แร่หายากเหล่านี้เป็นวัตถุดิบที่ขาดไม่ได้ในการผลิตทั้งชิป ยานยนต์ไฟฟ้า และอาวุธยุทโธปกรณ์ ทำให้จีนซึ่งครองส่วนแบ่งการผลิตและแปรรูปแร่หายากส่วนใหญ่ของโลกมีอำนาจต่อรองสูงในมิตินี้

สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การแบ่งขั้วทางเทคโนโลยีนี้เปิดโอกาสให้เกิดการย้ายฐานการผลิต (relocation) และการกระจายห่วงโซ่อุปทานตามยุทธศาสตร์ China Plus One ประเทศอย่างเวียดนาม มาเลเซีย และไทย ต่างได้รับความสนใจจากบริษัทข้ามชาติที่ต้องการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาฐานการผลิตเดียว อย่างไรก็ตาม โอกาสนี้ก็มาพร้อมความท้าทายในการยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและแรงงานทักษะสูงเพื่อรองรับการลงทุนที่ซับซ้อนขึ้น

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ กับความปั่นป่วนครั้งใหญ่ที่สุดของตลาดพลังงานในรอบชั่วอายุคน

หากสงครามการค้าคือแรงกดดันที่ค่อยเป็นค่อยไป ความขัดแย้งในตะวันออกกลางก็คือปัจจัยที่สร้างความผันผวนแบบฉับพลันและรุนแรงที่สุดต่อตลาดโลกในปีนี้ นับตั้งแต่ปฏิบัติการทางทหารร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการพยายามควบคุมช่องแคบฮอร์มุซผ่านการคุกคามและโจมตีเรือขนส่งพาณิชย์ ซึ่งข้อมูลจาก Congressional Research Service ระบุว่าในปี 2568 น้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมราว 25 เปอร์เซ็นต์ของการค้าทางทะเลทั่วโลก และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 19 เปอร์เซ็นต์ ต้องผ่านช่องแคบยุทธศาสตร์แห่งนี้

ผลกระทบต่อปริมาณการขนส่งนั้นมหาศาล สำนักงานสารสนเทศพลังงานสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยในรายงาน Short-Term Energy Outlook ฉบับวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ว่า ปริมาณน้ำมันดิบและของเหลวปิโตรเลียมที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเฉลี่ยเหลือเพียง 4.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาสสองของปี 2569 ลดลงอย่างมากจากค่าเฉลี่ย 21.6 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาสสี่ของปี 2568 ก่อนความขัดแย้งจะเริ่มต้น ขณะที่ข้อมูลจากแพลตฟอร์มติดตามเรือ MarineTraffic ที่อัลจาซีรารายงาน ระบุว่าในช่วงต้นเดือนสิงหาคม มีเรือผ่านช่องแคบเพียงวันละ 8 ถึง 15 ลำ เทียบกับราว 130 ลำก่อนเกิดความขัดแย้ง

เพื่อบรรเทาผลกระทบ ซาอุดีอาระเบียได้เปลี่ยนเส้นทางการขนส่งน้ำมันบางส่วนผ่านท่อส่งสายตะวันออก-ตะวันตกไปยังท่าเรือยานบูบนทะเลแดง ส่งผลให้ปริมาณการขนส่งผ่านช่องแคบบับ เอล-มันเดบเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ย 8.1 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาสสอง จาก 5.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาสสี่ของปีก่อน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนเส้นทางนี้เองก็มาพร้อมความเสี่ยงใหม่ เมื่อเกิดการขู่ปิดล้อมการส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียผ่านช่องแคบบับ เอล-มันเดบเพิ่มเข้ามาอีก

ความปั่นป่วนนี้สะท้อนออกมาในราคาน้ำมันที่เหวี่ยงตัวอย่างรุนแรง หลังการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ร่วงลงต่ำสุดถึง 69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม แต่แล้วก็พุ่งกลับขึ้นไปแตะ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันที่ 23 กรกฎาคม หลังเกิดการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันระลอกใหม่ ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม สำนักข่าว CNBC รายงานว่าราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) พุ่งขึ้นราว 5 เปอร์เซ็นต์ ปิดที่ 82.13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความกังวลว่าสหรัฐฯ และอิหร่านอาจไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเปิดช่องแคบได้โดยง่าย

ความตึงเครียดยังปรากฏในระดับคลังสำรอง โดยปริมาณน้ำมันในคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ของสหรัฐฯ ได้ลดลงต่ำกว่า 300 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2526 หรือกว่า 40 ปี สะท้อนว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้ระบายน้ำมันสำรองออกมาพยุงตลาดอย่างต่อเนื่อง วันดานา ฮารี ผู้ก่อตั้งบริษัทวิเคราะห์ตลาดน้ำมัน Vanda Insights ในสิงคโปร์ ให้ความเห็นกับอัลจาซีราว่า ตลาดกำลังคาดการณ์ล่วงหน้าถึงสถานการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับการกลับมาไหลเวียนของน้ำมันตามปกติ ทำให้มองข้ามอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นทั้งด้านโลจิสติกส์และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจปะทุขึ้นใหม่

นักวิเคราะห์จาก KCM Trade เตือนในทำนองเดียวกันว่า แม้ในที่สุดจะมีการประกาศข้อตกลง แต่ประวัติศาสตร์ก็ชี้ว่าความเข้าใจในลักษณะนี้มักเปราะบางและอาจล้มเหลวได้ง่าย สิ่งที่นักลงทุนต้องตระหนักคือ ตัวเลขความสัมพันธ์เชิงมหภาคที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เคยประเมินไว้ว่า ทุกการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน 10 เปอร์เซ็นต์ จะส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มขึ้น 0.4 เปอร์เซ็นต์ และฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจลง 0.15 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นกลไกส่งผ่านที่ทำให้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีผลสะเทือนถึงกระเป๋าเงินของผู้บริโภคทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย

ในเชิงประวัติศาสตร์ ความผันผวนของราคาน้ำมันในรอบนี้รุนแรงเป็นพิเศษ ย้อนกลับไปในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนต์เคยพุ่งทะยานเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเคยดิ่งลง 17 เปอร์เซ็นต์ในวันเดียวก่อนจะเด้งกลับ สะท้อนภาวะที่ตลาดตอบสนองต่อข่าวสารที่ขัดแย้งกันอย่างรวดเร็ว การเหวี่ยงตัวของราคาในลักษณะนี้สร้างความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค รวมถึงกองทุนที่ใช้กลยุทธ์เก็งกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งอาจเผชิญการขาดทุนอย่างหนักหากวางตำแหน่งผิดทาง

สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ราคาน้ำมันที่สูงและผันผวนย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และอัตราเงินเฟ้อในประเทศ แม้ภาครัฐจะมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคอยพยุงราคาขายปลีก แต่ในระยะยาว หากราคาน้ำมันโลกยืนสูงต่อเนื่อง ภาระทางการคลังและแรงกดดันต่อค่าครองชีพก็จะสะสมมากขึ้น ทำให้ประเด็นเสถียรภาพของช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นตัวแปรที่นักลงทุนไทยไม่อาจมองข้ามได้

ทองคำทะยานเหนือ 4,400 ดอลลาร์ สินทรัพย์ปลอดภัยกลับมาโดดเด่นท่ามกลางพายุ

ในสภาวะที่ความไม่แน่นอนปกคลุมทั้งด้านการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ ทองคำได้กลับมาแสดงบทบาทของสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเต็มตัว ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ราคาทองคำขยับขึ้นเล็กน้อย 0.16 เปอร์เซ็นต์ สู่ระดับราว 4,415 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบสองเดือน ต่อเนื่องจากการปรับตัวขึ้นที่ได้แรงหนุนจากรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนกรกฎาคม

รายงาน CPI ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม แสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นเพียง 0.1 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบรายเดือน และ 3.4 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบรายปี ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (core CPI) ที่ไม่รวมหมวดอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้น 0.2 เปอร์เซ็นต์รายเดือน และ 2.5 เปอร์เซ็นต์รายปี ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มรายปีที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2564 ตัวเลขที่ชะลอตัวลงนี้ช่วยลดแรงกดดันต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในการประชุมเดือนกันยายน และเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ย

แรงขับเคลื่อนสำคัญอีกประการหนึ่งมาจากการซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยในไตรมาสสองของปี 2569 ธนาคารกลางได้เข้าซื้อทองคำรวมสูงถึง 289 ตัน ขณะที่ธนาคารกลางจีนได้เพิ่มทองคำเข้าคลังสำรองราว 20 ตันในเดือนกรกฎาคม นับเป็นการซื้อต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 21 ติดต่อกัน สะท้อนแนวโน้มการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ (de-dollarization) และการกระจายความเสี่ยงของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่หนุนอุปสงค์ทองคำในระยะยาว

ในแง่ของมุมมองราคาข้างหน้า สถาบันการเงินชั้นนำต่างมองในทิศทางบวก โดย Goldman Sachs คาดการณ์ว่าราคาทองคำอาจปิดสิ้นปี 2569 ที่ราว 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ Morgan Stanley ประเมินไว้ที่ราว 4,400 ดอลลาร์ นักวิเคราะห์ด้านเทคนิคระบุว่า ระดับแนวรับสำคัญอยู่ที่ราว 4,300 ดอลลาร์ ส่วนแนวต้านทางจิตวิทยาอยู่ที่ 4,500 ดอลลาร์ หากราคาสามารถทะลุผ่านระดับดังกล่าวได้อย่างมั่นคง ก็อาจเปิดทางไปสู่การทดสอบจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ 5,000 ดอลลาร์ที่เคยทำไว้ก่อนหน้านี้ในปีเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ทองคำก็ยังคงถูกกดดันจากแรงต้านสองด้าน รายงานของ Moneta Markets ชี้ว่า แม้อุปสงค์สินทรัพย์ปลอดภัยจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์จะช่วยหนุนราคา แต่การคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะยืนสูงยาวนาน (higher-for-longer) และเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าก็ยังเป็นเพดานจำกัดการปรับตัวขึ้น นักลงทุนจึงควรตระหนักถึงความเสี่ยงของการปรับฐานหลังราคาปรับตัวขึ้นมามาก และควรบริหารความเสี่ยงด้วยการทยอยสะสมมากกว่าการเข้าซื้อครั้งเดียวในปริมาณมาก

บทบาทของทองคำในปี 2569 ได้เปลี่ยนแปลงไปในเชิงโครงสร้าง จากเดิมที่เคยถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงในยามวิกฤต ทองคำได้ยกระดับกลายเป็นองค์ประกอบหลักของพอร์ตการลงทุนสำหรับทั้งนักลงทุนสถาบันและรายย่อย ปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญประกอบด้วยการซื้อของธนาคารกลางในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อแม้จะผ่อนคลายลงจากจุดสูงสุด ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่หนุนอุปสงค์สินทรัพย์ปลอดภัย และแนวโน้มการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ที่หลายประเทศดำเนินการเพื่อกระจายความเสี่ยงของทุนสำรอง

สำหรับนักลงทุนไทยที่คุ้นเคยกับการออมทองคำอยู่แล้ว แนวโน้มราคาทองในสกุลเงินบาทยังได้รับอิทธิพลจากทิศทางค่าเงินบาทควบคู่ไปด้วย กล่าวคือ หากเงินบาทอ่อนค่าลง ราคาทองในประเทศก็มีแนวโน้มปรับขึ้นแม้ราคาทองในตลาดโลกจะทรงตัว ปัจจัยนี้ทำให้ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากทั้งความผันผวนของตลาดโลกและความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนไปพร้อมกัน จึงเหมาะสมกับการเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงอย่างสมดุล

มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย กับการแบ่งขั้วของห่วงโซ่การค้าโลก

อีกหนึ่งเสาหลักของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์คือสงครามในยูเครนที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ห้า และเครือข่ายมาตรการคว่ำบาตรที่ตะวันตกใช้กดดันรัสเซีย คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปได้มีมติเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ให้ขยายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียออกไปอีก 12 เดือน จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2570 มาตรการเหล่านี้ซึ่งเริ่มใช้ครั้งแรกในปี 2557 และขยายวงกว้างอย่างมากนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 ครอบคลุมภาคส่วนสำคัญทั้งการค้า การเงิน พลังงาน และเทคโนโลยีสองทาง (dual-use)

นับตั้งแต่การรุกรานเต็มรูปแบบในปี 2565 สหภาพยุโรปได้ออกมาตรการคว่ำบาตรมาแล้วถึง 20 ชุด โดยชุดที่ 20 ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ถือเป็นชุดที่มีการขึ้นบัญชีรายชื่อบุคคลและนิติบุคคลมากที่สุดในรอบสองปี รวม 120 รายการ พุ่งเป้าไปที่รายได้จากพลังงาน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ บริการทางการเงิน รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลและคริปโทเคอร์เรนซี มาตรการยังครอบคลุมการห้ามนำเข้าน้ำมันดิบทางทะเลและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมบางชนิดจากรัสเซีย ตลอดจนการคว่ำบาตรกองเรือเงา (shadow fleet) ที่รัสเซียใช้หลบเลี่ยงมาตรการ

ผลสะเทือนของการคว่ำบาตรพลังงานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงคู่ขัดแย้ง แต่ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการค้าพลังงานโลกอย่างถาวร งานวิจัยทางวิชาการที่จำลองสถานการณ์ด้วยแบบจำลองดุลยภาพทั่วไป (CGE) ชี้ว่า การคว่ำบาตรพลังงานทำให้การนำเข้าพลังงานของยุโรปเบี่ยงเบนไปสู่ตลาดที่ไม่ใช่รัสเซีย ขณะที่การส่งออกพลังงานของรัสเซียก็หันไปสู่ตลาดเอเชียแทน การเปลี่ยนทิศทางการค้านี้สอดคล้องกับภาพใหญ่ที่ McKinsey อธิบายว่าเป็นการจัดวางการค้าโลกใหม่ตามแนวภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกำลังเร่งตัวขึ้นและสร้างทั้งต้นทุนและโอกาสใหม่ให้กับนักลงทุน

แม้จะมีความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงคราม โดยผู้นำยุโรปได้ย้ำการสนับสนุนการเจรจาสันติภาพที่ยุติธรรมและยั่งยืนบนพื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิงที่ครอบคลุมเกิดขึ้น ความยืดเยื้อของสงครามยูเครนที่เข้าสู่ปีที่ห้าจึงยังคงเป็นแหล่งความไม่แน่นอนที่กดดันตลาดพลังงานยุโรปและห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรของโลก เนื่องจากทั้งรัสเซียและยูเครนต่างเป็นผู้ส่งออกธัญพืชและปุ๋ยรายใหญ่ ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรจึงส่งผลต่อเสถียรภาพด้านอาหารและเงินเฟ้อในหลายภูมิภาค รวมถึงประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย

BlackRock Investment Institute ประเมินในแดชบอร์ดความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ประจำเดือนสิงหาคม 2569 ว่า การแตกเป็นเสี่ยง (fragmentation) ทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังเร่งตัวขึ้น จากทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และความตึงเครียดทางการค้า ซึ่งเผยให้เห็นจุดเปราะบางในเศรษฐกิจโลก รัฐบาลและบริษัทต่าง ๆ จึงหันมาให้ความสำคัญกับความมั่นคง ความยืดหยุ่น และอธิปไตยทางเศรษฐกิจมากขึ้น ผลักดันให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ และห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม แม้จะมาพร้อมต้นทุนที่สูงขึ้นก็ตาม

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ และภาพเศรษฐกิจมหภาคโลกในปี 2569

เมื่อประมวลภาพรวมทั้งหมด นักวิเคราะห์ต่างเห็นพ้องว่าปี 2569 เป็นปีที่ตัวแปรเคลื่อนไหวพร้อมกันหลายด้านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เทอร์รี แซนด์เวน หัวหน้านักกลยุทธ์ตราสารทุนของ U.S. Bank Asset Management Group ให้ความเห็นว่า นักลงทุนต้องบริหารจัดการปัจจัยที่เคลื่อนไหวจำนวนมากในปีนี้ ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผู้นำของเฟด และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี

ในด้านการประเมินความเสี่ยงเชิงมหภาค รายงาน World Economic Outlook ฉบับเดือนเมษายน 2569 ของ IMF ที่ใช้ชื่อว่า “Global Economy in the Shadow of War” ระบุว่า สงครามในตะวันออกกลางได้หยุดยั้งแรงส่งของเศรษฐกิจโลกที่เคยคาดว่าจะเติบโตถึง 3.4 เปอร์เซ็นต์ในปี 2569 ก่อนเกิดความขัดแย้ง IMF เตือนว่าในสถานการณ์เลวร้ายที่ปัญหาอุปทานพลังงานลากยาวไปถึงปีหน้า การคาดการณ์เงินเฟ้อคลายสมอ และภาวะการเงินตึงตัวอย่างรุนแรง การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจดิ่งลงเหลือเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ทั้งในปีนี้และปีหน้า ขณะที่เงินเฟ้ออาจพุ่งเกิน 6 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ดี ภาพที่เกิดขึ้นจริงในตลาดกลับสะท้อนความยืดหยุ่นที่น่าทึ่ง แม้จะเผชิญความผันผวนของราคาพลังงาน แต่ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ก็ยังยืนอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ โดยข้อมูลจาก Yahoo Finance ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม ดัชนี S&P 500 อยู่ที่ราว 7,489 จุด ดัชนีดาวโจนส์ที่ราว 52,485 จุด และดัชนีแนสแด็กที่ราว 25,373 จุด อัลจาซีรารายงานว่า ตลาดหุ้นเอเชียก็ปรับตัวขึ้นตามในช่วงต้นเดือนสิงหาคม โดยดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 2.1 เปอร์เซ็นต์ ดัชนีคอสปีของเกาหลีใต้บวก 0.65 เปอร์เซ็นต์ และดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงเพิ่มขึ้น 1.1 เปอร์เซ็นต์ หลังตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ที่อ่อนแอกว่าคาดช่วยลดความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ย

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนบทเรียนสำคัญที่นักวิเคราะห์ของ U.S. Bank ย้ำเตือน นั่นคือ ตลาดมักเคลื่อนจากความหวาดกลัวไปสู่การประเมินอย่างมีเหตุผลเมื่อนักลงทุนสามารถแยกแยะพาดหัวข่าวออกจากการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ กล่าวคือ แม้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จะสร้างความผันผวนระยะสั้นได้รุนแรง แต่ผลกระทบที่ยั่งยืนต่อตลาดจะขึ้นอยู่กับว่าเหตุการณ์นั้นเปลี่ยนแปลงปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด

IMF ยังชี้ให้เห็นภาพที่กว้างขึ้นว่า นอกเหนือจากความขัดแย้งที่ปะทุอยู่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังหล่อหลอมโลกที่มีหลายขั้วอำนาจ (multipolar) มากขึ้น พร้อมกับคลื่นของการจำกัดการค้าที่กลุ่มเศรษฐกิจหลักทุกฝ่ายต่างนำมาใช้ ซึ่งบั่นทอนความร่วมมือระหว่างประเทศและการเติบโตในภาพรวม แนวโน้มนี้สวนทางกับยุคโลกาภิวัตน์ที่เคยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา และกำลังผลักดันให้ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นอย่างเป็นระบบ

ในอีกมุมหนึ่ง The Conference Board ตั้งข้อสังเกตว่า ในโลกที่เชื่อมโยงถึงกัน ทั้งข่าวจริงและข้อมูลบิดเบือนสามารถแพร่กระจายและขยายผลได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง (wildcards) มีศักยภาพครอบงำวงจรข่าวและเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นสาธารณะได้ในชั่วข้ามคืน ผลกระทบที่กว้างที่สุดมักเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมที่อ่อนไหวต่อราคาพลังงานและภาษี ขณะที่ราคาอาหารและพลังงานที่สูงขึ้นก็ส่งผลลึกต่อทั้งเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลก บทวิเคราะห์นี้เน้นย้ำว่า ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายได้กลายเป็นตัวแปรถาวรที่นักลงทุนต้องบริหารจัดการ มิใช่เพียงความเสี่ยงชั่วคราวที่จะผ่านพ้นไป

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: วางพอร์ตอย่างไรในโลกที่แบ่งขั้ว

ท่ามกลางความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลก ตลาดหุ้นไทยกลับกลายเป็นดาวเด่นที่น่าจับตาเป็นพิเศษ ดัชนี SET ปิดครึ่งปีแรกของ 2569 ที่ระดับต่ำกว่า 1,600 จุดเล็กน้อย โดยให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีสูงถึง 26 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลก มูลค่าตลาดรวมฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ราว 20 ล้านล้านบาท ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในช่วงหกเดือนแรกเพิ่มขึ้น 58 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน มาอยู่ที่ราว 66,000 ล้านบาท ข้อมูลจาก Bangkok Post ระบุว่า ณ วันที่ 7 กรกฎาคม นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยแล้วถึง 41,000 ล้านบาท ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดเอเชียที่มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง

จุดแข็งเชิงโครงสร้างที่ทำให้ไทยได้เปรียบในสภาวะนี้คือ ตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับตลาดภูมิภาคอื่น จึงได้รับผลกระทบจำกัดจากการปรับฐานของหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ตลาดไทยมีคุณสมบัติเชิงตั้งรับ (defensive) ที่ดึงดูดกระแสเงินทุนที่หมุนเวียนออกจากสินทรัพย์เสี่ยงสูง นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยยังได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 ขึ้นเป็น 2.3 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 2 เปอร์เซ็นต์ โดยอ้างถึงการส่งออกที่แข็งแกร่งขึ้น การลงทุนที่ยืดหยุ่น และมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ

ในด้านมุมมองข้างหน้า บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง (BLS) ได้ตั้งเป้าดัชนี SET ไว้ที่ 1,710 จุดภายในกลางปี 2570 บนสมมติฐานกำไรต่อหุ้นที่ 98 บาท และอัตราส่วนราคาต่อกำไรที่เหมาะสมราว 16.7 ถึง 17.4 เท่า BLS คาดว่ากระแสเงินทุนต่างชาติจะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องไปจนถึงครึ่งแรกของปี 2570 โดยอาจสูงถึง 160,000 ถึง 200,000 ล้านบาท ตามวัฏจักรการผลิตโลกที่ฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม BLS ก็ระบุระดับดาวน์ไซด์ไว้ที่ราว 1,550 จุด ภายใต้เงื่อนไขว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะไม่ลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นข้อควรระวังที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม

สำหรับค่าเงินบาท ภาพยังคงมีสองด้าน แม้ในช่วงที่ผ่านมาเงินบาทจะเคลื่อนไหวค่อนข้างมีเสถียรภาพในกรอบ 32 ถึง 33 บาทต่อดอลลาร์ แต่ธนาคาร MUFG ประเมินว่าเงินบาทยังคงเปราะบาง โดยคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยน USD/THB ไว้ที่ 33.80 ทั้งในกรอบสามเดือนและสิบสองเดือน MUFG ชี้ว่าแม้ราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อของไทย แต่อุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอและเงินเฟ้อพื้นฐานที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป ซึ่งเป็นปัจจัยที่จำกัดการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ทั้งนี้ ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ไทยเคยบันทึกเงินทุนไหลออกสุทธิราว 510 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่ากระแสเงินทุนยังผันผวนตามปัจจัยภายนอก

โดยสรุป สำหรับนักลงทุนไทย บทเรียนสำคัญจากภาพภูมิรัฐศาสตร์ปี 2569 คือความจำเป็นในการกระจายความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน กลุ่มสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากความไม่แน่นอน เช่น ทองคำ ยังคงมีบทบาทในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (hedge) ที่นักวิเคราะห์แนะนำให้จัดสรรราว 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต ขณะที่หุ้นไทยในกลุ่มพื้นฐานแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารและกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของการส่งออกและการท่องเที่ยว ก็ยังน่าสนใจในเชิงตั้งรับ

อีกประเด็นที่นักลงทุนไทยควรพิจารณาคือ ความสัมพันธ์ระหว่างทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติกับวัฏจักรเศรษฐกิจโลก บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงชี้ว่า ในอดีตกระแสเงินทุนต่างชาติมักไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ถึง 12 เดือนในช่วงที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของโลกอยู่ในช่วงขาขึ้น หากในรอบนี้มีเงินทุนไหลเข้าแล้วราว 75,000 ล้านบาท ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะมีเงินทุนไหลเข้าเพิ่มเติมต่อเนื่องไปจนถึงครึ่งแรกของปีหน้า ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อดัชนี SET ในระยะข้างหน้า ตราบใดที่ปัจจัยเสี่ยงภายนอกไม่ปะทุรุนแรงจนพลิกความเชื่อมั่น

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามปัจจัยเสี่ยงหลักสามประการอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความคืบหน้าของการเจรจาเปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งจะกำหนดทิศทางราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ผลของการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีนหลังการเลื่อนภาษี 90 วัน และทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟดภายใต้การนำชุดใหม่ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนสามารถพลิกความเชื่อมั่นของตลาดได้อย่างรวดเร็ว การรักษาวินัยการลงทุน การไม่ทุ่มเงินก้อนใหญ่ในจังหวะเดียว และการถือเงินสดสำรองไว้บางส่วนเพื่อรอโอกาส จึงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดในโลกการเงินที่แบ่งขั้วและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้

ในเชิงกลยุทธ์การจัดสรรสินทรัพย์ (asset allocation) ภาพภูมิรัฐศาสตร์ที่แบ่งขั้วยังชี้ให้เห็นโอกาสในกลุ่มการลงทุนที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มระยะยาว เช่น กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานที่หลายประเทศเร่งลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคง กลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นทั่วโลก และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน BlackRock ระบุว่าการที่รัฐบาลและบริษัทหันมาเน้นความยืดหยุ่นและอธิปไตยทางเศรษฐกิจกำลังสร้างโอกาสใหม่ให้นักลงทุน แม้จะมาพร้อมต้นทุนที่สูงขึ้น การเลือกลงทุนในธีมเหล่านี้ผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่นักลงทุนไทยสามารถพิจารณาเพื่อจับโอกาสระดับโลก

สิ่งที่ต้องเน้นย้ำคือ การกระจายการลงทุนข้ามสินทรัพย์และข้ามภูมิภาคมีความสำคัญมากขึ้นในสภาวะที่ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ (correlation) อาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุการณ์ช็อก การพึ่งพาสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นหุ้นไทยล้วน หรือทองคำล้วน ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อพอร์ตโดยรวม นักลงทุนที่มีการจัดพอร์ตแบบสมดุลระหว่างหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ และเงินสด พร้อมทั้งทบทวนสัดส่วนอย่างสม่ำเสมอตามสถานการณ์ จะสามารถรับมือกับความผันผวนได้ดีกว่าผู้ที่ลงทุนแบบกระจุกตัว

ท้ายที่สุด ประวัติศาสตร์ตลาดการเงินได้สอนบทเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ความตื่นตระหนกจากพาดหัวข่าวมักสร้างความผันผวนที่รุนแรงแต่ไม่ยั่งยืน ในขณะที่ผู้ที่รักษาสติ วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานอย่างรอบคอบ และมองข้ามความผันผวนระยะสั้น มักเป็นฝ่ายที่ได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว สำหรับปี 2569 ที่ความเสี่ยงและโอกาสเดินเคียงข้างกันมาโดยตลอด การเตรียมพร้อมและความยืดหยุ่นจึงคือกุญแจสำคัญที่จะพานักลงทุนไทยผ่านพ้นพายุภูมิรัฐศาสตร์ลูกนี้ไปได้อย่างมั่นคง และเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน

Similar Posts

  • | |

    GameStop หุ้นมีมยื่นข้อเสนอซื้อ eBay มูลค่า 56,000 ล้านดอลลาร์ หวังท้าชน Amazon

    ในหนึ่งในดีลที่กล้าหาญและเหนือความคาดหมายที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนสมัยใหม่ GameStop ผู้ค้าปลีกวิดีโอเกมสัญชาติอเมริกันที่เคยโด่งดังในฐานะ “หุ้นมีม” ได้ประกาศในวันอาทิตย์ว่าได้ยื่นข้อเสนอซื้อกิจการ eBay แบบไม่ผูกมัดและไม่ได้รับการร้องขอ ในราคา 125 ดอลลาร์ต่อหุ้น ผ่านดีลที่ชำระครึ่งหนึ่งด้วยเงินสดและอีกครึ่งหนึ่งด้วยหุ้นสามัญของ GameStop ซึ่งประเมินมูลค่ารวมของแพลตฟอร์ม e-commerce ไว้ที่ประมาณ 55,500 ล้านดอลลาร์ ข้อเสนอนี้แสดงถึงเบี้ยบวม 20% จากราคาปิดของ eBay เมื่อวันศุกร์ที่ 104.07 ดอลลาร์ และเบี้ยบวมสูงถึง 46% จากราคาปิดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่ GameStop เริ่มสร้างสถานะการถือครองหุ้นใน eBay การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความประหลาดใจให้กับวงการธุรกิจ แต่ยังตั้งคำถามสำคัญหลายประการเกี่ยวกับอนาคตของการค้าออนไลน์ในสหรัฐฯ และโลก ปฏิกิริยาของตลาด: ยินดีแต่ยังไม่เชื่อมั่นเต็มร้อย หลังจากข่าวแตกออกมาในช่วงนอกเวลาทำการ ตลาดตอบสนองอย่างรวดเร็วแต่ยังระมัดระวัง หุ้น eBay พุ่งขึ้นมากถึง 13.4% ในการซื้อขายหลังเวลาทำการ ไปแตะระดับประมาณ 118 ดอลลาร์ แต่ยังคงต่ำกว่าราคาที่ GameStop เสนอซื้อที่ 125 ดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ ช่องว่างระหว่างราคาเสนอซื้อที่ 125…

  • |

    ดอลลาร์สหรัฐร่วง ยูโร-เยนพุ่ง ส่งผลบาทไทยและนักลงทุนอย่างไร

    ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนโลกกำลังเผชิญกับพายุที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายปี เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026 ดอลลาร์สหรัฐยังคงถูกกดดันจากสามทิศทางพร้อมกัน ได้แก่ ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่เพิ่งขู่จะขึ้นภาษีสหภาพยุโรปถึง 50% แล้วยื้อเส้นตายออกไปจนถึงวันที่ 9 กรกฎาคม ความคาดหวังในตลาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะยังคงเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อ และการฟื้นตัวที่น่าจับตาของเยนญี่ปุ่นท่ามกลางนโยบายการเงินขาขึ้นของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ขณะที่บาทไทยก็ยืนอยู่บนเส้นด้าย ท่ามกลางพลวัตเหล่านี้ นักลงทุนและนักธุรกิจไทยต้องทำความเข้าใจแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังเพื่อรับมือกับความผันผวนที่อาจยืดเยื้อออกไปอีกหลายเดือน ดอลลาร์อ่อนค่าต่อเนื่อง: ระหว่างสงครามภาษีและความเชื่อมั่นที่สั่นคลอน หัวใจของความปั่นป่วนในตลาด Forex ในช่วงนี้คือการกลับมาของ “สงครามภาษี 2.0” ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง ดอลลาร์สหรัฐยังคงอ่อนค่าลงต่อเนื่องในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อนักลงทุนยังคงระมัดระวังต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ หลังประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาขู่คำรามเรื่องภาษีนำเข้าอีกครั้ง ทรัมป์ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่าจะแนะนำให้เก็บภาษีนำเข้าสหภาพยุโรปในอัตรา “ตรงๆ 50 เปอร์เซ็นต์” โดยระบุว่าการเจรจากำลัง “ไปไม่ถึงไหน” ก่อนที่ในวันอาทิตย์ เขาจะประกาศตกลงขยายเส้นตายการเรียกเก็บภาษี 50% ออกไปจนถึงวันที่ 9 กรกฎาคม หลังได้คุยโทรศัพท์กับประธานคณะกรรมาธิการยุโรป อูร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ท่าทีที่แกว่งไปมาของทรัมป์ในช่วงเวลาเพียงสองวันทำให้ตลาดเงินตราต้องรับมือกับความผันผวนอย่างหนัก ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) แกว่งตัวอยู่บริเวณ 99 จุด ขณะที่นักลงทุนจับตาความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันและแรงกดดันเงินเฟ้อได้…

  • | |

    กำไร BP พุ่งเกินเท่าตัว เหนือคาดการณ์ หลังสงครามอิหร่านดันราคาน้ำมันพุ่งสูง

    ในสัปดาห์ที่ตลาดพลังงานโลกยังคงร้อนแรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง BP บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่สัญชาติอังกฤษได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 ที่สร้างความประหลาดใจให้กับวงการในเชิงบวกอย่างมาก เมื่อกำไรสุทธิพุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ผลักดันโดยราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ผลลัพธ์นี้ไม่เพียงตอกย้ำความแข็งแกร่งของธุรกิจพลังงานในยามที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านอุปทาน แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งอันน่าขันของโลกสมัยใหม่ที่ความทุกข์ยากจากสงครามกลับกลายเป็นกำไรงามสำหรับอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับราคาพลังงาน ตัวเลขที่พูดแทนตัวเอง: กำไรที่ทิ้งห่างการคาดการณ์ BP รายงาน กำไรต้นทุนทดแทนพื้นฐาน (Underlying Replacement Cost Profit) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่บริษัทใช้แทนกำไรสุทธิ อยู่ที่ 3,200 ล้านดอลลาร์ สำหรับสามเดือนแรกของปี 2569 ตัวเลขนี้เหนือกว่าการคาดการณ์เฉลี่ยของนักวิเคราะห์ที่รวบรวมโดย LSEG ซึ่งอยู่ที่ 2,630 ล้านดอลลาร์ อยู่ถึง 570 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ถึงกว่า 21% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า ภาพยิ่งชัดเจนขึ้นว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยิ่งใหญ่แค่ไหน กำไรสุทธิในไตรมาสแรกของปีที่แล้วอยู่ที่เพียง 1,380 ล้านดอลลาร์ และในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 อยู่ที่ 1,540 ล้านดอลลาร์ การกระโดดขึ้นมาที่ 3,200 ล้านดอลลาร์ในครั้งนี้จึงหมายความว่ากำไรเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบปีต่อปี และเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าด้วย BP อธิบายว่าผลลัพธ์ไตรมาสแรกนี้สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมจากการซื้อขายน้ำมันที่ “ยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ” และผลการดำเนินงานกลางน้ำที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งทั้งสองปัจจัยล้วนได้รับประโยชน์โดยตรงจากความผันผวนของราคาพลังงานที่สูงขึ้นอันเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง เสียงจาก CEO:…

  • กลยุทธ์จัดพอร์ต 2569: ETF พันธบัตรโทเคน และตลาดเกิดใหม่

    ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเดินเข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม 2569 ด้วยภาพที่แตกต่างจากสองไตรมาสก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง กองทุน ETF บิตคอยน์แบบสปอตในสหรัฐฯ บันทึกกระแสเงินไหลเข้าสุทธิติดต่อกันเป็นวันที่หกเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม โดยมีเม็ดเงินใหม่ราว 203.14 ล้านดอลลาร์ ดันสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของกลุ่มกองทุนบิตคอยน์ทะลุระดับ 80,000 ล้านดอลลาร์อีกครั้ง ขณะที่ราคาบิตคอยน์ยืนแถว 66,000 ดอลลาร์ สูงสุดในรอบกว่าห้าสัปดาห์ ตัวเลขเหล่านี้เกิดขึ้นเพียงสามสัปดาห์เศษหลังจากที่กองทุนกลุ่มเดียวกันเพิ่งผ่านเดือนมิถุนายนที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เปิดตลาดในเดือนมกราคม 2567 แต่เรื่องราวที่สำคัญกว่าการแกว่งตัวของราคาในรอบสัปดาห์ คือการเปลี่ยนโครงสร้างเชิงลึกของ “พอร์ตการลงทุน” ในระดับสถาบันทั่วโลก ปี 2569 เป็นปีที่คำถามเรื่องการจัดสรรสินทรัพย์ถูกรื้อใหม่ทั้งกระดาน สูตร 60/40 ที่นักลงทุนคุ้นเคยมาหลายทศวรรษกำลังถูกท้าทายจากสามทิศทางพร้อมกัน ได้แก่ การไหลเข้าของเงินทุนสู่โครงสร้าง ETF ที่ทำลายสถิติทุกด้าน การย้าย “ขาตราสารหนี้” ของพอร์ตขึ้นไปอยู่บนบล็อกเชนผ่านพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แบบโทเคน และการเติบโตของตลาดเกิดใหม่ที่ใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเครื่องมือทางการเงินจริง ไม่ใช่เครื่องมือเก็งกำไร รายงานฉบับนี้ประมวลข้อมูลจากสำนักข่าวและแหล่งข้อมูลชั้นนำด้านสินทรัพย์ดิจิทัลระหว่างประเทศ ทั้ง CoinDesk, Cointelegraph, Decrypt, The Block, CryptoSlate, Bitcoin Magazine และ The Defiant ประกอบกับข้อมูลตลาดจาก…

  • | |

    วอลล์สตรีทพุ่ง! ดีลสหรัฐ-อิหร่านดัน Nasdaq +3% ก่อนประชุม Fed 16-17 มิ.ย. 2026

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ด้วยแรงซื้ออย่างหนักในวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2026 หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณสุดสัปดาห์ว่าสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านแล้ว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิ่งลง 5% ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีกลับมาเป็นผู้นำตลาดอีกครั้ง พร้อมแรงหนุนจาก SpaceX ที่ยังคงพุ่งต่อเนื่องในวันซื้อขายที่สอง หลังจากเพิ่งทำ IPO ประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนโลก ดัชนี Dow Jones Industrial Average พุ่งขึ้น 468.77 จุด หรือ 0.92% ปิดที่ 51,671.03 จุด สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ S&P 500 ปรับขึ้น 1.65% ปิดที่ 7,554.29 จุด และ Nasdaq Composite พุ่งแรงถึง 3.07% ปิดที่ 26,683.94 จุด ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นรายวันที่ดีที่สุดของดัชนีนับตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา บรรยากาศในตลาดพลิกกลับอย่างน่าทึ่งจาก 180 องศา เมื่อพิจารณาจากการที่เพียงสัปดาห์เดียวก่อนหน้า…

  • |

    เฟดเปลี่ยนยุค! “เควิน วอร์ช” รับตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่ง-ECB คุมเชิง

    ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่บทใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เพิ่งผ่านการเปลี่ยนผู้นำครั้งประวัติศาสตร์ ขณะที่เงินเฟ้อในสหรัฐฯ กลับมาพุ่งสูงเกิน 3.8% ต่อปี และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็เลือกยืนดอกเบี้ยท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ยังคุกรุ่น สถานการณ์เหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงไทย ที่ต้องเฝ้าติดตามทิศทางนโยบายการเงินโลกอย่างใกล้ชิด เฟดเปลี่ยนยุค: “เควิน วอร์ช” ขึ้นแท่นประธานคนที่ 17 วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติ 54 ต่อ 45 เสียง รับรองนายเควิน วอร์ช อายุ 56 ปี ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนที่ 17 สืบต่อจากเจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งครบวาระในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 การโหวตครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในมติที่มีความขัดแย้งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การแต่งตั้งประธานเฟด สะท้อนให้เห็นว่าความเป็นอิสระของธนาคารกลางกลายเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างเต็มตัว วอร์ชได้รับการยืนยันจากวุฒิสภาเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 และจะเข้ารับตำแหน่งต่อจากพาวเวลล์ที่หมดวาระประธาน สิ่งที่น่าสนใจคือ พาวเวลล์จะยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการ Fed ต่อไป หลังการสืบสวนทางอาญาของกระทรวงยุติธรรมที่เกี่ยวกับการปรับปรุงอาคารสำนักงาน Fed ทำให้เขาตัดสินใจอยู่ต่อ โดยเขาย้ำว่าการโจมตีสถาบันเฟดคุกคามความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินโดยปราศจากปัจจัยทางการเมือง…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *