โภคภัณฑ์โลกเดือดร้อน: น้ำมันพุ่ง ทองยืนสูง เงินผันผวน เมื่อฮอร์มุซยังคับแคบ
ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกยังคงอยู่ในภาวะปั่นป่วนสูงในเดือนพฤษภาคม 2569 หลังวิกฤตการณ์ตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ กระทบการส่งออกน้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 1 ใน 5 ของอุปทานโลก ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ประมาณ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ทองคำซื้อขายบริเวณ 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และตลาดพลังงานโลกก็เผชิญกับความตึงเครียดที่ไม่เคยพบเห็นในรอบหลายทศวรรษ นักลงทุนไทยและภาคธุรกิจไม่อาจเมินเฉยต่อคลื่นยักษ์ลูกนี้ได้อีกต่อไป
ช่องแคบฮอร์มุซ: หัวใจที่หยุดเต้นของตลาดพลังงานโลก
เหตุการณ์ที่เริ่มปะทุขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของตลาดพลังงานโลก เมื่อความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางลุกลามจนนำไปสู่การปิดตัวของช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีนัยสำคัญ การปิดช่องแคบดังกล่าวนับเป็นการปิดที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ โดยก่อนเกิดความขัดแย้ง มีน้ำมันดิบราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านช่องแคบแห่งนี้ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมดในโลก
ผลกระทบปรากฏชัดเจนในทันที รัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรประเมินว่าอิรัก ซาอุดีอาระเบีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน รวมกันลดการผลิตน้ำมันดิบลงถึง 10.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ออกรายงานฉบับเดือนพฤษภาคมระบุว่า การหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้สต็อกน้ำมันบนบกลดลงถึง 170 ล้านบาร์เรล หรือ 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายนเพียงเดือนเดียว ขณะที่ North Sea Dated ซื้อขายในช่วงกว้างที่ผิดปกติถึงเกือบ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนเดียวกัน
ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งแตะระดับสูงสุดที่ 138 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันที่ 7 เมษายน และเฉลี่ยอยู่ที่ 117 ดอลลาร์ตลอดทั้งเดือน ก่อนที่จะปรับตัวลงมาบริเวณ 105 ดอลลาร์ในช่วงกลางถึงปลายเดือนพฤษภาคม โดย WTI ก็ซื้อขายอยู่ที่บริเวณ 99.85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในการซื้อขายช่วงบ่ายของวันที่ 18 พฤษภาคม
US EIA คาดการณ์ว่า สต็อกน้ำมันโลกจะลดลงเฉลี่ย 8.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาส 2 ปีนี้ กดดันให้ราคา Brent ยืนอยู่ที่บริเวณ 106 ดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ก่อนที่จะค่อยๆ ผ่อนคลายลงเมื่อการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางฟื้นตัว โดยคาดว่าราคาจะลดลงสู่เฉลี่ย 89 ดอลลาร์ในไตรมาส 4
ทองคำ: ระหว่างพายุเงินเฟ้อและความต้องการความปลอดภัย
ทองคำในปี 2569 กลายเป็นสนามรบของแรงกดดันสองทิศทาง ด้านหนึ่งคือความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ อีกด้านคือแรงกดดันจากเงินเฟ้อและการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยที่พุ่งสูง
ราคาทองคำที่ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลอยู่ที่ 5,589 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม 2569 แต่ทองคำต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนักนับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจุดชนวนความกังวลด้านเงินเฟ้อและเสริมความคาดหวังว่าธนาคารกลางจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม
เหตุการณ์ที่น่าจับตามองคือช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ทองคำปรับขึ้นราว 1.7% จาก 4,702 ดอลลาร์ไปสู่ 4,783 ดอลลาร์ระหว่างวันที่ 7 ถึงกลางสัปดาห์ แต่ราคากลับพลิกดิ่งลงอีกครั้ง โดยนักวิเคราะห์เชิงเทคนิคจัดให้เป็น “การฟื้นตัวชั่วคราว” ในกระแสขาลงระยะยาว มากกว่าจะเป็นสัญญาณกลับทิศทางที่แท้จริง
ณ วันที่ 19 พฤษภาคม ทองคำซื้อขายอยู่ที่ราว 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ยืนหยัดจากเซสชันก่อนหน้าด้วยความหวังว่าสหรัฐฯ และอิหร่านอาจกลับสู่โต๊ะเจรจา ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลด้านเงินเฟ้อบางส่วน
ตัวเลขจาก State Street Investment Management ชี้ให้เห็นภาพที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น กองทุน ETF ทองคำที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าสุทธิ 0.83 พันล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน ลดยอดไหลออก YTD ลงเหลือ 1.5 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่จีนยังคงสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง และการซื้อขายในเอเชียชัดเจนว่าช่วยพยุงตลาดทองคำในช่วงที่ราคาอ่อนตัว
ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาคือการยืนยันตำแหน่งประธาน Fed คนใหม่ Kevin Warsh ผู้ถูกมองว่ามีแนวคิดเหยี่ยว ได้รับการยืนยันจากวุฒิสภาแล้ว สร้างความกังวลต่อทิศทางนโยบายการเงิน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ อยู่ที่ 3.8% ซึ่งร้อนแรงที่สุดนับตั้งแต่พฤษภาคม 2566 และดัชนีราคาผู้ผลิตบันทึกการปรับขึ้นสูงสุดในรอบ 4 ปีในเดือนเดียว
เงิน (Silver): พระเอกหรือผู้แพ้ในศึกโลหะมีค่า?
เงินกลายเป็นสินทรัพย์ที่ผันผวนที่สุดในกลุ่มโลหะมีค่าในปี 2569 ผสมผสานระหว่างคุณสมบัติของสินทรัพย์ปลอดภัยและโลหะอุตสาหกรรม
ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เงินพุ่งขึ้นถึง 15.8% จาก 77.83 ดอลลาร์ไปสู่ 90.11 ดอลลาร์ต่อออนซ์ใน 5 วันทำการ แต่จากนั้นกลับดิ่งลง 15.6% จากจุดสูงสุด ภายในสัปดาห์เดียวกัน แสดงให้เห็นความผันผวนสูงกว่าทองคำอย่างชัดเจน และนักวิเคราะห์ระบุว่าเงินมักเป็น “ทองคำที่ถูกขยายสัญญาณ” ทั้งด้านบวกและด้านลบ
ณ วันที่ 20 พฤษภาคม ราคาเงินบน Multi Commodity Exchange ของอินเดียปรับตัวขึ้น 0.82% มาอยู่ที่ 272,325 รูปีต่อกิโลกรัม แม้ทองคำจะลดลง 0.23%
สถาบันวิจัยด้านสินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลกมองภาพระยะยาวของเงินอย่างมีความหวัง หลังจากทำสถิติขึ้น 120% ในปี 2568 เงินได้ก้าวเข้าสู่ “พื้นที่ค้นพบราคา” ใหม่ ด้วยการขาดดุลอุปทานเชิงโครงสร้างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 และความต้องการทางอุตสาหกรรมที่เร่งตัวขึ้นจากกระแสการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ธนาคารชั้นนำคาดว่าราคาเงินปี 2569 จะอยู่ที่ 56-65 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนโมเดลเชิงเทคนิคบางแห่งชี้ว่าอาจสูงถึง 72-88 ดอลลาร์
ความต้องการเงินจากภาคอุตสาหกรรมเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ โดยเฉพาะการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ไฟฟ้า นักวิเคราะห์บางรายยังคงตั้งเป้าหมายราคาเงินสิ้นปีไว้สูง โดยอาศัยเหตุผลว่าการขาดดุลอุปทานครั้งใหญ่ที่คาดการณ์ไว้สำหรับช่วงปี 2569-2573 จะถูกขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนผ่านพลังงานระดับโลก
LNG และพลังงาน: เอเชียในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ผลกระทบจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้จำกัดอยู่แค่น้ำมันดิบ LNG หรือก๊าซธรรมชาติเหลวซึ่งเป็นเส้นเลือดพลังงานสำหรับเอเชียได้รับแรงกระทบรุนแรงพอๆ กัน
ราคา LNG ในเอเชียพุ่งขึ้นถึง 94% ตลอดเดือนมีนาคม ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปปรับขึ้น 59% ในช่วงเวลาเดียวกัน สาเหตุหลักคือการหยุดชะงักของการส่งออก LNG จากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะจากกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
LNG ประมาณ 300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือราว 1 ใน 5 ของอุปทานโลก ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง โดยสถานีส่งออก Ras Laffan ของกาตาร์ซึ่งเป็นคอมเพล็กซ์ส่งออก LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยังคงออฟไลน์อยู่ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม
เอเชียเผชิญความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ มีการประมาณการว่า 80-90% ของปริมาณ LNG ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีจุดหมายปลายทางที่ตลาดเอเชีย ส่งผลให้ราคา LNG ของญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก
ธนาคารโลกระบุในรายงาน Commodity Markets Outlook ว่า ราคาพลังงานโดยรวมในปี 2569 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 24% ขณะที่ราคาปุ๋ยจะปรับขึ้น 31% โดยราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมจะปรับเพิ่มขึ้น 16% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565
กระทบไทยอย่างไร: บาทอ่อน น้ำมันแพง กองทุนน้ำมันวิกฤต
ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้อย่างหนักหน่วง เนื่องจากโครงสร้างการนำเข้าพลังงานที่พึ่งพาตะวันออกกลางสูง
ไทยมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ เนื่องจากเกือบครึ่งหนึ่งของการนำเข้าน้ำมันและก๊าซมาจากตะวันออกกลาง ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มถอยออกจากสินทรัพย์ไทยในช่วงที่ราคาพลังงานพุ่งสูง
ในส่วนของ LNG ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับการผลิตไฟฟ้า ราคา LNG สปอตได้ปรับตัวขึ้นจากราว 10 ดอลลาร์ต่อล้าน BTU ไปสู่ระหว่าง 14-15 ดอลลาร์ และส่วนต่างนี้จะถูกนำไปคำนวณในอัตราค่าไฟฟ้างวดถัดไป ขณะที่รัฐบาลใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่ออุดหนุนและกำหนดเพดานราคาดีเซลที่ 30 บาทต่อลิตร
สถานการณ์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ณ วันที่ 22 มีนาคม 2569 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาอยู่ในภาวะขาดดุลที่ 28,109 ล้านบาท โดยดีเซลความเร็วสูงสามัญได้รับการอุดหนุนสูงถึง 26.99 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 24 มีนาคม และหากไม่มีมาตรการควบคุมราคา ดีเซลจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 54.19 บาทต่อลิตร
นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากภายในและภายนอก เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 ความขัดแย้งได้ลุกลามกลายเป็นวิกฤตพลังงานระดับโลก โดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ Brent ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และพุ่งสูงสุดที่ 126 ดอลลาร์ในต้นเดือนมีนาคม สำหรับไทยผลกระทบมาในรูปแบบของต้นทุนที่สูงขึ้นผ่านราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง การขาดแคลนวัตถุดิบ และต้นทุนโลจิสติกส์ ซึ่งทั้งหมดกลายเป็นปัญหาค่าครองชีพในประเทศ
ภาคเอกชนไทยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ซีอีโอของ Osotspa ระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ผลักดันให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานรวมถึง LNG ที่ใช้สำหรับโรงงานแก้วบรรจุภัณฑ์ และบริษัทได้จัดการความเสี่ยงล่วงหน้าด้วยการทำสัญญากับ PTT เพื่อล็อคราคาพลังงานถึงปี 2571 และ 2572
ด้านนักวิเคราะห์จาก Bank of America ได้ปรับคาดการณ์เกี่ยวกับค่าเงินบาทโดยอ้างถึงสองปัจจัยหลัก ได้แก่ ราคาน้ำมันโลกที่ยังคงสูงซึ่งกดดันต้นทุนนำเข้าของไทย และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ยังต่ำกว่าประมาณการ ทั้งสองปัจจัยส่งผลให้ค่าบาทอยู่ในแรงกดดันต่อเนื่อง
มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: ตลาดยังไม่สิ้นสุดปั่นป่วน
นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ตลาดโภคภัณฑ์ชั้นนำในเอเชียมีมุมมองที่หลากหลายต่อทิศทางตลาดในระยะข้างหน้า
สถาบัน Westpac ในออสเตรเลียปรับคาดการณ์ราคาน้ำมันขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่า Brent จะเฉลี่ยอยู่ที่ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาส 2 ปีนี้ ก่อนที่จะผ่อนคลายลงสู่เฉลี่ย 87 ดอลลาร์ในไตรมาส 4 เมื่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายและราคาที่สูงเริ่มทำลายอุปสงค์
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจาก IG International ชี้ว่าตลาดน้ำมันกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ อุปทานนอก OPEC กำลังเติบโตเร็วกว่าความต้องการถึง 3 เท่า ซึ่งหากความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซคลี่คลายลง แรงกดดันด้านอุปทานจะลดลงอย่างรวดเร็ว
สำหรับทองคำ State Street ระบุว่า การขึ้นราคาน้ำมันดิบอย่างรุนแรงและต่อเนื่องสู่ 120-140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจเป็นปัจจัยถ่วงให้ราคาทองคำอย่างน้อยในระยะสั้น ทำให้สถานการณ์กดดันให้ทองคำทดสอบระดับ 4,000 ดอลลาร์ แต่นักลงทุนน่าจะเข้าซื้อและพยุงราคาไว้ได้ในที่สุด
ด้านนักวิเคราะห์เทคนิคจาก Discovery Alert เตือนว่า กระแสขาลงของทองคำในระยะสั้นยังคงมีอยู่ โดยเสนอแนะให้นักลงทุนพิจารณาขนาดของ Position และการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ
นักวิเคราะห์หลายรายมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ตัวแปรที่จะกำหนดทิศทางตลาดในครึ่งปีหลังของปี 2569 คือความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง โดย IEA คาดว่า หากมีข้อตกลงยุติสงครามและเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซค่อยๆ เปิดขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2569 อุปทานน้ำมันจะฟื้นตัวได้ช้ากว่าอุปสงค์ ทำให้ตลาดน้ำมันยังคงขาดดุลจนถึงไตรมาสสุดท้ายของปี
บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย
ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในเดือนพฤษภาคม 2569 สะท้อนภาพที่ชัดเจนว่า เราอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่หาได้ยากในรอบหลายทศวรรษ การปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ชั่วคราว แต่เป็นการทดสอบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของโลกอย่างแท้จริง
สำหรับนักลงทุนไทย มีประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ดังนี้
ด้านพลังงาน: ราคาน้ำมันที่ยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลส่งผลทางตรงต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพ หุ้นกลุ่มพลังงานอาจได้รับประโยชน์ในระยะสั้น แต่กลุ่มที่พึ่งพาพลังงานสูงอย่างปิโตรเคมี สายการบิน และโลจิสติกส์จะเผชิญแรงกดดันต้นทุนต่อเนื่อง
ด้านทองคำ: ทองคำยังคงมีบทบาทเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง แม้ว่าแรงกดดันจากการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจะจำกัดศักยภาพขาขึ้นในระยะสั้น นักลงทุนที่ต้องการ Hedge ความเสี่ยงควรพิจารณาการกระจายลงทุนในทองคำระดับ 5-10% ของพอร์ต
ด้านเงิน (Silver): เงินมีโอกาสน่าสนใจในระยะยาวจากแรงขับเคลื่อนของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ความผันผวนสูงในระยะสั้นต้องการการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม
ด้านค่าเงิน: ค่าเงินบาทยังเผชิญความเสี่ยงขาอ่อนจากทั้งราคาพลังงานที่สูงและการไหลออกของนักลงทุนต่างชาติ ธุรกรรมนำเข้าที่ต้องใช้เงินดอลลาร์ควรพิจารณา Hedging ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
สัญญาณที่สำคัญที่สุดในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้าคือความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง หากมีสัญญาณบวกของการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันอาจร่วงลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ทองคำอาจฟื้นตัวพร้อมกับการลดความคาดหวังเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่าปี 2569 จะยังคงเป็นปีแห่งความผันผวนที่นักลงทุนต้องตื่นตัวและปรับกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว
