โภคภัณฑ์โลกเดือดร้อน: น้ำมันพุ่ง ทองยืนสูง เงินผันผวน เมื่อฮอร์มุซยังคับแคบ
|

โภคภัณฑ์โลกเดือดร้อน: น้ำมันพุ่ง ทองยืนสูง เงินผันผวน เมื่อฮอร์มุซยังคับแคบ

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกยังคงอยู่ในภาวะปั่นป่วนสูงในเดือนพฤษภาคม 2569 หลังวิกฤตการณ์ตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ กระทบการส่งออกน้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 1 ใน 5 ของอุปทานโลก ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ประมาณ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ทองคำซื้อขายบริเวณ 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และตลาดพลังงานโลกก็เผชิญกับความตึงเครียดที่ไม่เคยพบเห็นในรอบหลายทศวรรษ นักลงทุนไทยและภาคธุรกิจไม่อาจเมินเฉยต่อคลื่นยักษ์ลูกนี้ได้อีกต่อไป

ช่องแคบฮอร์มุซ: หัวใจที่หยุดเต้นของตลาดพลังงานโลก

เหตุการณ์ที่เริ่มปะทุขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของตลาดพลังงานโลก เมื่อความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางลุกลามจนนำไปสู่การปิดตัวของช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีนัยสำคัญ การปิดช่องแคบดังกล่าวนับเป็นการปิดที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ โดยก่อนเกิดความขัดแย้ง มีน้ำมันดิบราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านช่องแคบแห่งนี้ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมดในโลก

ผลกระทบปรากฏชัดเจนในทันที รัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรประเมินว่าอิรัก ซาอุดีอาระเบีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน รวมกันลดการผลิตน้ำมันดิบลงถึง 10.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ออกรายงานฉบับเดือนพฤษภาคมระบุว่า การหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้สต็อกน้ำมันบนบกลดลงถึง 170 ล้านบาร์เรล หรือ 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายนเพียงเดือนเดียว ขณะที่ North Sea Dated ซื้อขายในช่วงกว้างที่ผิดปกติถึงเกือบ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนเดียวกัน

ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งแตะระดับสูงสุดที่ 138 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันที่ 7 เมษายน และเฉลี่ยอยู่ที่ 117 ดอลลาร์ตลอดทั้งเดือน ก่อนที่จะปรับตัวลงมาบริเวณ 105 ดอลลาร์ในช่วงกลางถึงปลายเดือนพฤษภาคม โดย WTI ก็ซื้อขายอยู่ที่บริเวณ 99.85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในการซื้อขายช่วงบ่ายของวันที่ 18 พฤษภาคม

US EIA คาดการณ์ว่า สต็อกน้ำมันโลกจะลดลงเฉลี่ย 8.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาส 2 ปีนี้ กดดันให้ราคา Brent ยืนอยู่ที่บริเวณ 106 ดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ก่อนที่จะค่อยๆ ผ่อนคลายลงเมื่อการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางฟื้นตัว โดยคาดว่าราคาจะลดลงสู่เฉลี่ย 89 ดอลลาร์ในไตรมาส 4

ทองคำ: ระหว่างพายุเงินเฟ้อและความต้องการความปลอดภัย

ทองคำในปี 2569 กลายเป็นสนามรบของแรงกดดันสองทิศทาง ด้านหนึ่งคือความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ อีกด้านคือแรงกดดันจากเงินเฟ้อและการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยที่พุ่งสูง

ราคาทองคำที่ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลอยู่ที่ 5,589 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม 2569 แต่ทองคำต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนักนับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจุดชนวนความกังวลด้านเงินเฟ้อและเสริมความคาดหวังว่าธนาคารกลางจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม

เหตุการณ์ที่น่าจับตามองคือช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ทองคำปรับขึ้นราว 1.7% จาก 4,702 ดอลลาร์ไปสู่ 4,783 ดอลลาร์ระหว่างวันที่ 7 ถึงกลางสัปดาห์ แต่ราคากลับพลิกดิ่งลงอีกครั้ง โดยนักวิเคราะห์เชิงเทคนิคจัดให้เป็น “การฟื้นตัวชั่วคราว” ในกระแสขาลงระยะยาว มากกว่าจะเป็นสัญญาณกลับทิศทางที่แท้จริง

ณ วันที่ 19 พฤษภาคม ทองคำซื้อขายอยู่ที่ราว 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ยืนหยัดจากเซสชันก่อนหน้าด้วยความหวังว่าสหรัฐฯ และอิหร่านอาจกลับสู่โต๊ะเจรจา ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลด้านเงินเฟ้อบางส่วน

ตัวเลขจาก State Street Investment Management ชี้ให้เห็นภาพที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น กองทุน ETF ทองคำที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าสุทธิ 0.83 พันล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน ลดยอดไหลออก YTD ลงเหลือ 1.5 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่จีนยังคงสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง และการซื้อขายในเอเชียชัดเจนว่าช่วยพยุงตลาดทองคำในช่วงที่ราคาอ่อนตัว

ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาคือการยืนยันตำแหน่งประธาน Fed คนใหม่ Kevin Warsh ผู้ถูกมองว่ามีแนวคิดเหยี่ยว ได้รับการยืนยันจากวุฒิสภาแล้ว สร้างความกังวลต่อทิศทางนโยบายการเงิน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ อยู่ที่ 3.8% ซึ่งร้อนแรงที่สุดนับตั้งแต่พฤษภาคม 2566 และดัชนีราคาผู้ผลิตบันทึกการปรับขึ้นสูงสุดในรอบ 4 ปีในเดือนเดียว

เงิน (Silver): พระเอกหรือผู้แพ้ในศึกโลหะมีค่า?

เงินกลายเป็นสินทรัพย์ที่ผันผวนที่สุดในกลุ่มโลหะมีค่าในปี 2569 ผสมผสานระหว่างคุณสมบัติของสินทรัพย์ปลอดภัยและโลหะอุตสาหกรรม

ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เงินพุ่งขึ้นถึง 15.8% จาก 77.83 ดอลลาร์ไปสู่ 90.11 ดอลลาร์ต่อออนซ์ใน 5 วันทำการ แต่จากนั้นกลับดิ่งลง 15.6% จากจุดสูงสุด ภายในสัปดาห์เดียวกัน แสดงให้เห็นความผันผวนสูงกว่าทองคำอย่างชัดเจน และนักวิเคราะห์ระบุว่าเงินมักเป็น “ทองคำที่ถูกขยายสัญญาณ” ทั้งด้านบวกและด้านลบ

ณ วันที่ 20 พฤษภาคม ราคาเงินบน Multi Commodity Exchange ของอินเดียปรับตัวขึ้น 0.82% มาอยู่ที่ 272,325 รูปีต่อกิโลกรัม แม้ทองคำจะลดลง 0.23%

สถาบันวิจัยด้านสินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลกมองภาพระยะยาวของเงินอย่างมีความหวัง หลังจากทำสถิติขึ้น 120% ในปี 2568 เงินได้ก้าวเข้าสู่ “พื้นที่ค้นพบราคา” ใหม่ ด้วยการขาดดุลอุปทานเชิงโครงสร้างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 และความต้องการทางอุตสาหกรรมที่เร่งตัวขึ้นจากกระแสการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ธนาคารชั้นนำคาดว่าราคาเงินปี 2569 จะอยู่ที่ 56-65 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนโมเดลเชิงเทคนิคบางแห่งชี้ว่าอาจสูงถึง 72-88 ดอลลาร์

ความต้องการเงินจากภาคอุตสาหกรรมเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ โดยเฉพาะการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ไฟฟ้า นักวิเคราะห์บางรายยังคงตั้งเป้าหมายราคาเงินสิ้นปีไว้สูง โดยอาศัยเหตุผลว่าการขาดดุลอุปทานครั้งใหญ่ที่คาดการณ์ไว้สำหรับช่วงปี 2569-2573 จะถูกขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนผ่านพลังงานระดับโลก

LNG และพลังงาน: เอเชียในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ผลกระทบจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้จำกัดอยู่แค่น้ำมันดิบ LNG หรือก๊าซธรรมชาติเหลวซึ่งเป็นเส้นเลือดพลังงานสำหรับเอเชียได้รับแรงกระทบรุนแรงพอๆ กัน

ราคา LNG ในเอเชียพุ่งขึ้นถึง 94% ตลอดเดือนมีนาคม ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปปรับขึ้น 59% ในช่วงเวลาเดียวกัน สาเหตุหลักคือการหยุดชะงักของการส่งออก LNG จากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะจากกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

LNG ประมาณ 300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือราว 1 ใน 5 ของอุปทานโลก ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง โดยสถานีส่งออก Ras Laffan ของกาตาร์ซึ่งเป็นคอมเพล็กซ์ส่งออก LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยังคงออฟไลน์อยู่ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม

เอเชียเผชิญความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ มีการประมาณการว่า 80-90% ของปริมาณ LNG ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีจุดหมายปลายทางที่ตลาดเอเชีย ส่งผลให้ราคา LNG ของญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

ธนาคารโลกระบุในรายงาน Commodity Markets Outlook ว่า ราคาพลังงานโดยรวมในปี 2569 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 24% ขณะที่ราคาปุ๋ยจะปรับขึ้น 31% โดยราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมจะปรับเพิ่มขึ้น 16% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565

กระทบไทยอย่างไร: บาทอ่อน น้ำมันแพง กองทุนน้ำมันวิกฤต

ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้อย่างหนักหน่วง เนื่องจากโครงสร้างการนำเข้าพลังงานที่พึ่งพาตะวันออกกลางสูง

ไทยมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ เนื่องจากเกือบครึ่งหนึ่งของการนำเข้าน้ำมันและก๊าซมาจากตะวันออกกลาง ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มถอยออกจากสินทรัพย์ไทยในช่วงที่ราคาพลังงานพุ่งสูง

ในส่วนของ LNG ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับการผลิตไฟฟ้า ราคา LNG สปอตได้ปรับตัวขึ้นจากราว 10 ดอลลาร์ต่อล้าน BTU ไปสู่ระหว่าง 14-15 ดอลลาร์ และส่วนต่างนี้จะถูกนำไปคำนวณในอัตราค่าไฟฟ้างวดถัดไป ขณะที่รัฐบาลใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่ออุดหนุนและกำหนดเพดานราคาดีเซลที่ 30 บาทต่อลิตร

สถานการณ์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ณ วันที่ 22 มีนาคม 2569 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาอยู่ในภาวะขาดดุลที่ 28,109 ล้านบาท โดยดีเซลความเร็วสูงสามัญได้รับการอุดหนุนสูงถึง 26.99 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 24 มีนาคม และหากไม่มีมาตรการควบคุมราคา ดีเซลจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 54.19 บาทต่อลิตร

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากภายในและภายนอก เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 ความขัดแย้งได้ลุกลามกลายเป็นวิกฤตพลังงานระดับโลก โดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ Brent ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และพุ่งสูงสุดที่ 126 ดอลลาร์ในต้นเดือนมีนาคม สำหรับไทยผลกระทบมาในรูปแบบของต้นทุนที่สูงขึ้นผ่านราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง การขาดแคลนวัตถุดิบ และต้นทุนโลจิสติกส์ ซึ่งทั้งหมดกลายเป็นปัญหาค่าครองชีพในประเทศ

ภาคเอกชนไทยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ซีอีโอของ Osotspa ระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ผลักดันให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานรวมถึง LNG ที่ใช้สำหรับโรงงานแก้วบรรจุภัณฑ์ และบริษัทได้จัดการความเสี่ยงล่วงหน้าด้วยการทำสัญญากับ PTT เพื่อล็อคราคาพลังงานถึงปี 2571 และ 2572

ด้านนักวิเคราะห์จาก Bank of America ได้ปรับคาดการณ์เกี่ยวกับค่าเงินบาทโดยอ้างถึงสองปัจจัยหลัก ได้แก่ ราคาน้ำมันโลกที่ยังคงสูงซึ่งกดดันต้นทุนนำเข้าของไทย และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ยังต่ำกว่าประมาณการ ทั้งสองปัจจัยส่งผลให้ค่าบาทอยู่ในแรงกดดันต่อเนื่อง

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: ตลาดยังไม่สิ้นสุดปั่นป่วน

นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ตลาดโภคภัณฑ์ชั้นนำในเอเชียมีมุมมองที่หลากหลายต่อทิศทางตลาดในระยะข้างหน้า

สถาบัน Westpac ในออสเตรเลียปรับคาดการณ์ราคาน้ำมันขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่า Brent จะเฉลี่ยอยู่ที่ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาส 2 ปีนี้ ก่อนที่จะผ่อนคลายลงสู่เฉลี่ย 87 ดอลลาร์ในไตรมาส 4 เมื่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายและราคาที่สูงเริ่มทำลายอุปสงค์

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจาก IG International ชี้ว่าตลาดน้ำมันกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ อุปทานนอก OPEC กำลังเติบโตเร็วกว่าความต้องการถึง 3 เท่า ซึ่งหากความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซคลี่คลายลง แรงกดดันด้านอุปทานจะลดลงอย่างรวดเร็ว

สำหรับทองคำ State Street ระบุว่า การขึ้นราคาน้ำมันดิบอย่างรุนแรงและต่อเนื่องสู่ 120-140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจเป็นปัจจัยถ่วงให้ราคาทองคำอย่างน้อยในระยะสั้น ทำให้สถานการณ์กดดันให้ทองคำทดสอบระดับ 4,000 ดอลลาร์ แต่นักลงทุนน่าจะเข้าซื้อและพยุงราคาไว้ได้ในที่สุด

ด้านนักวิเคราะห์เทคนิคจาก Discovery Alert เตือนว่า กระแสขาลงของทองคำในระยะสั้นยังคงมีอยู่ โดยเสนอแนะให้นักลงทุนพิจารณาขนาดของ Position และการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ

นักวิเคราะห์หลายรายมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ตัวแปรที่จะกำหนดทิศทางตลาดในครึ่งปีหลังของปี 2569 คือความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง โดย IEA คาดว่า หากมีข้อตกลงยุติสงครามและเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซค่อยๆ เปิดขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2569 อุปทานน้ำมันจะฟื้นตัวได้ช้ากว่าอุปสงค์ ทำให้ตลาดน้ำมันยังคงขาดดุลจนถึงไตรมาสสุดท้ายของปี

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในเดือนพฤษภาคม 2569 สะท้อนภาพที่ชัดเจนว่า เราอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่หาได้ยากในรอบหลายทศวรรษ การปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ชั่วคราว แต่เป็นการทดสอบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของโลกอย่างแท้จริง

สำหรับนักลงทุนไทย มีประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ดังนี้

ด้านพลังงาน: ราคาน้ำมันที่ยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลส่งผลทางตรงต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพ หุ้นกลุ่มพลังงานอาจได้รับประโยชน์ในระยะสั้น แต่กลุ่มที่พึ่งพาพลังงานสูงอย่างปิโตรเคมี สายการบิน และโลจิสติกส์จะเผชิญแรงกดดันต้นทุนต่อเนื่อง

ด้านทองคำ: ทองคำยังคงมีบทบาทเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง แม้ว่าแรงกดดันจากการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจะจำกัดศักยภาพขาขึ้นในระยะสั้น นักลงทุนที่ต้องการ Hedge ความเสี่ยงควรพิจารณาการกระจายลงทุนในทองคำระดับ 5-10% ของพอร์ต

ด้านเงิน (Silver): เงินมีโอกาสน่าสนใจในระยะยาวจากแรงขับเคลื่อนของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ความผันผวนสูงในระยะสั้นต้องการการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม

ด้านค่าเงิน: ค่าเงินบาทยังเผชิญความเสี่ยงขาอ่อนจากทั้งราคาพลังงานที่สูงและการไหลออกของนักลงทุนต่างชาติ ธุรกรรมนำเข้าที่ต้องใช้เงินดอลลาร์ควรพิจารณา Hedging ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน

สัญญาณที่สำคัญที่สุดในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้าคือความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง หากมีสัญญาณบวกของการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันอาจร่วงลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ทองคำอาจฟื้นตัวพร้อมกับการลดความคาดหวังเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่าปี 2569 จะยังคงเป็นปีแห่งความผันผวนที่นักลงทุนต้องตื่นตัวและปรับกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว

Similar Posts

  • | |

    วอลล์สตรีทถอยจากจุดสูงสุด น้ำมันพุ่ง บอนด์ยีลด์ทะยาน ก่อนเปิดรายงานเฟด

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยอาการ “ถอยเพื่อตั้งหลัก” หลังไต่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันในสัปดาห์ก่อนหน้า โดยแรงกดดันหลักมาจากสามปัจจัยที่ประดังเข้ามาพร้อมกัน ได้แก่ ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจากความไม่แน่นอนของวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวที่ทะยานแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ และความกังวลต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ที่ตลาดยังอ่านทางไม่ออก ท่ามกลางกระแสการลงทุนในหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังคงเป็นเสาค้ำยันสำคัญเพียงหนึ่งเดียวที่พยุงบรรยากาศไม่ให้ทรุดลงแรง ในการซื้อขายวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2026 ดัชนีหลักทั้งสามตัวของวอลล์สตรีทปิดในแดนลบพร้อมกัน ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ร่วงลง 272.63 จุด หรือราว 0.51% ปิดที่ 53,459.78 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นมาตรวัดตลาดในวงกว้าง ลดลง 0.52% มาอยู่ที่ 7,745.06 จุด และดัชนี Nasdaq Composite ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยี ปรับลง 0.32% ปิดที่ 26,644.91…

  • | |

    กลยุทธ์จัดพอร์ต 2026: ETF พันธบัตร และตลาดเกิดใหม่ โอกาสใหม่ของนักลงทุนไทย

    กลางเดือนสิงหาคม 2026 ตลาดการเงินโลกกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดจุดหนึ่งของทศวรรษ หลังจากที่ “ความยิ่งใหญ่ของสหรัฐฯ” หรือ US Exceptionalism ซึ่งครองบัลลังก์ตลาดทุนโลกมานานกว่าสิบปี เริ่มส่งสัญญาณสั่นคลอนอย่างชัดเจน รายงานการจ้างงานเดือนกรกฎาคมที่พลิกกลับมาติดลบเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน เงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าต่อเนื่อง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ยังทรงตัวในระดับสูง และการหมุนเวียนของเม็ดเงินลงทุนที่ไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไปสู่สินทรัพย์นอกประเทศ ล้วนกำลังบีบให้นักลงทุนสถาบันทั่วโลกต้องทบทวนสูตรการจัดพอร์ตแบบเดิมที่พึ่งพาหุ้นเทคโนโลยีอเมริกันเป็นหลัก บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกภูมิทัศน์การลงทุนล่าสุด ตั้งแต่ทางแยกนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้ประธานคนใหม่ ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไม “ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่” และ “ETF ระดับโลก” จึงกลายเป็นคำตอบที่ผู้จัดการกองทุนระดับโลกกำลังพูดถึงมากที่สุด พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบและโอกาสที่มีต่อนักลงทุนไทยโดยตรง ภาพรวมของสถานการณ์ในเวลานี้แตกต่างจากช่วงต้นปีอย่างสิ้นเชิง เมื่อต้นปี 2026 นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคาดการณ์ว่าเฟดจะเดินหน้าลดดอกเบี้ย แต่วิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซได้จุดชนวนเงินเฟ้อรอบใหม่ จนทำให้ตลาดพลิกกลับมากังวลเรื่องการ “ขึ้นดอกเบี้ย” แทน กระทั่งช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้เอง ที่ตัวเลขเศรษฐกิจชุดใหม่กลับมาเปลี่ยนเกมอีกครั้ง ทำให้ทิศทางของตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้น และค่าเงิน กลับเข้าสู่ภาวะที่คาดเดายากและเต็มไปด้วยโอกาสสำหรับผู้ที่กระจายความเสี่ยงเป็น จุดพลิกของตลาดแรงงานสหรัฐฯ กับทางแยกของเฟดภายใต้วอร์ช หัวใจของความปั่นป่วนในตลาดเวลานี้อยู่ที่รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนกรกฎาคม 2026 ซึ่งเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา CNBC รายงานว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ สูญเสียตำแหน่งงานไปถึง 23,000…

  • |

    วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: เปิดแล้วจริงหรือแค่มีเงื่อนไข”? เมื่อสหรัฐ–อิหร่านส่งสัญญาณขัดแย้ง โลกพลังงานจึงผันผวนทันที

    สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงสร้างความสับสนให้กับตลาดโลก หลังจากที่อิหร่านออกมาประกาศว่า “ช่องแคบฮอร์มุซ” เปิดให้เรือพาณิชย์ผ่านได้ในช่วงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอน แต่ในเวลาเดียวกัน สหรัฐอเมริกายังคงยืนยันว่าการปิดล้อมทางทะเลยังมีผลบังคับใช้ ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ช่องแคบฮอร์มุซ “เปิดจริง” หรือเป็นเพียงการเปิดแบบมีเงื่อนไข ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบขนส่งน้ำมันของโลก อิหร่านประกาศเปิดช่องแคบ แต่มีเงื่อนไขแฝง รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน Seyed Abbas Araghchi ระบุว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นไปตามข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอน โดยเรือพาณิชย์สามารถเดินทางผ่านได้ในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม รายละเอียดสำคัญอยู่ที่ “เงื่อนไข” ซึ่งกำหนดว่า: วิเคราะห์เชิงลึก การเปิดช่องแคบในลักษณะนี้ ไม่ใช่ “เสรีภาพในการเดินเรือ” อย่างแท้จริง แต่เป็นการควบคุมเชิงยุทธศาสตร์ โดยอิหร่านยังคงถืออำนาจในการคัดกรองและควบคุมการผ่านเข้าออก นั่นหมายความว่า: ในมุมตลาดพลังงาน นี่ถือเป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบ” เพราะแม้จะเปิด แต่ก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้ สหรัฐยังคงปิดล้อม: ความขัดแย้งเชิงนโยบาย ประธานาธิบดี Donald Trump แสดงความขอบคุณต่ออิหร่านที่เปิดช่องแคบ แต่ในเวลาเดียวกันก็ยืนยันว่า: ต่อมา ทรัมป์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่าช่องแคบ “เปิดเต็มรูปแบบ” ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลจากฝั่งอิหร่านเอง วิเคราะห์เชิงลึก สถานการณ์นี้สะท้อน “เกมการเมืองระหว่างประเทศ” อย่างชัดเจน: ความขัดแย้งด้านข้อมูลนี้ส่งผลให้: ฝ่ายนิติบัญญัติอิหร่านโต้แย้งทันที…

  • | |

    ตลาดหุ้นเอเชียพุ่ง นิกเกอิบวก 5% หลังดีลสหรัฐ-อิหร่าน SET มุ่งสู่ 1,600 จุด

    ตลาดทุนเอเชียเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยบรรยากาศที่คึกคักผิดปกติ หลังข้อตกลงสงบศึก 60 วันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจุดชนวนให้ราคาน้ำมันดิ่งลงแรงที่สุดในรอบปี พร้อมเปิดทางช่องแคบฮอร์มุซคืนสู่ปกติ ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นพุ่งแรงกว่า 5% ในการซื้อขายช่วงต้นสัปดาห์ ส่วนดัชนี SET ของไทยได้แรงหนุนมุ่งทดสอบระดับ 1,600 จุดอีกครั้ง ขณะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น นักวิเคราะห์ในพื้นที่ชี้ว่าราคาพลังงานที่ลดลงจะช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อและเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ กระนั้น ตลาดยังต้องลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) คืนนี้ ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของ “เควิน วอร์ช” ประธานเฟดคนใหม่ โดยตลาดจับตาทิศทางนโยบายดอกเบี้ยและสัญญาณจาก dot plot อย่างใจจดใจจ่อ ดีล “สหรัฐ-อิหร่าน” จุดพลุตลาดเอเชีย นิกเกอิพุ่ง 5% ฮอร์มุซเปิดทาง การประกาศกรอบข้อตกลงสงบศึก 60 วัน ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเมื่อวันที่ 14–15 มิถุนายน 2568 ถือเป็นพลิกผันครั้งสำคัญที่สุดของตลาดการเงินโลกในปีนี้ ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมการยุติการสู้รบโดยตรง การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง การยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล และการตั้งกรอบเจรจา 60 วันในประเด็นโครงการนิวเคลียร์และการคลายมาตรการแซงก์ชั่น โดยมีกำหนดลงนามอย่างเป็นทางการในกรุงเจนีวาวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2568…

  • โลกกำลังสั่นสะเทือน: สงครามอิหร่าน สงครามการค้า และวิกฤตพลังงาน บทเรียนที่นักลงทุนไทยต้องอ่าน

    โลกในปี 2569 กำลังเผชิญกับพายุภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไปจนถึงสงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจที่ยังไม่สิ้นสุด ทุกสิ่งเหล่านี้กำลังกดดันเศรษฐกิจโลกอย่างพร้อมกัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออก World Economic Outlook ฉบับเดือนเมษายน 2569 ชื่อ “Global Economy in the Shadow of War” ประเมินว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะชะลอเหลือเพียง 3.1% พร้อมส่งสัญญาณชัดว่าความเสี่ยงเอนเอียงไปทางด้านลบอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางเงาสงครามที่ยาวและไม่แน่นอน สำหรับไทย ซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าและการท่องเที่ยวเป็นหลัก แรงกระแทกดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่ที่พาดหัวข่าว แต่กำลังซึมเข้าสู่ปั๊มน้ำมัน ห้องเครื่องโรงงาน และกระเป๋าเงินของคนไทยทุกคน สงครามอิหร่าน: วิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน โดยมีเป้าหมายคือโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร นิวเคลียร์ และผู้นำระดับสูง รวมถึงผู้นำสูงสุดอาลี คาเมเนอี ซึ่งเสียชีวิตในการโจมตีดังกล่าว อิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ — เส้นเลือดใหญ่ของการค้าพลังงานโลกที่รับผ่านน้ำมันดิบและก๊าซ LNG ราว 20% ของปริมาณการค้าทางทะเลทั่วโลก…

  • | |

    ทองคำ-เงินทำนิวไฮ น้ำมันผันผวนรับเกมฮอร์มุซ เฟดพลิกความคาดหวัง

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกกลับมาเป็นศูนย์กลางความสนใจของนักลงทุนอีกครั้งในสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม 2026 เมื่อราคาทองคำพุ่งขึ้นเฉียดระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่บริเวณ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาเงิน (Silver) ทะยานทะลุ 64 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สร้างสถิติสัปดาห์ที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนต์แกว่งตัวรุนแรงในกรอบ 83–90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามข่าวความคืบหน้าของดีลเปิดช่องแคบฮอร์มุซระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางรายงานการจ้างงานสหรัฐฯ ที่อ่อนแอเกินคาดอย่างมาก จนพลิกความคาดหวังของตลาดเรื่องทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และผลักดันดัชนีวอลล์สตรีททำสถิติปิดสูงสุดใหม่ บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทีละประเด็น พร้อมประเมินผลกระทบต่อพอร์ตของนักลงทุนไทย ทองคำทะยานเฉียดนิวไฮ แรงหนุนจากจ้างงานอ่อนแอและความหวังเฟดผ่อนคลาย ทองคำยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่โดดเด่นที่สุดของปี 2026 โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาราคากลับมาเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง CNBC รายงานว่า ราคาทองคำตลาดสปอต ณ ช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม อยู่ที่ราว 4,356 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นจากระดับ 4,252 ดอลลาร์ในวันพฤหัสบดีก่อนหน้าอย่างชัดเจน ขณะที่ Yahoo Finance ระบุว่าราคาทองคำขยับขึ้นไปแตะ 4,411 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงเช้าวันเดียวกัน ถือเป็นระดับที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน แรงขับเคลื่อนหลักมาจากรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนกรกฎาคมที่ออกมาผิดคาดอย่างรุนแรง TheStreet รายงานว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *