ดอลลาร์สะดุดหลังจ้างงานพลิกโผ เยนดิ่งรอบ 40 ปี บาททะลุ 33 บาท
กลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลกผันผวนที่สุดของปี เมื่อดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (Dollar Index หรือ DXY) ที่เพิ่งพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 13 เดือนช่วงต้นสัปดาห์ กลับพลิกอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐเดือนมิถุนายนออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ จุดชนวนให้นักลงทุนทั่วโลกต้องประเมินเส้นทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กันใหม่ทั้งกระดาน
ในเวลาเดียวกัน เงินเยนญี่ปุ่นก็ยังคงตกอยู่ในภาวะอ่อนค่าที่สุดในรอบเกือบสี่ทศวรรษ จนทางการโตเกียวต้องส่งสัญญาณเตือนการแทรกแซงตลาดแทบทุกวัน ขณะที่เงินยูโรแกว่งตัวในกรอบแคบหลังธนาคารกลางยุโรป (ECB) ขึ้นดอกเบี้ยสวนกระแสโลก และเงินบาทไทยอ่อนค่าทะลุแนว 33 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางเศรษฐกิจในประเทศที่ยังเปราะบางและส่วนต่างดอกเบี้ยที่ถ่างกว้างกับสหรัฐ
รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปถอดรหัสแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังการเคลื่อนไหวของสี่สกุลเงินหลัก ได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐ เยนญี่ปุ่น ยูโร และบาทไทย พร้อมประเมินปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามในตะวันออกกลางที่ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ และวิเคราะห์ผลกระทบที่จับต้องได้ต่อนักลงทุนและผู้ประกอบการไทย
1. ดอลลาร์สหรัฐ: จากจุดสูงสุดรอบ 13 เดือน สู่การถอยทัพหลังตลาดแรงงานสะดุด
ภาพรวมของค่าเงินโลกในสัปดาห์นี้แทบทั้งหมดหมุนรอบตัวเลขเดียว นั่นคือ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐประจำเดือนมิถุนายน ซึ่งสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) รายงานว่าเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ในตลาดคาดการณ์ไว้ที่ราว 110,000 ตำแหน่งอย่างมาก และยังเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบสี่เดือน
ที่สำคัญไม่แพ้กันคือการปรับทบทวนตัวเลขย้อนหลัง โดย BLS ปรับลดยอดจ้างงานของเดือนเมษายนและพฤษภาคมรวมกันลงถึง 74,000 ตำแหน่ง สะท้อนภาพตลาดแรงงานที่เย็นตัวลงเร็วกว่าที่เคยเข้าใจกัน แม้อัตราการว่างงานจะปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.2% แต่นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่าการลดลงดังกล่าวมาจากอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labor Force Participation Rate) ที่หดตัวลงเหลือ 61.5% จาก 61.8% ซึ่งหมายความว่าแรงงานบางส่วนถอนตัวออกจากตลาด มากกว่าจะเป็นสัญญาณของเศรษฐกิจที่แข็งแรง
ผลที่ตามมาเกิดขึ้นทันที ดัชนีดอลลาร์ซึ่งวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก และเพิ่งทำจุดสูงสุดในรอบ 13 เดือนเหนือระดับ 101.5 ช่วงต้นสัปดาห์ กลับร่วงลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ 100.8 จุด ในช่วงปลายสัปดาห์ ปิดสัปดาห์ด้วยการปรับตัวลงราว 0.7% ยุติสถิติการปรับขึ้นติดต่อกันสองสัปดาห์ นักลงทุนพากันลดน้ำหนักการเก็งกำไรว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในระยะใกล้
เดิมพันดอกเบี้ยเฟดถูกจัดใหม่ทั้งกระดาน
ก่อนหน้ารายงานจ้างงาน ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอิงอัตราดอกเบี้ยเฟด (Fed Funds Futures) เคยให้น้ำหนักโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนสูงถึงราว 64-67% แต่หลังตัวเลขออกมา โอกาสดังกล่าวร่วงลงมาเหลือใกล้เคียง 50% ทันที ขณะที่เครื่องมือ FedWatch ของ CME สะท้อนว่าโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยเร็วสุดในเดือนกรกฎาคมขยับขึ้นมาที่ราว 34% จากเพียง 6% เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ส่วนโอกาสที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยสองครั้งภายในสิ้นปี 2569 ยังอยู่สูงกว่า 40% เล็กน้อย
ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่าตลาดยังไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยออกไปทั้งหมด เพียงแต่เลื่อนความคาดหวังออกไปและลดความมั่นใจลง จุดที่ต้องจับตาต่อไปคือรายงานการประชุม (FOMC Minutes) ที่เผยแพร่วันที่ 9 กรกฎาคม และการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟดรอบถัดไปในวันที่ 28-29 กรกฎาคม 2569 ซึ่งจะเป็นเวทีชี้ขาดทิศทางดอลลาร์ในช่วงครึ่งหลังของปี
วอร์ชกับโจทย์เงินเฟ้อที่ยังไม่จบ
เบื้องหลังความลังเลของตลาดคือภาวะเงินเฟ้อที่ยังไม่ยอมอ่อนแรง ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐเดือนพฤษภาคมพุ่งขึ้นแตะ 4.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 โดยมีแรงหนุนหลักจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นกว่า 23% เมื่อเทียบกับปีก่อน อันเป็นผลพวงโดยตรงจากสงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมอาหารและพลังงานอยู่ที่ 2.9% สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคาส่วนใหญ่ยังกระจุกอยู่ที่หมวดพลังงาน
เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ซึ่งเข้ารับตำแหน่งประธานเฟดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ได้กล่าวในเวทีประชุมของ ECB ที่เมืองซินตราว่า การคาดการณ์เงินเฟ้อ (inflation expectations) เริ่มผ่อนคลายลงในช่วงเดือนที่ผ่านมา ทำให้ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยในทันที แต่เขาย้ำชัดว่าเฟดยังคงยึดมั่นเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% อย่างเหนียวแน่น ท่าทีที่ผสมผสานระหว่างความอดทนและความเข้มงวดนี้เองที่ทำให้ดอลลาร์แม้จะอ่อนลงแต่ก็ยังมีแรงพยุงอยู่
“ดอลลาร์อ่อนค่าลงจากตัวเลขจ้างงานที่น่าผิดหวัง แต่ยังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางใหญ่ ตราบใดที่เงินเฟ้อสหรัฐยังสูงกว่า 4% เฟดก็ยังไม่มีพื้นที่ให้ลดดอกเบี้ยได้ง่ายๆ” — บทวิเคราะห์จากสถาบันการเงินหลายแห่งที่ Bloomberg และ Reuters รวบรวม
2. เงินเยนญี่ปุ่น: อ่อนค่าสุดรอบ 40 ปี กับ “สงครามแทรกแซง” ของโตเกียว
หากมีสกุลเงินใดที่สะท้อนความตึงเครียดของตลาดค่าเงินปีนี้ได้ดีที่สุด คงหนีไม่พ้นเงินเยนญี่ปุ่น ที่เคลื่อนไหวอ่อนค่าลงมาบริเวณ 161-162.5 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดในรอบเกือบสี่ทศวรรษ ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นมาปิดสัปดาห์ที่ราว 161.16 เยน หลังดอลลาร์อ่อนค่าลงตามตัวเลขจ้างงานสหรัฐ
ต้นตอของความอ่อนแอเรื้อรังของเยนคือส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างมากระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่กว่า 300 จุดพื้นฐาน (basis points) ทำให้กลยุทธ์ “แครีเทรด” (carry trade) ที่นักลงทุนกู้เงินเยนต้นทุนต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่ายังคงทำกำไรได้ดี และเป็นแรงกดดันต่อเนื่องต่อค่าเงินเยน แม้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะเดินหน้าปรับนโยบายเข้าสู่ภาวะปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไปก็ตาม
โตเกียวทุ่มสถิติแทรกแซง แต่ตลาดไม่สะทกสะท้าน
ในเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา กระทรวงการคลังญี่ปุ่นได้ทุ่มเงินเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงค่าเงินเยนเป็นจำนวนสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 11.73 ล้านล้านเยน หรือราว 73,350 ล้านดอลลาร์ ซึ่ง Lazard Asset Management ระบุว่าเป็นเกือบสองเท่าของการแทรกแซงครั้งใหญ่ที่สุดในอดีต การแทรกแซงเริ่มขึ้นหลังคู่เงิน USD/JPY ทะลุแนว 160 เยน โดย Bloomberg ประเมินว่าเฉพาะปฏิบัติการวันที่ 30 เมษายนเพียงวันเดียว ญี่ปุ่นใช้เงินไปราว 5.4 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 34,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงเพื่อหนุนเยนครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567
แต่สิ่งที่ทำให้นักวิเคราะห์กังวลคือ แม้จะทุ่มเงินมหาศาลขนาดนี้ ค่าเงินเยนกลับอ่อนตัวกลับไปเหนือระดับที่เข้าแทรกแซงภายในเวลาเพียงหกสัปดาห์ Lazard ให้ความเห็นว่าการแทรกแซงในรอบนี้เป็นการต่อสู้กับแรงขับเคลื่อนเชิงปัจจัยพื้นฐาน ไม่ใช่การเก็งกำไรที่บิดเบือนตลาดชั่วคราว จึงทำได้เพียง “ซื้อเวลา” ไม่อาจ “เปลี่ยนทิศทาง” ได้
“การแทรกแซงจะยังคงทำหน้าที่ซื้อเวลา ไม่ใช่กำหนดทิศทาง” — บทวิเคราะห์จาก Lazard Asset Management ประเมินสถานการณ์เงินเยน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569
ยุทธศาสตร์ใหม่: เลิกส่งสัญญาณล่วงหน้า
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อสำนักข่าว Reuters รายงานว่า ทางการญี่ปุ่นอาจยกเลิกการส่งสัญญาณเตือนการแทรกแซงล่วงหน้า และหันมาใช้แนวทางที่มุ่งเป้าไปที่นักเก็งกำไรโดยตรงแทน ข่าวนี้ทำให้นักลงทุนที่ถือสถานะเก็งกำไรฝั่งอ่อนค่าของเยนรีบปิดสถานะ ส่งผลให้เยนดีดตัวขึ้นเกือบ 1% ในชั่วข้ามคืน รัฐมนตรีคลังหญิง ซัตสึกิ คาตายามะ (Satsuki Katayama) ย้ำหลายครั้งว่าทางการพร้อมตอบสนองต่อความเคลื่อนไหวของตลาดได้ทุกเมื่อ และยังคงติดต่อประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐในประเด็นนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน
อย่างไรก็ตาม กำแพงเชิงโครงสร้างที่จำกัดทางเลือกของ BOJ คือหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นที่สูงถึงเกือบ 260% ของ GDP การขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วจะทำให้ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลพุ่งสูงจนเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการคลัง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแม้แต่ถ้อยแถลงสาย “เหยี่ยว” ของ BOJ ก็ยังคงระมัดระวังมากกว่าจะแข็งกร้าว ทั้งนี้ ธนาคาร OCBC ยังคงเป้าหมาย USD/JPY ณ สิ้นปี 2569 ไว้ที่ 155 เยน โดยมองว่ามีความเป็นไปได้ที่ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ย
3. เงินยูโร: ECB ขึ้นดอกเบี้ยสวนกระแส แต่ลาการ์ดส่งสัญญาณผ่อนคลาย
เงินยูโรเป็นอีกหนึ่งสกุลเงินที่มีเรื่องราวน่าสนใจ เพราะสวนทางกับทิศทางของธนาคารกลางส่วนใหญ่ในโลก เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ตัดสินใจ ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายทั้งสามอัตรา 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (deposit facility) ขยับขึ้นเป็น 2.25% อัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์หลักเป็น 2.40% และอัตราเงินกู้ยืมข้ามคืนเป็น 2.65% มีผลตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน กลายเป็นธนาคารกลางกลุ่ม G7 แห่งแรกที่ขึ้นดอกเบี้ยหลังสงครามอิหร่านปะทุ
เหตุผลเบื้องหลังคือแรงกดดันเงินเฟ้อจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ของ ECB คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะเฉลี่ยที่ 3.0% ในปี 2569 ก่อนชะลอลงสู่ 2.3% ในปี 2570 และกลับสู่เป้าหมาย 2.0% ในปี 2571 ขณะเดียวกัน ECB ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของยูโรโซนปี 2569 ลงเหลือราว 0.8% สะท้อนผลกระทบจากสงครามที่มีต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ รายได้ที่แท้จริง และความเชื่อมั่น
ตัวเลขเงินเฟ้อที่อ่อนลงพลิกเกมความคาดหวัง
ทว่าภาพเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อข้อมูลล่าสุดชี้ว่าเงินเฟ้อยูโรโซนเดือนมิถุนายนชะลอตัวลงเร็วกว่าคาด โดยเงินเฟ้อทั่วไปลดลงมาอยู่ที่ 2.8% จาก 3.2% ในเดือนพฤษภาคม ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 3.0% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานลดลงเหลือ 2.4% ตัวเลขที่อ่อนลงนี้ประกอบกับถ้อยแถลงสายพิราบของประธาน ECB คริสติน ลาการ์ด (Christine Lagarde) ในเวทีประชุมที่ซินตรา ที่ระบุว่าความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อและการเติบโตของยูโรโซนได้ลดลงแล้ว ทำให้ตลาดลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่สามของ ECB ในปีนี้ลง
ผลลัพธ์คือคู่เงิน EUR/USD เคลื่อนไหวบริเวณ 1.14-1.145 ดอลลาร์ต่อยูโร ซึ่งอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งปี แม้ปิดสัปดาห์ปรับขึ้นได้ราว 0.5% จากการอ่อนค่าของดอลลาร์ก็ตาม โดยกรอบการเคลื่อนไหวของยูโรเทียบดอลลาร์ในปี 2569 ทอดตัวตั้งแต่ 1.1435 ไปจนถึง 1.2019 การประชุม ECB รอบถัดไปในวันที่ 23 กรกฎาคม จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นตัวชี้ว่าธนาคารกลางยุโรปจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อหรือหยุดพัก
นักวิเคราะห์แบงก์ใหญ่มองยูโรอย่างไร
ก่อนหน้าที่ทั้งเฟดและ ECB จะปรับท่าทีในเดือนมิถุนายน ธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่หลายแห่งเคยตั้งเป้าหมาย EUR/USD ปลายปีไว้ในระดับสูง ได้แก่ Goldman Sachs และ Deutsche Bank ที่ 1.25 ตามด้วย MUFG และ Scotiabank ที่ 1.24 ขณะที่ JPMorgan และ ING มองที่ 1.22 อย่างไรก็ตาม เป้าหมายเหล่านี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยและ ECB จะยังคงเข้มงวด ซึ่งเป็นภาพที่เริ่มไม่ชัดเจนหลังเงินเฟ้อสหรัฐกลับมาสูงขึ้น
ในฝั่งเงินปอนด์อังกฤษ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ด้วยมติ 7 ต่อ 2 เสียง โดยกรรมการสองรายต้องการให้ขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่เงินเฟ้อของอังกฤษอยู่ที่ 2.8% ต่ำกว่าสหรัฐ ส่งผลให้คู่เงิน GBP/USD เคลื่อนไหวบริเวณ 1.3350 ดอลลาร์ต่อปอนด์ การประชุม BOE รอบถัดไปมีขึ้นในวันที่ 30 กรกฎาคม
4. เงินบาทไทย: อ่อนค่าทะลุ 33 บาท ท่ามกลางเศรษฐกิจในประเทศที่เปราะบาง
สำหรับนักลงทุนไทย ประเด็นที่ใกล้ตัวที่สุดคือทิศทางของเงินบาท ซึ่งในสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวบริเวณ 33.2-33.4 บาทต่อดอลลาร์ โดยข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่าคู่เงิน USD/THB ปรับลงมาที่ 33.185 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม เงินบาทอ่อนค่าลงราว 1.67% ในรอบหนึ่งเดือน และอ่อนค่าลง 2.45% ในรอบ 12 เดือน โดยช่วงปลายเดือนมิถุนายนเงินบาทเคยแตะระดับอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568
ปัจจัยกดดันหลักคือส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ถ่างกว้างระหว่างสหรัฐกับไทย ในขณะที่ตลาดยังให้น้ำหนักโอกาสที่เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งภายในเดือนตุลาคม ความคาดหวังต่อดอกเบี้ยไทยกลับชี้ว่ามีโอกาสน้อยกว่า 50% ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในช่วงหกเดือนข้างหน้า ส่วนต่างผลตอบแทนที่ไม่จูงใจนี้เองที่ยังคงเป็นแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง
แบงก์ชาติคงดอกเบี้ยต่ำสุดรอบเกือบ 4 ปี เน้นประคองเศรษฐกิจ
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปลายปี 2565 สอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยคณะกรรมการให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในระยะสั้น การตัดสินใจนี้สะท้อนความพยายามในการประคับประคองเศรษฐกิจจากความผันผวนภายนอกที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังดำเนินอยู่
เจ้าหน้าที่ ธปท. ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยกำลังตามหลังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค อันเป็นผลจากอุปสงค์ที่อ่อนแอ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนทางการเมือง นอกจากนี้ยังมีความกังวลว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อาจกดดันการเติบโตเพิ่มเติมผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นและกำลังซื้อที่ถูกกัดกร่อน ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทยอาจอ่อนแรงลงหากราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นทำให้นักท่องเที่ยวลดการเดินทาง
ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งเงินบาท
นอกเหนือจากปัจจัยระยะสั้น เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้งจำนวนแรงงานที่หดตัวลงจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย การบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแอ กระแสการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว รวมถึงอุปสงค์จากจีนที่ชะลอลงและการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้บั่นทอนความน่าดึงดูดของสินทรัพย์สกุลบาทเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
ในรายงาน Asia FX Weekly ของ MUFG Research ประเมินว่าไทยและไต้หวันมีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เป็นระยะเวลานาน ซึ่งจะช่วยตรึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นของเงินบาทและดอลลาร์ไต้หวันไว้ที่ระดับต่ำ ขณะที่เงินเฟ้อของไทยแม้จะอยู่ในระดับที่เอื้อให้ใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย แต่ก็มีแนวโน้มขยับสูงขึ้นเล็กน้อยตามราคาพลังงาน
5. ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์: สงครามอิหร่าน ช่องแคบฮอร์มุซ และเงามืดของราคาพลังงาน
เส้นด้ายที่ร้อยเรียงการเคลื่อนไหวของทุกสกุลเงินในปีนี้เข้าด้วยกันคือสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งดำเนินมาแล้วเกือบสี่เดือนนับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านปะทุขึ้น สงครามครั้งนี้ได้ผลักดันราคาพลังงานให้พุ่งสูงและเป็นต้นตอสำคัญของเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัวทั่วโลก บีบให้ธนาคารกลางหลายแห่งต้องกลับมาใช้นโยบายเข้มงวดสวนทางกับที่เคยคาดการณ์กันไว้เมื่อต้นปี
อย่างไรก็ตาม สัปดาห์นี้เริ่มปรากฏสัญญาณคลี่คลาย โดยมีความคืบหน้าในการเจรจาทางอ้อมระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ซึ่งกาตาร์ประกาศว่าจะมีการจัดการเจรจารอบใหม่ในเร็วๆ นี้ ความหวังเรื่องข้อตกลงสันติภาพช่วยกดดันให้ราคาน้ำมันปรับลดลง บรรเทาความกังวลด้านเงินเฟ้อ และเปิดทางให้ปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มขึ้น โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐย้ำถึงความมุ่งมั่นในการรักษาเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ให้เปิดตามปกติ
ความไม่แน่นอนของสถานการณ์สะท้อนออกมาผ่านราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นกว่า 2% ในสัปดาห์นี้ หลังตัวเลขจ้างงานสหรัฐที่อ่อนแอหนุนให้เกิดความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ประกอบกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ นอกจากนี้ สภาทองคำโลก (World Gold Council) ยังรายงานว่าธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าซื้อทองคำเข้าสำรองอย่างต่อเนื่องในเดือนพฤษภาคม
หากการหยุดยิงในตะวันออกกลางพังทลายลงและราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอีกครั้ง เฟดอาจถูกบีบให้ขึ้นดอกเบี้ยจริง ซึ่งจะหนุนดอลลาร์ให้แข็งค่าและกดดันสกุลเงินตลาดเกิดใหม่รวมถึงเงินบาทให้อ่อนค่าลงอีก — สถานการณ์ที่นักลงทุนไทยต้องเฝ้าระวัง
สกุลเงินเอเชียในภาพรวม
การอ่อนค่าของดอลลาร์ในช่วงปลายสัปดาห์เปิดทางให้สกุลเงินเอเชียฟื้นตัวได้บ้าง ดอลลาร์ออสเตรเลียซึ่งมักถูกใช้เป็นมาตรวัดความเชื่อมั่นความเสี่ยงในภูมิภาคปรับขึ้นเกือบ 0.3% ขณะที่เงินหยวนของจีนเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ท่ามกลางการกำหนดค่ากลางแบบระมัดระวังของธนาคารกลางจีน (PBOC) ส่วนดอลลาร์สิงคโปร์ทรงตัว ภาพรวมสะท้อนว่าสกุลเงินภูมิภาคยังคงถูกกำหนดทิศทางโดยเดิมพันดอกเบี้ยของสหรัฐเป็นหลัก
6. มุมมองผู้เชี่ยวชาญและแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี
เมื่อประมวลความเห็นจากนักวิเคราะห์และสถาบันการเงินต่างๆ ภาพที่ปรากฏคือตลาดค่าเงินกำลังอยู่ในภาวะ “ชักเย่อ” ระหว่างแรงสองด้านที่ต่างฝ่ายต่างมีน้ำหนักพอกัน ด้านหนึ่งคือเงินเฟ้อที่ยังสูงและท่าทีสายเหยี่ยวของเฟดที่หนุนดอลลาร์ อีกด้านหนึ่งคือตลาดแรงงานที่เริ่มเย็นตัวและความหวังว่าสงครามจะคลี่คลาย ซึ่งกดดันดอลลาร์ให้อ่อนลง
สำหรับคู่เงิน EUR/USD นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่ายูโรจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1.13-1.21 ตลอดช่วงที่เหลือของปี โดยมีอคติเอียงขึ้นเล็กน้อย การที่ยูโรจะกลับไปทดสอบระดับ 1.20 ได้นั้นจำเป็นต้องเห็นสององค์ประกอบมาบรรจบกัน คือ ECB เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยพร้อมส่งสัญญาณเข้มงวด และสัญญาณที่ชัดเจนว่าเงินเฟ้อสหรัฐเย็นลงพอที่จะเปิดทางให้เฟดผ่อนคลายนโยบายในช่วงปลายปี
ในทางกลับกัน หากการหยุดยิงในตะวันออกกลางล่มสลาย ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอีก และเฟดขึ้นดอกเบี้ยจริงหนึ่งถึงสองครั้งก่อนสิ้นปีในขณะที่ ECB ไม่สามารถขึ้นตามได้เพราะเศรษฐกิจยูโรโซนที่เปราะบาง คู่เงิน EUR/USD ก็อาจหลุดแนวรับสำคัญที่ 1.1400 ลงไปทดสอบ 1.10 หรือต่ำกว่า ตามที่นักวิเคราะห์บางส่วนเตือน
ส่วนเงินเยน แม้ OCBC จะตั้งเป้า USD/JPY ที่ 155 ณ สิ้นปี แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าตราบใดที่ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐยังกว้าง และ BOJ ยังไม่กล้าขึ้นดอกเบี้ยแรงเพราะข้อจำกัดด้านหนี้สาธารณะ การแทรกแซงของทางการก็จะทำได้เพียงชะลอการอ่อนค่า ไม่อาจพลิกทิศทางได้อย่างยั่งยืน ปัจจัยชี้ขาดจึงอยู่ที่ว่าเฟดจะเริ่มลดดอกเบี้ยเมื่อใด ซึ่งจะเป็นตัวบีบส่วนต่างดอกเบี้ยให้แคบลงและช่วยหนุนเยนได้อย่างแท้จริง
บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย
สมรภูมิค่าเงินโลกในสัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคม 2569 ตอกย้ำบทเรียนสำคัญว่า ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในปีนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยตัวแปรสามชั้นที่ทับซ้อนกัน ได้แก่ ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลาง เงินเฟ้อที่ผูกโยงกับราคาพลังงาน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามในตะวันออกกลาง ทั้งสามปัจจัยนี้เปลี่ยนแปลงได้เร็วและส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่
สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการไทย มีประเด็นที่ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน ดังนี้
- ผู้นำเข้าและผู้มีภาระหนี้สกุลดอลลาร์: เงินบาทที่อ่อนค่าทะลุ 33 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้ต้นทุนการนำเข้าและภาระชำระหนี้สกุลต่างประเทศสูงขึ้น ควรพิจารณาป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (hedging) ผ่านสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า โดยเฉพาะก่อนเหตุการณ์สำคัญอย่างการประชุมเฟดวันที่ 28-29 กรกฎาคม
- ผู้ส่งออก: เงินบาทที่อ่อนค่าเป็นปัจจัยบวกต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคา แต่ควรระวังความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหากดอลลาร์กลับทิศ และไม่ควรตั้งสมมติฐานว่าบาทจะอ่อนค่าต่อเนื่องโดยไม่มีการป้องกันความเสี่ยง
- นักลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ: การอ่อนค่าของบาทช่วยเพิ่มผลตอบแทนเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท แต่ผู้ที่ลงทุนในตราสารสกุลเยนหรือยูโรควรติดตามทิศทางนโยบายของ BOJ และ ECB อย่างใกล้ชิด เพราะจุดเปลี่ยนนโยบายอาจส่งผลต่อทั้งราคาสินทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนพร้อมกัน
- นักลงทุนทองคำ: ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ได้อานิสงส์จากความไม่แน่นอน ทั้งจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และการที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังเดินหน้าสะสมทองคำ แต่ต้องระวังความผันผวนที่ผูกโยงกับทิศทางดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ
ปฏิทินเศรษฐกิจที่ต้องจับตาในระยะถัดไป ได้แก่ รายงานการประชุมเฟด (FOMC Minutes) วันที่ 9 กรกฎาคม การประชุม ECB วันที่ 23 กรกฎาคม การประชุมเฟดวันที่ 28-29 กรกฎาคม และการประชุม BOE วันที่ 30 กรกฎาคม เหตุการณ์เหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางค่าเงินในช่วงครึ่งหลังของปี และการเคลื่อนไหวระหว่างการประชุมแต่ละครั้งอาจสูงถึง 1-2% ซึ่งเพียงพอที่จะเปลี่ยนภาพต้นทุนหรือผลตอบแทนของนักลงทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ
ท้ายที่สุด บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากสัปดาห์นี้คือ ความมั่นใจในทิศทางเดียวเป็นสิ่งอันตรายในตลาดที่ปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยนแปลงเร็ว ดอลลาร์ที่พุ่งแตะจุดสูงสุดรอบ 13 เดือนสามารถกลับทิศได้ในชั่วข้ามคืนจากตัวเลขเศรษฐกิจเพียงชุดเดียว การบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย การกระจายสถานะ และการติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด จึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนไทยในสภาวะตลาดที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้
