ดอลลาร์สะดุดหลังจ้างงานพลิกโผ เยนดิ่งรอบ 40 ปี บาททะลุ 33 บาท
|

ดอลลาร์สะดุดหลังจ้างงานพลิกโผ เยนดิ่งรอบ 40 ปี บาททะลุ 33 บาท

กลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลกผันผวนที่สุดของปี เมื่อดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (Dollar Index หรือ DXY) ที่เพิ่งพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 13 เดือนช่วงต้นสัปดาห์ กลับพลิกอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐเดือนมิถุนายนออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ จุดชนวนให้นักลงทุนทั่วโลกต้องประเมินเส้นทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กันใหม่ทั้งกระดาน

ในเวลาเดียวกัน เงินเยนญี่ปุ่นก็ยังคงตกอยู่ในภาวะอ่อนค่าที่สุดในรอบเกือบสี่ทศวรรษ จนทางการโตเกียวต้องส่งสัญญาณเตือนการแทรกแซงตลาดแทบทุกวัน ขณะที่เงินยูโรแกว่งตัวในกรอบแคบหลังธนาคารกลางยุโรป (ECB) ขึ้นดอกเบี้ยสวนกระแสโลก และเงินบาทไทยอ่อนค่าทะลุแนว 33 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางเศรษฐกิจในประเทศที่ยังเปราะบางและส่วนต่างดอกเบี้ยที่ถ่างกว้างกับสหรัฐ

รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปถอดรหัสแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังการเคลื่อนไหวของสี่สกุลเงินหลัก ได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐ เยนญี่ปุ่น ยูโร และบาทไทย พร้อมประเมินปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามในตะวันออกกลางที่ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ และวิเคราะห์ผลกระทบที่จับต้องได้ต่อนักลงทุนและผู้ประกอบการไทย

1. ดอลลาร์สหรัฐ: จากจุดสูงสุดรอบ 13 เดือน สู่การถอยทัพหลังตลาดแรงงานสะดุด

ภาพรวมของค่าเงินโลกในสัปดาห์นี้แทบทั้งหมดหมุนรอบตัวเลขเดียว นั่นคือ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐประจำเดือนมิถุนายน ซึ่งสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) รายงานว่าเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ในตลาดคาดการณ์ไว้ที่ราว 110,000 ตำแหน่งอย่างมาก และยังเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบสี่เดือน

ที่สำคัญไม่แพ้กันคือการปรับทบทวนตัวเลขย้อนหลัง โดย BLS ปรับลดยอดจ้างงานของเดือนเมษายนและพฤษภาคมรวมกันลงถึง 74,000 ตำแหน่ง สะท้อนภาพตลาดแรงงานที่เย็นตัวลงเร็วกว่าที่เคยเข้าใจกัน แม้อัตราการว่างงานจะปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.2% แต่นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่าการลดลงดังกล่าวมาจากอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labor Force Participation Rate) ที่หดตัวลงเหลือ 61.5% จาก 61.8% ซึ่งหมายความว่าแรงงานบางส่วนถอนตัวออกจากตลาด มากกว่าจะเป็นสัญญาณของเศรษฐกิจที่แข็งแรง

ผลที่ตามมาเกิดขึ้นทันที ดัชนีดอลลาร์ซึ่งวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก และเพิ่งทำจุดสูงสุดในรอบ 13 เดือนเหนือระดับ 101.5 ช่วงต้นสัปดาห์ กลับร่วงลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ 100.8 จุด ในช่วงปลายสัปดาห์ ปิดสัปดาห์ด้วยการปรับตัวลงราว 0.7% ยุติสถิติการปรับขึ้นติดต่อกันสองสัปดาห์ นักลงทุนพากันลดน้ำหนักการเก็งกำไรว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในระยะใกล้

เดิมพันดอกเบี้ยเฟดถูกจัดใหม่ทั้งกระดาน

ก่อนหน้ารายงานจ้างงาน ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอิงอัตราดอกเบี้ยเฟด (Fed Funds Futures) เคยให้น้ำหนักโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนสูงถึงราว 64-67% แต่หลังตัวเลขออกมา โอกาสดังกล่าวร่วงลงมาเหลือใกล้เคียง 50% ทันที ขณะที่เครื่องมือ FedWatch ของ CME สะท้อนว่าโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยเร็วสุดในเดือนกรกฎาคมขยับขึ้นมาที่ราว 34% จากเพียง 6% เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ส่วนโอกาสที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยสองครั้งภายในสิ้นปี 2569 ยังอยู่สูงกว่า 40% เล็กน้อย

ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่าตลาดยังไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยออกไปทั้งหมด เพียงแต่เลื่อนความคาดหวังออกไปและลดความมั่นใจลง จุดที่ต้องจับตาต่อไปคือรายงานการประชุม (FOMC Minutes) ที่เผยแพร่วันที่ 9 กรกฎาคม และการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟดรอบถัดไปในวันที่ 28-29 กรกฎาคม 2569 ซึ่งจะเป็นเวทีชี้ขาดทิศทางดอลลาร์ในช่วงครึ่งหลังของปี

วอร์ชกับโจทย์เงินเฟ้อที่ยังไม่จบ

เบื้องหลังความลังเลของตลาดคือภาวะเงินเฟ้อที่ยังไม่ยอมอ่อนแรง ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐเดือนพฤษภาคมพุ่งขึ้นแตะ 4.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 โดยมีแรงหนุนหลักจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นกว่า 23% เมื่อเทียบกับปีก่อน อันเป็นผลพวงโดยตรงจากสงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมอาหารและพลังงานอยู่ที่ 2.9% สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคาส่วนใหญ่ยังกระจุกอยู่ที่หมวดพลังงาน

เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ซึ่งเข้ารับตำแหน่งประธานเฟดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ได้กล่าวในเวทีประชุมของ ECB ที่เมืองซินตราว่า การคาดการณ์เงินเฟ้อ (inflation expectations) เริ่มผ่อนคลายลงในช่วงเดือนที่ผ่านมา ทำให้ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยในทันที แต่เขาย้ำชัดว่าเฟดยังคงยึดมั่นเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% อย่างเหนียวแน่น ท่าทีที่ผสมผสานระหว่างความอดทนและความเข้มงวดนี้เองที่ทำให้ดอลลาร์แม้จะอ่อนลงแต่ก็ยังมีแรงพยุงอยู่

“ดอลลาร์อ่อนค่าลงจากตัวเลขจ้างงานที่น่าผิดหวัง แต่ยังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางใหญ่ ตราบใดที่เงินเฟ้อสหรัฐยังสูงกว่า 4% เฟดก็ยังไม่มีพื้นที่ให้ลดดอกเบี้ยได้ง่ายๆ” — บทวิเคราะห์จากสถาบันการเงินหลายแห่งที่ Bloomberg และ Reuters รวบรวม

2. เงินเยนญี่ปุ่น: อ่อนค่าสุดรอบ 40 ปี กับ “สงครามแทรกแซง” ของโตเกียว

หากมีสกุลเงินใดที่สะท้อนความตึงเครียดของตลาดค่าเงินปีนี้ได้ดีที่สุด คงหนีไม่พ้นเงินเยนญี่ปุ่น ที่เคลื่อนไหวอ่อนค่าลงมาบริเวณ 161-162.5 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดในรอบเกือบสี่ทศวรรษ ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นมาปิดสัปดาห์ที่ราว 161.16 เยน หลังดอลลาร์อ่อนค่าลงตามตัวเลขจ้างงานสหรัฐ

ต้นตอของความอ่อนแอเรื้อรังของเยนคือส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างมากระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่กว่า 300 จุดพื้นฐาน (basis points) ทำให้กลยุทธ์ “แครีเทรด” (carry trade) ที่นักลงทุนกู้เงินเยนต้นทุนต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่ายังคงทำกำไรได้ดี และเป็นแรงกดดันต่อเนื่องต่อค่าเงินเยน แม้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะเดินหน้าปรับนโยบายเข้าสู่ภาวะปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไปก็ตาม

โตเกียวทุ่มสถิติแทรกแซง แต่ตลาดไม่สะทกสะท้าน

ในเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา กระทรวงการคลังญี่ปุ่นได้ทุ่มเงินเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงค่าเงินเยนเป็นจำนวนสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 11.73 ล้านล้านเยน หรือราว 73,350 ล้านดอลลาร์ ซึ่ง Lazard Asset Management ระบุว่าเป็นเกือบสองเท่าของการแทรกแซงครั้งใหญ่ที่สุดในอดีต การแทรกแซงเริ่มขึ้นหลังคู่เงิน USD/JPY ทะลุแนว 160 เยน โดย Bloomberg ประเมินว่าเฉพาะปฏิบัติการวันที่ 30 เมษายนเพียงวันเดียว ญี่ปุ่นใช้เงินไปราว 5.4 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 34,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงเพื่อหนุนเยนครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567

แต่สิ่งที่ทำให้นักวิเคราะห์กังวลคือ แม้จะทุ่มเงินมหาศาลขนาดนี้ ค่าเงินเยนกลับอ่อนตัวกลับไปเหนือระดับที่เข้าแทรกแซงภายในเวลาเพียงหกสัปดาห์ Lazard ให้ความเห็นว่าการแทรกแซงในรอบนี้เป็นการต่อสู้กับแรงขับเคลื่อนเชิงปัจจัยพื้นฐาน ไม่ใช่การเก็งกำไรที่บิดเบือนตลาดชั่วคราว จึงทำได้เพียง “ซื้อเวลา” ไม่อาจ “เปลี่ยนทิศทาง” ได้

“การแทรกแซงจะยังคงทำหน้าที่ซื้อเวลา ไม่ใช่กำหนดทิศทาง” — บทวิเคราะห์จาก Lazard Asset Management ประเมินสถานการณ์เงินเยน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569

ยุทธศาสตร์ใหม่: เลิกส่งสัญญาณล่วงหน้า

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อสำนักข่าว Reuters รายงานว่า ทางการญี่ปุ่นอาจยกเลิกการส่งสัญญาณเตือนการแทรกแซงล่วงหน้า และหันมาใช้แนวทางที่มุ่งเป้าไปที่นักเก็งกำไรโดยตรงแทน ข่าวนี้ทำให้นักลงทุนที่ถือสถานะเก็งกำไรฝั่งอ่อนค่าของเยนรีบปิดสถานะ ส่งผลให้เยนดีดตัวขึ้นเกือบ 1% ในชั่วข้ามคืน รัฐมนตรีคลังหญิง ซัตสึกิ คาตายามะ (Satsuki Katayama) ย้ำหลายครั้งว่าทางการพร้อมตอบสนองต่อความเคลื่อนไหวของตลาดได้ทุกเมื่อ และยังคงติดต่อประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐในประเด็นนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม กำแพงเชิงโครงสร้างที่จำกัดทางเลือกของ BOJ คือหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นที่สูงถึงเกือบ 260% ของ GDP การขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วจะทำให้ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลพุ่งสูงจนเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการคลัง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแม้แต่ถ้อยแถลงสาย “เหยี่ยว” ของ BOJ ก็ยังคงระมัดระวังมากกว่าจะแข็งกร้าว ทั้งนี้ ธนาคาร OCBC ยังคงเป้าหมาย USD/JPY ณ สิ้นปี 2569 ไว้ที่ 155 เยน โดยมองว่ามีความเป็นไปได้ที่ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ย

3. เงินยูโร: ECB ขึ้นดอกเบี้ยสวนกระแส แต่ลาการ์ดส่งสัญญาณผ่อนคลาย

เงินยูโรเป็นอีกหนึ่งสกุลเงินที่มีเรื่องราวน่าสนใจ เพราะสวนทางกับทิศทางของธนาคารกลางส่วนใหญ่ในโลก เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ตัดสินใจ ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายทั้งสามอัตรา 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (deposit facility) ขยับขึ้นเป็น 2.25% อัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์หลักเป็น 2.40% และอัตราเงินกู้ยืมข้ามคืนเป็น 2.65% มีผลตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน กลายเป็นธนาคารกลางกลุ่ม G7 แห่งแรกที่ขึ้นดอกเบี้ยหลังสงครามอิหร่านปะทุ

เหตุผลเบื้องหลังคือแรงกดดันเงินเฟ้อจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ของ ECB คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะเฉลี่ยที่ 3.0% ในปี 2569 ก่อนชะลอลงสู่ 2.3% ในปี 2570 และกลับสู่เป้าหมาย 2.0% ในปี 2571 ขณะเดียวกัน ECB ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของยูโรโซนปี 2569 ลงเหลือราว 0.8% สะท้อนผลกระทบจากสงครามที่มีต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ รายได้ที่แท้จริง และความเชื่อมั่น

ตัวเลขเงินเฟ้อที่อ่อนลงพลิกเกมความคาดหวัง

ทว่าภาพเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อข้อมูลล่าสุดชี้ว่าเงินเฟ้อยูโรโซนเดือนมิถุนายนชะลอตัวลงเร็วกว่าคาด โดยเงินเฟ้อทั่วไปลดลงมาอยู่ที่ 2.8% จาก 3.2% ในเดือนพฤษภาคม ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 3.0% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานลดลงเหลือ 2.4% ตัวเลขที่อ่อนลงนี้ประกอบกับถ้อยแถลงสายพิราบของประธาน ECB คริสติน ลาการ์ด (Christine Lagarde) ในเวทีประชุมที่ซินตรา ที่ระบุว่าความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อและการเติบโตของยูโรโซนได้ลดลงแล้ว ทำให้ตลาดลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่สามของ ECB ในปีนี้ลง

ผลลัพธ์คือคู่เงิน EUR/USD เคลื่อนไหวบริเวณ 1.14-1.145 ดอลลาร์ต่อยูโร ซึ่งอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งปี แม้ปิดสัปดาห์ปรับขึ้นได้ราว 0.5% จากการอ่อนค่าของดอลลาร์ก็ตาม โดยกรอบการเคลื่อนไหวของยูโรเทียบดอลลาร์ในปี 2569 ทอดตัวตั้งแต่ 1.1435 ไปจนถึง 1.2019 การประชุม ECB รอบถัดไปในวันที่ 23 กรกฎาคม จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นตัวชี้ว่าธนาคารกลางยุโรปจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อหรือหยุดพัก

นักวิเคราะห์แบงก์ใหญ่มองยูโรอย่างไร

ก่อนหน้าที่ทั้งเฟดและ ECB จะปรับท่าทีในเดือนมิถุนายน ธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่หลายแห่งเคยตั้งเป้าหมาย EUR/USD ปลายปีไว้ในระดับสูง ได้แก่ Goldman Sachs และ Deutsche Bank ที่ 1.25 ตามด้วย MUFG และ Scotiabank ที่ 1.24 ขณะที่ JPMorgan และ ING มองที่ 1.22 อย่างไรก็ตาม เป้าหมายเหล่านี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยและ ECB จะยังคงเข้มงวด ซึ่งเป็นภาพที่เริ่มไม่ชัดเจนหลังเงินเฟ้อสหรัฐกลับมาสูงขึ้น

ในฝั่งเงินปอนด์อังกฤษ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ด้วยมติ 7 ต่อ 2 เสียง โดยกรรมการสองรายต้องการให้ขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่เงินเฟ้อของอังกฤษอยู่ที่ 2.8% ต่ำกว่าสหรัฐ ส่งผลให้คู่เงิน GBP/USD เคลื่อนไหวบริเวณ 1.3350 ดอลลาร์ต่อปอนด์ การประชุม BOE รอบถัดไปมีขึ้นในวันที่ 30 กรกฎาคม

4. เงินบาทไทย: อ่อนค่าทะลุ 33 บาท ท่ามกลางเศรษฐกิจในประเทศที่เปราะบาง

สำหรับนักลงทุนไทย ประเด็นที่ใกล้ตัวที่สุดคือทิศทางของเงินบาท ซึ่งในสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวบริเวณ 33.2-33.4 บาทต่อดอลลาร์ โดยข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่าคู่เงิน USD/THB ปรับลงมาที่ 33.185 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม เงินบาทอ่อนค่าลงราว 1.67% ในรอบหนึ่งเดือน และอ่อนค่าลง 2.45% ในรอบ 12 เดือน โดยช่วงปลายเดือนมิถุนายนเงินบาทเคยแตะระดับอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568

ปัจจัยกดดันหลักคือส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ถ่างกว้างระหว่างสหรัฐกับไทย ในขณะที่ตลาดยังให้น้ำหนักโอกาสที่เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งภายในเดือนตุลาคม ความคาดหวังต่อดอกเบี้ยไทยกลับชี้ว่ามีโอกาสน้อยกว่า 50% ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในช่วงหกเดือนข้างหน้า ส่วนต่างผลตอบแทนที่ไม่จูงใจนี้เองที่ยังคงเป็นแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง

แบงก์ชาติคงดอกเบี้ยต่ำสุดรอบเกือบ 4 ปี เน้นประคองเศรษฐกิจ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปลายปี 2565 สอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยคณะกรรมการให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในระยะสั้น การตัดสินใจนี้สะท้อนความพยายามในการประคับประคองเศรษฐกิจจากความผันผวนภายนอกที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังดำเนินอยู่

เจ้าหน้าที่ ธปท. ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยกำลังตามหลังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค อันเป็นผลจากอุปสงค์ที่อ่อนแอ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนทางการเมือง นอกจากนี้ยังมีความกังวลว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อาจกดดันการเติบโตเพิ่มเติมผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นและกำลังซื้อที่ถูกกัดกร่อน ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทยอาจอ่อนแรงลงหากราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นทำให้นักท่องเที่ยวลดการเดินทาง

ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งเงินบาท

นอกเหนือจากปัจจัยระยะสั้น เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้งจำนวนแรงงานที่หดตัวลงจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย การบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแอ กระแสการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว รวมถึงอุปสงค์จากจีนที่ชะลอลงและการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้บั่นทอนความน่าดึงดูดของสินทรัพย์สกุลบาทเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

ในรายงาน Asia FX Weekly ของ MUFG Research ประเมินว่าไทยและไต้หวันมีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เป็นระยะเวลานาน ซึ่งจะช่วยตรึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นของเงินบาทและดอลลาร์ไต้หวันไว้ที่ระดับต่ำ ขณะที่เงินเฟ้อของไทยแม้จะอยู่ในระดับที่เอื้อให้ใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย แต่ก็มีแนวโน้มขยับสูงขึ้นเล็กน้อยตามราคาพลังงาน

5. ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์: สงครามอิหร่าน ช่องแคบฮอร์มุซ และเงามืดของราคาพลังงาน

เส้นด้ายที่ร้อยเรียงการเคลื่อนไหวของทุกสกุลเงินในปีนี้เข้าด้วยกันคือสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งดำเนินมาแล้วเกือบสี่เดือนนับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านปะทุขึ้น สงครามครั้งนี้ได้ผลักดันราคาพลังงานให้พุ่งสูงและเป็นต้นตอสำคัญของเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัวทั่วโลก บีบให้ธนาคารกลางหลายแห่งต้องกลับมาใช้นโยบายเข้มงวดสวนทางกับที่เคยคาดการณ์กันไว้เมื่อต้นปี

อย่างไรก็ตาม สัปดาห์นี้เริ่มปรากฏสัญญาณคลี่คลาย โดยมีความคืบหน้าในการเจรจาทางอ้อมระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ซึ่งกาตาร์ประกาศว่าจะมีการจัดการเจรจารอบใหม่ในเร็วๆ นี้ ความหวังเรื่องข้อตกลงสันติภาพช่วยกดดันให้ราคาน้ำมันปรับลดลง บรรเทาความกังวลด้านเงินเฟ้อ และเปิดทางให้ปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มขึ้น โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐย้ำถึงความมุ่งมั่นในการรักษาเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ให้เปิดตามปกติ

ความไม่แน่นอนของสถานการณ์สะท้อนออกมาผ่านราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นกว่า 2% ในสัปดาห์นี้ หลังตัวเลขจ้างงานสหรัฐที่อ่อนแอหนุนให้เกิดความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ประกอบกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ นอกจากนี้ สภาทองคำโลก (World Gold Council) ยังรายงานว่าธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าซื้อทองคำเข้าสำรองอย่างต่อเนื่องในเดือนพฤษภาคม

หากการหยุดยิงในตะวันออกกลางพังทลายลงและราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอีกครั้ง เฟดอาจถูกบีบให้ขึ้นดอกเบี้ยจริง ซึ่งจะหนุนดอลลาร์ให้แข็งค่าและกดดันสกุลเงินตลาดเกิดใหม่รวมถึงเงินบาทให้อ่อนค่าลงอีก — สถานการณ์ที่นักลงทุนไทยต้องเฝ้าระวัง

สกุลเงินเอเชียในภาพรวม

การอ่อนค่าของดอลลาร์ในช่วงปลายสัปดาห์เปิดทางให้สกุลเงินเอเชียฟื้นตัวได้บ้าง ดอลลาร์ออสเตรเลียซึ่งมักถูกใช้เป็นมาตรวัดความเชื่อมั่นความเสี่ยงในภูมิภาคปรับขึ้นเกือบ 0.3% ขณะที่เงินหยวนของจีนเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ท่ามกลางการกำหนดค่ากลางแบบระมัดระวังของธนาคารกลางจีน (PBOC) ส่วนดอลลาร์สิงคโปร์ทรงตัว ภาพรวมสะท้อนว่าสกุลเงินภูมิภาคยังคงถูกกำหนดทิศทางโดยเดิมพันดอกเบี้ยของสหรัฐเป็นหลัก

6. มุมมองผู้เชี่ยวชาญและแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี

เมื่อประมวลความเห็นจากนักวิเคราะห์และสถาบันการเงินต่างๆ ภาพที่ปรากฏคือตลาดค่าเงินกำลังอยู่ในภาวะ “ชักเย่อ” ระหว่างแรงสองด้านที่ต่างฝ่ายต่างมีน้ำหนักพอกัน ด้านหนึ่งคือเงินเฟ้อที่ยังสูงและท่าทีสายเหยี่ยวของเฟดที่หนุนดอลลาร์ อีกด้านหนึ่งคือตลาดแรงงานที่เริ่มเย็นตัวและความหวังว่าสงครามจะคลี่คลาย ซึ่งกดดันดอลลาร์ให้อ่อนลง

สำหรับคู่เงิน EUR/USD นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่ายูโรจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1.13-1.21 ตลอดช่วงที่เหลือของปี โดยมีอคติเอียงขึ้นเล็กน้อย การที่ยูโรจะกลับไปทดสอบระดับ 1.20 ได้นั้นจำเป็นต้องเห็นสององค์ประกอบมาบรรจบกัน คือ ECB เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยพร้อมส่งสัญญาณเข้มงวด และสัญญาณที่ชัดเจนว่าเงินเฟ้อสหรัฐเย็นลงพอที่จะเปิดทางให้เฟดผ่อนคลายนโยบายในช่วงปลายปี

ในทางกลับกัน หากการหยุดยิงในตะวันออกกลางล่มสลาย ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอีก และเฟดขึ้นดอกเบี้ยจริงหนึ่งถึงสองครั้งก่อนสิ้นปีในขณะที่ ECB ไม่สามารถขึ้นตามได้เพราะเศรษฐกิจยูโรโซนที่เปราะบาง คู่เงิน EUR/USD ก็อาจหลุดแนวรับสำคัญที่ 1.1400 ลงไปทดสอบ 1.10 หรือต่ำกว่า ตามที่นักวิเคราะห์บางส่วนเตือน

ส่วนเงินเยน แม้ OCBC จะตั้งเป้า USD/JPY ที่ 155 ณ สิ้นปี แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าตราบใดที่ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐยังกว้าง และ BOJ ยังไม่กล้าขึ้นดอกเบี้ยแรงเพราะข้อจำกัดด้านหนี้สาธารณะ การแทรกแซงของทางการก็จะทำได้เพียงชะลอการอ่อนค่า ไม่อาจพลิกทิศทางได้อย่างยั่งยืน ปัจจัยชี้ขาดจึงอยู่ที่ว่าเฟดจะเริ่มลดดอกเบี้ยเมื่อใด ซึ่งจะเป็นตัวบีบส่วนต่างดอกเบี้ยให้แคบลงและช่วยหนุนเยนได้อย่างแท้จริง

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

สมรภูมิค่าเงินโลกในสัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคม 2569 ตอกย้ำบทเรียนสำคัญว่า ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในปีนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยตัวแปรสามชั้นที่ทับซ้อนกัน ได้แก่ ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลาง เงินเฟ้อที่ผูกโยงกับราคาพลังงาน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามในตะวันออกกลาง ทั้งสามปัจจัยนี้เปลี่ยนแปลงได้เร็วและส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่

สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการไทย มีประเด็นที่ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน ดังนี้

  • ผู้นำเข้าและผู้มีภาระหนี้สกุลดอลลาร์: เงินบาทที่อ่อนค่าทะลุ 33 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้ต้นทุนการนำเข้าและภาระชำระหนี้สกุลต่างประเทศสูงขึ้น ควรพิจารณาป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (hedging) ผ่านสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า โดยเฉพาะก่อนเหตุการณ์สำคัญอย่างการประชุมเฟดวันที่ 28-29 กรกฎาคม
  • ผู้ส่งออก: เงินบาทที่อ่อนค่าเป็นปัจจัยบวกต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคา แต่ควรระวังความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหากดอลลาร์กลับทิศ และไม่ควรตั้งสมมติฐานว่าบาทจะอ่อนค่าต่อเนื่องโดยไม่มีการป้องกันความเสี่ยง
  • นักลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ: การอ่อนค่าของบาทช่วยเพิ่มผลตอบแทนเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท แต่ผู้ที่ลงทุนในตราสารสกุลเยนหรือยูโรควรติดตามทิศทางนโยบายของ BOJ และ ECB อย่างใกล้ชิด เพราะจุดเปลี่ยนนโยบายอาจส่งผลต่อทั้งราคาสินทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนพร้อมกัน
  • นักลงทุนทองคำ: ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ได้อานิสงส์จากความไม่แน่นอน ทั้งจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และการที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังเดินหน้าสะสมทองคำ แต่ต้องระวังความผันผวนที่ผูกโยงกับทิศทางดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ

ปฏิทินเศรษฐกิจที่ต้องจับตาในระยะถัดไป ได้แก่ รายงานการประชุมเฟด (FOMC Minutes) วันที่ 9 กรกฎาคม การประชุม ECB วันที่ 23 กรกฎาคม การประชุมเฟดวันที่ 28-29 กรกฎาคม และการประชุม BOE วันที่ 30 กรกฎาคม เหตุการณ์เหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางค่าเงินในช่วงครึ่งหลังของปี และการเคลื่อนไหวระหว่างการประชุมแต่ละครั้งอาจสูงถึง 1-2% ซึ่งเพียงพอที่จะเปลี่ยนภาพต้นทุนหรือผลตอบแทนของนักลงทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ

ท้ายที่สุด บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากสัปดาห์นี้คือ ความมั่นใจในทิศทางเดียวเป็นสิ่งอันตรายในตลาดที่ปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยนแปลงเร็ว ดอลลาร์ที่พุ่งแตะจุดสูงสุดรอบ 13 เดือนสามารถกลับทิศได้ในชั่วข้ามคืนจากตัวเลขเศรษฐกิจเพียงชุดเดียว การบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย การกระจายสถานะ และการติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด จึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนไทยในสภาวะตลาดที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้

Similar Posts

  • |

    วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: เปิดแล้วจริงหรือแค่มีเงื่อนไข”? เมื่อสหรัฐ–อิหร่านส่งสัญญาณขัดแย้ง โลกพลังงานจึงผันผวนทันที

    สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงสร้างความสับสนให้กับตลาดโลก หลังจากที่อิหร่านออกมาประกาศว่า “ช่องแคบฮอร์มุซ” เปิดให้เรือพาณิชย์ผ่านได้ในช่วงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอน แต่ในเวลาเดียวกัน สหรัฐอเมริกายังคงยืนยันว่าการปิดล้อมทางทะเลยังมีผลบังคับใช้ ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ช่องแคบฮอร์มุซ “เปิดจริง” หรือเป็นเพียงการเปิดแบบมีเงื่อนไข ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบขนส่งน้ำมันของโลก อิหร่านประกาศเปิดช่องแคบ แต่มีเงื่อนไขแฝง รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน Seyed Abbas Araghchi ระบุว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นไปตามข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอน โดยเรือพาณิชย์สามารถเดินทางผ่านได้ในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม รายละเอียดสำคัญอยู่ที่ “เงื่อนไข” ซึ่งกำหนดว่า: วิเคราะห์เชิงลึก การเปิดช่องแคบในลักษณะนี้ ไม่ใช่ “เสรีภาพในการเดินเรือ” อย่างแท้จริง แต่เป็นการควบคุมเชิงยุทธศาสตร์ โดยอิหร่านยังคงถืออำนาจในการคัดกรองและควบคุมการผ่านเข้าออก นั่นหมายความว่า: ในมุมตลาดพลังงาน นี่ถือเป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบ” เพราะแม้จะเปิด แต่ก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้ สหรัฐยังคงปิดล้อม: ความขัดแย้งเชิงนโยบาย ประธานาธิบดี Donald Trump แสดงความขอบคุณต่ออิหร่านที่เปิดช่องแคบ แต่ในเวลาเดียวกันก็ยืนยันว่า: ต่อมา ทรัมป์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่าช่องแคบ “เปิดเต็มรูปแบบ” ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลจากฝั่งอิหร่านเอง วิเคราะห์เชิงลึก สถานการณ์นี้สะท้อน “เกมการเมืองระหว่างประเทศ” อย่างชัดเจน: ความขัดแย้งด้านข้อมูลนี้ส่งผลให้: ฝ่ายนิติบัญญัติอิหร่านโต้แย้งทันที…

  • |

    ทางเลือกนิวเคลียร์: พลังงานปรมาณูอาจมอบความหวังให้ยุโรป แต่เส้นทางนั้นไม่ง่ายเลย

    ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ยุโรปเลือกที่จะหันหลังให้กับพลังงานนิวเคลียร์ด้วยเหตุผลหลายประการที่เชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น ทั้งต้นทุนเริ่มต้นที่สูงลิบ ปัญหาการจัดการกากกัมมันตรังสีที่ยังหาทางออกที่สมบูรณ์แบบไม่ได้ และภาพจำอันเลวร้ายจากอุบัติเหตุที่สั่นสะเทือนโลกอย่างเชอร์โนบิลและฟุกุชิมะ แต่บัดนี้ การปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีประสิทธิผลจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้เปิดเผยให้เห็นถึงจุดอ่อนที่ยุโรปไม่เคยต้องการยอมรับ นั่นคือความเสราะบางต่อการหยุดชะงักของการนำเข้าพลังงานจากภายนอก และในสถานการณ์เช่นนี้ พลังงานนิวเคลียร์อาจเป็นเส้นชูชีพที่ทวีปนี้จำเป็นต้องพิจารณาอย่างจริงจัง วิกฤตพลังงานครั้งนี้เปลี่ยนสมการของยุโรป Fatih Birol หัวหน้าสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุก่อนหน้านี้กับ CNBC ว่าพลังงานนิวเคลียร์จะได้รับ “แรงผลักดัน” จากวิกฤตอุปทาน และเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ เสริมสร้างความยืดหยุ่นด้วยแหล่งพลังงานทางเลือก ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าบรรยากาศทางการเมืองเกี่ยวกับนิวเคลียร์กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจาก Eurostat บอกเราว่าโครงสร้างพลังงานของยุโรปในปัจจุบันยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก โดยน้ำมันดิบและปิโตรเลียมคิดเป็น 37.7% ก๊าซธรรมชาติ 20.4% พลังงานหมุนเวียน 19.5% เชื้อเพลิงแข็ง 10.6% และพลังงานนิวเคลียร์ เพียง 11.8% เท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าพลังงานฟอสซิลที่มาจากภูมิภาคที่มีความขัดแย้งยังคงเป็นแกนกลางของระบบพลังงานยุโรป ซึ่งเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่วิกฤตครั้งนี้ได้เปิดเผยออกมาอย่างเจ็บปวด ทำไมนิวเคลียร์ถึงน่าสนใจ? Chris Seiple รองประธานฝ่ายพลังงานและพลังงานหมุนเวียนของ Wood Mackenzie กล่าวตรงๆ ว่า “ผมคิดว่านิวเคลียร์ต้องมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหานี้สำหรับยุโรป” และเหตุผลนั้นมีน้ำหนักหลายประการ พลังงานนิวเคลียร์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมีนัยสำคัญ โรงไฟฟ้าใช้พื้นที่น้อยเมื่อเทียบกับฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์หรือลมขนาดเดียวกัน และที่สำคัญที่สุดสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันคือ เครื่องปฏิกรณ์มีความน่าเชื่อถือสูงมากในทุกสภาพอากาศ…

  • |

    ภูมิรัฐศาสตร์เขย่าตลาดโลก น้ำมันพุ่ง ทองร่วง หุ้นชิปเข้าตลาดหมี

    สัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นหนึ่งในสัปดาห์ที่ตลาดการเงินโลกเผชิญแรงเสียดทานหนักที่สุดนับตั้งแต่ต้นไตรมาสสาม เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งหลังข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเริ่มสั่นคลอน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบหนึ่งเดือนใกล้ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ในแดนลบทั้งสามดัชนีหลัก โดยดัชนี Nasdaq Composite ร่วงลง 2.9% ตลอดสัปดาห์ และดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟีย หรือ SOX เข้าสู่ภาวะตลาดหมีอย่างเป็นทางการ ที่น่าสนใจกว่านั้นคือปฏิกิริยาของทองคำ ซึ่งแทนที่จะทำหน้าที่สินทรัพย์ปลอดภัยตามตำรา กลับร่วงหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะตลาดตีความว่าน้ำมันแพงเท่ากับเงินเฟ้อสูง และเงินเฟ้อสูงเท่ากับธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องขึ้นดอกเบี้ย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่ากลไกการส่งผ่านความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สู่ตลาดการเงินในปี 2569 ได้เปลี่ยนโฉมไปจากเดิม และนักลงทุนไทยที่ยังใช้กรอบความคิดแบบเดิมอาจตั้งรับผิดจุดได้ ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเป็นศูนย์กลางความเสี่ยงอีกครั้ง ไทม์ไลน์ของเดือนกรกฎาคมเริ่มต้นด้วยความหวัง แต่จบลงด้วยความผันผวน หลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านลงนามในบันทึกความเข้าใจและเปิดการเจรจาทางอ้อมที่กาตาร์เมื่อต้นเดือน การจราจรทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซฟื้นตัวเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก Al Jazeera รายงานเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมว่าสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลงมาอยู่ที่ 70.78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 1.1% ขณะที่เวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียตหรือ WTI ลดลง 1.2% มาที่ 67.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บรรยากาศในตลาดขณะนั้นถึงขั้นที่นักวิเคราะห์เริ่มตั้งคำถามว่า ภาวะขาดแคลนน้ำมันได้กลายเป็นภาวะล้นตลาดไปแล้วหรือไม่ รายงานตลาดน้ำมันประจำเดือนกรกฎาคมของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ…

  • |

    วอลล์สตรีทรีบาวด์ก่อนศึกงบ Big Tech จับตา Alphabet-Tesla ทดสอบ AI

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาปิดในแดนบวกทั้งสามดัชนีหลักในการซื้อขายวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม ตัดวงจรขาลงติดต่อกันสามวันทำการ โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และผลประกอบการไตรมาสสองที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาดจากบริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำ ทว่าบรรยากาศการลงทุนโดยรวมยังถูกปกคลุมด้วยความไม่แน่นอนสามชั้นซ้อนกัน ทั้งการรอผลประกอบการของกลุ่ม Big Tech ที่จะเป็นบทพิสูจน์ครั้งใหญ่ที่สุดของเมกะเทรนด์ปัญญาประดิษฐ์ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้ประธานคนใหม่ที่มีท่าทีสายเหยี่ยว และสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังคงกดดันราคาน้ำมันและความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดโลก สัปดาห์นี้ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ต้องจับตาใกล้ชิดที่สุดของครึ่งหลังปี 2569 เพราะทิศทางของวอลล์สตรีทในไม่กี่วันข้างหน้าจะส่งผลต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ ค่าเงินบาท และดัชนี SET โดยตรง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดในเวลานี้ พร้อมประเมินผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ รีบาวด์ — สามดัชนีหลักตัดวงจรขาลงสามวัน จากรายงานของ CNBC การซื้อขายในวันอังคารปิดตลาดในแดนบวกทั้งกระดาน โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) บวกขึ้น 385.38 จุด หรือคิดเป็น 0.74% ปิดที่ระดับ 52,224.64 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดตลาดในวงกว้าง ปรับขึ้น 0.89% ปิดที่ 7,509.20 จุด ส่วนดัชนี…

  • |

    Alphabet ร่วงหนัก 7% สูญมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์ หลังนักวิจัย AI ระดับท็อปย้ายซบ OpenAI-Anthropic

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยภาพที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งคือ Alphabet บริษัทแม่ของ Google ที่หุ้นทรุดตัวลงราว 6-7% ในวันเดียว ซึ่งถือเป็นวันที่แย่ที่สุดในรอบปีของบริษัท สาเหตุมาจากการลาออกของนักวิจัย AI ระดับโลกสองคนรวดในสัปดาห์เดียวกัน ไปอยู่กับคู่แข่งอย่าง OpenAI และ Anthropic ส่งผลให้มูลค่าตลาดของ Alphabet หายไปประมาณ 250,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ดัชนีหุ้นขนาดเล็ก Russell 2000 กลับทำสถิติประวัติศาสตร์ ทะลุระดับ 3,000 จุดเป็นครั้งแรก สะท้อนว่าเงินทุนกำลังหมุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปสู่สินทรัพย์อื่นที่มีความเสี่ยงกระจุกตัวน้อยกว่า ภาพรวมตลาดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมายังเต็มไปด้วยปัจจัยซับซ้อนหลายชั้น ตั้งแต่ผลกระทบที่ยังหลงเหลือจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ส่งสัญญาณ “hawkish” เกินคาดเมื่อสัปดาห์ก่อน ไปจนถึงความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านที่ช่วยฉุดราคาน้ำมันลง และการเทขายทำกำไรในหุ้น SpaceX ที่ร่วงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 หลังจากพุ่งทำสถิติในการเข้าตลาดครั้งแรกเมื่อสองสัปดาห์ก่อน นักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดโลกควรทำความเข้าใจภาพรวมเหล่านี้อย่างละเอียด เพราะมีนัยสำคัญต่อทั้งกองทุนต่างประเทศและทิศทางการลงทุนในสินทรัพย์เทคโนโลยีทั่วโลก Alphabet ร่วงหนักสุดในรอบปี หลังเสีย “สมองกล” ระดับโลกให้คู่แข่ง เหตุการณ์ที่สร้างแรงสะเทือนมากที่สุดในตลาดสัปดาห์นี้คือการที่หุ้น Alphabet ทรุดตัวลงอย่างรุนแรง โดย Reuters…

  • | |

    บิตคอยน์จ่อ 80,000 ดอลลาร์ ปิดสัปดาห์แรงสุดรอบ 2 ปี รับแรงหนุนคลังสหรัฐฯ–ETF

    สัปดาห์ที่ผ่านมา (17–23 สิงหาคม 2569) กลายเป็นหนึ่งในสัปดาห์ที่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลจะจดจำไปอีกนาน เมื่อบิตคอยน์ (Bitcoin) ทะยานขึ้นราว 23–24% ภายในเจ็ดวัน แตะจุดสูงสุดระหว่างวันที่ระดับ 79,461 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม ก่อนย่อลงมาปิดสุดสัปดาห์แถว 77,200 ดอลลาร์ นับเป็นผลงานรายสัปดาห์ที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบกว่าสองปี ส่วนอีเธอเรียม (Ethereum) วิ่งแรงยิ่งกว่า โดยพุ่งขึ้นกว่า 30% จากระดับราว 1,880 ดอลลาร์ไปแตะ 2,546 ดอลลาร์ในช่วงหนึ่ง สะท้อนภาพการฟื้นตัวแบบทั้งกระดานที่ลากยาวไปถึงบรรดาเหรียญทางเลือก (altcoin) รายใหญ่ สิ่งที่ทำให้การดีดตัวรอบนี้แตกต่างจาก “การเด้งหลอก” (fake-out) หลายครั้งก่อนหน้าในปี 2026 คือการที่ปัจจัยหนุนหลายชั้นมาบรรจบกันในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งการที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงตลาดพันธบัตรจนกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวลง เงินไหลเข้ากองทุน ETF สปอตแบบทุบสถิติรายวัน การล้างสถานะขายชอร์ต (short squeeze) มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และสัญญาณเชิงบวกด้านกฎระเบียบจากทั้งทำเนียบขาว สำนักงาน ก.ล.ต.สหรัฐฯ (SEC) และคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) บทความนี้จะพาผู้อ่านไปถอดรหัสแต่ละปัจจัยอย่างละเอียด…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *