วอลล์สตรีทครึ่งปีแรกแกร่งสุดรอบ 6 ปี ดาวโจนส์นิวไฮ จับตากำไร AI ไตรมาส 2
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดฉากครึ่งหลังของปี 2569 ด้วยบรรยากาศที่ยังเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น หลังจากผ่านครึ่งปีแรกที่ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ทำสถิติปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 52,900.07 จุด ก่อนตลาดจะปิดทำการในวันหยุดวันชาติสหรัฐฯ ขณะที่ดัชนี S&P 500 ยืนเหนือ 7,480 จุด และดัชนีแนสแด็ก (Nasdaq Composite) แม้จะเผชิญแรงขายทำกำไรในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ แต่ก็ยังรักษาผลตอบแทนรายไตรมาสที่โดดเด่นไว้ได้
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังตัวเลขดัชนีที่สวยงามนั้นซ่อนโครงสร้างตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ กระแสเงินทุนกำลังไหลจาก “ผู้ใช้” เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างกลุ่มบิ๊กเทค ไปสู่ “ผู้จัดหา” โครงสร้างพื้นฐานอย่างผู้ผลิตชิปและฮาร์ดแวร์ ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาสสองที่กำลังจะเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญว่าเม็ดเงินลงทุนมหาศาลใน AI จะแปรเปลี่ยนเป็นกำไรที่จับต้องได้จริงหรือไม่ ในเวลาเดียวกัน สมรภูมิค่าเงินก็ร้อนระอุไม่แพ้กัน เมื่อเงินเยนดิ่งลงใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี ดอลลาร์อ่อนค่าลงจากตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอ และเงินบาทเผชิญแรงกดดันจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ถ่างกว้าง รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกทุกมิติของความเคลื่อนไหวเหล่านี้ พร้อมประเมินผลกระทบต่อนักลงทุนไทย
ดาวโจนส์ทุบสถิติ ท่ามกลางความผันผวนของหุ้นชิป: ภาพรวมตลาดล่าสุด
ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 สะท้อนภาวะ “สองความเร็ว” อย่างชัดเจน ในวันซื้อขายสุดท้ายก่อนวันหยุดยาว ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นถึง 594.83 จุด หรือคิดเป็น 1.14% ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 52,900.07 จุด โดยระหว่างวันเคยแตะจุดสูงสุดใหม่ที่ 52,903.85 จุด ทั้งนี้ หุ้น 25 ตัวจาก 30 ตัวที่เป็นองค์ประกอบของดัชนีบลูชิพปิดในแดนบวก สวนทางกับดัชนีแนสแด็กที่ปรับตัวลง 0.8% หรือ 207.36 จุด มาอยู่ที่ 25,832.67 จุด จากแรงกดดันของหุ้นกลุ่มชิป ส่วนดัชนี S&P 500 แทบไม่เปลี่ยนแปลง ปิดที่ 7,483.24 จุด
Bloomberg รายงานว่า เมื่อตลาดกลับมาเปิดทำการอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม บรรยากาศการซื้อขายพลิกกลับมาคึกคัก โดยแรงซื้อหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่หลายตัวช่วยหนุนตลาดขึ้น ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าธีมการลงทุน AI ที่ขับเคลื่อนตลาดกระทิงมาตลอดยังมีพื้นที่ให้เติบโตต่อ ดัชนี Nasdaq 100 ปรับตัวขึ้น 1.3% ขณะที่กองทุน VanEck Semiconductor ETF (SMH) ซึ่งติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทชิปรายใหญ่ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ 25 อันดับแรก เปิดตลาดบวกทันที 2.7% หลังจากที่เพิ่งร่วงลงถึง 4.5% ในสัปดาห์ก่อนหน้า
ความผันผวนของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เป็นประเด็นที่นักลงทุนให้ความสนใจเป็นพิเศษ ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนต่อเนื่องต้นเดือนกรกฎาคม หุ้นชิปเผชิญแรงขายทำกำไรติดต่อกันหลายวัน โดยหุ้น Micron Technology ปรับตัวลง 5.5% Advanced Micro Devices (AMD) ลดลง 4.3% และ Intel ร่วง 5.3% ในวันเดียว นักวิเคราะห์มองว่าเป็นการปรับฐานของกลุ่มที่ราคาปรับขึ้นร้อนแรงเกินไป (overstretched) หลังจากที่ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index (SOX) เพิ่งทำผลงานรายไตรมาสที่ดีที่สุดเป็นประวัติการณ์
ในด้านหุ้นรายตัวที่เคลื่อนไหวโดดเด่น Nvidia ออกมายืนยันว่า “แผนงานผลิตภัณฑ์ของเรายังคงเดินหน้าตามเดิม” หลังมีรายงานเรื่องความล่าช้าของเซิร์ฟเวอร์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อหุ้นเทคในเอเชีย ด้าน Broadcom ราคาพุ่งขึ้นหลังประกาศขยายความร่วมมือกับ Apple ออกไปจนถึงปี 2574 (ค.ศ. 2031) ส่วนหุ้น Dell พุ่งขึ้น 7.7% หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวชื่นชมคอมพิวเตอร์ของบริษัทในงานที่ทำเนียบขาว ขณะที่ Tesla กลับร่วงลงกว่า 7% แม้ตัวเลขการส่งมอบรถยนต์ในไตรมาสสองจะสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มาก และ Netflix ปรับตัวขึ้น 5% สวนกระแสตลาด นอกจากนี้ หุ้น Alphabet บริษัทแม่ของ Google ปรับตัวลงราว 1% หลังศาลยุโรปยืนคำตัดสินปรับบริษัทเป็นเงิน 4.1 พันล้านยูโร (ราว 4.67 พันล้านดอลลาร์) จากคดีต่อต้านการผูกขาด
สำหรับภาพรวมทั้งสัปดาห์ ดัชนีดาวโจนส์ S&P 500 และแนสแด็ก คอมโพสิต ปรับตัวขึ้น 2%, 1.8% และ 2.1% ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อสินทรัพย์เสี่ยง ท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแกร่งและความคาดหวังต่อผลประกอบการไตรมาสสองที่แข็งแรง
ปฏิบัติการระดมทุนครั้งใหญ่: SK Hynix นำทัพ IPO ขณะ SpaceX เข้าดัชนี Nasdaq 100
หนึ่งในเหตุการณ์ที่สะท้อนความร้อนแรงของตลาดทุนสหรัฐฯ ได้ดีที่สุดในช่วงนี้ คือกระแสการเข้าจดทะเบียนและระดมทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ Reuters รายงานว่า SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำสัญชาติเกาหลีใต้ เริ่มกระบวนการเสนอขายหุ้นในตลาดสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในวันจันทร์ เพื่อระดมทุนราว 2.8-2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ผ่านการออกใบแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (depository receipt) บนตลาดแนสแด็ก โดยจะขายหุ้นใหม่จำนวน 17.79 ล้านหุ้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการเสนอขายหุ้นครั้งใหญ่ที่สุดของโลก สะท้อนความพยายามของบริษัทในการใช้ประโยชน์จากกระแสบูมของ AI
ในเวลาไล่เลี่ยกัน SpaceX ของอีลอน มัสก์ ซึ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดแนสแด็กเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ด้วยมูลค่าที่ทำลายสถิติการเสนอขายหุ้น IPO ทุกครั้งในประวัติศาสตร์ กำลังจะถูกบรรจุเข้าสู่ดัชนี Nasdaq 100 อย่างเป็นทางการ นักวิเคราะห์จาก Wedbush มองว่า SpaceX เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัวมากที่สุดในตลาดเทคโนโลยี ด้วยธุรกิจหลักสามส่วนที่แข็งแกร่ง ทั้งบริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต Starlink การปล่อยจรวด Starship และดีลคลัสเตอร์ประมวลผล อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนเตือนว่า นี่ไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสมสำหรับการไล่ราคาหุ้น IPO ที่มีมูลค่าแพงเช่นนี้
การที่บริษัทระดับโลกแห่กันเข้าระดมทุนในตลาดสหรัฐฯ ด้วยมูลค่ามหาศาลในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน สะท้อนสภาพคล่องที่ยังล้นเหลือในระบบและความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อธีม AI แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงของการกระจุกตัวและมูลค่าหุ้นที่อาจตึงตัวเกินพื้นฐาน ซึ่งเป็นประเด็นที่เราจะวิเคราะห์ในลำดับถัดไป
เฟดยุคเควิน วอร์ช กับตัวเลขแรงงานที่ส่งสัญญาณอ่อนแรง
ปัจจัยด้านนโยบายการเงินยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาด นายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่ ออกมาระบุว่า ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อได้คลี่คลายลงอย่างมากในช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าเฟดยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ถ้อยแถลงนี้ช่วยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกัน นายวอร์ชยังเรียกร้องให้นักลงทุนในวอลล์สตรีทหันไปพิจารณาข้อมูลเศรษฐกิจเพื่อกำหนดทิศทางดอกเบี้ยด้วยตนเอง แทนที่จะรอการชี้นำล่วงหน้าจากธนาคารกลาง
จุดที่น่าสนใจคือ วัฏจักรดอกเบี้ยรอบนี้แตกต่างจากที่ตลาดคาดการณ์กันไว้ก่อนหน้า แทนที่จะเป็นการปรับ “ลด” ดอกเบี้ย ตลาดกลับเริ่มประเมินความเป็นไปได้ที่เฟดอาจปรับ “ขึ้น” ดอกเบี้ยภายในเดือนตุลาคม จากแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของเฟด ประเด็นนี้เองที่กลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางค่าเงินและกระแสเงินทุนทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขตลาดแรงงานล่าสุดกลับส่งสัญญาณอ่อนแอกว่าคาด รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (nonfarm payrolls) ประจำเดือนมิถุนายน แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ สร้างงานเพิ่มเพียง 57,000 ตำแหน่ง เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 113,000 ตำแหน่ง ขณะที่รายงานการจ้างงานภาคเอกชนของ ADP ระบุว่าการจ้างงานเพิ่มขึ้น 98,000 ตำแหน่งในเดือนมิถุนายน ต่ำกว่าที่คาดและลดลงจาก 122,000 ตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม ส่วนตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 1,000 ราย มาอยู่ที่ 215,000 ราย
นางเนลา ริชาร์ดสัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ ADP ให้ความเห็นว่า “จังหวะการจ้างงานกำลังบอกเล่าเรื่องราวของทั้งด้านอุปทานและอุปสงค์” โดยตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแรงลงนี้ ในมุมหนึ่งกลับเป็นข่าวดีสำหรับตลาดหุ้น เพราะช่วยคลายความกังวลว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อและชะลอเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ข่าวร้ายคือข่าวดี” (bad news is good news) ในตลาดการเงิน
ศึกชิงทิศทางครึ่งปีหลัง: “ตลาดกระทิง” ท่ามกลางความกระจุกตัวที่น่ากังวล
เมื่อก้าวเข้าสู่ครึ่งหลังของปี 2569 นักกลยุทธ์บนวอลล์สตรีทส่วนใหญ่ยังคงมุมมองเชิงบวก นายรอสส์ เมย์ฟิลด์ (Ross Mayfield) นักกลยุทธ์การลงทุนจาก Baird สรุปสถานการณ์ด้วยวลีสั้น ๆ ว่า “นี่คือตลาดกระทิง” โดยให้เหตุผลว่าตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยผลประกอบการและสภาพคล่อง ซึ่งเป็นปัจจัยที่สามารถประคองแนวโน้มขาขึ้นนี้ต่อไปได้ถึงครึ่งปีหลัง และในความเห็นของเขาอาจต่อเนื่องไปถึงปี 2570
ข้อมูลจาก FactSet สนับสนุนมุมมองดังกล่าว โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าดัชนี S&P 500 จะปรับตัวขึ้นราว 21% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ขณะที่ผลประกอบการไตรมาสสองของบริษัทในดัชนี S&P 500 คาดว่าจะเติบโตถึง 23.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งจะเป็นการเติบโตระดับสองหลักติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สอง ที่น่าสนใจคือ ในไตรมาสนี้นักวิเคราะห์ได้ “ปรับเพิ่ม” ประมาณการกำไรขึ้น 3.4% สวนทางกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่มักปรับลดลงราว 2% ต่อไตรมาส สะท้อนความเชื่อมั่นที่สูงกว่าปกติ ด้านรายได้ คาดว่าจะเติบโต 12.2% ซึ่งจะเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาสสองของปี 2565
ในแง่ของเป้าหมายดัชนี บรรดาวาณิชธนกิจต่างทยอยปรับเพิ่มเป้าหมายสิ้นปี JPMorgan ปรับเป้าหมายดัชนี S&P 500 สิ้นปีขึ้นเป็น 7,800 จุด ขณะที่ Goldman Sachs ตั้งเป้าไว้สูงกว่าที่ 8,000 จุด บนพื้นฐานของการเติบโตของกำไรที่ขับเคลื่อนด้วย AI ส่วน Yardeni Research มองในเชิงบวกที่สุดด้วยเป้าหมาย 8,250 จุด อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจนักกลยุทธ์ของ Bloomberg ระบุว่าเป้าหมายเฉลี่ยสิ้นปีอยู่ที่ 7,716 จุด ซึ่งสูงกว่าระดับปัจจุบันเพียงราว 3% บ่งชี้ว่าแม้ตลาดจะยังปรับขึ้นได้ แต่การจะเห็นการพุ่งทะยานอย่างรุนแรงเหมือนสองไตรมาสที่ผ่านมาคงเป็นเรื่องยาก
Goldman Sachs ประเมินว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ของ S&P 500 จะอยู่ที่ 340 ดอลลาร์ในปี 2569 คิดเป็นการเติบโต 24% ต่อปี และเพิ่มเป็น 385 ดอลลาร์ในปี 2570 โดยกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน AI คาดว่าจะมีสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของการเติบโตของกำไรในปีนี้ ทั้งนี้ ประมาณการรายจ่ายลงทุน (capex) ของบริษัทไฮเปอร์สเกลรายใหญ่อยู่ที่ 7.54 แสนล้านดอลลาร์ในปีนี้ เพิ่มขึ้น 83% จากปี 2568 และคาดว่าจะแตะ 9.05 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2570
แต่เบื้องหลังความคึกคักนี้กลับมีสัญญาณเตือนที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม ทีมกลยุทธ์ของ Barclays ประเมินว่า บริษัทกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์มีส่วนสร้างผลตอบแทนถึงราว 87% ของการปรับขึ้นทั้งหมดของดัชนี S&P 500 ในครึ่งปีแรก ที่น่าประหลาดใจคือ กลุ่มหุ้น “Magnificent Seven” ซึ่งเคยครองตลาดมาตลอดสองปี กลับมีผลตอบแทนรวมติดลบราว 2% ในครึ่งปีแรก ทำผลงานด้อยกว่าแม้กระทั่งพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษ นี่คือหลักฐานของการเปลี่ยนผ่านของผู้นำตลาด จาก “ผู้ลงทุนใน AI” ไปสู่ “ผู้จัดหาชิ้นส่วน AI”
นายโอมาร์ อากีลาร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Schwab Asset Management เรียกช่วงเวลานี้ว่าเป็น “เกมช่วงกลางของธีมการลงทุน AI” และแนะนำให้นักลงทุนลดน้ำหนักการถือครองหุ้นขนาดใหญ่ที่กระจุกตัว โดยระบุว่า “เรามองบวกอย่างมากต่อกลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มสุขภาพ และกลุ่มวัสดุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เพิ่งเริ่มได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงจากโครงสร้าง AI” สอดคล้องกับนายแดน ไอฟส์ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Wedbush Securities ที่ชี้ว่า เมื่อฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาสสองเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม นักลงทุนกำลังมองหา “การพิสูจน์ในเชิงพาณิชย์และการสร้างรายได้จริง” จาก AI ตราบใดที่บริษัทสามารถพิสูจน์ได้ว่าเม็ดเงินลงทุนมหาศาลใน AI แปรเปลี่ยนเป็นกำไรที่จับต้องได้ มูลค่าหุ้นเทคก็จะยังได้รับการสนับสนุน
นายราฟาเอล ตวน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตลาดทุนของ Tikehau Capital เตือนว่า การลงทุนในหุ้น “ผู้จัดหาเครื่องมือ” (shovel stocks) ของ AI เริ่มหนาแน่นเกินไป และการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในเรื่องเล่าเกี่ยวกับอุปสงค์พลังประมวลผลอาจทำให้ผู้นำตลาดพลิกกลับอย่างรวดเร็ว ขณะที่นายมาร์วิน โลห์ นักกลยุทธ์มหภาคของ State Street Bank ชี้ว่า แม้สภาพคล่องรอบการก่อสร้างโครงสร้าง AI จะดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด แต่บททดสอบที่แท้จริงเรื่องความพร้อมและต้นทุนของเงินทุนจะมาถึงในครึ่งหลังของปี 2569
ประเด็นเรื่องการกระจายตัวของตลาด (market broadening) กลายเป็นคำสำคัญของผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ในช่วงครึ่งปีหลัง แนวคิดหลักคือ แรงขับเคลื่อนของกำไรอาจแผ่ขยายจากกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และหุ้น AI ที่หนาแน่นเกินไป ไปสู่ภาคส่วนที่กว้างขึ้น เช่น กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มสุขภาพ กลุ่มวัสดุ และหุ้นขนาดกลาง-เล็ก BlackRock Investment Institute แนะนำให้นักลงทุนไม่เพียงให้น้ำหนักหุ้นสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ควรมองหาโอกาสในตลาดอื่น ๆ ด้วย ขณะที่นักวิเคราะห์จาก FactSet ระบุว่า สำหรับไตรมาสสามและไตรมาสสี่ของปี 2569 นักวิเคราะห์คาดการณ์อัตราการเติบโตของกำไรที่ 26.8% และ 24.4% ตามลำดับ ส่วนทั้งปี 2569 คาดว่ากำไรจะเติบโต 24.1% และรายได้เติบโต 10.8%
อย่างไรก็ตาม การกระจายตัวที่ยั่งยืนอาจไม่เกิดขึ้นง่ายนัก ในเชิงเทคนิค แม้อัตราส่วน P/E ล่วงหน้าจะปรับตัวดีขึ้นควบคู่กับประมาณการกำไรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งบ่งชี้ว่านักลงทุนยังไม่ได้ประเมินการเติบโตของกำไรในระดับที่สูงเกินจริงไปตลอดกาล แต่ผลการดำเนินงานของตลาดยังคงกระจุกตัวอย่างมาก โดยมีการมีส่วนร่วมที่จำกัดอยู่ใต้พื้นผิวของดัชนีที่ถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาด สภาวะเช่นนี้ทำให้ตลาดมีความเปราะบางต่อความผิดหวัง หากผลประกอบการของหุ้นนำตลาดไม่เป็นไปตามคาด
สมรภูมิค่าเงิน: ดอลลาร์อ่อน เยนดิ่งใกล้ต่ำสุดรอบ 40 ปี
ในตลาดปริวรรตเงินตรา ความเคลื่อนไหวที่โดดเด่นที่สุดคือความอ่อนแอของเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งอ่อนค่าลงเข้าใกล้ระดับ 162 เยนต่อดอลลาร์ในวันจันทร์ โดยลบล้างการแข็งค่าที่ทำได้ในวันที่ 2 กรกฎาคมไปเกือบครึ่งหนึ่ง ทั้งนี้ อัตราแลกเปลี่ยน USD/JPY เคลื่อนไหวในกรอบ 52 สัปดาห์ระหว่าง 144.21 ถึง 162.85 เยนต่อดอลลาร์ สะท้อนว่าเงินเยนยังคงอ่อนค่าอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบราว 40 ปี
แรงกดดันต่อเงินเยนมาจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ยังถ่างกว้างระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ ประกอบกับการทำ carry trade (การกู้ยืมสกุลเงินดอกเบี้ยต่ำเพื่อไปลงทุนในสินทรัพย์ผลตอบแทนสูง) ที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยังคงดำเนินนโยบายปรับสู่ภาวะปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0.75% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2538 แต่ก็ยังต่ำกว่าธนาคารกลางหลักอื่น ๆ อย่างมาก
นางซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น ย้ำหลายครั้งว่าทางการพร้อมเข้าแทรกแซงตลาดได้ทุกเมื่อหากจำเป็น พร้อมระบุว่าญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ยังคงติดต่อกันอย่างใกล้ชิดในเรื่องนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงมีความสงสัยว่าการแทรกแซงจะสามารถหนุนค่าเงินได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน เงินเยนเคยดีดตัวขึ้นแรงจากระดับต่ำสุดในรอบ 4 ทศวรรษ หลังมีรายงานว่าญี่ปุ่นอาจหยุดส่งสัญญาณแผนการแทรกแซงล่วงหน้า เพื่อสร้างความประหลาดใจให้เทรดเดอร์และคลี่คลายสถานะเก็งกำไรที่เดิมพันว่าเงินเยนจะอ่อนค่า
ประเด็นการเมืองก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันเงินเยน นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เคยแสดงความไม่เห็นด้วยกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ โดยมองว่าการอ่อนค่าของเงินเยนยังคงเป็นหนึ่งในความเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจญี่ปุ่น เนื่องจากทำให้ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้นและผลักดันราคาสินค้าในประเทศ ด้าน Goldman Sachs ได้ปรับลดคาดการณ์ค่าเงินยูโรและปรับเพิ่มคาดการณ์ USD/JPY โดยระบุว่าปัจจัยที่เคยหนุนค่าเงินยูโรกำลังเปลี่ยนไป
ในฟากของเงินยูโรและดอลลาร์ Reuters รายงานว่า ดอลลาร์ทรงตัวใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ในวันจันทร์ หลังนักลงทุนลดการคาดการณ์เรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้ลง จากตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอ ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ (DXY) เคยดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปีเมื่อต้นปี 2569 ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นบางส่วนในเวลาต่อมา สำหรับคู่เงิน EUR/USD นั้น JPMorgan คาดการณ์ว่าจะเคลื่อนไหวที่ระดับ 1.17 ในเดือนมิถุนายน และ 1.15 ในเดือนกันยายน
นางมีรา จันดัน ผู้ร่วมหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ FX ระดับโลกของ JPMorgan ให้ความเห็นว่า ในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 ดอลลาร์ตกอยู่ในภาวะตั้งรับ จากการที่เฟดผ่อนคลายนโยบายรอบสองเพื่อพยุงตลาดแรงงาน และกระแสเงินทุนไหลออกจากสหรัฐฯ อย่างชัดเจน แต่ในเวลาต่อมามีหลักฐานว่าดอลลาร์เริ่มได้รับแรงหนุนจากปัจจัยเฉพาะภายในสหรัฐฯ ที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น สะท้อนภาพมหภาคที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
เงินบาทอ่อนค่า: แรงกดดันจากส่วนต่างดอกเบี้ยและเศรษฐกิจในประเทศที่เปราะบาง
หันกลับมามองที่ค่าเงินบาท ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนไทยให้ความสนใจโดยตรง อัตราแลกเปลี่ยน USD/THB ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 33.33 บาทต่อดอลลาร์ในวันที่ 6 กรกฎาคม เพิ่มขึ้น 0.46% จากช่วงก่อนหน้า ในภาพรวมเงินบาทอ่อนค่าลง 1.47% ในรอบเดือนที่ผ่านมา และอ่อนค่าลง 2.15% ในรอบ 12 เดือน ขณะที่ตั้งแต่ต้นปี 2569 อัตราแลกเปลี่ยน USD/THB ปรับเพิ่มขึ้นแล้วราว 6% หมายความว่าดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินบาท โดยกรอบการเคลื่อนไหวในรอบ 52 สัปดาห์อยู่ระหว่าง 30.85 ถึง 33.50 บาทต่อดอลลาร์
ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน เงินบาทเคยอ่อนค่าทะลุระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 ปัจจัยหลักมาจากส่วนต่างการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับไทยที่ถ่างกว้างขึ้น โดยตลาดกำลังประเมินความเป็นไปได้ที่เฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนตุลาคม ขณะที่การคาดการณ์ดอกเบี้ยของไทยชี้ว่ามีโอกาสน้อยกว่า 50% ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ส่วนต่างผลตอบแทนที่ยังคงอยู่นี้จึงกดดันเงินบาทอย่างต่อเนื่อง
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปลายปี 2565 โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในระยะสั้น การคงดอกเบี้ยในระดับต่ำนี้สะท้อนความน่าดึงดูดด้านผลตอบแทนของไทยที่ด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ซึ่งเป็นแรงกดดันเพิ่มเติมต่อค่าเงินบาท
ในเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความเปราะบางหลายด้าน ทั้งภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การบริโภคที่อ่อนแอ และความท้าทายจากภายนอก นอกจากนี้ อุปสงค์จากจีนที่ชะลอตัวและการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้นก็เป็นปัจจัยที่บั่นทอนแนวโน้ม ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างกำลังแรงงานที่หดตัวและกระแสการท่องเที่ยวที่อ่อนตัวลงยิ่งเพิ่มแรงกดดัน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนไหวต่อกระแสเงินทุนต่างชาติเป็นพิเศษ
ตลาดเอเชียตอบรับ: เกาหลีใต้เดินเกมชิป ญี่ปุ่นลุ้นผลประกอบการซัมซุง
ความเคลื่อนไหวในวอลล์สตรีทส่งแรงกระเพื่อมมาถึงตลาดเอเชียอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ Reuters รายงานว่า ตลาดหุ้นเอเชียเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังในวันจันทร์ ท่ามกลางบรรยากาศที่นักลงทุนรอดูผลประกอบการที่สำคัญ ขณะที่ตลาดเกาหลีใต้ (KOSPI) ปิดสัปดาห์ก่อนและเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยแรงส่งที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยปูทางให้หุ้นเทคโนโลยีทั่วภูมิภาคปรับตัวขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนเอเชียจับตาคือ ผลประกอบการเบื้องต้นประจำไตรมาสสองของ Samsung Electronics ที่มีกำหนดเปิดเผยในวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของอุตสาหกรรมชิปหน่วยความจำระดับโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดกำลังตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของกระแสบูม AI ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มชิปหน่วยความจำมีความผันผวนสูงในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนว่ากระแสการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะดำเนินต่อไปได้อีกนานเพียงใด
ในเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ เกาหลีใต้เพิ่งประกาศแผนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมครั้งใหญ่ที่มีเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์เป็นแกนกลาง รวมถึงเม็ดเงินลงทุนด้านชิปมูลค่าราว 5.76 แสนล้านดอลลาร์ สะท้อนการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้นในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก การที่ SK Hynix เลือกเข้าจดทะเบียนในตลาดสหรัฐฯ จึงไม่ใช่เพียงการระดมทุน แต่ยังเป็นการวางหมากเชิงกลยุทธ์เพื่อชิงความได้เปรียบในตลาดชิปหน่วยความจำสำหรับการประมวลผล AI ระดับโลก
สำหรับนักลงทุนไทยและนักลงทุนในภูมิภาคอาเซียน ความเชื่อมโยงระหว่างตลาดสหรัฐฯ กับตลาดเอเชียมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากทิศทางของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ มักส่งผลต่อความเชื่อมั่นและกระแสเงินทุนที่ไหลเข้า-ออกตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย รวมถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่มีความอ่อนไหวต่อบรรยากาศการลงทุนระดับโลก การเคลื่อนย้ายของเงินทุนต่างชาติในภาวะที่ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าและส่วนต่างดอกเบี้ยยังถ่างกว้าง จึงเป็นปัจจัยที่นักลงทุนไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ทองคำและสินทรัพย์ปลอดภัย: อีกหนึ่งมิติของกระแสเงินทุน
ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินและภูมิรัฐศาสตร์ ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่สะท้อนความกังวลของตลาดได้เป็นอย่างดี ในวันที่ 2 กรกฎาคม ราคาทองคำปรับตัวขึ้น 61.60 ดอลลาร์ หรือ 1.49% มาอยู่ที่ 4,187.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยในจังหวะที่ดอลลาร์อ่อนค่าและตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณผสมผสาน การที่ราคาทองคำยืนในระดับสูงต่อเนื่องสะท้อนว่า แม้ตลาดหุ้นจะทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่นักลงทุนส่วนหนึ่งยังคงเลือกกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า
ปัจจัยที่หนุนราคาทองคำในปีนี้มาจากหลายด้าน ทั้งความคาดหวังว่าเฟดอาจดำเนินนโยบายที่เอื้อต่อการเติบโตแม้เงินเฟ้อจะยังอยู่เหนือเป้าหมาย ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และความต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ สำหรับนักลงทุนไทย ทองคำในรูปเงินบาทยังได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากการอ่อนค่าของเงินบาท ซึ่งทำให้ราคาทองคำในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่นักลงทุนอาจพิจารณาเพื่อป้องกันความเสี่ยง (hedge) ในพอร์ตการลงทุน
ความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องจับตา: ภาษีทรัมป์ มูลค่าหุ้นตึงตัว และการกระจุกตัว
แม้บรรยากาศโดยรวมจะเป็นบวก แต่นักลงทุนไม่ควรมองข้ามความเสี่ยงที่กำลังก่อตัวขึ้น ประเด็นแรกคือนโยบายการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งมีแผนจะประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากรชุดใหม่ในช่วงฤดูร้อนนี้ หลังจากที่ภาษีนำเข้าทั่วโลกอัตรา 10% จะหมดอายุลงในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ความไม่แน่นอนด้านการค้านี้อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดโลกและกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการส่งออกอย่างไทย
ประเด็นที่สองคือมูลค่าหุ้นที่ตึงตัว ดัชนี S&P 500 เข้าสู่ครึ่งปีหลังด้วยอัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้า (forward P/E) ที่ 20.4 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 19.9 เท่า และค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 19.0 เท่า นั่นหมายความว่าตลาดไม่ได้เริ่มต้นครึ่งปีหลังจากฐานที่ราคาถูก เหตุผลที่จะสนับสนุนการปรับขึ้นต่อไปจึงไม่ใช่เพราะหุ้นราคาถูก แต่เป็นเพราะภาพของกำไรและสภาพคล่องที่แข็งแกร่งพอจะรองรับระดับราคาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ประเด็นที่สามและอาจสำคัญที่สุดคือ ความกระจุกตัวและการมีส่วนร่วมที่แคบลงของตลาด ข้อมูลจาก Charles Schwab ระบุว่า มีหุ้นเพียงราว 17% ในดัชนี S&P 500 เท่านั้นที่ทำผลงานได้ดีกว่าดัชนีโดยรวมในรอบเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหนึ่งในระดับที่ต่ำที่สุดในรอบทศวรรษ สภาวะเช่นนี้สะท้อนสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “ปัญหาการจัดหาเงินทุนแบบวนซ้ำของกำไร AI” กล่าวคือ บริษัทที่ต้องพึ่งพา capex ของกลุ่มไฮเปอร์สเกลเพื่อสร้างเส้นทางการเติบโตของกำไร กลับเป็นบริษัทกลุ่มเดียวกับที่ผลประกอบการเป็นรากฐานค้ำจุนดัชนีทั้งหมด
นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม แม้สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะผ่อนคลายลงบ้าง แต่ความสัมพันธ์ยังคงตึงเครียด และการเปิด-ปิดของช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ยังคงเป็นตัวแปรที่อาจส่งผลต่อราคาพลังงานและเงินเฟ้อได้ทุกเมื่อ นักวิเคราะห์จาก Charles Schwab ชี้ว่า การกระจายตัวของผลตอบแทนอย่างยั่งยืนกว่านี้ อาจต้องอาศัยการยุติความขัดแย้งและการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร
อีกประเด็นที่นักลงทุนควรตระหนักคือ ความแม่นยำของการคาดการณ์ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ค่ากลางของเป้าหมายดัชนี S&P 500 สิ้นปีที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ มักคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงเฉลี่ยถึง 16 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้เสียงส่วนใหญ่บนวอลล์สตรีทจะเป็นบวก แต่การพยากรณ์ตลาดในอนาคตไม่เคยเป็นเรื่องที่แน่นอน
บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย
โดยสรุป ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังก้าวเข้าสู่ครึ่งหลังของปี 2569 ด้วยโมเมนตัมที่แข็งแกร่งแต่เปราะบางในเวลาเดียวกัน ดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติสูงสุดใหม่ ผลประกอบการเติบโตเกินคาด และสภาพคล่องยังล้นเหลือ ทว่าโครงสร้างตลาดที่กระจุกตัว มูลค่าหุ้นที่ตึงตัว และความเสี่ยงจากนโยบายภาษีและภูมิรัฐศาสตร์ ล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง หัวใจสำคัญที่จะกำหนดทิศทางตลาดในระยะถัดไปคือ ฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาสสอง ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ว่าเม็ดเงินลงทุนมหาศาลใน AI สามารถแปรเปลี่ยนเป็นกำไรที่จับต้องได้จริงหรือไม่
สำหรับนักลงทุนไทย มีประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาหลายด้าน ประการแรก การอ่อนค่าของเงินบาทที่ทะลุ 33 บาทต่อดอลลาร์ ส่งผลกระทบสองทาง ในด้านบวก ผู้ที่ลงทุนในสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ เช่น หุ้นสหรัฐฯ หรือกองทุนรวมต่างประเทศ (FIF) จะได้รับประโยชน์จากกำไรอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท แต่ในด้านลบ ต้นทุนการลงทุนใหม่ในสินทรัพย์ต่างประเทศจะสูงขึ้น รวมถึงต้นทุนการนำเข้าสินค้าและพลังงานก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ประการที่สอง ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับไทยที่ยังถ่างกว้าง อาจทำให้กระแสเงินทุนต่างชาติยังคงมีแนวโน้มไหลออกจากตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย ซึ่งกดดันทั้งค่าเงินบาทและตลาดหุ้นไทย นักลงทุนจึงควรติดตามท่าทีของเฟดและ ธปท. อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการประชุมในเดือนตุลาคมที่ตลาดคาดว่าอาจมีความเคลื่อนไหวด้านนโยบาย
ประการที่สาม สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ โดยตรง คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญหลายรายชี้ไปในทิศทางเดียวกันคือ การกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นเทคขนาดใหญ่ที่กระจุกตัว และมองหาโอกาสในกลุ่มที่เพิ่งเริ่มได้รับประโยชน์จาก AI อย่างกลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มสุขภาพ กลุ่มวัสดุ รวมถึงหุ้นขนาดกลางและเล็ก ตลอดจนหุ้นต่างประเทศนอกสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็ควรระมัดระวังการไล่ราคาหุ้น IPO ที่มีมูลค่าแพงเกินพื้นฐาน
ประการที่สี่ สำหรับผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ หรือกองทุนดัชนีอย่าง S&P 500 และ Nasdaq 100 ควรตระหนักว่าผลตอบแทนในช่วงที่ผ่านมาส่วนใหญ่มาจากหุ้นเพียงไม่กี่กลุ่ม การกระจุกตัวนี้หมายความว่าความเสี่ยงก็กระจุกตัวเช่นกัน หากธีม AI สะดุดหรือผลประกอบการของบริษัทชิปไม่เป็นไปตามคาด ดัชนีโดยรวมอาจได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าที่คิด นักลงทุนจึงควรพิจารณาสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มนี้ให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ และไม่ควรทุ่มน้ำหนักไปที่ธีมใดธีมหนึ่งมากเกินไป
สำหรับสัปดาห์และเดือนข้างหน้า มีเหตุการณ์สำคัญที่นักลงทุนควรจับตาหลายประการ ได้แก่ ผลประกอบการเบื้องต้นของ Samsung ในวันที่ 7 กรกฎาคม การเริ่มต้นฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาสสองของบริษัทในดัชนี S&P 500 อย่างเต็มรูปแบบ กำหนดหมดอายุของภาษีนำเข้าทั่วโลกอัตรา 10% ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ตลอดจนตัวเลขเงินเฟ้อและการจ้างงานชุดต่อไปของสหรัฐฯ ที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางนโยบายของเฟด เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนมีศักยภาพที่จะสร้างความผันผวนและกำหนดทิศทางของทั้งตลาดหุ้นและตลาดค่าเงินในช่วงครึ่งหลังของปี
ท้ายที่สุด ในภาวะที่ตลาดขับเคลื่อนด้วยธีมเดียวอย่าง AI เป็นหลัก และการมีส่วนร่วมของหุ้นในตลาดค่อนข้างแคบ นักลงทุนไทยควรยึดหลักการลงทุนที่ระมัดระวัง เน้นสินทรัพย์ที่มีราคาสมเหตุสมผลและมีแนวโน้มกำไรเติบโตในระยะยาว มากกว่าการวิ่งตามกระแสระยะสั้น การจัดพอร์ตที่สมดุล การกระจายความเสี่ยงข้ามสินทรัพย์และภูมิภาค และการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน จะเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ตลาดกระทิงอาจยังไม่จบลง แต่การเดินทางข้างหน้าย่อมต้องอาศัยความรอบคอบและวินัยในการลงทุนมากกว่าที่เคย
