ตลาดหุ้นเอเชียระส่ำ นิกเกอิดิ่ง-เซตร่วง ขณะนักลงทุนจับตาซัมมิต Trump-Xi และสงครามอิหร่าน
|

ตลาดหุ้นเอเชียระส่ำ นิกเกอิดิ่ง-เซตร่วง ขณะนักลงทุนจับตาซัมมิต Trump-Xi และสงครามอิหร่าน

ตลาดหุ้นเอเชียสัปดาห์นี้ดำเนินไปท่ามกลางความไม่แน่นอนหลายชั้น ทั้งผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอด Trump-Xi ณ กรุงปักกิ่ง ความตึงเครียดจากสงครามอิหร่านที่กระทบเส้นทางพลังงานโลก และการตีความนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวลงแตะระดับ 61,644 จุด ในขณะที่ฮั่งเส็งของฮ่องกงเคลื่อนไหวรอบ 25,962 จุด ส่วนดัชนี SET ของไทยปิดที่ 1,517.95 จุด ลดลง 21.17 จุด สะท้อนแรงกดดันรอบด้านที่นักลงทุนต้องเผชิญในช่วงสัปดาห์สำคัญนี้

ซัมมิต Trump-Xi: เหตุการณ์ที่โลกจับตา

การเดินทางเยือนปักกิ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯ ที่นั่งตำแหน่งครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี การเดินทางครั้งนี้ยังมีซีอีโอรายใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วมคณะด้วย ไม่ว่าจะเป็นอีลอน มัสก์ จากเทสลา, ทิม คุก จากแอปเปิล, แลร์รี ฟิงก์ จากแบล็คร็อก และเคลลี ออร์เทอร์เบิร์ก ซีอีโอของโบอิ้ง

นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่าการพูดคุยครั้งนี้มีแนวโน้มมุ่งเน้นประเด็นการค้าและการควบคุมการส่งออก ครอบคลุมทั้งภาษีศุลกากร การจำกัดการส่งออกแร่หายาก และเซมิคอนดักเตอร์ มากกว่าจะเป็นการรีเซตความสัมพันธ์ทวิภาคีในวงกว้าง พร้อมชี้ว่าจีนอาจตกลงเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตร พลังงาน และเครื่องบินจากสหรัฐฯ เพื่อแลกกับการหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีเพิ่มเติม

สิ่งที่ตลาดคาดหวังสูงสุดคือการต่ออายุสงบศึกทางการค้า ทั้งสองฝ่ายตกลงผลักดันความสัมพันธ์เชิงร่วมมือในวันแรกของการประชุม โดยมุ่งสร้าง “ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์” ซึ่งจะเป็นกรอบนำทางสำหรับสามปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม สัญญาณจากทรัมป์ระหว่างสัปดาห์ยังคงผสมปนเปกัน ประธานาธิบดีทรัมป์เตือนว่าสงบศึกนั้นอยู่ใน “สภาวะวิกฤติ” ซึ่งทำให้นักลงทุนในเอเชียยังไม่กล้าเปิดสถานะซื้อเต็มที่

นิกเกอิพลิกผัน ทะลุ 62,000 แล้วร่วงกลับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นสัปดาห์นี้สร้างจุดน่าสนใจทางเทคนิคหลายจุด ดัชนีนิกเกอิ 225 ทะลุระดับ 62,000 จุดเป็นครั้งแรก ขณะที่ตลาดเอเชียแปซิฟิกโดยรวมแสดงพลวัตที่ซับซ้อน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดวันที่ 15-16 พฤษภาคม แสดงว่านิกเกอิปรับตัวลงมาปิดที่ระดับ 61,644 จุด ลดลงราว 1.61%

ปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดญี่ปุ่นมาจากภาคพันธบัตรรัฐบาล อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีพุ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2540 แตะระดับ 2.545% หลังจากรายงานการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เผยว่าคณะกรรมการบางส่วนเห็นว่าควรปรับขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้

Nikkei Asia รายงานว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นยังคงดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง โดยตลาดจับตาว่าการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ จะส่งผลต่อค่าเงินเยนและการ unwind carry trade อย่างไร ซึ่งเหตุการณ์ครั้งก่อนในปี 2567 ทำให้นิกเกอิดิ่ง 26% ภายในระยะเวลาไม่ถึงเดือน ยังคงเป็นบทเรียนที่นักลงทุนระวังอยู่

ฮั่งเส็งเดินหน้าฝ่าความไม่แน่นอน ตาจับ Trump-Xi

ตลาดหุ้นฮ่องกงเคลื่อนไหวท่ามกลางความหวังและความกังวลสลับกันตลอดสัปดาห์ ดัชนีฮั่งเส็งปิดทรงตัวแถว 26,389 จุดในวันพฤหัสบดี หลังจากแรงซื้อต้นทำการจางลง เนื่องจากนักลงทุนยังลังเลที่จะเปิดสถานะใหม่ขณะรอความชัดเจนจากการประชุม Trump-Xi ในกรุงปักกิ่ง

ก่อนหน้านั้น ดัชนีฮั่งเส็งพุ่งขึ้น 160 จุด หรือ 0.6% มาอยู่ที่ 26,550 จุด ขณะที่ความหวังเรื่องการลดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีนหนุนบรรยากาศตลาดหุ้นฮ่องกง โดยหุ้นเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก นำโดยเทนเซนต์ที่บวก 2.6% พร้อมกับ Meituan, InnoScience Technology, Kuaishou และ Xiaomi ที่ปรับขึ้นในระดับใกล้เคียงกัน

South China Morning Post รายงานว่า Goldman Sachs มองว่าการประชุมสุดยอดครั้งนี้ “อาจเป็นตัวเร่งเชิงยุทธวิธีสำหรับความแข็งแกร่งของเงินหยวนและหุ้นจีน” โดยธนาคารยักษ์ใหญ่ยังคง overweight ในหุ้นจีน โดยเฉพาะ A-shares ในแผ่นดินใหญ่ มากกว่า H-shares ในฮ่องกง

ปัญหาที่กดดันตลาดเพิ่มเติมคือหุ้นเทคโนโลยีที่ร่วงแรง ในบรรดาหุ้นที่ปรับตัวลงแรงประกอบด้วย Tencent Holdings (-0.4%), Xiaomi (-2.7%), Meituan (-3.1%), Pop Mart (-3.1%) และ Kuaishou Technology (-2.8%) ขณะที่ SMIC พลิกกลับมาบวกเกือบ 2%

SET ไทย: ฟื้นตัวแต่ยังเปราะบาง ระหว่างเดินหน้าฝ่าพายุโลก

ดัชนี SET ของไทยปิดที่ 1,517.95 จุดในวันที่ 17 พฤษภาคม ลดลง 21.17 จุด โดยอยู่ในโซนที่นักวิเคราะห์มองว่าฟื้นตัวได้อย่างมีนัยสำคัญจากจุดต่ำสุดในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ข้อมูลจาก Bangkok Post ระบุว่า SET50 อยู่ที่ 993.92 จุด และ SET100 อยู่ที่ 2,127.38 จุด

ในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า ดัชนี SET50 ปรับตัวขึ้น 1.2% มาอยู่แถว 983 จุด หลังจากสหรัฐฯ ระงับปฏิบัติการในช่องแคบฮอร์มุซ และมีผลประกอบการเชิงบวกจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หนุนให้ฟิวเจอร์ส S&P ปรับขึ้น

อย่างไรก็ดี มีปัจจัยเฉพาะในประเทศที่กดดันตลาดด้วยเช่นกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% พร้อมเตือนว่าสงครามในตะวันออกกลางอาจฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ลงเหลือเพียง 1.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของไทยในเดือนเมษายนพุ่งขึ้นแตะ 2.89% ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 และใกล้เคียงกับขอบบนของกรอบเป้าหมาย 1-3% ของธนาคารกลาง

ก่อนหน้านี้ ในช่วงต้นเดือนมีนาคม SET เคยดิ่งหนักถึง 5.3% ปิดที่ 1,384.61 จุด พร้อมมูลค่าซื้อขายสูงถึง 159,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึงสามเท่า หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน จนทำให้ตลาดต้องหยุดพักการซื้อขายชั่วคราวเมื่อดัชนีดิ่งเกิน 8%

Bangkok Post รายงานว่า Bualuang Securities ประเมินว่าหาก SET สามารถก้าวผ่านความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศได้ ดัชนีเป้าหมายสิ้นปีอยู่ที่ 1,440 จุด

เงินบาท: ดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทสะท้อนแรงกดดันที่ตลาดเผชิญอยู่ได้อย่างชัดเจน ข้อมูลจาก Bangkok Bank ณ วันที่ 15 พฤษภาคม ระบุว่าค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.33-32.87 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ (ราคาซื้อ-ขาย) ซึ่งอ่อนค่ากว่าช่วงต้นปีในระดับที่ต้องติดตาม

สกุลเงินในภูมิภาคเอเชียทั้งหมดเผชิญแรงกดดันจากสองทาง ทั้งการเสริมความแข็งแกร่งของดอลลาร์และความผันผวนจากราคาน้ำมันที่ทะยานสูงขึ้นเนื่องจากความเสี่ยงต่อช่องแคบฮอร์มุซ

ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียอย่างหนัก และต้องแบกรับผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เจ้าหน้าที่สิงคโปร์เตือนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมเรียกร้องให้มีการเดินเรือผ่านช่องแคบได้อย่างเสรี

Nikkei Asia รายงานเพิ่มเติมว่า หากทรัมป์และสีจิ้นผิงบรรลุข้อตกลงเรื่องช่องแคบฮอร์มุซได้ จะเป็นผลดีต่อสกุลเงินและตลาดหุ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทันที รวมถึงค่าเงินบาทและดัชนี SET ด้วย

ปัจจัยเสี่ยงระยะสั้น: อิหร่าน แร่หายาก และเฟด

นอกจากปัจจัย Trump-Xi แล้ว สามตัวแปรหลักที่กำลังกำหนดทิศทางตลาดในช่วงนี้คือสถานการณ์อิหร่าน การห้ามส่งออกแร่หายากของจีน และนโยบายดอกเบี้ยของเฟด

สงครามอิหร่าน: ความขัดแย้งที่ดำเนินมานานกว่าที่ทำเนียบขาวคาดไว้กลายเป็นปัจจัยที่ซับซ้อนในการเจรจา ฝ่ายวิเคราะห์บางส่วนมองว่าจีนได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์จากสงครามครั้งนี้ เนื่องจากปักกิ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่สุดและผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน

แร่หายาก: จีนระงับการส่งออกแร่หายากและแม่เหล็กที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก รวมถึงแบนการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์จาก Nexperia China ซึ่งสร้างความปั่นป่วนในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ส่งผลกระทบทางการเมืองและเศรษฐกิจในยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

เฟดและเงินเฟ้อสหรัฐฯ: ค่าดัชนี S&P 500 พุ่งทำ all-time high ใหม่ที่ 7,444.25 จุด แม้ว่าจะมีรายงานเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาดออกมา โดยนักลงทุนเพิ่มน้ำหนักในหุ้นเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ส่งสัญญาณว่าตลาดวอลล์สตรีทยังคงแข็งแกร่ง แต่ก็เพิ่มโอกาสที่เฟดจะคงดอกเบี้ยไว้นานขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่อย่างไทย

มุมมองจากนักวิเคราะห์: โอกาสและความเสี่ยงสำหรับนักลงทุนไทย

Justin Feng นักเศรษฐศาสตร์เอเชียจาก HSBC กล่าวว่า ซัมมิต Trump-Xi ถือเป็น “การทดสอบสำคัญ” สำหรับพลวัตอำนาจ G2 ของโลก โดยชี้ว่าสหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรปรวมกันคิดเป็น 60% ของ GDP โลก ซึ่งผลลัพธ์ของการประชุมจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังทุกตลาดการเงิน

Paradorn Tiaranapramote รองประธานอาวุโสฝ่ายวิจัย Asia Plus Securities (ASPS) ให้ความเห็นในช่วงต้นปีว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวแข็งแกร่งกว่าที่คาด ในขณะที่ไทยผ่านจุดต่ำสุดทางเศรษฐกิจแล้วในไตรมาสสามปีที่แล้ว และเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว

สำหรับนักลงทุนไทยในสภาวะปัจจุบัน ควรติดตามตัวแปรหลักสามด้านคือ (1) ผลลัพธ์เชิงรูปธรรมจากการประชุม Trump-Xi โดยเฉพาะเรื่องภาษีสินค้าและแร่หายาก (2) ความคืบหน้าของสงครามอิหร่านและผลกระทบต่อราคาพลังงาน ซึ่งส่งตรงมาถึงอัตราเงินเฟ้อไทย และ (3) ทิศทางเงินทุนต่างชาติที่จะไหลกลับเข้าหรือออกจากตลาดเกิดใหม่ขึ้นอยู่กับเฟด

บทสรุป: ตลาดเอเชียยืนหยัดแต่ยังต้องการ “ตัวเร่ง” ใหม่

สัปดาห์นี้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าตลาดการเงินเอเชียยังคงเป็นเกมที่ไวต่อสัญญาณจากมหาอำนาจ ดัชนีนิกเกอิที่เคยทะลุ 62,000 จุด ฮั่งเส็งที่แกว่งตัวรอบ 26,000 จุด และ SET ที่ฟื้นกลับมาเหนือ 1,500 จุด ล้วนสะท้อนความคาดหวังที่นักลงทุนมีต่อผลลัพธ์ของ Trump-Xi

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงยังคงรุมเร้าจากหลายทิศทาง ทั้งความไม่แน่นอนของสงครามอิหร่าน ราคาน้ำมันที่สูง เงินเฟ้อที่ยังคงเกาะตัว และคำถามเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ สำหรับนักลงทุนไทย กลยุทธ์ที่นักวิเคราะห์หลายสำนักแนะนำคือการกระจายพอร์ตระหว่างหุ้นไทยที่ valuation น่าสนใจ หุ้นต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดจีน-ฮ่องกง และทองคำเป็น hedge ในยามที่ความไม่แน่นอนยังสูง

การจับตาปฏิกิริยาของตลาดเอเชียในช่วงสัปดาห์นี้จะบ่งชี้ว่านักลงทุนทั่วโลกมองผลการประชุมสุดยอด Trump-Xi ว่าเป็น “จุดเปลี่ยน” จริงหรือเพียงแค่ “การจัดการความคาดหวัง” เท่านั้น

Similar Posts

  • วอลล์สตรีทศึกสองด้าน น้ำมันพุ่ง–หุ้นชิปเข้าตลาดหมี ก่อนงบ Big Tech ตัดสิน AI

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ที่นักวิเคราะห์หลายสำนักเรียกว่า “สัปดาห์แห่งการพิสูจน์” ด้วยบรรยากาศที่อึมครึมและกระจัดกระจายอย่างชัดเจน ดัชนีหลักทั้งสามปิดในแดนลบเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยที่แรงกดดันไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่มาจากการปะทะกันของสามกระแสใหญ่ที่กำลังไหลสวนทางกันในเวลาเดียวกัน ได้แก่ สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ลากยาวเข้าสู่วันที่สิบและดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเทขายหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปีจนดัชนีชิปฟิลาเดลเฟียถูกยืนยันในทางเทคนิคว่าเข้าสู่ภาวะตลาดหมี และการรอคอยผลประกอบการไตรมาสสองของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่จะเป็นตัวชี้ขาดว่าเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในปัญญาประดิษฐ์นั้นเริ่มสร้างผลตอบแทนจริงหรือยัง ภาพรวมของการซื้อขายในวันจันทร์สะท้อนความลังเลของนักลงทุนได้เป็นอย่างดี CNBC รายงานว่าดัชนี S&P 500 ปิดที่ระดับ 7,443.28 จุด ลดลง 0.19% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปิดที่ 25,508.07 จุด ลดลงเพียง 0.05% แต่ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์กลับร่วงลงถึง 307.16 จุด หรือ 0.59% มาปิดที่ 51,839.26 จุด ซึ่งเป็นการปรับตัวลงที่หนักที่สุดในบรรดาดัชนีหลัก โดยมีแรงกดดันสำคัญจากหุ้นแอปเปิลที่ร่วงลงกว่า 2% การที่ดาวโจนส์ซึ่งเป็นตัวแทนของเศรษฐกิจดั้งเดิมปรับตัวลงแรงกว่า Nasdaq ที่เต็มไปด้วยหุ้นเทคโนโลยี ถือเป็นภาพที่ผิดปกติเมื่อเทียบกับรูปแบบการเคลื่อนไหวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และเป็นสัญญาณว่าการหมุนเวียนเงินลงทุนระหว่างกลุ่ม (sector rotation) กำลังเกิดขึ้นอย่างเข้มข้น สิ่งที่ทำให้ภาพซับซ้อนยิ่งขึ้นคือ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังต่อสู้กับสิ่งที่นักกลยุทธ์เรียกว่า “ความเสี่ยงคู่ขนาน”…

  • |

    โภคภัณฑ์โลกเดือดร้อน: น้ำมันพุ่ง ทองยืนสูง เงินผันผวน เมื่อฮอร์มุซยังคับแคบ

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกยังคงอยู่ในภาวะปั่นป่วนสูงในเดือนพฤษภาคม 2569 หลังวิกฤตการณ์ตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ กระทบการส่งออกน้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 1 ใน 5 ของอุปทานโลก ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ประมาณ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ทองคำซื้อขายบริเวณ 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และตลาดพลังงานโลกก็เผชิญกับความตึงเครียดที่ไม่เคยพบเห็นในรอบหลายทศวรรษ นักลงทุนไทยและภาคธุรกิจไม่อาจเมินเฉยต่อคลื่นยักษ์ลูกนี้ได้อีกต่อไป ช่องแคบฮอร์มุซ: หัวใจที่หยุดเต้นของตลาดพลังงานโลก เหตุการณ์ที่เริ่มปะทุขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของตลาดพลังงานโลก เมื่อความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางลุกลามจนนำไปสู่การปิดตัวของช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีนัยสำคัญ การปิดช่องแคบดังกล่าวนับเป็นการปิดที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ โดยก่อนเกิดความขัดแย้ง มีน้ำมันดิบราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านช่องแคบแห่งนี้ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมดในโลก ผลกระทบปรากฏชัดเจนในทันที รัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรประเมินว่าอิรัก ซาอุดีอาระเบีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน รวมกันลดการผลิตน้ำมันดิบลงถึง 10.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง…

  • Nvidia ทำลายสถิติโลก รายได้ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์! พร้อมลุ้น Big Tech ทุ่มงบ AI ทะลุ 7 แสนล้านในปี 2026

    คืนวันพุธที่ผ่านมา (20 พฤษภาคม 2566) ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทต้องหยุดหายใจรอผลประกอบการของบริษัทที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามองมากที่สุดในรอบหลายปี เมื่อ Nvidia เจ้าพ่อชิป AI รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 2027 (FY27 Q1) พร้อมตัวเลขที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับ Wall Street อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รายได้ทะลุ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 85% จากปีก่อน พร้อมประกาศคาดการณ์ไตรมาส 2 ที่ 9.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้มาก ขณะเดียวกัน บรรดายักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง Microsoft, Apple, Alphabet, Meta และ Amazon ต่างรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดพร้อมเผยแผนการลงทุนด้าน AI ที่มีมูลค่ารวมกันเกือบ 725,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ “ทุบสถิติโลก” ทุกปีที่ผ่านมา และยังมีข่าวใหญ่จากดีล Apple-Intel ที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อเมริกัน บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกประเด็นสำคัญที่นักลงทุนไทยต้องรู้ในสัปดาห์นี้ Nvidia: “Demand Has Gone…

  • วิเคราะห์หุ้นสหรัฐฯ ดิ่งรับแรงเทขายบิ๊กเทค AI เงินทุนหมุนเข้ากลุ่ม Value หุ้นปันผลสูง

    สถานการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ (Wall Street) ล่าสุดประจำวันที่ 2 กรกฎาคม 2026 ปิดตลาดในแดนลบสลับผันผวนอย่างรุนแรง โดยดัชนีหลักทั้ง S&P 500 และ Nasdaq ถูกกดดันอย่างหนักจากการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่และกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเคยกุมบังเหียนตลาดขาขึ้นมาอย่างยาวนาน ทว่าการปรับตัวลดลงในครั้งนี้กลับสวนทางกับภาพรวมของตลาดที่หุ้นกว่า 3 ใน 5 ตัวในดัชนี S&P 500 ยังคงสามารถปิดในแดนบวกได้ เนื่องจากนักลงทุนขยับเม็ดเงินเข้าสู่กลุ่มหุ้นดั้งเดิม (Value Stocks) และหุ้นขนาดเล็ก (Small-cap) หลังจากมีการเปิดเผย ข้อมูลดัชนีภาคการผลิต (ISM Manufacturing) และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนมิถุนายนที่ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด โดยตัวเลขการจ้างงานเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มาก ส่งผลให้อัตราการว่างงานดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 4.2% ปัจจัยเหล่านี้ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (10-year Treasury yield) ชะลอตัวลงจากระดับสูงสุดของวันที่ 4.50% มาอยู่ที่ 4.46%-4.47% เปิดทางให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือลดความเข้มงวดในการปรับขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ลง ดัชนี…

  • น้ำมัน-ทองคำ-เงิน ผันผวนหนัก! วิกฤตฮอร์มุซพลิกโฉมตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกปี 2026

    โลกการเงินกำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลและอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้ส่งคลื่นกระแทกรุนแรงผ่านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก ตั้งแต่น้ำมันดิบที่พุ่งทะยานเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทองคำที่ขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์แล้วดิ่งลงอย่างน่าตกใจ ไปจนถึงเงินที่กำลังเปลี่ยนบทบาทจากโลหะมีค่าเป็นวัตถุดิบอุตสาหกรรมแห่งอนาคต บทความนี้จะพาคุณผ่านทุกมิติของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในขณะนี้ พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบที่นักลงทุนไทยควรเตรียมรับมือ น้ำมันดิบ: วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซและการหยุดชะงักครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอล ส่งผลให้การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักแทบทั้งหมด ซึ่งเป็นเส้นทางที่น้ำมันโลกราว 20% ต้องผ่านทุกวัน สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ตั้งชื่อเหตุการณ์นี้ว่า “การหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก” อย่างไม่มีข้อสงสัย ข้อมูลจาก IEA ระบุว่า การปิดกั้นเส้นทางขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ปริมาณน้ำมันที่ขาดหายไปจากการผลิตของประเทศในตะวันออกกลางสะสมแตะ 1 พันล้านบาร์เรลแล้ว โดยมีกำลังการผลิตที่หยุดชะงักถึง 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตัวเลขนี้มหาศาลถึงขนาดที่ทำให้นักวิเคราะห์หลายรายถึงกับเปรียบเทียบกับวิกฤตพลังงานในทศวรรษ 1970 ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นเกิน 6% แตะระดับ 118.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022 ขณะที่น้ำมัน WTI ของสหรัฐฯ ปิดตลาดที่ 106.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพื่อบรรเทาแรงกระแทก IEA ได้ตัดสินใจปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉิน 400 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ตาม…

  • |

    OpenAI ทอดเงาเหนือผลประกอบการของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีทั้งสี่

    ในสัปดาห์ที่ถือเป็นจุดไคลแมกซ์ของฤดูกาลประกาศผลประกอบการ ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังเตรียมรับตัวเลขจากสี่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Amazon, Alphabet, Meta และ Microsoft มีบริษัทหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อบริษัทจดทะเบียนใดๆ กลับทอดเงาอันยาวไกลเหนือทุกสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น บริษัทนั้นคือ OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT ที่แม้จะไม่เคยเปิดเผยตัวเลขทางการเงินต่อสาธารณะเลยสักครั้ง แต่กลับกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการประเมินอนาคตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก นักลงทุนเอกชนปัจจุบันให้มูลค่า OpenAI สูงถึงกว่า 850,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทกลายเป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้งรายได้และการใช้จ่ายมหาศาลของ OpenAI ถูกตลาดมองว่าเป็น “ตัวชี้วัดแทน (Proxy)” ของทิศทางการลงทุนใน AI ทั้งอุตสาหกรรม ทำให้ทุกข่าวที่เกี่ยวข้องกับ OpenAI ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั่วทั้งตลาด ศึกในชั้นศาล: Musk ปะทะ Altman บนเวทีสาธารณะ OpenAI จะครองพื้นที่หน้าสื่อในสัปดาห์นี้อยู่แล้วจากการต่อสู้ทางกฎหมายที่ดึงดูดความสนใจอย่างมาก ระหว่าง Sam Altman CEO ของ OpenAI และ Elon Musk CEO ของ Tesla ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเพื่อนร่วมวิสัยทัศน์และหุ้นส่วนผู้ก่อตั้งในองค์กรเดียวกัน…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *