วิเคราะห์หุ้นสหรัฐฯ ดิ่งรับแรงเทขายบิ๊กเทค AI เงินทุนหมุนเข้ากลุ่ม Value หุ้นปันผลสูง

วิเคราะห์หุ้นสหรัฐฯ ดิ่งรับแรงเทขายบิ๊กเทค AI เงินทุนหมุนเข้ากลุ่ม Value หุ้นปันผลสูง

สถานการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ (Wall Street) ล่าสุดประจำวันที่ 2 กรกฎาคม 2026 ปิดตลาดในแดนลบสลับผันผวนอย่างรุนแรง โดยดัชนีหลักทั้ง S&P 500 และ Nasdaq ถูกกดดันอย่างหนักจากการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่และกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเคยกุมบังเหียนตลาดขาขึ้นมาอย่างยาวนาน ทว่าการปรับตัวลดลงในครั้งนี้กลับสวนทางกับภาพรวมของตลาดที่หุ้นกว่า 3 ใน 5 ตัวในดัชนี S&P 500 ยังคงสามารถปิดในแดนบวกได้ เนื่องจากนักลงทุนขยับเม็ดเงินเข้าสู่กลุ่มหุ้นดั้งเดิม (Value Stocks) และหุ้นขนาดเล็ก (Small-cap) หลังจากมีการเปิดเผย ข้อมูลดัชนีภาคการผลิต (ISM Manufacturing) และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนมิถุนายนที่ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด โดยตัวเลขการจ้างงานเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มาก ส่งผลให้อัตราการว่างงานดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 4.2% ปัจจัยเหล่านี้ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (10-year Treasury yield) ชะลอตัวลงจากระดับสูงสุดของวันที่ 4.50% มาอยู่ที่ 4.46%-4.47% เปิดทางให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือลดความเข้มงวดในการปรับขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ลง

ดัชนี / สินทรัพย์ระดับล่าสุดการเปลี่ยนแปลง% การเปลี่ยนแปลง
S&P 500® Index7,483.23-16.13-0.22%
Dow Jones Industrial Average®52,305.24-13.96-0.03%
Nasdaq Composite®26,040.03-173.69-0.66%
10-year Treasury Yield4.46%-0.02
WTI Crude Oil$67.31-$1.27-1.85%
Brent Crude Oil$71.57-1.9%-1.90%
Gold (XAU/USD)$4,082.40+$44.40+1.10%
Bitcoin$61,330.70+$2,809.20+4.80%

1. การหมุนเวียนกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector Rotation) จากกลุ่มบิ๊กเทค AI สู่หุ้นคุณค่าและหุ้นขนาดเล็ก

รายงานจาก Financial Times และ Bloomberg ระบุว่า หุ้นกลุ่ม ‘Magnificent Seven’ ซึ่งประกอบด้วย Nvidia, Meta, Apple, Microsoft, Alphabet, Amazon และ Tesla เผชิญกับกระแสเงินทุนไหลออกอย่างรุนแรง (Violent Rotation) ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยสูญเสียมูลค่าตลาดรวมกันไปแล้วกว่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากความกังวลของนักลงทุนว่าราคาหุ้นกลุ่มนี้ร้อนแรงเกินไปและรับรู้ข่าวดีด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ไปมากแล้ว ในขณะที่หุ้นรายตัวอย่าง Micron Technology ร่วงลงหนักถึง 10.6%, Advanced Micro Devices (AMD) ดิ่งลง 6.9% และผู้นำตลาดอย่าง Nvidia ปรับลดลงอีก 1.3% นอกเหนือจากนี้ หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อย่าง ON Semiconductor ดิ่งลงรุนแรงถึง 23.7% หลังประกาศเข้าซื้อกิจการ Synaptics ด้วยมูลค่าหุ้นทั้งหมดประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์

ในทางกลับกัน ตลาดกำลังเห็นภาพการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของหุ้นนอกกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหาร เช่น General Mills ดีดตัวขึ้นถึง 8.5% จากผลประกอบการไตรมาสล่าสุดที่ดีเกินคาดพร้อมแผนลดต้นทุน 3 พันล้านดอลลาร์ใน 4 ปี นอกจากนี้ ดัชนีหุ้นขนาดเล็กอย่าง Russell 2000 พุ่งสูงขึ้นถึง 22% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ซึ่งถือเป็นผลงานครึ่งปีที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991 สะท้อนให้เห็นว่าเม็ดเงินลงทุนกำลังกระจายตัวออกจากกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีไปสู่หุ้นขนาดเล็กและหุ้นดั้งเดิมที่มีมูลค่าพื้นฐานน่าสนใจและได้รับอานิสงส์โดยตรงหากอัตราดอกเบี้ยเริ่มปรับตัวลดลงตามแนวโน้มเศรษฐกิจ

2. ตลาดแรงงานชะลอตัวเกินคาด: สัญญาณสำคัญที่หนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ผ่อนคลายนโยบายการเงิน

ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดในรอบสัปดาห์คือตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมิถุนายน (June Jobs Data) ที่เปิดเผยโดยรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งระบุว่ามีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง นับว่าต่ำกว่าตัวเลขที่นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทและทาง Reuters คาดการณ์ไว้เป็นอย่างมาก ส่งผลให้อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.2% แม้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางในตลาดแรงงานสหรัฐฯ แต่ในมุมมองของนักลงทุนกลับเป็นข่าวดีที่ช่วยผ่อนคลายความกังวลด้านเงินเฟ้อ

ตามการรายงานของ CNBC และ MarketWatch ดัชนีภาคการผลิตจากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐฯ (ISM Manufacturing) ก็ขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงเช่นเดียวกัน โดยดัชนีราคาจ่าย (Prices Paid) ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งชี้ว่าภาวะเงินเฟ้อในภาคการผลิตกำลังอ่อนกำลังลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยด้านลบของเศรษฐกิจเหล่านี้กลายเป็นแรงผลักดันเชิงบวกต่อตลาดทุนในแง่ของการลดแรงกดดันต่อคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) ทำให้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ปรับเพิ่มน้ำหนักว่าเฟดจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยและอาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่ากำหนดเพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง

3. ตลาดพันธบัตรคลายตัว น้ำมันดิบและทองคำส่งสัญญาณเคลื่อนไหวตอบรับสถานการณ์โลก

การชะลอตัวของตัวเลขเศรษฐกิจส่งผลโดยตรงให้กฎเกณฑ์ของตลาดตราสารหนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (10-year Treasury yield) ปรับตัวลดลงทันทีมาอยู่ที่ 4.46% – 4.47% หลังจากขยับไปใกล้ระดับ 4.50% ในช่วงเช้า การลดลงของบอนด์ยิลด์ช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและเพิ่มความน่าสนใจในการประเมินมูลค่าหุ้น

สำหรับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบโลกร่วงลงอย่างต่อเนื่อง โดยน้ำมันดิบ Brent ปรับลดลง 1.9% ปิดที่ 71.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบ WTI ลดลง 1.85% อยู่ที่ 67.31 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากความหวังทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในการเจรจายุติความขัดแย้งทางทหารและเปิดเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) อีกครั้ง ด้านราคาทองคำทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและฟื้นตัวขึ้น 1.1% สู่ระดับ 4,082.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยร่วงลงต่ำกว่าระดับ 3,980 ดอลลาร์อันเนื่องมาจากความกังวลเรื่องดอกเบี้ยสูงในระยะยาว

4. มุมมองและทัศนะจากผู้เชี่ยวชาญทางการเงินระดับโลก

นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Charles Schwab ให้ความเห็นว่า ‘การชะลอตัวของตัวเลขการจ้างงานเหลือเพียง 57,000 ตำแหน่งเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่ามาตรการคงดอกเบี้ยระดับสูงของเฟดเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง แต่ในทางกลับกัน มันคือยาแรงที่ช่วยดับไฟเงินเฟ้อและเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้บอนด์ยิลด์ปรับฐานลงอย่างถาวรในไตรมาสที่สาม’

ขณะเดียวกัน ฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนของ Morgan Stanley และบทความจาก Seeking Alpha ชี้แจงว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ตลาดหมี (Bear Market) แต่เป็นการปรับฐานเพื่อความสมดุล (Healthy Correction) หุ้นบิ๊กเทคที่ราคาสูงเกินไปถูกขายเพื่อทำกำไรและล็อกผลตอบแทน (Profit-taking) แล้วกระจายเม็ดเงินเหล่านั้นเข้าสู่ตลาดหุ้นต่างประเทศ หุ้นปลอดภัย และหุ้นขนาดเล็กที่มีมูลค่าต่ำกว่าพื้นฐานที่แท้จริง ซึ่งนับเป็นจังหวะที่ดีสำหรับการปรับพอร์ตการลงทุนระยะยาว

5. บทสรุปและคำแนะนำเชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุนไทย

ความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และการหมุนเวียนเซกเตอร์ในวอลล์สตรีทส่งผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อมต่อทิศทางการลงทุนของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นักลงทุนไทยควรพิจารณาและปรับตัวตามปัจจัยดังต่อไปนี้:

1. การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐและการแข็งค่าของเงินบาท: จากการที่แนวโน้มดอกเบี้ยเฟดมีทิศทางปรับลดลง ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ปรับตัวลดลง 0.76% มาอยู่ที่ 100.63 ส่งผลทำให้ค่าเงินบาทและสกุลเงินในภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในระยะสั้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทจดทะเบียนไทยที่มีการนำเข้าวัตถุดิบหรือมีหนี้สินเป็นสกุลเงินต่างประเทศ แต่จะกดดันภาคการส่งออกและท่องเที่ยว

2. โอกาสในหุ้นกลุ่มคุณค่าและปันผลสูง (Value & High-Dividend Stocks): เนื่องจากเม็ดเงินในตลาดโลกกำลังไหลออกจากหุ้นเติบโตสูง (Growth Stocks) ที่มีความเสี่ยงด้านราคา นักลงทุนไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการทยอยสะสมหุ้นไทยในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มสาธารณูปโภค หรือกองทุนรวมประเภทตราสารหนี้และกองทุนรวมดัชนี (ETFs) ที่เน้นการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เริ่มคลายตัวลง

3. ติดตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างใกล้ชิด: การลดลงของราคาน้ำมันดิบ Brent สู่ระดับ 71.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะช่วยลดต้นทุนพลังงานและการผลิตภายในประเทศไทย ซึ่งเป็นผลดีต่ออัตราเงินเฟ้อของไทยและหุ้นกลุ่มสายการบินหรือกลุ่มค้าปลีก แต่อาจเป็นผลลบระยะสั้นต่อหุ้นกลุ่มพลังงานและโรงกลั่นขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นไทย (SET Index)

สรุปภาพรวม นักลงทุนไทยไม่ควรรีบร้อนตื่นตระหนกกับการดิ่งลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ หากแต่ควรใช้กลยุทธ์ ‘กระจายความเสี่ยง’ (Diversification) ลดการกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีต่างประเทศที่แพงเกินไป และหันมาเพิ่มสัดส่วนในสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำที่ฟื้นตัวขึ้นยืนเหนือ 4,000 ดอลลาร์ หรือหุ้นไทยพื้นฐานแกร่งที่มีอัตราเงินปันผลสูงเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับพอร์ตการลงทุนรวมภายใต้สภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวในปี 2026 นี้

Similar Posts

  • | |

    GraniteShares เลื่อนเปิดตัว ETF XRP แบบ 3 เท่าครั้งที่ 5 ดันวันเปิดตัวไปถึง 7 พฤษภาคม

    ในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การเปิดตัวผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ มักต้องผ่านกำแพงกำกับดูแลที่ซับซ้อนและไม่แน่นอน และนั่นคือสิ่งที่ GraniteShares กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ บริษัทจัดการกองทุนรายนี้ได้เลื่อนการเปิดตัว ETF XRP แบบ Long 3 เท่า และ Short 3 เท่า รายวัน ออกไปจากวันที่ 23 เมษายน เป็น 7 พฤษภาคม นับเป็นการเลื่อนครั้งที่ห้าในช่วงเวลาเพียงสามสัปดาห์ และยิ่งตอกย้ำคำถามที่คาใจนักลงทุนและวงการคริปโตว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ หรือ SEC จะอนุมัติผลิตภัณฑ์คริปโตแบบ Leverage 3 เท่าหรือไม่ ภายใต้กรอบกฎหมายเดิมที่เคยใช้ปฏิเสธผลิตภัณฑ์ลักษณะเดียวกันของ ProShares ไปเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ประวัติการเลื่อน: ห้าครั้งในสามสัปดาห์ การเลื่อนครั้งล่าสุดนี้ดำเนินการผ่านการยื่นเอกสาร Rule 485 ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ปี 2476 ซึ่งเป็นช่องทางที่อนุญาตให้ผู้ออกกองทุนสามารถเปลี่ยนวันเปิดตัวได้โดยไม่ต้องเริ่มกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแลใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น เส้นทางการเลื่อนมีดังนี้ เริ่มต้นจากวันที่ 2 เมษายน เลื่อนไปเป็น 9 เมษายน จากนั้นเป็น 16 เมษายน…

  • ทองคำ 2569: จากสถิติสูงสุด 5,595 ดอลลาร์ สู่ความผันผวนที่นักลงทุนไทยต้องเข้าใจ

    ปี 2569 กลายเป็นปีที่ตลาดทองคำโลกเขียนหน้าประวัติศาสตร์ใหม่อีกครั้ง หลังจากที่ในปี 2568 ราคาทองคำพุ่งขึ้นกว่า 64% — การเพิ่มขึ้นในหนึ่งปีที่ไม่เคยเกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี 2522 ต้นปี 2569 ก็มาพร้อมกับการทุบสถิติสูงสุดตลอดกาลอีกครั้งที่ 5,595 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันที่ 29 มกราคม แต่จากนั้น เส้นทางของทองคำกลับซับซ้อนขึ้นอย่างมาก เมื่อสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ผิดความคาดหมายของนักลงทุน ทำให้ราคาร่วงลงอย่างฉับพลันแทนที่จะพุ่งสูงขึ้น ณ วันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ราคาทองคำอยู่ที่ประมาณ 4,540 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทย (ทอง 96.5%) ประมาณ 72,000-73,000 บาทต่อบาทน้ำหนัก สถานการณ์ที่ผันผวนนี้สร้างทั้งโอกาสและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน — บทความนี้จะพาเจาะลึกทุกมิติที่นักลงทุนไทยควรรู้ ปี 2568-2569: สองปีที่ทองคำเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดโลก เพื่อเข้าใจตลาดทองคำในปัจจุบัน ต้องย้อนดูบริบทที่สร้างมันขึ้นมา ในปี 2568 ทองคำพุ่งจาก 2,623 ดอลลาร์ต่อออนซ์ต้นปี ไปสู่ 4,339 ดอลลาร์สิ้นปี — การขึ้นราคา 65%…

  • ดอลลาร์แข็งสวนทาง! เงินยังไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ จับตาเฟด-SET ครึ่งปีหลัง 2026

    ตลาดการเงินโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 กำลังเผชิญกับความขัดแย้งเชิงทิศทางที่ทำให้นักลงทุนสถาบันต้องคิดใหม่เรื่องการจัดพอร์ต หลังจากที่ธีมหลักของปีนี้ตลอดช่วงต้นปีคือ “ดอลลาร์อ่อน เงินไหลเข้าตลาดเกิดใหม่” กลับพลิกผันเมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ Kevin Warsh ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา พร้อมส่งสัญญาณ “hawkish” ที่ทำให้ตลาดต้องปรับมุมมองเรื่องจังหวะการลดดอกเบี้ยใหม่ทั้งหมด ขณะเดียวกัน ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ก็ไต่ขึ้นมาแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 ที่ราว 100.7 จุด สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ตอนต้นปีว่าดอลลาร์จะอ่อนค่าต่อเนื่อง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Markets) ยังคงรักษาผลตอบแทนที่โดดเด่นไว้ได้ ดัชนี MSCI Emerging Markets ปรับตัวขึ้นกว่า 25% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่กองทุน iShares MSCI Emerging Markets ETF (EEM) ให้ผลตอบแทนแบบ price return ราว 23% เทียบกับ S&P 500…

  • พบกับ “YouTube Whisperers” กลุ่มที่ปรึกษาที่กำลังเฟื่องฟูอยู่เบื้องหลังช่อง MrBeast และช่องอื่นๆ ที่ทำรายได้หลักล้านดอลลาร์

    ในโลกที่ YouTube กลายเป็นอาณาจักรสื่อที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีกลุ่มมืออาชีพกลุ่มหนึ่งที่กำลังเงียบๆ สะสมอำนาจและรายได้จากเบื้องหลัง พวกเขาไม่ใช่ผู้สร้างเนื้อหา แต่เป็นผู้ที่บอกผู้สร้างเนื้อหาว่าต้องทำอะไร เมื่อไหร่ และอย่างไร บุคคลเหล่านี้คือ “YouTube Strategists” หรือที่บางคนเรียกว่า “YouTube Whisperers” ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ที่กำลังกลายเป็นอาชีพที่ทั้งหายากและมีราคาสูงลิ่วในอุตสาหกรรมการสร้างเนื้อหาออนไลน์ ที่มาของ YouTube Whisperer ผู้ที่สร้างชื่อจากการสังเกต Paddy Galloway คือชื่อที่ในวงการ YouTube ผู้สร้างเนื้อหาระดับโลกต่างรู้จักดี แม้ว่าผู้ชมทั่วไปจะแทบไม่เคยได้ยินชื่อของเขา Galloway เริ่มต้นโพสต์วิดีโอ YouTube ของตัวเองในปี 2549 หรือเพียงหนึ่งปีหลังจากที่ YouTube เปิดให้บริการ และใช้เวลาหลายปีในการพยายามทำความเข้าใจว่าทำไมวิดีโอบางชิ้นถึงแพร่กระจายเป็นไวรัลในขณะที่ชิ้นอื่นๆ หายไปในทะเลของเนื้อหา ความอยากรู้อยากเห็นของเขาพัฒนาจากความสนใจส่วนตัวไปสู่การสร้างวิดีโอที่วิเคราะห์ความสำเร็จของผู้อื่น เขาสร้างสิ่งที่เรียกว่า “YouTube Masterclass” ซึ่งรวมถึงวิดีโออย่าง “Peter McKinnon ได้ผู้ติดตาม 1 ล้านคนในเวลาไม่ถึงหนึ่งปีได้อย่างไร” และ “MrBeast โตได้อย่างไร” วิดีโอเหล่านี้ดึงดูดผู้ชมได้ประมาณ 500,000 คน และที่สำคัญกว่านั้นคือมันดึงดูดความสนใจของ Jimmy Donaldson…

  • | |

    กำไร BP พุ่งเกินเท่าตัว เหนือคาดการณ์ หลังสงครามอิหร่านดันราคาน้ำมันพุ่งสูง

    ในสัปดาห์ที่ตลาดพลังงานโลกยังคงร้อนแรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง BP บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่สัญชาติอังกฤษได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 ที่สร้างความประหลาดใจให้กับวงการในเชิงบวกอย่างมาก เมื่อกำไรสุทธิพุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ผลักดันโดยราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ผลลัพธ์นี้ไม่เพียงตอกย้ำความแข็งแกร่งของธุรกิจพลังงานในยามที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านอุปทาน แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งอันน่าขันของโลกสมัยใหม่ที่ความทุกข์ยากจากสงครามกลับกลายเป็นกำไรงามสำหรับอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับราคาพลังงาน ตัวเลขที่พูดแทนตัวเอง: กำไรที่ทิ้งห่างการคาดการณ์ BP รายงาน กำไรต้นทุนทดแทนพื้นฐาน (Underlying Replacement Cost Profit) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่บริษัทใช้แทนกำไรสุทธิ อยู่ที่ 3,200 ล้านดอลลาร์ สำหรับสามเดือนแรกของปี 2569 ตัวเลขนี้เหนือกว่าการคาดการณ์เฉลี่ยของนักวิเคราะห์ที่รวบรวมโดย LSEG ซึ่งอยู่ที่ 2,630 ล้านดอลลาร์ อยู่ถึง 570 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ถึงกว่า 21% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า ภาพยิ่งชัดเจนขึ้นว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยิ่งใหญ่แค่ไหน กำไรสุทธิในไตรมาสแรกของปีที่แล้วอยู่ที่เพียง 1,380 ล้านดอลลาร์ และในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 อยู่ที่ 1,540 ล้านดอลลาร์ การกระโดดขึ้นมาที่ 3,200 ล้านดอลลาร์ในครั้งนี้จึงหมายความว่ากำไรเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบปีต่อปี และเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าด้วย BP อธิบายว่าผลลัพธ์ไตรมาสแรกนี้สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมจากการซื้อขายน้ำมันที่ “ยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ” และผลการดำเนินงานกลางน้ำที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งทั้งสองปัจจัยล้วนได้รับประโยชน์โดยตรงจากความผันผวนของราคาพลังงานที่สูงขึ้นอันเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง เสียงจาก CEO:…

  • |

    Alphabet ร่วงหนัก 7% สูญมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์ หลังนักวิจัย AI ระดับท็อปย้ายซบ OpenAI-Anthropic

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยภาพที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งคือ Alphabet บริษัทแม่ของ Google ที่หุ้นทรุดตัวลงราว 6-7% ในวันเดียว ซึ่งถือเป็นวันที่แย่ที่สุดในรอบปีของบริษัท สาเหตุมาจากการลาออกของนักวิจัย AI ระดับโลกสองคนรวดในสัปดาห์เดียวกัน ไปอยู่กับคู่แข่งอย่าง OpenAI และ Anthropic ส่งผลให้มูลค่าตลาดของ Alphabet หายไปประมาณ 250,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ดัชนีหุ้นขนาดเล็ก Russell 2000 กลับทำสถิติประวัติศาสตร์ ทะลุระดับ 3,000 จุดเป็นครั้งแรก สะท้อนว่าเงินทุนกำลังหมุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปสู่สินทรัพย์อื่นที่มีความเสี่ยงกระจุกตัวน้อยกว่า ภาพรวมตลาดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมายังเต็มไปด้วยปัจจัยซับซ้อนหลายชั้น ตั้งแต่ผลกระทบที่ยังหลงเหลือจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ส่งสัญญาณ “hawkish” เกินคาดเมื่อสัปดาห์ก่อน ไปจนถึงความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านที่ช่วยฉุดราคาน้ำมันลง และการเทขายทำกำไรในหุ้น SpaceX ที่ร่วงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 หลังจากพุ่งทำสถิติในการเข้าตลาดครั้งแรกเมื่อสองสัปดาห์ก่อน นักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดโลกควรทำความเข้าใจภาพรวมเหล่านี้อย่างละเอียด เพราะมีนัยสำคัญต่อทั้งกองทุนต่างประเทศและทิศทางการลงทุนในสินทรัพย์เทคโนโลยีทั่วโลก Alphabet ร่วงหนักสุดในรอบปี หลังเสีย “สมองกล” ระดับโลกให้คู่แข่ง เหตุการณ์ที่สร้างแรงสะเทือนมากที่สุดในตลาดสัปดาห์นี้คือการที่หุ้น Alphabet ทรุดตัวลงอย่างรุนแรง โดย Reuters…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *