ตลาดเกิดใหม่ทวงบัลลังก์ 2026: พันธบัตร EM ผลตอบแทน 6.9% ท้าเงาฟองสบู่ AI
ปี 2026 กำลังกลายเป็นปีที่พลิกตำราการจัดพอร์ตการลงทุนแบบเดิม ๆ เมื่อ “ตลาดเกิดใหม่” (Emerging Markets) ที่เคยถูกมองข้ามมานานหลายปี กลับมาเป็นดาวเด่นของตลาดโลกอีกครั้ง ทั้งในฝั่งหุ้นและพันธบัตร ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงต่อเนื่อง ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ยืนโทนสายเหยี่ยว และเงาทะมึนของ “ฟองสบู่ปัญญาประดิษฐ์ (AI)” บนวอลล์สตรีท กำลังผลักให้เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกไหลออกจากสินทรัพย์อเมริกันที่กระจุกตัวสูง ไปหาการกระจายความเสี่ยงในรูปแบบใหม่ ที่ให้ทั้งผลตอบแทนและเกราะป้องกันในเวลาเดียวกัน
บทความนี้ประมวลมุมมองล่าสุดจากสำนักข่าวและสถาบันการเงินชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, Morgan Stanley, BlackRock, VanEck, Morningstar, Reuters รวมถึงงานวิจัยที่อ้างอิงถึง MIT และนักวิชาการจาก Harvard Business School เพื่อฉายภาพว่าเหตุใด “ธีมการลงทุน 2026” จึงหมุนกลับมาที่พันธบัตรและหุ้นตลาดเกิดใหม่ ETF ตราสารหนี้ และการถ่วงดุลพอร์ตด้วยทองคำ พร้อมวิเคราะห์ว่าแรงกระเพื่อมเหล่านี้ส่งผลอย่างไรต่อ SET ค่าเงินบาท และนักลงทุนไทยที่มองหาโอกาสนอกประเทศ
1. ตลาดเกิดใหม่กลับมาผงาด: จากถูกทิ้ง สู่ดาวเด่นแห่งปี
ภาพจำเดิมที่ว่าตลาดเกิดใหม่คือแหล่งลงทุนที่ผันผวนสูงและเปราะบางทางการเมือง กำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรงในปี 2026 หลังจากที่ตลอดปี 2025 หุ้นในกลุ่มประเทศเกิดใหม่สร้างผลตอบแทนได้อย่างน่าประทับใจ สวนทางกับความกังวลเรื่องกำแพงภาษีของสหรัฐและการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน
Reuters รายงานว่า หุ้นตลาดเกิดใหม่ในปี 2025 ปรับตัวขึ้นราว 26% โดยแรงหนุนหลักมาจากกระแสเงินที่กระจายตัวออกจากตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Markets) และความคืบหน้าของการปฏิรูปเศรษฐกิจในหลายประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ผลสำรวจของ HSBC ยังพบว่ามุมมองเชิงลบต่อตลาดเกิดใหม่แทบหายไปหมด โดยดัชนีความเชื่อมั่นสุทธิพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นสัญญาณว่านักลงทุนสถาบันทั่วโลกเริ่มมองกลุ่มนี้เป็น “ของจริง” ไม่ใช่แค่การเก็งกำไรระยะสั้น
ตัวเลขเชิงเปรียบเทียบยิ่งตอกย้ำภาพนี้ ดัชนี Dow Jones Emerging Markets ทำผลตอบแทนได้ราว 18.6% นับจากต้นปี เอาชนะดัชนี S&P 500 ของสหรัฐที่บวกราว 15.2% ในช่วงเวลาเดียวกัน ปรากฏการณ์ที่ตลาดเกิดใหม่ “วิ่งนำ” ตลาดที่ใหญ่และลึกที่สุดในโลกอย่างสหรัฐเช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักในรอบทศวรรษที่ผ่านมา
โมเมนตัมยังต่อเนื่องมาถึงกลางเดือนสิงหาคม 2026 โดย Bloomberg รายงานว่า ดัชนีหุ้นตลาดเกิดใหม่ของ MSCI ปรับขึ้นราย สัปดาห์ถึง 2.6% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นรายสัปดาห์ที่แรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน ขานรับทั้งความคาดหวังต่อทิศทางนโยบายเฟดและกระแสการลงทุน AI ที่ยังคงเป็นแรงส่งให้บริษัทเทคโนโลยีในเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ในเกาหลีใต้และไต้หวัน
นักกลยุทธ์จาก State Street ถึงกับใช้คำว่า “การประเมินมูลค่าใหม่” (rerating) ให้กับตลาดเกิดใหม่ โดยมองว่าการถือครองสินทรัพย์กลุ่มนี้กำลังเปลี่ยนจากการลงทุนตามวัฏจักร (cyclical) ไปสู่การถือครองเชิงโครงสร้าง (structural) กล่าวคือ นักลงทุนทั่วโลกไม่ได้เข้าซื้อเพียงเพื่อเก็งกำไรช่วงสั้น แต่เริ่มจัดสรรน้ำหนักการลงทุนระยะยาวให้กับตลาดเกิดใหม่อย่างจริงจัง ซึ่งหากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป จะเป็นการเปลี่ยนสมดุลของกระแสเงินทุนโลกอย่างมีนัยสำคัญ
แรงขับเคลื่อนสำคัญอีกประการหนึ่งมาจากจีน ซึ่งเป็นน้ำหนักหลักในดัชนีตลาดเกิดใหม่ หลังจากรัฐบาลจีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่หลายระลอก บวกกับความคืบหน้าด้านเทคโนโลยีของบริษัทจีน ทำให้ความกังวลเรื่องการชะลอตัวที่เคยกดดันตลาดในช่วงต้นวัฏจักรค่อย ๆ คลี่คลาย นักวิเคราะห์มองว่าปรากฏการณ์ครั้งนี้คือการ “กระจายตัว” (broadening) ของผลตอบแทน จากที่เคยกระจุกอยู่ในตลาดสหรัฐไปสู่ภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก ซึ่งเป็นภาพที่ตรงกันข้ามกับหลายปีก่อนหน้าที่เงินทุนไหลเข้าสหรัฐเป็นหลัก
Chris Hyzy ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Merrill และ Bank of America Private Bank ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า โดยปกติเมื่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น เงินดอลลาร์มักจะแข็งค่า แต่รอบนี้กลับอ่อนค่า ซึ่ง “ดอลลาร์ที่อ่อนลงเป็นประโยชน์ต่อตลาดเกิดใหม่” โดยตรง ทำให้แม้ในภาวะที่โลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สินทรัพย์กลุ่มนี้ก็ยังได้รับแรงหนุนที่แข็งแกร่ง
2. พันธบัตรตลาดเกิดใหม่: ผลตอบแทน 6.9% ที่นักลงทุนมองข้ามมานาน
หากหุ้นตลาดเกิดใหม่คือพระเอกที่ถูกพูดถึงมากที่สุด พันธบัตรตลาดเกิดใหม่ (EM Bonds) ก็คือตัวละครที่เงียบแต่ทรงพลัง และอาจเป็นโอกาสที่ถูกประเมินค่าต่ำเกินไปมากที่สุดในตลาดตราสารหนี้โลกเวลานี้
ข้อมูลจาก VanEck บริษัทจัดการสินทรัพย์ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 1.6 แสนล้านดอลลาร์ ระบุว่า พันธบัตรตลาดเกิดใหม่ให้ผลตอบแทน (yield) สูงถึง 6.9% เทียบกับพันธบัตรโลก (Global Bonds) ที่ให้ผลตอบแทนเพียง 3.6% และพันธบัตรสหรัฐที่ 4.2% นั่นหมายความว่านักลงทุนที่ยอมข้ามเส้นความเสี่ยงไปถือพันธบัตร EM จะได้รับส่วนต่างผลตอบแทน (carry) ที่สูงกว่าเกือบเท่าตัว
ตัวเลขสำคัญ: พันธบัตรตลาดเกิดใหม่ปี 2025-2026
• ผลตอบแทน (Yield): EM 6.9% เทียบกับพันธบัตรโลก 3.6% และสหรัฐ 4.2%
• ปี 2025 พันธบัตร EM ชนะพันธบัตรตลาดพัฒนาแล้วถึง 8.71% และชนะพันธบัตรสหรัฐ 9.64%
• พันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่นให้ผลตอบแทนราว 7% ในปี 2025 ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020
• Carry ของ EM อยู่ที่ราว 6.4% เทียบกับดัชนี Global Aggregate ที่ 3.2%
ปี 2025 ถือเป็นปีทองของตราสารหนี้กลุ่มนี้ VanEck ระบุว่าพันธบัตรตลาดเกิดใหม่เอาชนะพันธบัตรของตลาดพัฒนาแล้วถึง 8.71% และเอาชนะพันธบัตรสหรัฐถึง 9.64% ทั้งที่ต้นปีตลาดเต็มไปด้วยความกังวลเรื่องนโยบายภาษีของรัฐบาลทรัมป์และความอ่อนแอของเศรษฐกิจจีน สะท้อนว่าปัจจัยพื้นฐานของประเทศเกิดใหม่แข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก
Bloomberg รายงานอ้างอิงนักกลยุทธ์จาก Morgan Stanley ว่า ในปี 2025 พันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่นของตลาดเกิดใหม่สร้างผลตอบแทนให้นักลงทุนราว 7% ซึ่งดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 ขณะที่ดัชนีค่าเงินตลาดเกิดใหม่ปรับขึ้นกว่า 6% และคาดว่าแรงส่งนี้จะลากยาวต่อไป โดยมีปัจจัยหนุนจากแนวโน้มที่เฟดจะผ่อนคลายนโยบายการเงินเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลง
VanEck ยังชี้ประเด็นเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจว่า เมื่อป้องกันความเสี่ยงค่าเงินกลับเข้าสู่สกุลเงินเอเชียแล้ว พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasuries) กลับให้ผลตอบแทนที่ต่ำจนแทบไม่น่าสนใจ เพราะต้นทุนการป้องกันความเสี่ยง (hedging cost) กลืนกินผลตอบแทนไปเกือบหมด นี่คือเหตุผลที่นักลงทุนสถาบันในญี่ปุ่นและเอเชียเริ่มหันมาถือพันธบัตรในประเทศและพันธบัตร EM มากขึ้น ซึ่งเป็นการเปลี่ยนทิศทางกระแสเงินทุนออกจากสินทรัพย์ดอลลาร์อย่างเงียบ ๆ
ในฝั่งของกลยุทธ์ตราสารหนี้ทั่วโลก บริษัทจัดการสินทรัพย์อย่าง iShares (ในเครือ BlackRock) มองว่าปี 2025 คือปีที่พันธบัตรกลับมาทำหน้าที่ “ตัวถ่วงดุล” (ballast) ในพอร์ตอีกครั้ง หลังจากที่ความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นกับพันธบัตรผิดเพี้ยนไปในช่วงหลายปีก่อนหน้า และแนะนำให้เน้นลงทุนในช่วงกลางของเส้นอัตราผลตอบแทน (the belly of the curve) ซึ่งให้สมดุลระหว่างการป้องกันความเสี่ยงและกระแสรายได้ได้ดีที่สุด พร้อมยกให้พันธบัตรตลาดเกิดใหม่เป็นแหล่งรายได้ที่น่าสนใจเป็นพิเศษ
คำถามที่นักลงทุนตราสารหนี้ทั่วโลกถามกันมากที่สุดในปี 2026 คือ “จะหาผลตอบแทนที่น่าสนใจได้จากที่ไหน” ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายเฟด บทวิเคราะห์ “Income Investing Playbook 2026” ของ VanEck เสนอภาพการกระจายแหล่งรายได้ที่หลากหลายกว่าการถือพันธบัตรรัฐบาลอย่างเดียว โดยจัดให้พันธบัตรตลาดเกิดใหม่เป็นตัวนำด้วยปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและผลตอบแทนที่จูงใจ ตามด้วยตราสารหนี้ที่มีหลักประกัน (CLOs) ที่ให้รายได้ทนทานและมีคุณสมบัติป้องกันดอกเบี้ยลอยตัว รวมถึงบริษัทพัฒนาธุรกิจ (BDCs) และหุ้นปันผล ที่ช่วยเพิ่มแหล่งรายได้นอกเหนือจากพันธบัตร
ในฝั่งของเครดิตภาคเอกชน BondBloxx ผู้ออก ETF ที่เน้นตราสารหนี้โดยเฉพาะ ซึ่งมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 6 พันล้านดอลลาร์ มองว่าปี 2026 ยังมีโอกาสในตลาดตราสารหนี้หลายกลุ่ม โดยเฉพาะหุ้นกู้เอกชนสหรัฐที่ได้เรตติ้ง BB และ CCC ในกลุ่มผลตอบแทนสูง (high yield) รวมถึงเครดิตภาคเอกชน (private credit) ที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจพร้อมความผันผวนต่ำ JoAnne Bianco นักกลยุทธ์อาวุโสของ BondBloxx ระบุว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความผันผวนที่คาดว่าจะดำเนินต่อไปในปี 2026 นักลงทุนสามารถใช้ตราสารหนี้เพื่อสร้างรายได้และช่วยรองรับความผันผวนของพอร์ตได้
3. เครื่องยนต์ที่แท้จริง: ดอลลาร์อ่อน เฟดสายเหยี่ยว และตลาดแรงงานที่เริ่มสะดุด
เบื้องหลังการผงาดของตลาดเกิดใหม่ คือกลไกทางเศรษฐกิจมหภาคที่เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น หัวใจสำคัญอยู่ที่ทิศทางของเงินดอลลาร์และนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งในปี 2026 มีความซับซ้อนมากกว่าที่บทวิเคราะห์ช่วงปลายปี 2025 เคยคาดการณ์ไว้
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2026 เมื่อตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐประจำเดือนกรกฎาคม ลดลง 23,000 ตำแหน่ง สวนทางกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 85,000 ตำแหน่ง นับเป็นการหดตัวรายเดือนครั้งแรกในรอบ 5 เดือน และตัวเลขของเดือนก่อนหน้ายังถูกปรับลดลงด้วย ตอกย้ำภาพตลาดแรงงานที่เย็นตัวลงเร็วกว่าที่ผู้กำหนดนโยบายคาดไว้
ผลที่ตามมาคือ เมื่อข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอลง เฟดก็มีแรงกดดันให้ขึ้นดอกเบี้ยน้อยลง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐลดลง ดอลลาร์อ่อนค่า และเม็ดเงินไหลไปหาสินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งตลาดเกิดใหม่อยู่ในลำดับต้น ๆ ของรายการนั้น Bloomberg รายงานว่า ดัชนีค่าเงินตลาดเกิดใหม่ของ MSCI พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,906.98 จุด เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2026 ขณะที่ดัชนีดอลลาร์ของ Bloomberg ปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่สาม
Wee Khoon Chong นักกลยุทธ์อาวุโสประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกของ BNY ให้ความเห็นกับ Bloomberg ว่า แรงหนุนหลักมาจากดอลลาร์ที่อ่อนลงและการฟื้นตัวของสินทรัพย์เสี่ยง พร้อมระบุว่ากำลังเห็น “การไหลกลับเข้ามาอย่างแข็งแกร่งของเงินทุนต่างชาติ” โดยเฉพาะในตลาดเอเชีย
อย่างไรก็ตาม ภาพนโยบายการเงินสหรัฐในปี 2026 มีความ “ตึงเครียดเชิงเหยี่ยว” (hawkish tension) แฝงอยู่ ภายใต้การนำของประธานเฟดคนใหม่ที่ยืนจุดยืนเข้มงวดเรื่องเงินเฟ้อ บทวิเคราะห์จาก MUFG Research ประเมินว่า ตลาดยังคงตีราคาความเป็นไปได้ที่เฟดจะ ขึ้น ดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมแต่ละครั้งไว้ในช่วง 30-60% แม้ MUFG จะมองว่าเฟดไม่น่าจะขึ้นดอกเบี้ยจริง แต่ความคาดหวังนี้จะยังไม่จางหายไปจนกว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จะคลี่คลายและเงินเฟ้อลดลงอย่างชัดเจน
อีกด้านหนึ่ง ความคาดหวังที่ว่าเฟดจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยและอาจกลับมาลดดอกเบี้ยในปี 2027 ยังส่งผลบวกต่อราคาทองคำ ในตลาดทำนายราคา (prediction markets) ช่วงเดือนสิงหาคม 2026 ความน่าจะเป็นที่ราคาทองคำจะแตะเป้าหมายในระดับสูงเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนมุมมองที่ว่าดอกเบี้ยที่ต่ำลงและความกล้ารับความเสี่ยงที่มากขึ้น จะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อทองคำและสินทรัพย์ปลอดภัยรูปแบบใหม่ ซึ่งเชื่อมโยงกับประเด็นการจัดพอร์ตที่จะกล่าวถึงในลำดับถัดไป
ความย้อนแย้งนี้เองที่สร้างโอกาส เพราะทุกครั้งที่ตลาดลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดลง (จากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ) สินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่ก็จะได้รับแรงหนุนทันที กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปี 2026 คือเกมของการอ่านทิศทางเฟดและดอลลาร์ ที่ความเสี่ยงของค่าเงินดอลลาร์ดูจะเอียงไปทางอ่อนค่ามากกว่าแข็งค่า ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อประเทศเกิดใหม่ที่มีหนี้สกุลดอลลาร์ เพราะภาระการชำระหนี้จะเบาลงตามไปด้วย
4. เงาฟองสบู่ AI: ความเสี่ยงกระจุกตัวที่ผลักเงินออกจากวอลล์สตรีท
อีกด้านหนึ่งของเหรียญที่ทำให้นักลงทุนมองหาทางกระจายความเสี่ยงออกจากสหรัฐ คือความกังวลที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ว่าตลาดหุ้นอเมริกันกำลังกระจุกตัวอยู่กับหุ้นเทคโนโลยีกลุ่ม AI มากเกินไป จนอาจกลายเป็น “ฟองสบู่” ที่พร้อมแตกได้ทุกเมื่อ
ตัวเลขที่น่าตกใจคือ เกือบ 80% ของการปรับขึ้นของดัชนี S&P 500 ในปี 2025 มาจากบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI เพียงไม่กี่แห่ง สะท้อนการกระจุกตัวของความเสี่ยงในระดับสุดขั้ว ขณะที่เม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ถูกคาดการณ์ว่าจะสูงกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี ในช่วงปี 2026-2027 แต่รายได้จากผู้บริโภค AI ในสหรัฐกลับอยู่ที่ราว 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปีเท่านั้น ช่องว่างมหาศาลระหว่างเงินที่ทุ่มลงไปกับรายได้ที่เกิดขึ้นจริง คือหัวใจของข้อถกเถียงเรื่องฟองสบู่
ที่สำคัญไปกว่านั้น งานวิจัยที่อ้างอิงถึง MIT ระบุว่าราว 95% ของภาคธุรกิจรายงานว่ายังไม่เห็นผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ที่วัดผลได้จากการใช้ generative AI ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่ามูลค่าหุ้นจำนวนมากอาจถูกขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังมากกว่าผลกำไรที่จับต้องได้
ในมิติของการกระจุกตัว บทความใน Forbes ที่เขียนโดย Paulo Carvão นักวิจัยจาก Harvard ระบุว่า ณ เดือนกรกฎาคม 2026 หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศคิดเป็นสัดส่วนถึง 37% ของน้ำหนักในดัชนี S&P 500 โดยหุ้นเพียง 4 ตัวอย่าง Nvidia (7.6%), Alphabet (5.8%), Meta (2.2%) และ Micron (1.6%) ก็กินสัดส่วนรวมกันมหาศาล ทำให้พอร์ตที่อิงกับดัชนีตลาดในวงกว้างต้องพึ่งพาตัวขับเคลื่อนผลตอบแทนที่แคบลงเรื่อย ๆ
สัญญาณเตือนฟองสบู่ AI: ตัวเลขที่ควรจับตา
• เกือบ 80% ของการปรับขึ้นของ S&P 500 ในปี 2025 มาจากบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI
• เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI คาดสูงกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์/ปี แต่รายได้ผู้บริโภคราว 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์/ปี
• งานวิจัยอ้างอิง MIT: ราว 95% ของภาคธุรกิจยังไม่เห็น ROI ที่วัดผลได้จาก generative AI
• หุ้นเทค 10 อันดับแรกกินสัดส่วนราว 35-37% ของ S&P 500 สูงกว่ายุคดอตคอมที่ราว 25%
• P/E10 (CAPE) อยู่ที่ 39.8 ณ ธ.ค. 2025 — ระดับที่เคยเห็นก่อนวิกฤตปี 1999 และ 2021
ความกังวลนี้สะท้อนออกมาในผลสำรวจของ Deutsche Bank ที่พบว่า 57% ของผู้ตอบแบบสอบถามจัดให้ “การแตกของฟองสบู่เทคโนโลยี” เป็นหนึ่งในสามความเสี่ยงใหญ่ที่สุดสำหรับปี 2026 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ทำสถิติสูงสุดเท่าที่เคยสำรวจมา
ประเด็นที่นักวิเคราะห์จับตาเป็นพิเศษคือ “การให้เงินทุนแบบวนลูป” (circular financing) ในหมู่บริษัท AI รายใหญ่ เช่น การที่ Nvidia ลงทุนใน OpenAI ซึ่งจากนั้น OpenAI ก็นำเงินไปซื้อชิปของ Nvidia ต่อ หรือการที่ Microsoft ถือหุ้นและทุ่มงบด้านคลาวด์ให้ OpenAI มหาศาล Andy Wu อาจารย์จาก Harvard Business School ตั้งข้อสังเกตว่า ในบางกรณีดูเหมือน Nvidia กำลัง “จ่ายเงินให้ลูกค้ามาซื้อสินค้าของตัวเอง” ซึ่งเป็นโครงสร้างที่เปราะบางหากวงจรนี้สะดุดลง
บทเรียนล่าสุดที่ยังหลอกหลอนนักลงทุนคือเหตุการณ์เมื่อต้นปี 2025 เมื่อการเปิดตัวโมเดล AI ราคาถูกจากจีนอย่าง DeepSeek สร้างแรงสั่นสะเทือนที่ลบมูลค่าตลาดเทคโนโลยีทั่วโลกไปเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในไม่กี่วัน โดยหุ้น Nvidia เพียงตัวเดียวร่วงลงราว 17% ในวันเดียว ทำให้มูลค่าตลาดหายไปกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์ เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อตลาดกระจุกตัวสูง ข่าวร้ายเพียงชิ้นเดียวก็สามารถลากดัชนีทั้งกระดานให้ดิ่งลงได้อย่างรวดเร็ว
มาตรวัดมูลค่าก็ส่งสัญญาณเตือนเช่นกัน อัตราส่วนราคาต่อกำไรที่ปรับด้วยวัฏจักร (P/E10 หรือ CAPE) ซึ่งใช้กำไรเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี อยู่ที่ระดับ 39.8 ณ เดือนธันวาคม 2025 ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมาก และในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา มีเพียง 2 ครั้งเท่านั้นที่มูลค่าหุ้นสหรัฐตึงตัวขนาดนี้ คือก่อนฟองสบู่ดอตคอมในปี 1999 และก่อนตลาดปรับฐานในปี 2021
Paulo Carvão นักวิจัยจาก Harvard ยังชี้ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างเพิ่มเติมว่า การลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI แม้จะช่วยหนุน GDP ของสหรัฐ แต่ก็เผยให้เห็นความตึงเครียดทางการเงิน เพราะเงินลงทุนจำนวนมาก รวมถึงภาระผูกพันนอกงบดุล (off-balance-sheet) กำลังวิ่งแซงหน้าความสามารถในการสร้างรายได้ จนทำให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำบางแห่งมีกระแสเงินสดอิสระติดลบ พร้อมเตือนถึงแรงกดดันที่บริษัท AI มูลค่าสูงจะต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ในสภาวะที่ตลาดสาธารณะอาจไม่ผ่อนปรนเท่าตลาดเอกชน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งเตือนว่าไม่ควรเหมารวมว่า AI ทั้งหมดคือฟองสบู่ เพราะบริษัทผู้นำ AI ในปัจจุบันแตกต่างจากยุคฟองสบู่ดอตคอมอย่างสิ้นเชิง กลุ่ม Magnificent Seven มีอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยเกิน 25% เทียบกับค่าเฉลี่ยของ S&P 500 ที่ราว 13% ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าบริษัทเหล่านี้ไม่มีกำไร แต่อยู่ที่ว่าราคาหุ้นได้สะท้อนความคาดหวังในอนาคตไปมากเกินไปหรือยัง และการกระจุกตัวที่สูงระดับนี้ทำให้ตลาดโดยรวมเปราะบางต่อการปรับฐานของหุ้นเพียงไม่กี่ตัว
สำหรับนักลงทุนตลาดเกิดใหม่ ความเสี่ยงฟองสบู่ AI มีสองด้าน ด้านหนึ่งคือ หากตลาดหุ้นสหรัฐปรับฐานแรง แรงกระเพื่อมย่อมส่งผลต่อตลาดทั่วโลกรวมถึงเอเชียที่มีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์เป็นน้ำหนักสำคัญ แต่อีกด้านหนึ่ง การที่นักลงทุนเริ่มลดการพึ่งพาหุ้นเทคสหรัฐ ก็เป็นแรงผลักให้เม็ดเงินกระจายเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ที่ราคายังไม่แพงเกินไปและมี valuation ที่น่าสนใจกว่า ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่หนุนการหมุนเวียนพอร์ตระดับโลกในปีนี้
5. “60/40 ตายแล้ว” จริงหรือ? เมื่อทองคำและสินทรัพย์ทางเลือกเข้ามาเปลี่ยนสมการพอร์ต
ท่ามกลางการกระจุกตัวของหุ้นและความไม่แน่นอนของพันธบัตร คำถามคลาสสิกที่กลับมาดังอีกครั้งคือ สูตรจัดพอร์ตแบบดั้งเดิม 60/40 (หุ้น 60% พันธบัตร 40%) ที่ใช้กันมานานเกือบครึ่งศตวรรษ ยังตอบโจทย์อยู่หรือไม่
BlackRock บริษัทจัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ชี้ว่าสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เคยเอื้อต่อพอร์ต 60/40 ได้เปลี่ยนไปแล้ว จากการที่โลกเผชิญกับ “ช็อกด้านอุปทาน” บ่อยครั้งขึ้น และเงินเฟ้อที่สูงและคาดเดายากขึ้น ทำให้การกระจายความเสี่ยงด้วยพันธบัตรเพียงอย่างเดียวเชื่อถือได้น้อยลง ขณะเดียวกันบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรกใน S&P 500 กินสัดส่วนตลาดรวมกันถึงราว 37% เทียบกับ 29% ในปี 2020 และเพียง 19% ในปี 2010
แนวคิดที่ถูกพูดถึงมากคือการปรับสูตรจาก 60/40 ไปสู่ “60/20/20” ที่ยกระดับให้ทองคำและโลหะมีค่าขึ้นมาเป็นสินทรัพย์แกนหลักเทียบเท่าหุ้นและพันธบัตร โดยมีจุดเริ่มต้นจากบันทึกวิจัยของ Michael Wilson ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Morgan Stanley ในช่วงปลายปี 2025 ท่ามกลางราคาทองคำที่พุ่งเข้าใกล้ระดับประวัติศาสตร์ที่ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
เหตุผลเชิงตัวเลขที่สนับสนุนทองคำนั้นหนักแน่น ข้อมูลบ่งชี้ว่าทองคำมีค่าสหสัมพันธ์ (correlation) กับ S&P 500 ที่ ติดลบ 0.10 และกับพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีที่ติดลบ 0.16 หมายความว่าทองคำให้การกระจายความเสี่ยงได้จริงในจังหวะที่สินทรัพย์ “ปลอดภัย” อื่น ๆ ล้มเหลว นี่คือเหตุผลที่กระแสเงินบางส่วนกำลังไหลออกจากกองทุนพันธบัตรระยะยาว เข้าสู่ทองคำและสินทรัพย์ที่จับต้องได้ (real assets)
แม้กระนั้น ค่าย “60/40 ยังไม่ตาย” ก็มีข้อโต้แย้งที่น่าฟัง โดยชี้ว่านักวิเคราะห์มักเข้าใจผิด นำช่วงเวลาที่พอร์ตอ่อนแอชั่วคราวมาตีความว่าการกระจายความเสี่ยงใช้ไม่ได้อีกต่อไป ทั้งที่ในความเป็นจริง พอร์ตหุ้นและพันธบัตรยังคงเป็นจุดตั้งต้นที่แข็งแกร่งสำหรับการออกแบบกลยุทธ์การลงทุน เพียงแต่ต้องเสริมด้วยสินทรัพย์ทางเลือก (alternatives) และการกระจายไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย เพื่อลดการพึ่งพาตัวขับเคลื่อนผลตอบแทนที่แคบเกินไป
ข้อมูลผลตอบแทนระยะยาวช่วยอธิบายว่าทำไมทองคำและสินทรัพย์จริงจึงกลับมาได้รับความสนใจ บทวิเคราะห์ของ MarketVector ที่ทบทวนผลตอบแทนย้อนหลังหลายปีจนถึงต้นปี 2026 พบว่า ทองคำให้ผลตอบแทนสะสมสูงถึงราว 1,150% (เฉลี่ย 35% ต่อปี) ขณะที่โลหะเงินให้ผลตอบแทนสะสมกว่า 1,656% สวนทางกับพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีที่กลายเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุด และเมื่อปรับด้วยเงินเฟ้อแล้ว หุ้นสหรัฐกลับให้ผลตอบแทนที่แท้จริงติดลบเล็กน้อย นี่คือเหตุผลเชิงประวัติศาสตร์ที่ทำให้แนวคิดการเพิ่มน้ำหนักทองคำในพอร์ตได้รับการยอมรับมากขึ้น แม้ตัวเลขในอดีตจะไม่ใช่เครื่องรับประกันผลตอบแทนในอนาคตก็ตาม
บทสรุปของข้อถกเถียงนี้จึงไม่ใช่ว่า 60/40 ตายไปแล้ว แต่คือการที่ “ตัวถ่วงดุล” ในพอร์ตกำลังมีหน้าตาหลากหลายขึ้น จากที่เคยมีแต่พันธบัตรสหรัฐ ก็ขยายไปสู่พันธบัตรตลาดเกิดใหม่ ทองคำ สินทรัพย์ทางเลือก และกลยุทธ์ที่มีความสัมพันธ์ต่ำกับหุ้น ซึ่ง BlackRock เรียกว่า “ตัวกระจายความเสี่ยงที่หลากหลาย” (diversified diversifier)
6. ETF ที่น่าจับตา: เครื่องมือเข้าถึงธีมการลงทุน 2026
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึงธีมเหล่านี้ กองทุน ETF ยังคงเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมสูงสุด ด้วยจุดเด่นเรื่องต้นทุนต่ำ ประสิทธิภาพด้านภาษี และความคล่องตัวในการซื้อขาย ปี 2025 ที่ผ่านมาถือเป็นปีที่อุตสาหกรรม ETF เติบโตอย่างก้าวกระโดด
Morningstar รายงานว่า ในปี 2025 มีการเปิดตัว ETF ตราสารหนี้ใหม่ถึง 149 กองทุน และ ETF ประเภทคล้ายเงินสด (cashlike) ดึงดูดเงินลงทุนได้กว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่มี ETF แบบบริหารเชิงรุก (active) เปิดตัวเกือบ 1,000 กองทุน โดยกว่าครึ่งเน้นกลยุทธ์หุ้นรายตัว ออปชัน หรือคริปโท สะท้อนว่าโลก ETF ยุคใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การลงทุนแบบ passive อีกต่อไป
สำหรับผู้ที่สนใจธีมพันธบัตรตลาดเกิดใหม่ กองทุน ETF ที่มักถูกกล่าวถึงในบทวิเคราะห์ต่างประเทศ ได้แก่กลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูงในสกุลเงินท้องถิ่นและสกุลเงินแข็ง ซึ่งแต่ละกองมีจุดเด่นและความเสี่ยงเฉพาะตัวต่างกันไป:
- iShares J.P. Morgan USD Emerging Markets Bond ETF (EMB) — เน้นพันธบัตร EM สกุลดอลลาร์ ลดความเสี่ยงค่าเงินท้องถิ่น
- Vanguard Emerging Markets Government Bond ETF (VWOB) — พันธบัตรรัฐบาลตลาดเกิดใหม่ ต้นทุนต่ำ
- VanEck Emerging Markets Local Currency Bond ETF (EMLC) — เน้นสกุลเงินท้องถิ่น ได้ประโยชน์เต็มที่เมื่อดอลลาร์อ่อน
- Global X Emerging Markets Bond ETF (EMBD) — บริหารเชิงรุก เหมาะกับผู้ที่ต้องการทีมผู้จัดการกองทุนช่วยคัดเลือก
- iShares Core MSCI Emerging Markets ETF (IEMG) — สำหรับฝั่งหุ้นตลาดเกิดใหม่แบบกระจายทั่วภูมิภาค
นอกจากนี้ Amundi ETF ยังวางกรอบ 6 ธีมใหญ่สำหรับการลงทุนผ่าน ETF ในปี 2026 ได้แก่ AI และเทคโนโลยี, พลวัตหนี้สาธารณะ, นโยบายอุตสาหกรรม (โดยเฉพาะในยุโรป), การเติบโตของตลาดเกิดใหม่, พลังงานยั่งยืน และ “ความไร้ระเบียบที่ควบคุมได้” โดยเน้นย้ำว่าหนี้สหรัฐที่เพิ่มขึ้นและดอลลาร์ที่อ่อนลง จะยิ่งตอกย้ำความต้องการกระจายการลงทุนในพันธบัตรทั่วโลก ขณะที่ J.P. Morgan มองว่าหุ้นทั้งตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่จะให้ผลตอบแทนเหนือกว่าเงินสดและพันธบัตร โดยมี upside ในกรอบ 10-25%
อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์เหล่านี้ล้วนมาจากบริษัทจัดการสินทรัพย์ที่มีผลิตภัณฑ์ ETF ของตนเอง นักลงทุนจึงควรพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน ศึกษาค่าธรรมเนียม สภาพคล่อง และความเสี่ยงเฉพาะของแต่ละกองทุนก่อนตัดสินใจ ที่สำคัญคือ ผลตอบแทนที่สูงของพันธบัตรตลาดเกิดใหม่มาพร้อมความเสี่ยงด้านเครดิต ค่าเงิน สภาพคล่อง และความเสี่ยงทางการเมืองที่สูงกว่าตลาดพัฒนาแล้วเสมอ
7. บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: SET ในฐานะ “หลุมหลบภัย” ที่ไม่ควรมองข้าม
คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนไทยคือ กระแสเงินทุนโลกที่ไหลกลับเข้าตลาดเกิดใหม่นี้ ส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยและพอร์ตของเราอย่างไร คำตอบคือ ไทยได้รับอานิสงส์โดยตรงในฐานะหนึ่งในตลาดเกิดใหม่ที่โดดเด่นที่สุดของปีนี้
Bangkok Post รายงานว่า ดัชนี SET ปิดครึ่งปีแรกของปี 2026 ที่ระดับต่ำกว่า 1,600 จุดเล็กน้อย โดยให้ผลตอบแทนนับจากต้นปีถึง 26.3% ทำให้ตลาดหุ้นไทยกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลก มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดฟื้นกลับมาที่ราว 20 ล้านล้านบาท ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 58% จากปีก่อน
ที่น่าสนใจคือ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยแล้วราว 4.1 หมื่นล้านบาท ณ ต้นเดือนกรกฎาคม ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดเอเชียที่มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง SET อธิบายว่าแรงซื้อนี้มาจากการหมุนเวียนพอร์ตการลงทุนระดับโลก (global portfolio rotation) และคุณลักษณะเชิงรับ (defensive) ของตลาดไทยเอง
จุดแข็งที่กลายเป็นข้อได้เปรียบในปี 2026 คือ ตลาดหุ้นไทย มีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีต่ำ ต่างจากหลายตลาดในภูมิภาคที่พึ่งพาหุ้นเทคหนัก ทำให้ไทยได้รับผลกระทบน้อยกว่าเมื่อเกิดการปรับฐานของหุ้นกลุ่ม AI นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยยังปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2026 ขึ้นเป็น 2.3% จากเดิม 2% โดยอ้างถึงการส่งออกที่แข็งแกร่งขึ้น การลงทุนที่ฟื้นตัว และมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ
ในด้านค่าเงิน แม้กระแสตลาดเกิดใหม่จะเป็นบวก แต่เงินบาทก็มีปัจจัยเฉพาะตัวที่ต้องจับตา MUFG ประเมินว่าเงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่า โดยคาดการณ์ USD/THB ไว้ที่ราว 33.80 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งในกรอบ 3 เดือนและ 12 เดือนข้างหน้า เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอและเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเปิดทางให้ธนาคารแห่งประเทศไทยคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย โดยคาดว่าดอกเบี้ยนโยบายจะทรงตัวที่ 1.00% ตลอดช่วงที่เหลือของปี ส่วนต่างดอกเบี้ยที่ต่ำนี้เองที่เป็นข้อจำกัดต่อค่าเงินบาท
ในเชิงโครงสร้าง ต่างชาติยังคงเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดหุ้นไทย โดยถือครองหุ้นในสัดส่วนราว 30% ของมูลค่าตลาดรวม กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยี บริการ และการเงินเป็นหลัก ดังนั้นทิศทางของกระแสเงินทุนต่างชาติจึงเป็นตัวแปรที่ส่งผลต่อ SET อย่างมีนัยสำคัญ การที่เงินไหลกลับเข้าตลาดเกิดใหม่ในปีนี้จึงเป็นลมส่งท้ายที่ดีต่อตลาดไทย แต่ก็เป็นดาบสองคม เพราะหากกระแสกลับทิศเมื่อใด แรงขายจากต่างชาติก็อาจกดดันดัชนีได้เร็วเช่นกัน
ปัจจัยภายในประเทศที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่น ได้แก่ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การส่งออกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง และการที่นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน โดยคาดว่ากำไรต่อหุ้นรวมของตลาดจะเกิน 100 บาทเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ขณะที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศยังคงมุมมองที่มีเสถียรภาพต่ออันดับเครดิตของไทย ซึ่งช่วยเสริมความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ
สิ่งที่นักลงทุนไทยควรพิจารณา
- โอกาสกระจายพอร์ตนอกประเทศ: ธีมพันธบัตรและหุ้นตลาดเกิดใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงเป็นทางเลือกกระจายความเสี่ยงจากการถือสินทรัพย์ในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตระหนักถึงความเสี่ยงค่าเงินและเครดิต
- ระวังการกระจุกตัวใน AI: หากลงทุนในกองทุนหุ้นสหรัฐหรือหุ้นเทคโลก ควรตรวจสอบว่าพอร์ตพึ่งพาหุ้นเพียงไม่กี่ตัวมากเกินไปหรือไม่ เพราะการปรับฐานของหุ้นกลุ่ม Magnificent Seven จะส่งผลต่อดัชนีในวงกว้าง
- ทองคำในฐานะตัวถ่วงดุล: แนวคิด 60/20/20 ที่เพิ่มน้ำหนักทองคำ สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนไทยที่คุ้นเคยกับการถือทองอยู่แล้ว แต่ควรมองเป็นการกระจายความเสี่ยงระยะยาว ไม่ใช่การเก็งกำไรตามราคาที่พุ่งสูง
- ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม: การกลับทิศของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่อาจทำให้ดอลลาร์แข็งค่าและเงินทุนไหลกลับ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และราคาพลังงาน ล้วนเป็นตัวแปรที่พลิกสถานการณ์ได้เร็ว
โดยสรุป ปี 2026 คือปีที่ “การกระจายความเสี่ยง” กลับมามีความหมายที่ลึกซึ้งกว่าเดิม จากโลกที่เคยหมุนรอบสินทรัพย์อเมริกันและหุ้นเทคไม่กี่ตัว กำลังเปิดทางให้พันธบัตรและหุ้นตลาดเกิดใหม่ ทองคำ และสินทรัพย์ทางเลือก เข้ามามีบทบาทมากขึ้น สำหรับนักลงทุนไทย นี่คือทั้งโอกาสในการมองหาผลตอบแทนนอกประเทศ และเป็นเครื่องเตือนใจว่าตลาดบ้านเราเองก็อยู่ในสายตาของเม็ดเงินทุนโลกอย่างที่ไม่ได้เป็นมานาน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสความคึกคักนี้ หลักการพื้นฐานยังคงไม่เปลี่ยน นั่นคือการทำความเข้าใจความเสี่ยงของสินทรัพย์แต่ละประเภท และจัดสรรน้ำหนักให้เหมาะกับเป้าหมายและความสามารถในการรับความเสี่ยงของตนเอง
