วอลล์สตรีทพุ่งต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ติด แต่ระวัง! พันธบัตรส่งสัญญาณอันตราย ยุค "Warsh Fed" เพิ่งเริ่มต้น
| |

วอลล์สตรีทพุ่งต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ติด แต่ระวัง! พันธบัตรส่งสัญญาณอันตราย ยุค “Warsh Fed” เพิ่งเริ่มต้น

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ล่าสุดในแดนบวกเป็นครั้งที่ 8 ติดต่อกัน ซึ่งนับเป็นสถิติชนะรายสัปดาห์ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 โดย ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดที่ 50,579.70 จุด บวก 294.04 จุด หรือ 0.58% พร้อมทำ All-Time High ใหม่ทั้งระหว่างวันและตอนปิดตลาด ขณะที่ S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.37% ปิดที่ 7,473.47 จุด และ Nasdaq Composite ขึ้น 0.19% ปิดที่ 26,343.97 จุด

แต่ภาพรวมที่ดูสดใสนี้กำลังซ่อนความตึงเครียดลึกๆ ไว้ใต้พื้นผิว ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ เงินเฟ้อที่กลับมาร้อนแรง การเปลี่ยนผ่านผู้นำธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งสำคัญ และสงครามอิหร่านที่ยังไม่มีทีท่าจะจบ — ทั้งหมดนี้กำลังทดสอบความอดทนของตลาดวัวกระทิงที่กำลังวิ่งต่อเนื่องมาหลายเดือน

สัปดาห์แห่งการทดสอบ: จากดิ่งเหวถึงฟื้นตัว

สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นบทสะท้อนชัดเจนของตลาดที่เต็มไปด้วยความผันผวน เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวปะปนกัน หลัง Trump ประกาศเลื่อนการโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน ในขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรยังคงกดดันตลาด และนักลงทุนจับตารอผลประกอบการของ Nvidia

วันอังคาร S&P 500 ร่วงลง 0.67% ปิดที่ 7,353.61 จุด Nasdaq Composite ลง 0.84% ปิดที่ 25,870.71 จุด และ Dow Jones ร่วง 322.24 จุด หรือ 0.65% ปิดที่ 49,363.88 จุด ความผันผวนในตลาดพันธบัตรสร้างปัจจัยใหม่ที่กดดันวัฏจักรตลาดกระทิง โดยผลตอบแทนพันธบัตร 30 ปีพุ่งขึ้นแตะ 5.19% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 19 ปี ส่วนผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีขยับขึ้นสูงสุดที่ 4.687% ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่มกราคม 2568

CNBC รายงานว่า นักลงทุนยังคงเทขายพันธบัตร ท่ามกลางความกังวลว่าเงินเฟ้อกำลังเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง โดยผลตอบแทนพันธบัตร 30 ปีสหรัฐฯ แตะ 5.183% ก่อนจะขึ้นไปสูงสุดที่ 5.197% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2550

อย่างไรก็ดี ผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลงตามราคาน้ำมันในวันพุธ หลัง Trump บอกกับสื่อว่าการเจรจากับอิหร่านอยู่ใน “ช่วงสุดท้าย” ซึ่งส่งผลให้ตลาดฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วน

วันพฤหัสบดี Dow Jones พุ่งทำสถิติปิดสูงสุดใหม่ที่ 50,285.66 จุด บวก 276.31 จุด หรือ 0.55% ขณะที่ราคาน้ำมัน WTI ร่วงเกือบ 2% ปิดที่ 96.35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

สัปดาห์จบลงด้วยบรรยากาศกระทิงอีกครั้ง S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.9% ตลอดสัปดาห์ นับเป็นสัปดาห์ชนะที่ 8 ติดต่อกัน และเป็นสถิติชนะรายสัปดาห์ยาวนานที่สุดตั้งแต่ปลายปี 2566 Dow Jones ขึ้น 2.1% และ Nasdaq เพิ่ม 0.5%

Steve Sosnick หัวหน้านักยุทธศาสตร์ของ Interactive Brokers กล่าวกับ CNBC ว่า “นี่คือตลาดของทุกอย่าง ตลาดกำลังบอกเราว่าพวกเขากังวลมากกว่ามากว่าจะพลาดโอกาสสันติภาพในตะวันออกกลาง มากกว่าความเสี่ยงจากการถือยาวข้ามสุดสัปดาห์”

สงครามอิหร่าน: ตัวแปรหลักที่ควบคุมทิศทางตลาด

ตลอดสัปดาห์ สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนความผันผวนของตลาด ทั้งในฝั่งหุ้น พันธบัตร และราคาสินค้าโภคภัณฑ์

CNN Business รายงานว่า ผลตอบแทนพันธบัตร 30 ปีสหรัฐฯ พุ่งขึ้นสู่ระดับ 5.2% ซึ่งเป็นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 โดยมีแรงหนุนจากความกังวลด้านเงินเฟ้อที่เชื่อมโยงกับสงครามอิหร่าน ส่วนราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นตามค่าใช้จ่ายการกู้ยืมทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ

Ajay Rajadhyaksha ประธานฝ่ายวิจัยระดับโลกของ Barclays กล่าวในรายงานว่า “แรงผลักดันที่ทำให้ตลาดพันธบัตรร่วง ไม่ว่าจะเป็นการเสื่อมถอยทางการคลัง ค่าใช้จ่ายด้านกลาโหม เงินเฟ้อที่เหนียวหนึบ และความชะงักงันของธนาคารกลาง ล้วนไม่ได้คลี่คลายลงในสัปดาห์หน้า แต่กลับเลวร้ายลงด้วยซ้ำ”

นักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า ตลาดพันธบัตรมีนัยยะแตกต่างจากตลาดหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ — ขณะที่หุ้นดีดตัวกลับมาทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีซึ่งอยู่ต่ำกว่า 4% ก่อนสงครามอิหร่านจะเริ่มต้น บัดนี้ซื้อขายใกล้ระดับ 4.7% สะท้อนการทิ้งขายที่สะสมมาตลอด 80 วันของความขัดแย้ง

Yahoo Finance รายงานว่า เนื่องจากมีรายงานเรื่องความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านตั้งแต่วันพุธ นักลงทุนจึงมีเหตุผลที่จะเชื่อว่าแหล่งที่มาหลักของแรงกดดันด้านราคาอาจคลี่คลายได้ในไม่ช้า ส่งสัญญาณทั้ง Marco Rubio รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และสื่ออิหร่านว่า มีความคืบหน้าในการเจรจาทางอ้อม

นอกจากนี้ Sherwood News รายงานว่ากองทัพปากีสถานได้เดินทางไปเตหะรานเพื่อช่วยไกล่เกลี่ยสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งเป็นสัญญาณของการทูตพหุภาคีที่เพิ่มขึ้น

ยุคใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ: Kevin Warsh รับไม้ต่อจาก Jerome Powell

เหตุการณ์สำคัญที่สุดในช่วงสัปดาห์นี้ที่ส่งผลระยะยาวต่อตลาดทุนโลก คือการเปลี่ยนผ่านผู้นำธนาคารกลางสหรัฐฯ

Kevin Warsh วัย 56 ปี ได้รับการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธาน Federal Reserve เมื่อวันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2569 ณ ทำเนียบขาว ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นด้านเงินเฟ้อ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และตลาดการเงินที่ผันผวน รวมทั้งแรงกดดันทางการเมืองต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง

วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติยืนยัน Warsh ด้วยคะแนน 54-45 ซึ่งเป็นการยืนยันที่สูสีที่สุดในประวัติศาสตร์ Fed โดยมีสมาชิกพรรค Democrat เพียงคนเดียวคือ John Fetterman จากเพนซิลเวเนีย ร่วมลงมติกับพรรครีพับลิกันทั้งหมด เพื่อแต่งตั้งผู้ที่ Trump เลือกขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของธนาคารกลาง

Warsh รับช่วงสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจที่ท้าทาย ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ปีนสูงเกินเป้าหมาย 2% ของ Fed และ Trump ที่กดดันอย่างแข็งกร้าวให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย Warsh เผยสัญญาณชัดเจนถึงความเป็นอิสระของตนเอง โดยระบุอย่างหนักแน่นว่าเขาจะไม่กำหนดนโยบายการเงินบนพื้นฐานของแรงกดดันทางการเมือง

ในพิธีสาบานตน Warsh กล่าวว่า “ผมตั้งใจจะปฏิบัติหน้าที่ประธานด้วยพลังงานและวัตถุประสงค์” และยังบอกว่าจะนำ “Fed ที่มุ่งเน้นการปฏิรูป” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณบอกล่วงหน้าถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นฐานที่อาจรออยู่ข้างหน้า

CNBC รายงานว่า การพูดถึง “regime change” ของ Warsh ที่ธนาคารกลางได้สร้างความคาดเดาถึงทุกสิ่งตั้งแต่อัตราดอกเบี้ยไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงบุคลากรสำคัญและการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในวิธีการดำเนินการและสื่อสารของ Fed

The Motley Fool ชี้ว่า อดีตประธาน Powell ส่งไม้ต่อให้ Warsh เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการดำเนินการของ Warsh ทำให้นักลงทุนบางส่วนกังวล

สิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตามองมากที่สุดคือการประชุม FOMC ครั้งแรกภายใต้การนำของ Warsh ในวันที่ 16-17 มิถุนายน 2569 นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้อย่างน้อยถึงเดือนกันยายน 2569 เนื่องจากเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ Fed อย่างต่อเนื่อง

Moody’s ลดเครดิต + “One Big Beautiful Bill”: ระเบิดเวลาทางการคลัง

อีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความปั่นป่วนในตลาดระหว่างสัปดาห์คือปัญหาหนี้สาธารณะสหรัฐฯ

Moody’s ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ เหลือ Aa1 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม โดยตัวเลขชี้ให้เห็นว่าผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีขึ้นสู่ระดับ 4.687% และพันธบัตร 30 ปีแตะ 5.2% ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 พร้อมกับดัชนี S&P 500 ที่ร่วงลง 3 วันติดต่อกัน

FXStreet รายงานว่า ความต้องการพันธบัตรสหรัฐฯ จากต่างประเทศกำลังลดลง โดยสหราชอาณาจักรแซงหน้าจีนขึ้นเป็นผู้ถือพันธบัตรสหรัฐฯ รายใหญ่อันดับสองด้วยมูลค่า 779.3 พันล้านดอลลาร์ รองจากญี่ปุ่นเพียงประเทศเดียว ทั้งจีนและญี่ปุ่นต่างลดการถือครองอย่างต่อเนื่อง เพิ่มความเร่งด่วนให้สหรัฐฯ ต้องหาผู้ซื้อหนี้ทางเลือก

นอกจากนี้ “One Big Beautiful Bill” ของรัฐบาล Trump ยังคาดการณ์ว่าจะเพิ่มการขาดดุลถึง 2.8 ล้านล้านดอลลาร์ในทศวรรษหน้า ซึ่งกดดันตลาดพันธบัตรเพิ่มเติม พร้อมกับที่ความน่าจะเป็นของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในเดือนธันวาคม 2569 พุ่งขึ้นสู่ระดับ 48%

Business Insider รายงานว่า ดอลลาร์สหรัฐฯ ดัชนีที่วัดค่าเงินกรีนแบ็กเทียบกับตะกร้าสกุลเงินอื่น ซื้อขายที่ระดับ 100 หรือต่ำกว่าราว 1% จากระดับสูงสุดระหว่างวันในสัปดาห์ก่อน และดัชนีดอลลาร์ร่วงลง 7% นับตั้งแต่ต้นปี

สัญญาณเตือน: เงินเฟ้อ ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และคำเตือนจาก Goldman Sachs

ขณะที่ดัชนีหุ้นปิดในแดนบวก สัญญาณเตือนภัยจากภาคเศรษฐกิจจริงกลับน่าเป็นห่วงมากขึ้นเรื่อยๆ

The Motley Fool รายงานว่า ผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกนประจำเดือนพฤษภาคมชี้ให้เห็นว่า ผู้คนกังวลเกี่ยวกับค่าน้ำมันและเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งสัญญาณว่าราคาพลังงานที่สูงกำลังส่งผลกระทบต่อภาคอื่นๆ Goldman Sachs เตือนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นว่า ผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นและเงินเฟ้ออาจกระตุ้นให้เกิดการปรับฐานของตลาดหุ้น

Goldman Sachs เตือนว่าผู้บริโภคสหรัฐฯ กำลังแบกรับผลกระทบอย่างหนักจากเงินเฟ้อที่เกิดจากความขัดแย้งในอิหร่าน โดย Ronnie Walker นักยุทธศาสตร์ของ Goldman ระบุว่า “สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นปีที่ดีสำหรับการใช้จ่ายผู้บริโภคกลับกลายเป็นความท้าทายมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เราคาดว่าการเติบโตของการบริโภคจริงจะอ่อนแอในช่วงเดือนข้างหน้า” โดยชี้ว่าราคาน้ำมันเบนซินที่เพิ่มขึ้นเกือบ 40% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น คิดเป็นปัจจัยลบต่อรายได้ครัวเรือนมูลค่าราว 1.4 แสนล้านดอลลาร์ต่อปีในระดับปัจจุบัน

Goldman Sachs ยังระบุในรายงานล่าสุดว่า ตลาดหุ้นกำลังขึ้นสู่ระดับสูงสุดใหม่ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานที่พุ่งสูง อย่างไรก็ตามมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นว่าผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น ร่วมกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวหรือแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ อาจกระตุ้นให้เกิดการปรับฐานของตลาดหุ้น

สาเหตุหลักที่หุ้นทำสถิติสูงสุดได้คือการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่ง แต่ผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นยังบีบอัดส่วนชดเชยความเสี่ยงจากหุ้น ทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนน้อยลงสำหรับความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการถือหุ้นแทนสินทรัพย์ปลอดความเสี่ยงอย่างพันธบัตรรัฐบาล

Goldman ระบุว่าหากการหยุดชะงักด้านน้ำมันยังดำเนินต่อไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2569 และความคาดหวังเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น มีความเสี่ยงจริงๆ ที่ตลาดจะสะดุด

หุ้นเด่นรายสัปดาห์: สุขภาพบูม, AI ยังแข็ง, Ross ชูธง Retail

ท่ามกลางความปั่นป่วน ยังมีหุ้นหลายกลุ่มที่สร้างผลตอบแทนโดดเด่น

หุ้นกลุ่มสุขภาพเป็นดาวเด่นของสัปดาห์ โดย S&P 500 Health Care Sector ปรับตัวขึ้น 3.4% ตลอดสัปดาห์ ซึ่งนับเป็นสัปดาห์ที่ดีที่สุดในรอบกว่าครึ่งปี

Eli Lilly ดีดตัว 1.05% หลังบริษัทยาชั้นนำประกาศว่ายาลดน้ำหนักรุ่นใหม่ผ่านการทดลองทางคลินิกระยะสุดท้ายที่สำคัญ โดยมีน้ำหนักลดลงอย่างมีนัยสำคัญในทุกขนาดยา

ด้าน Dell, Super Micro Computer และ HP ต่างปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง หลัง Lenovo รายงานรายได้จาก AI ที่เติบโตอย่างมหาศาล ส่งสัญญาณถึงความต้องการ AI Server ที่ร้อนแรง โดย Woo Jin Ho นักวิเคราะห์เทคโนโลยีอาวุโสของ Bloomberg Intelligence ระบุว่า “ท่อโครงการ AI Server มูลค่า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ของ Lenovo และความเห็นที่ว่าอุปสงค์กำลังแซงหน้าอุปทาน สนับสนุนโมเมนตัมด้าน AI ของ Dell”

นอกจากนี้ Ross Stores ก็ดีดตัวขึ้น 6.3% ทันทีหลังเปิดตลาด หลังรายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ที่แข็งแกร่ง โดยยอดขายเหนือกว่าที่ Wall Street คาดการณ์

สำหรับ Nvidia หุ้นยังคงขยับขึ้นมา 19.2% นับตั้งแต่ต้นปี ณ สิ้นวันจันทร์ เทียบกับ S&P 500 ที่บวก 8.6% และ Dow Jones ที่บวก 4.0% นับจากต้นปี แม้ว่าตลาดกำลังรอดูทิศทางของหุ้นกลุ่มชิปในสัปดาห์ข้างหน้า

มองไปข้างหน้า: สัปดาห์สั้นและปัจจัยความเสี่ยงที่ยังคงอยู่

ตลาดสหรัฐฯ จะปิดทำการในวันจันทร์เนื่องจากวัน Memorial Day นักลงทุนยังคงติดตามพัฒนาการการเจรจา US-Iran และความคืบหน้าในการเปิดช่องแคบ Hormuz อีกครั้ง

ปฏิทินเศรษฐกิจสัปดาห์หน้าที่นักลงทุนต้องจับตา ได้แก่ ผลประกอบการของ Dell (28 พฤษภาคม) ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญอย่าง GDP ไตรมาส 1 ฉบับแก้ไข และดัชนีราคาค่าใช้จ่ายการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญมากที่สุด ทั้งหมดนี้จะเป็นสัญญาณที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า Warsh จะต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อขนาดไหนในการประชุมเดือนมิถุนายน

นักวิเคราะห์จาก Medium ชี้ว่า ผลตอบแทนพันธบัตร 30 ปีที่ข้ามแนว 5.1% ไม่ใช่แค่พาดหัวข่าวทางการเงินทั่วไป แต่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ายุคเงินราคาถูกสิ้นสุดลงอย่างแท้จริง เงินเฟ้อพิสูจน์ตัวเองว่าเหนียวแน่น ราคาน้ำมันยังคงเติมเชื้อเพลิงให้ไฟ และตลาดพันธบัตรโลกกำลังเคลื่อนตัวอย่างน่าไม่สบายใจร่วมกัน

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: โอกาสและความเสี่ยงที่ต้องจับตา

สำหรับนักลงทุนไทย สถานการณ์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในขณะนี้มีนัยสำคัญหลายประการที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

1. ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ สูง = แรงกดดันต่อค่าเงินบาท การที่ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีสหรัฐฯ อยู่ใกล้ระดับ 4.7% และ 30 ปีเกิน 5% สร้างแรงดึงดูดเงินทุนไหลเข้าสหรัฐฯ อย่างมาก ซึ่งหมายถึงแรงกดดันต่อเงินบาทให้อ่อนค่า และต้นทุนของสินค้านำเข้าที่สูงขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันดิบซึ่งไทยพึ่งพาการนำเข้าสูง

2. สัดส่วน S&P 500 ในกองทุน RMF/SSF ของไทย ปัจจุบันกองทุนหุ้นต่างประเทศในไทยจำนวนมากเชื่อมโยงกับดัชนี S&P 500 การที่ตลาดยังทรงตัวใกล้ All-Time High ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ถือกองทุนเหล่านี้ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงที่ Goldman Sachs เตือนเกี่ยวกับผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นและโอกาสการปรับฐาน ทำให้ควรพิจารณาปรับสัดส่วนพอร์ตโฟลิโอให้มีความสมดุลมากขึ้น

3. หุ้นกลุ่ม AI และ Technology ยังน่าสนใจระยะยาว ท่อโครงการ AI Server ของ Lenovo มูลค่า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ และสัญญาณอุปสงค์ที่แซงหน้าอุปทาน ชี้ว่าวัฏจักรการลงทุนใน AI ยังคงแข็งแกร่ง นักลงทุนไทยที่ถือกองทุนหรือหุ้นกลุ่ม Technology สหรัฐฯ ยังไม่ควรรีบขายทิ้ง แต่ควรระวังความผันผวนระยะสั้น

4. จับตาการประชุม Fed เดือนมิถุนายน การประชุม FOMC ครั้งแรกภายใต้ประธาน Warsh ในวันที่ 16-17 มิถุนายน โดยนักวิเคราะห์คาดว่า Fed จะคงดอกเบี้ยไว้อย่างน้อยถึงกันยายน 2569 จะเป็นสัญญาณสำคัญของทิศทางนโยบายการเงินโลก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อ SET Index และต้นทุนการกู้ยืมของไทย

5. ราคาน้ำมันและช่องแคบ Hormuz หากการเจรจา US-Iran สำเร็จและช่องแคบ Hormuz เปิดอีกครั้ง จะส่งผลบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อราคาน้ำมันโลกลดลง ซึ่งจะลดแรงกดดันเงินเฟ้อในไทยและเอื้อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีความยืดหยุ่นด้านนโยบายการเงินมากขึ้น

บทสรุป: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงแสดงความแข็งแกร่งอย่างน่าทึ่ง แต่การที่ S&P 500 ทำสถิติสูงสุดใหม่ในขณะที่ตลาดพันธบัตรส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ และประธาน Fed คนใหม่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งพร้อมกับนโยบายที่ยังไม่ชัดเจน — ทั้งหมดนี้เรียกร้องให้นักลงทุนรักษาวินัยการลงทุน กระจายความเสี่ยง และอย่าไล่ตามตลาดด้วยความโลภเพียงอย่างเดียว

Similar Posts

  • |

    CEO ธนาคารใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปิดใจ สิ่งที่ทำให้เธอนอนไม่หลับทุกคืน

    ในโลกที่ความเสี่ยงทางการเงินมักถูกมองว่ามาจากความผันผวนของตลาด ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ Tan Su Shan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ DBS ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลับชี้ไปที่ภัยคุกคามที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ การโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งในสายตาของเธอกำลังกลายเป็นสมรภูมิรบแห่งใหม่ของโลกยุคนี้ Tan เปิดเผยมุมมองดังกล่าวกับ CNBC ที่ขอบเวทีงานประชุมประจำปี CONVERGE LIVE ในสิงคโปร์ โดยพูดถึงสิ่งที่รบกวนจิตใจเธอมากที่สุดในฐานะผู้นำสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในยุคที่ภัยคุกคามทางดิจิทัลกำลังพัฒนาและซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน “ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ฉันคิดว่าสงครามใหม่คือไซเบอร์ สิ่งที่ทำให้ฉันตื่นนอนตอนกลางคืนคือไซเบอร์ มันคือใครจะโจมตีใคร และมันจะเกิดขึ้นอย่างไร ผู้คนจะได้รับผลกระทบอย่างไร” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง คำเตือนของ Tan ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงความกังวลเชิงสัญลักษณ์ แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวิธีที่สถาบันการเงินทั่วโลกมองและรับมือกับความเสี่ยง ขณะที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์กำลังพันกันอย่างแนบแน่นกับภูมิรัฐศาสตร์และการพัฒนาอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ “ไม่เชื่อใคร ไม่ไว้ใจสิ่งใด” ปรัชญาการรับมือไซเบอร์ของ DBS สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือวิธีที่ DBS เลือกรับมือกับภัยคุกคามนี้ในทางปฏิบัติ ซึ่งไม่ใช่แค่การลงทุนในซอฟต์แวร์ป้องกันขั้นสูง แต่เป็นการปลูกฝัง วัฒนธรรมองค์กร ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความระแวดระวังอย่างมีสติ “ไม่ตั้งสมมติฐาน ไม่ไว้ใจสิ่งใด ไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น” Tan อธิบายหลักคิดที่ DBS นำมาใช้ภายในองค์กร ซึ่งฟังดูรุนแรง แต่เธอมองว่านี่คือสิ่งจำเป็นในสภาพแวดล้อมที่ความเสี่ยงทางไซเบอร์มีความต่อเนื่องและพัฒนาไปตลอดเวลาโดยไม่มีวันหยุดพัก ในทางปฏิบัติ แนวคิดนี้ได้ถูกแปลงออกมาเป็นกิจกรรม…

  • วอลล์สตรีทร่วง 3 วันติด! บอนด์ยีลด์พุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดปรับตัวลดลงเป็นวันที่สามติดต่อกันในวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 19 ปี สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อตลาดทุน ขณะที่นักลงทุนยังต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวในระดับสูง ดัชนี S&P 500 ร่วงลง 0.67% ปิดที่ระดับ 7,353.61 จุด ขณะที่ Nasdaq Composite ปิดลบ 0.84% ที่ 25,870.71 จุด และ Dow Jones Industrial Average สูญเสียไป 322.24 จุด หรือ 0.65% ปิดที่ 49,363.88 จุด สัญญาณที่น่าเป็นห่วงที่สุดในขณะนี้คือการเคลื่อนไหวในตลาดตราสารหนี้ในขณะนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายรายมองว่ากำลังส่งสัญญาณเตือนที่ตลาดหุ้นยังไม่ได้ตอบสนองอย่างเต็มที่ตามที่คาดหวัง ภาพรวมของวอลล์สตรีทในช่วงนี้จึงอยู่ในโหมดระมัดระวังสูงมาก ท่ามกลางปัจจัยกดดันหลายด้านที่สะสมตัวขึ้นพร้อมกัน บอนด์ยีลด์พุ่งทะลุเพดาน ภัยเงียบที่ตลาดต้องจับตามอง ประเด็นที่สร้างความกังวลมากที่สุดในสัปดาห์นี้ไม่ใช่ความผันผวนของดัชนีหุ้น แต่เป็นการพุ่งขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดต้นทุนการกู้ยืมและความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจ ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี แตะระดับ…

  • | |

    กำไร BP พุ่งเกินเท่าตัว เหนือคาดการณ์ หลังสงครามอิหร่านดันราคาน้ำมันพุ่งสูง

    ในสัปดาห์ที่ตลาดพลังงานโลกยังคงร้อนแรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง BP บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่สัญชาติอังกฤษได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 ที่สร้างความประหลาดใจให้กับวงการในเชิงบวกอย่างมาก เมื่อกำไรสุทธิพุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ผลักดันโดยราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ผลลัพธ์นี้ไม่เพียงตอกย้ำความแข็งแกร่งของธุรกิจพลังงานในยามที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านอุปทาน แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งอันน่าขันของโลกสมัยใหม่ที่ความทุกข์ยากจากสงครามกลับกลายเป็นกำไรงามสำหรับอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับราคาพลังงาน ตัวเลขที่พูดแทนตัวเอง: กำไรที่ทิ้งห่างการคาดการณ์ BP รายงาน กำไรต้นทุนทดแทนพื้นฐาน (Underlying Replacement Cost Profit) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่บริษัทใช้แทนกำไรสุทธิ อยู่ที่ 3,200 ล้านดอลลาร์ สำหรับสามเดือนแรกของปี 2569 ตัวเลขนี้เหนือกว่าการคาดการณ์เฉลี่ยของนักวิเคราะห์ที่รวบรวมโดย LSEG ซึ่งอยู่ที่ 2,630 ล้านดอลลาร์ อยู่ถึง 570 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ถึงกว่า 21% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า ภาพยิ่งชัดเจนขึ้นว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยิ่งใหญ่แค่ไหน กำไรสุทธิในไตรมาสแรกของปีที่แล้วอยู่ที่เพียง 1,380 ล้านดอลลาร์ และในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 อยู่ที่ 1,540 ล้านดอลลาร์ การกระโดดขึ้นมาที่ 3,200 ล้านดอลลาร์ในครั้งนี้จึงหมายความว่ากำไรเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบปีต่อปี และเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าด้วย BP อธิบายว่าผลลัพธ์ไตรมาสแรกนี้สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมจากการซื้อขายน้ำมันที่ “ยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ” และผลการดำเนินงานกลางน้ำที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งทั้งสองปัจจัยล้วนได้รับประโยชน์โดยตรงจากความผันผวนของราคาพลังงานที่สูงขึ้นอันเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง เสียงจาก CEO:…

  • Nvidia ทำลายสถิติโลก รายได้ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์! พร้อมลุ้น Big Tech ทุ่มงบ AI ทะลุ 7 แสนล้านในปี 2026

    คืนวันพุธที่ผ่านมา (20 พฤษภาคม 2566) ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทต้องหยุดหายใจรอผลประกอบการของบริษัทที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามองมากที่สุดในรอบหลายปี เมื่อ Nvidia เจ้าพ่อชิป AI รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 2027 (FY27 Q1) พร้อมตัวเลขที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับ Wall Street อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รายได้ทะลุ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 85% จากปีก่อน พร้อมประกาศคาดการณ์ไตรมาส 2 ที่ 9.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้มาก ขณะเดียวกัน บรรดายักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง Microsoft, Apple, Alphabet, Meta และ Amazon ต่างรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดพร้อมเผยแผนการลงทุนด้าน AI ที่มีมูลค่ารวมกันเกือบ 725,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ “ทุบสถิติโลก” ทุกปีที่ผ่านมา และยังมีข่าวใหญ่จากดีล Apple-Intel ที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อเมริกัน บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกประเด็นสำคัญที่นักลงทุนไทยต้องรู้ในสัปดาห์นี้ Nvidia: “Demand Has Gone…

  • เจาะลึกพื้นฐานหุ้น (Stock Fundamentals) แบบครบวงจร: คู่มือวิเคราะห์มูลค่าหุ้นเชิงลึกสำหรับนักลงทุนระยะยาว

    ในโลกของการลงทุนที่เต็มไปด้วยความผันผวนและข้อมูลมหาศาล นักลงทุนจำนวนมากมักเริ่มต้นจากการติดตามข่าวสาร ดูกราฟราคา หรืออาศัยคำแนะนำจากบุคคลอื่นในการตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวอาจให้ผลลัพธ์ในระยะสั้น แต่ไม่ใช่รากฐานที่มั่นคงสำหรับความสำเร็จในระยะยาว สิ่งที่นักลงทุนระดับโลกให้ความสำคัญมาโดยตลอดคือ “การเข้าใจพื้นฐานของธุรกิจ” หรือที่เรียกว่า Stock Fundamentals ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนถึงสุขภาพทางการเงิน ศักยภาพในการเติบโต และความสามารถในการสร้างผลตอบแทนของบริษัท การวิเคราะห์พื้นฐาน (Fundamental Analysis) จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น เปรียบเทียบกับราคาที่ตลาดกำหนด และค้นหาโอกาสในการลงทุนที่มีความคุ้มค่า นักลงทุนชื่อดังอย่าง Warren Buffett ได้ย้ำอยู่เสมอว่าการลงทุนที่ดีไม่ใช่การคาดเดาทิศทางตลาด แต่คือการเข้าใจคุณค่าของธุรกิจที่เราลงทุนอย่างแท้จริง ความหมายของ Stock Fundamentals Stock Fundamentals หมายถึงข้อมูลพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์สถานะทางการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัท ข้อมูลเหล่านี้มักปรากฏอยู่ในงบการเงิน เช่น งบดุล งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด ตัวชี้วัดพื้นฐานที่สำคัญประกอบด้วย: ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนสามารถตอบคำถามสำคัญได้ เช่น: หลักการทำงานของการวิเคราะห์พื้นฐาน การวิเคราะห์พื้นฐานมีเป้าหมายหลักคือการประเมิน “มูลค่าที่แท้จริง” (Intrinsic Value) ของหุ้น โดยไม่ยึดติดกับราคาที่ตลาดกำหนดในระยะสั้น กระบวนการวิเคราะห์โดยทั่วไปประกอบด้วย: นักวิเคราะห์จะนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบกันเพื่อสร้าง “ภาพรวมของบริษัท” และใช้ข้อมูลนั้นในการตัดสินใจลงทุน หากราคาหุ้นในตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง นักลงทุนอาจพิจารณาซื้อหุ้นนั้น ในทางกลับกัน หากราคาสูงเกินไป…

  • |

    OpenAI ทอดเงาเหนือผลประกอบการของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีทั้งสี่

    ในสัปดาห์ที่ถือเป็นจุดไคลแมกซ์ของฤดูกาลประกาศผลประกอบการ ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังเตรียมรับตัวเลขจากสี่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Amazon, Alphabet, Meta และ Microsoft มีบริษัทหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อบริษัทจดทะเบียนใดๆ กลับทอดเงาอันยาวไกลเหนือทุกสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น บริษัทนั้นคือ OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT ที่แม้จะไม่เคยเปิดเผยตัวเลขทางการเงินต่อสาธารณะเลยสักครั้ง แต่กลับกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการประเมินอนาคตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก นักลงทุนเอกชนปัจจุบันให้มูลค่า OpenAI สูงถึงกว่า 850,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทกลายเป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้งรายได้และการใช้จ่ายมหาศาลของ OpenAI ถูกตลาดมองว่าเป็น “ตัวชี้วัดแทน (Proxy)” ของทิศทางการลงทุนใน AI ทั้งอุตสาหกรรม ทำให้ทุกข่าวที่เกี่ยวข้องกับ OpenAI ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั่วทั้งตลาด ศึกในชั้นศาล: Musk ปะทะ Altman บนเวทีสาธารณะ OpenAI จะครองพื้นที่หน้าสื่อในสัปดาห์นี้อยู่แล้วจากการต่อสู้ทางกฎหมายที่ดึงดูดความสนใจอย่างมาก ระหว่าง Sam Altman CEO ของ OpenAI และ Elon Musk CEO ของ Tesla ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเพื่อนร่วมวิสัยทัศน์และหุ้นส่วนผู้ก่อตั้งในองค์กรเดียวกัน…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *