ตลาดคริปโตสะดุด บิตคอยน์หลุด 78,000 ดอลลาร์ หลังเฟดจุดชนวนความกลัวขึ้นดอกเบี้ย
| |

ตลาดคริปโตสะดุด บิตคอยน์หลุด 78,000 ดอลลาร์ หลังเฟดจุดชนวนความกลัวขึ้นดอกเบี้ย

ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกกำลังเผชิญบททดสอบครั้งสำคัญที่สุดของเดือนสิงหาคม เมื่อราคาบิตคอยน์ (Bitcoin) ที่เพิ่งพุ่งทะยานทำจุดสูงสุดในรอบกว่าสามเดือนเมื่อกลางสัปดาห์ กลับพลิกกลับลงมาอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่ ส่งสัญญาณเข้มงวดทางการเงินเป็นครั้งแรกในเวทีสัมมนาแจ็คสัน โฮล (Jackson Hole) ปลุกความกังวลเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาอีกครั้ง จนกดดันให้เกิดแรงเทขายทั่วทั้งกระดานคริปโต และลากราคาบิตคอยน์ร่วงลงมาต่ำกว่าระดับ 78,000 ดอลลาร์

ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอเทรดเดอร์ทั่วโลกในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนถึงความเปราะบางของตลาดที่ปรับตัวขึ้นเร็วเกินไปภายในเวลาอันสั้น สำนักข่าว CoinDesk และ Cointelegraph รายงานตรงกันว่า บิตคอยน์ซึ่งเคยแตะระดับสูงสุดระหว่างวันที่ราว 81,000 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ต้องเผชิญกับคลื่นการชำระบัญชี (liquidation) ของสถานะซื้อที่ใช้เลเวอเรจสูงมูลค่าเกือบ 490 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อีเธอเรียม (Ethereum) โซลานา (Solana) และริปเปิล (XRP) ต่างปรับตัวลงตามกันเป็นแถว ท่ามกลางบรรยากาศที่แทบไม่มีที่หลบภัยนอกจากเหรียญ Stablecoin

ทว่าเบื้องหลังความผันผวนระยะสั้นนี้ กลับมีเรื่องราวที่ซับซ้อนและน่าสนใจกว่าที่ตาเห็น เพราะในขณะที่ราคากำลังปรับฐาน กระแสเงินลงทุนจากสถาบันผ่านกองทุน ETF ทั้งของบิตคอยน์และอีเธอเรียมยังคงไหลเข้าอย่างต่อเนื่องเป็นสถิติ สวนทางกับความตื่นตระหนกในตลาดอนุพันธ์ บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทุกมิติของเหตุการณ์ ตั้งแต่ต้นตอของแรงกดดันเชิงมหภาค ไปจนถึงมุมมองของผู้เชี่ยวชาญระดับโลก และที่สำคัญที่สุดคือ ผลกระทบและบทเรียนสำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องจับตาในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อนี้

บิตคอยน์ทิ้งดิ่งจากจุดสูงสุดรอบสามเดือน แรงขายกระจายทั่วกระดาน

การปรับฐานครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันหลังจากบิตคอยน์ใช้เวลาเกือบทั้งเดือนสิงหาคมในการไต่ระดับขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ข้อมูลจากตลาดระบุว่า ราคาบิตคอยน์ ณ วันที่ 29 สิงหาคม 2569 เคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 77,678–77,844 ดอลลาร์ ปรับตัวลดลงราว 3.3 เปอร์เซ็นต์ในกรอบ 24 ชั่วโมง หลังจากที่เพิ่งทำจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 81,142 ดอลลาร์เมื่อวันก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม การพลิกกลับจากบริเวณ 81,000 ดอลลาร์นี้มีนัยสำคัญทางเทคนิค เพราะเป็นโซนแนวต้านที่เคยสกัดความพยายามทะลุผ่านของราคามาแล้วหลายครั้งตลอดทั้งปี

แรงขายไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบิตคอยน์เท่านั้น แต่กระจายไปทั่วทั้งตลาด สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อีเธอเรียมปรับตัวลงราว 2.7 เปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ประมาณ 2,443 ดอลลาร์ ด้านโซลานาร่วงลงหนักกว่าที่ราว 4.65 เปอร์เซ็นต์ ลงมาอยู่แถว 104 ดอลลาร์ ส่วนริปเปิล (XRP) ปรับตัวลงราว 4.8 เปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ประมาณ 1.38 ดอลลาร์ ภาพรวมสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อปัจจัยมหภาคเข้ามากดดัน สินทรัพย์เสี่ยงทั้งกระดานมักเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้เหลือเพียงเหรียญ Stablecoin ที่ตรึงมูลค่ากับดอลลาร์เท่านั้นที่พอจะเป็นที่พักเงินได้

สิ่งที่ทำให้การปรับฐานครั้งนี้รุนแรงเป็นพิเศษคือ ระดับการใช้เลเวอเรจที่สะสมอยู่ในระบบก่อนหน้านี้ ตลาดคริปโตเข้าสู่ช่วงปลายสัปดาห์ด้วยสถานะซื้อที่ก่อหนี้ไว้จำนวนมาก หลังจากราคาปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตลอดเดือน เมื่อข่าวร้ายเข้ามากระทบ กลไกการบังคับปิดสถานะจึงทำงานเป็นลูกโซ่ ข้อมูลจาก CoinGlass ระบุว่ามีการชำระบัญชีในตลาดคริปโตรวมราว 481–488 ล้านดอลลาร์ในช่วง 24 ชั่วโมงรอบเหตุการณ์ โดยกว่า 360 ล้านดอลลาร์เป็นการปิดสถานะซื้อ (long) ซึ่งบ่งชี้ว่านักลงทุนส่วนใหญ่ถูกจับผิดทางในจังหวะที่ราคากลับตัว

นอกเหนือจากปัจจัยข่าว ยังมีปัจจัยเชิงเทคนิคของตลาดอนุพันธ์เข้ามาซ้ำเติม โดยในเช้าวันเดียวกันนั้นเอง มีสัญญาออปชัน (options) ของบิตคอยน์มูลค่าราว 6.4 พันล้านดอลลาร์ ครบกำหนดหมดอายุพร้อมกัน การหมดอายุของสัญญาจำนวนมหาศาลนี้ได้ลบ “กันชน” ตามธรรมชาติที่เคยช่วยป้องกันความเสี่ยงออกไป ส่งผลให้ราคาเคลื่อนไหวผันผวนมากขึ้นในช่วงที่ตลาดกำลังย่อยข่าวจากเฟด

ถอดรหัสสุนทรพจน์ “แจ็คสัน โฮล” จุดเปลี่ยนที่เขย่าความเชื่อมั่นทั้งตลาด

หัวใจของเรื่องราวทั้งหมดอยู่ที่สุนทรพจน์ของเควิน วอร์ช ในการประชุมสัมมนาเศรษฐกิจประจำปีที่แจ็คสัน โฮล ซึ่งถือเป็นการปาฐกถาสำคัญครั้งแรกของเขาในฐานะประธานเฟด นักวิเคราะห์ต่างจับตาถ้อยแถลงนี้อย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นการวางกรอบทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของปี และผลลัพธ์ที่ออกมาก็ทำให้ตลาดต้องประหลาดใจไปในทางที่เข้มงวดกว่าที่คาด

สาระสำคัญที่วอร์ชสื่อออกมาชัดเจนคือ สงครามกับเงินเฟ้อยังไม่จบสิ้น เขาชี้ว่าดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ราว 3.7 เปอร์เซ็นต์ ในรอบ 12 เดือน และสูงถึง 4.1 เปอร์เซ็นต์ในรอบ 6 เดือน ซึ่งห่างไกลจากเป้าหมายที่ระดับ 2 เปอร์เซ็นต์อยู่มาก วอร์ชย้ำว่าเป้าหมายเงินเฟ้อ 2 เปอร์เซ็นต์เป็นเป้าหมายที่ตายตัวและไม่มีข้อยกเว้น พร้อมระบุว่าธนาคารกลางยัง “มีงานที่ต้องทำ” หากเงินเฟ้อยังไม่เคลื่อนเข้าสู่เป้าหมายอย่างชัดเจนและรวดเร็วเพียงพอ

ถ้อยแถลงเช่นนี้ถูกตีความในทันทีว่าเป็นสัญญาณ “สายเหยี่ยว” (hawkish) หรือฝ่ายที่สนับสนุนนโยบายการเงินตึงตัวเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ผลที่ตามมาคือการปรับเปลี่ยนความคาดหวังของตลาดอย่างรุนแรง เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group แสดงให้เห็นว่า โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนพุ่งขึ้นจากราว 35.4 เปอร์เซ็นต์ในวันก่อนหน้า มาอยู่ที่ 55.7 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ตลาดทำนายอย่าง Polymarket สะท้อนความน่าจะเป็นสูงถึงราว 68 เปอร์เซ็นต์ นับเป็นการพลิกมุมมองแบบข้ามคืนที่กระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดคริปโต แต่สะเทือนไปถึงตลาดพันธบัตรด้วย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ซึ่งอ่อนไหวต่อทิศทางดอกเบี้ยระยะสั้นมากที่สุด ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหนึ่งเดือน สะท้อนว่านักลงทุนเพิ่มการเดิมพันต่อการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรที่ปลอดความเสี่ยงสูงขึ้น ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ยอย่างบิตคอยน์ก็สูงขึ้นตามไปด้วย นี่คือกลไกพื้นฐานที่อธิบายว่าทำไมนโยบายการเงินตึงตัวจึงเป็นลบต่อคริปโต

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่าปฏิกิริยาของตลาดอาจแรงเกินกว่าเนื้อหาที่แท้จริง ไรอัน เคิร์กลีย์ (Ryan Kirkley) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Global Settlement Network ให้ความเห็นว่า สุนทรพจน์ดังกล่าวมีน้ำเสียงเข้มงวดก็จริง แต่ไม่ได้ให้คำมั่นอย่างชัดเจนว่าจะขึ้นดอกเบี้ยแต่อย่างใด เขาอธิบายว่าหากเป็นการปรับมุมมองสายเหยี่ยวอย่างแท้จริง เราจะเห็นสัญญาณสอดคล้องกันทั่วทุกตลาด ทั้งผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น ดอลลาร์ที่แข็งค่า และสินทรัพย์เสี่ยงที่อ่อนแอลง ซึ่งปฏิกิริยาในวันนั้นก็เริ่มเคลื่อนไปในทิศทางนั้นบางส่วน

นอกจากนี้ ภาพเศรษฐกิจมหภาคของสหรัฐฯ ยังมีสัญญาณผสมที่น่าสนใจ รายงานการปรับปรุงตัวเลขเบื้องต้นของสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ สร้างงานได้น้อยกว่าที่เคยประเมินไว้ราว 79,000 ตำแหน่งในช่วง 12 เดือนจนถึงเดือนมีนาคม 2569 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกนปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 51.7 ในเดือนสิงหาคม จาก 55.2 ในเดือนกรกฎาคม ด้านคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะ 1 ปีข้างหน้ากลับลดลงมาอยู่ที่ 4 เปอร์เซ็นต์ สัญญาณที่ขัดแย้งกันเหล่านี้ยิ่งทำให้ทิศทางนโยบายของเฟดคาดเดาได้ยากขึ้น และเป็นตัวแปรที่นักลงทุนคริปโตต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

กระแสเงิน ETF ยังไหลเข้าไม่หยุด แรงซื้อสถาบันสวนทางความตื่นตระหนก

ท่ามกลางความผันผวนของราคา มีปรากฏการณ์หนึ่งที่บ่งชี้ว่าความเชื่อมั่นเชิงโครงสร้างของตลาดยังไม่ได้สั่นคลอน นั่นคือกระแสเงินลงทุนที่ไหลเข้ากองทุน ETF อย่างต่อเนื่อง กองทุน ETF บิตคอยน์แบบ Spot ในสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าสุทธิรวมราว 2.8 พันล้านดอลลาร์ ตลอด 8 วันทำการติดต่อกัน และเมื่อรวมทั้งเดือนสิงหาคม ยอดเงินไหลเข้าทะลุระดับ 3 พันล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้สะท้อนว่าแม้ราคาจะผันผวน แต่นักลงทุนสถาบันยังคงทยอยสะสมสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าพอร์ตอย่างมีวินัย

ที่น่าจับตายิ่งกว่าคือฝั่งอีเธอเรียม ซึ่งกำลังแสดงโมเมนตัมที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ รายงานระบุว่า กองทุน ETF อีเธอเรียมมีเงินไหลเข้าถึง 226 ล้านดอลลาร์ในวันเดียวเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ซึ่งเกือบเทียบเท่ากับยอดของบิตคอยน์ และเมื่อนับรวม 9 วันทำการติดต่อกัน มีเงินไหลเข้าสะสมราว 1.4 พันล้านดอลลาร์ โดยวันดังกล่าวถือเป็นวันที่แข็งแกร่งที่สุดของกองทุนในรอบ 10 เดือน ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม กองทุน ETF อีเธอเรียมก็เพิ่งทำสถิติเงินไหลเข้าวันเดียวสูงถึง 189.15 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568

จุดเปลี่ยนสำคัญที่หลายฝ่ายมองข้ามคือ ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กองทุน ETF อีเธอเรียมดึงดูดเงินไหลเข้าได้ราว 365 ล้านดอลลาร์ เทียบกับ 205 ล้านดอลลาร์ของกองทุนบิตคอยน์ในช่วงเวลาเดียวกัน นับเป็นเดือนแรกที่เงินไหลเข้ากองทุนอีเธอเรียมสูงกว่ากองทุนบิตคอยน์เกินกว่าสองเท่า ปรากฏการณ์นี้สนับสนุนข้อสังเกตที่ว่าเม็ดเงินลงทุนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลบางส่วนกำลังหมุนเวียนเข้าสู่อีเธอเรียมมากขึ้น แม้ว่าข้อมูลเพียงเดือนเดียวยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงการจัดสรรสินทรัพย์อย่างถาวรก็ตาม

ไซมอน-ปีเตอร์ มัสซาบนี (Simon-Peter Massabni) หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจของ XS.com ให้มุมมองในรายงานที่ส่งถึงสำนักข่าวว่า บิตคอยน์กำลังฟื้นตัวจากการปรับฐานเล็กน้อย ท่ามกลางการสะสมของกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ (whale) ที่ยังไม่สม่ำเสมอนัก แต่ได้รับแรงหนุนที่แข็งแกร่งจากกองทุน ETF บิตคอยน์แบบ Spot และกิจกรรมเก็งกำไรที่เพิ่มขึ้นในตลาดฟิวเจอร์ส เขาชี้ว่าตลาดกระทิงรอบนี้ยังต้องการการสะสมบนเครือข่าย (on-chain) ที่หนักแน่นกว่านี้จากกลุ่มทุนใหญ่ เพื่อหนุนให้ราคาปรับตัวขึ้นอย่างยั่งยืน และมองว่าช่วงเวลานี้อาจเป็นโอกาสให้ผู้ถือบิตคอยน์ได้ทยอยสะสมสถานะเพิ่ม

ความแตกต่างระหว่างพฤติกรรมของนักลงทุนสถาบันผ่าน ETF กับความตื่นตระหนกในตลาดอนุพันธ์ ถือเป็นประเด็นที่สะท้อนโครงสร้างตลาดคริปโตยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน กล่าวคือ ในขณะที่นักเทรดรายย่อยที่ใช้เลเวอเรจสูงถูกบังคับปิดสถานะเมื่อราคากลับตัว เม็ดเงินระยะยาวจากสถาบันกลับมองว่าการย่อตัวคือโอกาส การมีสองแรงที่ขัดแย้งกันนี้ทำให้ตลาดมีความซับซ้อนมากขึ้น และเป็นเหตุผลว่าทำไมนักลงทุนจึงไม่ควรตัดสินทิศทางตลาดจากความเคลื่อนไหวของราคาเพียงระยะสั้นเท่านั้น

อีเธอเรียมกับทฤษฎี “การหมุนเวียนของทุน” เมื่อ ทอม ลี ชี้เป้าหมายใหม่

หนึ่งในเรื่องเล่าที่ทรงพลังที่สุดของตลาดคริปโตในช่วงนี้ คือการกลับมาโดดเด่นของอีเธอเรียม ซึ่งได้รับการผลักดันจากทั้งกระแสเงิน ETF และมุมมองของนักวิเคราะห์ชื่อดัง ทอม ลี (Tom Lee) ผู้ร่วมก่อตั้ง Fundstrat และประธานบริษัท BitMine ที่ออกมาระบุว่า อีเธอเรียมยังคง “ถูกประเมินค่าต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก” แม้ราคาจะฟื้นตัวขึ้นมาแล้วก็ตาม โดยเขาให้เป้าหมายราคาที่น่าตื่นเต้นว่า อีเธอเรียมมีโอกาสแตะระดับ 6,000 ดอลลาร์ หากบิตคอยน์สามารถขึ้นไปถึง 150,000 ดอลลาร์ได้

ก่อนหน้านี้ ทอม ลี เคยคาดการณ์ว่าอีเธอเรียมจะทะยานเกินระดับ 5,000 ดอลลาร์ก่อนสิ้นปี 2569 ซึ่งจะต้องอาศัยการปรับตัวขึ้นอีกกว่า 100 เปอร์เซ็นต์จากระดับปัจจุบัน เขามองว่าการหมุนเวียนของเม็ดเงินจากบิตคอยน์ไปสู่อีเธอเรียมได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยมีเรื่องเล่าเรื่องการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน (tokenization) และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) บนเครือข่ายอีเธอเรียมเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ลีเชื่อว่าปัจจัยเชิงประโยชน์ใช้สอยสองอย่างนี้มีความสำคัญมากกว่าธีมที่เคยหนุนราคาอีเธอเรียมในวัฏจักรก่อนหน้า

ข้อมูลเชิงประจักษ์ก็เริ่มสนับสนุนมุมมองดังกล่าว อัตราส่วน ETH/BTC ซึ่งเป็นมาตรวัดความแข็งแกร่งเชิงเปรียบเทียบระหว่างสองเหรียญยักษ์ใหญ่ ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ราว 0.0318 จากระดับราว 0.0299 ในช่วงกลางเดือน การที่อัตราส่วนนี้สูงขึ้นหมายความว่าอีเธอเรียมหนึ่งหน่วยสามารถแลกบิตคอยน์ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นหลักฐานที่ชัดเจนกว่าการดูราคาในรูปดอลลาร์เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ในช่วงที่ราคาปรับตัวขึ้นแรง อีเธอเรียมเคยทำผลตอบแทนรายสัปดาห์เหนือกว่าบิตคอยน์ถึงราว 8 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยบริษัท BitMine ของทอม ลี ถือครองอีเธอเรียมอยู่ราว 5.82 ล้านเหรียญ หรือคิดเป็นราว 4.8 เปอร์เซ็นต์ของอุปทานทั้งหมด สะท้อนถึงการเดิมพันครั้งใหญ่ของฝ่ายกระทิง

อย่างไรก็ดี ในตลาดย่อมมีมุมมองที่หลากหลาย ฝ่ายที่ระมัดระวังมากกว่าอย่าง Standard Chartered ยังคงเป้าหมายราคาอีเธอเรียมที่ 10,000 ดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2569 โดยอ้างอิงถึงการอัปเกรดเครือข่าย Fusaka และกระแสเงิน ETF ที่ไหลเข้า ขณะที่นักวิเคราะห์อีกกลุ่มเตือนว่า การจะเห็นอีเธอเรียมขึ้นไปแตะ 5,000 ดอลลาร์นั้น จำเป็นต้องอาศัยการฟื้นตัวที่พัฒนาไปสู่การประเมินมูลค่าใหม่อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ใช่เพียงการดีดกลับเพื่อบรรเทาความเสียหาย (relief rally) เท่านั้น ซึ่งจะต้องอาศัยทั้งความต่อเนื่องของแรงซื้อ ETF ความคืบหน้าด้านกฎระเบียบ และดอลลาร์ที่ยังคงอ่อนค่า

ปัจจัยด้านอุปทานก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่หนุนโครงสร้างราคาอีเธอเรียมในระยะยาว การที่อีเธอเรียมจำนวนมากถูกล็อกไว้ในระบบ Staking ประกอบกับปริมาณเหรียญที่ถือครองบนกระดานเทรดที่ลดลง ทำให้อุปทานหมุนเวียนอิสระ (liquid float) ในตลาดตึงตัวขึ้น เมื่ออุปทานตึงตัวแต่ความต้องการจากสถาบันเพิ่มขึ้น สมการพื้นฐานด้านราคาจึงเอนเอียงไปในทางบวก แม้ว่าในระยะสั้นราคาจะยังถูกกดดันจากปัจจัยมหภาคก็ตาม

ดัชนีความกลัวและความโลภ จากความกลัวสุดขั้วสู่ความโลภในพริบตา

อารมณ์ของตลาดคริปโตในเดือนสิงหาคมเปรียบได้กับรถไฟเหาะที่พลิกผันอย่างรวดเร็ว ดัชนีความกลัวและความโลภ (Crypto Fear & Greed Index) ซึ่งเป็นมาตรวัดจิตวิทยาตลาดที่ได้รับความนิยม พุ่งขึ้นแตะระดับ 74 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2568 ที่น่าสนใจคือ ครั้งนั้นบิตคอยน์ทำจุดสูงสุดตลอดกาลในวันถัดมาทันที ทำให้นักลงทุนบางส่วนมองว่าอาจเป็นสัญญาณเชิงบวก ขณะที่บางแหล่งข้อมูลรายงานว่าดัชนีเคยพุ่งสูงถึงระดับ 81 เข้าสู่โซน “ความโลภสุดขั้ว” (Extreme Greed) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายปี 2567

ความเร็วของการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ตลาดครั้งนี้ถือว่าผิดปกติอย่างยิ่ง ดัชนีพุ่งจากระดับ 27 ซึ่งอยู่ในโซนความกลัวเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ขึ้นมาแตะ 74 ภายในเวลาเพียง 12 วัน การพลิกกลับนี้ยุติช่วงเวลาแห่งความมองโลกในแง่ร้ายที่ยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ 8 ปีของดัชนี โดยก่อนหน้านั้นดัชนีเคยอยู่ในโซนต่ำกว่า 50 ติดต่อกันนานถึง 106 วัน และตลอดปี 2569 ดัชนีมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 24.2 ซึ่งสะท้อนว่าตลอดปีที่ผ่านมาตลาดถูกครอบงำด้วยความกลัวเป็นส่วนใหญ่ ก่อนที่จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วงปลายเดือนสิงหาคม

การพุ่งขึ้นของราคาส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากการบีบสถานะขายชอร์ต (short squeeze) ครั้งใหญ่ ข้อมูลระบุว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม มีการชำระบัญชีสถานะขายชอร์ตสูงถึง 2.74 พันล้านดอลลาร์ กวาดล้างนักเทรดไปกว่า 172,000 ราย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มขนาดโครงการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวเป็นสองเท่า จากราว 2 พันล้านดอลลาร์ เป็น 4 พันล้านดอลลาร์ต่อรอบการดำเนินการ ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่องและหนุนความเชื่อมั่นให้กลับคืนสู่สินทรัพย์เสี่ยง

แต่นักวิเคราะห์ก็เตือนว่า ระดับความโลภที่สูงเช่นนี้เป็นดาบสองคม เมื่อดัชนีขึ้นไปอยู่ในโซน 73–74 หมายความว่านักลงทุนรายย่อยและเม็ดเงินเก็งกำไรได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่แล้ว ซึ่งในเชิงประวัติศาสตร์มักเป็นจุดที่ผู้ซื้อรายใหม่เริ่มขาดแคลน สภาวะที่สถานะซื้อแออัดเกินไปประกอบกับโมเมนตัมที่ร้อนแรงเกินตัว (overbought) คือส่วนผสมที่มักก่อให้เกิด “หลุมอากาศ” หรือการปรับฐานอย่างรุนแรง ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเมื่อข่าวจากเฟดเข้ามากระทบในปลายสัปดาห์ ต่อมาดัชนีจึงได้ผ่อนคลายลงมาอยู่ที่ราว 65 สะท้อนความระมัดระวังที่กลับคืนมา

ความเคลื่อนไหวสำคัญในอุตสาหกรรม จากชวาบถึงการเตรียมรับ “ควอนตัม”

นอกเหนือจากความผันผวนของราคา สัปดาห์ที่ผ่านมายังมีพัฒนาการเชิงโครงสร้างที่สำคัญหลายเรื่องซึ่งจะส่งผลต่อภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมในระยะยาว เรื่องแรกคือการขยายบริการของ Charles Schwab บริษัทนายหน้าค้าหลักทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ประกาศจะขยายการซื้อขายคริปโตบนแพลตฟอร์ม Schwab Crypto ให้ครอบคลุมเหรียญโซลานา (Solana) อาวาแลนช์ (Avalanche) และเชนลิงก์ (Chainlink) เพิ่มเติมจากบิตคอยน์และอีเธอเรียมที่มีอยู่เดิม แม้ว่าจะยังไม่ได้ระบุวันเปิดตัวที่ชัดเจนก็ตาม บริการนี้เริ่มทยอยเปิดให้ลูกค้าใช้งานมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และคิดค่าธรรมเนียมราว 75 จุดเบสิสต่อการทำธุรกรรม การที่สถาบันการเงินกระแสหลักขยายบริการเช่นนี้ ตอกย้ำแนวโน้มการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลในวงกว้างมากขึ้น

อีกประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจในแวดวงเทคโนโลยีคือ การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม รายงานจาก CoinDesk และ Decrypt ระบุว่า Ripple กำลังเตรียมยกระดับ XRP Ledger ให้รองรับยุคคอมพิวเตอร์ควอนตัมก่อนที่ “Q-Day” หรือวันที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมมีศักยภาพพอจะเจาะระบบเข้ารหัสในปัจจุบันจะมาถึง ประเด็นนี้ทวีความสำคัญขึ้นหลังมีรายงานว่าโมเดล AI ตัวหนึ่งสามารถลดปริมาณงานที่จำเป็นในการเจาะระบบลายเซ็นดิจิทัลที่ทนทานต่อควอนตัมลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ทั้งเครือข่ายบิตคอยน์และอีเธอเรียมต่างเผยแผนการย้ายระบบ (migration plan) ของตนออกมาในสัปดาห์เดียวกัน สะท้อนว่าอุตสาหกรรมเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงระยะยาวด้านความปลอดภัยไซเบอร์อย่างจริงจัง

ในด้านการกำกับดูแล ยังมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับตลาดทำนายผล (prediction market) เมื่อ Kalshi เผชิญคำตัดสินของศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ที่ยืนยันอำนาจของรัฐเหนือตลาดสัญญาอิงเหตุการณ์ (event contracts) คำตัดสินนี้สร้างความขัดแย้งระหว่างศาลรัฐบาลกลาง และมีความเป็นไปได้ว่าศาลสูงสุดของสหรัฐฯ อาจต้องเข้ามาชี้ขาดในประเด็นนี้ในที่สุด นอกจากนี้ เครือข่ายโซลานายังผ่านการลงมติครั้งประวัติศาสตร์เพื่อเพิ่มอัตราการลดเงินเฟ้อของเหรียญ (disinflation) เป็นสองเท่า ซึ่งเป็นการลงมติทั่วทั้งเครือข่ายครั้งแรก และผ่านไปได้อย่างฉิวเฉียด สะท้อนถึงพลวัตของการกำกับดูแลแบบกระจายศูนย์ที่กำลังเติบโต

ประเด็นที่น่าสังเกตอีกเรื่องคือ พฤติกรรมความสัมพันธ์ของราคาบิตคอยน์กับสินทรัพย์อื่น รายงานจาก CoinDesk ชี้ว่า ในช่วงที่ตลาดผันผวน บิตคอยน์แสดงผลงานที่ดีกว่าตลาดหุ้น และเริ่มเคลื่อนไหวสอดคล้องกับทองคำมากขึ้น ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่นักลงทุนบางกลุ่มมองว่าเป็นการยืนยันสถานะ “ทองคำดิจิทัล” ของบิตคอยน์ในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงเชิงมหภาค แม้ว่าในระยะสั้นราคาจะยังถูกกดดันจากปัจจัยด้านสภาพคล่องและดอกเบี้ยก็ตาม

มุมมองผู้เชี่ยวชาญและระดับราคาสำคัญที่ต้องจับตา

เมื่อประมวลความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญหลายสำนัก ภาพที่ปรากฏคือความเห็นที่แบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน ฝ่ายกระทิงนำโดยทอม ลี ที่ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของทั้งบิตคอยน์และอีเธอเรียม โดยมองว่าการปรับฐานเป็นเพียงการพักตัวชั่วคราวในแนวโน้มขาขึ้นที่ใหญ่กว่า ขณะที่ฝ่ายที่ระมัดระวังชี้ว่า ตราบใดที่เฟดยังไม่ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างชัดเจน สินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทก็ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินที่สูง

บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบนเครือข่ายอย่าง Nansen ให้ความเห็นว่า น้ำเสียงสายเหยี่ยวของวอร์ชกดดันสถานะซื้อบิตคอยน์ที่แออัดอยู่แล้วโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวะที่สัญญาออปชันมูลค่า 6.4 พันล้านดอลลาร์เพิ่งครบกำหนดหมดอายุในเช้าวันเดียวกัน ซึ่งได้ลบกลไกการป้องกันความเสี่ยงตามธรรมชาติออกไป การขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนหากเกิดขึ้นจริง จะหมายถึงอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงที่สูงขึ้นและดอลลาร์ที่แข็งค่า ซึ่งในเชิงประวัติศาสตร์เป็นสองเงื่อนไขที่มักกดความต้องการสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ย และบิตคอยน์ก็เป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่อปัจจัยนี้มากที่สุด

ในเชิงเทคนิค ระดับราคาที่นักลงทุนต้องจับตามีอยู่หลายจุด สำหรับบิตคอยน์ โซนแนวต้านสำคัญอยู่ที่บริเวณ 80,000–81,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ราคาพยายามทะลุผ่านหลายครั้งแต่ยังไม่สำเร็จ หากสามารถยืนเหนือระดับนี้ได้อย่างมั่นคง จะเปิดทางสู่การปรับตัวขึ้นต่อ ในทางกลับกัน หากหลุดแนวรับสำคัญลงมา ก็อาจเห็นการปรับฐานที่ลึกขึ้น ด้านอีเธอเรียม ระดับ 2,500 ดอลลาร์เป็นแนวต้านทางจิตวิทยาที่ราคาพยายามทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่แนวรับสำคัญอยู่ในโซน 2,315–2,350 ดอลลาร์ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าหากยืนเหนือระดับนี้ได้ แนวโน้มเชิงบวกก็ยังคงอยู่

สิ่งที่นักลงทุนควรตระหนักคือ ตลาดคริปโตในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกับปัจจัยมหภาคและตลาดการเงินดั้งเดิมมากขึ้นกว่าในอดีต การเข้ามาของนักลงทุนสถาบันและกองทุน ETF ทำให้พฤติกรรมราคาของบิตคอยน์เปลี่ยนไป จากที่เคยเป็นสินทรัพย์เก็งกำไรล้วนๆ กลายมาเป็นสินทรัพย์ที่ตอบสนองต่อการปรับมุมมองนโยบายการเงินอย่างชัดเจน ดังที่เห็นได้จากปฏิกิริยาต่อสุนทรพจน์ของวอร์ช นี่คือความเป็นจริงใหม่ของตลาดที่นักลงทุนทุกคนต้องเรียนรู้และปรับตัว

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย รับมืออย่างไรในภาวะตลาดสองทิศทาง

สำหรับนักลงทุนไทย เหตุการณ์ในสัปดาห์ที่ผ่านมาให้บทเรียนสำคัญหลายประการ ประการแรกคือ ความสำคัญของปัจจัยมหภาคจากสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อตลาดคริปโตทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย แม้ว่านักลงทุนไทยจะซื้อขายผ่านกระดานในประเทศ แต่ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลล้วนอ้างอิงกับตลาดโลกที่เคลื่อนไหวตามนโยบายของเฟดและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ การติดตามปฏิทินเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ และตัวเลขเงินเฟ้อ จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

ประการที่สอง คือความเสี่ยงของการใช้เลเวอเรจสูง เหตุการณ์การชำระบัญชีมูลค่าเกือบ 500 ล้านดอลลาร์ในชั่วข้ามคืน เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเทรดด้วยเงินกู้ในตลาดที่ผันผวนสูงเช่นคริปโตนั้นมีความเสี่ยงมหาศาล นักลงทุนไทยที่นิยมเทรดสัญญาฟิวเจอร์สหรือใช้มาร์จิ้น ควรบริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด กำหนดจุดตัดขาดทุน (stop loss) ที่ชัดเจน และไม่ควรใช้เลเวอเรจเกินกว่าที่รับความเสียหายได้ ดังคำแนะนำของนักวิเคราะห์ที่ย้ำเสมอว่า การบริหารความเสี่ยงสำคัญกว่าการทำกำไร

ประการที่สาม คือมุมมองระยะยาวเทียบกับระยะสั้น ในขณะที่ราคาระยะสั้นถูกกดดันจากข่าวเฟด แต่ปัจจัยเชิงโครงสร้างอย่างกระแสเงิน ETF ที่ไหลเข้าต่อเนื่อง การยอมรับจากสถาบันการเงินกระแสหลัก และการพัฒนาเทคโนโลยีบนเครือข่าย ยังคงเป็นสัญญาณบวกในระยะยาว นักลงทุนไทยที่มีเป้าหมายลงทุนระยะยาวอาจพิจารณากลยุทธ์การทยอยสะสม (Dollar-Cost Averaging) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะตลาดผิดพลาด และเหมาะกับสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง

ประการที่สี่ คือการกระจายความเสี่ยงและการทำความเข้าใจสินทรัพย์ที่ลงทุน การหมุนเวียนของเม็ดเงินจากบิตคอยน์ไปสู่อีเธอเรียมและเหรียญอื่นๆ สะท้อนว่าตลาดคริปโตไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นเนื้อเดียวกันเสมอไป นักลงทุนควรศึกษาพื้นฐานของแต่ละเหรียญ ทั้งด้านเทคโนโลยี ประโยชน์ใช้สอย และปัจจัยด้านอุปทาน ก่อนตัดสินใจลงทุน มากกว่าการไล่ตามกระแสหรือราคาที่ปรับตัวขึ้นเพียงอย่างเดียว

ท้ายที่สุด นักลงทุนไทยควรตระหนักว่าการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงมีความเสี่ยงสูงและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ควรลงทุนผ่านผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง และลงทุนด้วยเงินที่พร้อมรับความเสี่ยงได้ ภาวะตลาดที่เคลื่อนไหวสองทิศทางเช่นในปัจจุบัน ระหว่างแรงกดดันจากนโยบายการเงินที่ตึงตัวกับแรงหนุนจากเม็ดเงินสถาบัน คือบททดสอบวินัยและความเข้าใจของนักลงทุนอย่างแท้จริง ผู้ที่เตรียมพร้อมด้วยความรู้และการบริหารความเสี่ยงที่ดี ย่อมสามารถนำพาพอร์ตการลงทุนของตนผ่านช่วงเวลาแห่งความผันผวนนี้ไปได้

โดยสรุป ตลาดคริปโตกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่น่าจับตา ระหว่างการปรับฐานระยะสั้นที่เกิดจากความกังวลเรื่องดอกเบี้ย กับแนวโน้มขาขึ้นเชิงโครงสร้างที่ได้รับแรงหนุนจากการยอมรับในวงกว้าง ทิศทางต่อไปจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเฟดในเดือนกันยายน ความต่อเนื่องของกระแสเงิน ETF และความสามารถของราคาในการยืนเหนือระดับแนวรับสำคัญ นักลงทุนที่ติดตามข้อมูลอย่างรอบด้านและไม่ตื่นตระหนกไปกับความผันผวนระยะสั้น จะเป็นผู้ที่ได้เปรียบในเกมการลงทุนระยะยาวนี้

Similar Posts