ทรัมป์ ประกาศ "Project Freedom" ปลดปล่อยเรือที่ติดค้างในช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์ ประกาศ “Project Freedom” ปลดปล่อยเรือที่ติดค้างในช่องแคบฮอร์มุซ

ตลาดน้ำมันดิบโลกเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยความผันผวนและไม่มีทิศทางที่ชัดเจนในวันจันทร์ ขณะที่ผู้เข้าร่วมตลาดพยายามย่อยและประเมินผลกระทบของการประกาศล่าสุดของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ตั้งใจจะ “ปลดปล่อย” เรือสินค้าที่ติดค้างอยู่อันเป็นผลจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังคงคุกรุ่นระหว่างเตหะรานและวอชิงตันที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลายในเร็ววัน

น้ำมันดิบ Brent สัญญาส่งมอบเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล ปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 101.94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่น้ำมันดิบ WTI สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 0.15% มาอยู่ที่ 108.33 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามของน้ำมันสองชนิดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสับสนและการชั่งน้ำหนักของตลาดต่อปัจจัยหลายอย่างที่กำลังดึงราคาในทิศทางที่แตกต่างกัน

ช่องแคบฮอร์มุซ: หัวใจของวิกฤต

ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเผชิญกับการปิดกั้น ทำให้การจราจรผ่านเส้นทางน้ำพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลกแห่งนี้แทบหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง ก่อนสงคราม ช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางผ่านของพลังงานโลกประมาณ หนึ่งในห้า ซึ่งครอบคลุมทั้งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลว และพลังงานในรูปแบบอื่นๆ การที่เส้นทางนี้ถูกปิดตั้งแต่สงครามเริ่มต้นได้สร้างผลกระทบลูกโซ่ที่ซับซ้อนและลึกซึ้งต่อตลาดพลังงานโลก

เหตุการณ์ล่าสุดที่ยืนยันถึงอันตรายในภูมิภาคนี้คือรายงานจาก United Kingdom Maritime Trade Operations (UKMTO) ในวันจันทร์ว่า เรือบรรทุกน้ำมันถูกยิงด้วยกระสุนปืน ทางตอนเหนือของเมือง Fujairah ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องสำหรับเรือที่พยายามเดินเรือในภูมิภาคตะวันออกกลาง และอธิบายได้ว่าทำไมเรือสินค้าจำนวนมากจึงตัดสินใจหยุดรอแทนที่จะเสี่ยงเดินทาง

Project Freedom: ปฏิบัติการทางทหารเพื่อเส้นทางการค้า

ทรัมป์ ประกาศบน Truth Social เมื่อวันอาทิตย์ว่าสหรัฐฯ จะพยายาม “ปลดปล่อย” เรือสินค้าที่ติดค้างอันเป็นผลจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซนับตั้งแต่เริ่มต้นสงครามอิหร่าน โดยตั้งชื่อปฏิบัติการนี้ว่า “Project Freedom”

ปฏิบัติการดังกล่าวจะมุ่งเน้นไปที่การพาเรือพลเรือนที่ชักธงของประเทศที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งออกจากน่านน้ำ เพื่อให้พวกเขาสามารถ “ดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างอิสระและมีประสิทธิภาพ” โดยมีกำหนดเริ่มต้นในวันจันทร์

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (U.S. Central Command) ออกมาแถลงไม่นานหลังจาก ทรัมป์ ประกาศว่ากำลังทหารที่จะสนับสนุน Project Freedom ประกอบด้วย เรือพิฆาตติดอาวุธนำวิถี เครื่องบินภาคพื้นดินและทางทะเลรวมกว่า 100 ลำ แพลตฟอร์มไร้คนขับหลายโดเมน และกำลังพล 15,000 นาย ซึ่งเป็นการส่งกำลังขนาดใหญ่ที่แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ มองเรื่องนี้อย่างจริงจัง OPEC+ เพิ่มกำลังการผลิต: สัญญาณแรกหลัง UAE ถอนตัว

ในวันเดียวกัน ตลาดยังต้องย่อยข่าวที่ OPEC+ ตกลงเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน 188,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกของกลุ่มนับตั้งแต่ที่ UAE ตัดสินใจถอนตัวออกจากองค์กรอย่างกะทันหัน การเพิ่มกำลังการผลิตนี้ส่งสัญญาณว่า OPEC+ ที่เหลืออยู่ยังคงต้องการเติมช่องว่างในตลาดจากการหยุดชะงักของอุปทานอิหร่านบางส่วน แต่ปริมาณที่เพิ่มขึ้นยังน้อยกว่าที่จะชดเชยการสูญเสียจากช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างมีนัยสำคัญ

คำเตือนจาก Moody’s: ราคา 125 ดอลลาร์คือจุดที่เศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอย

ท่ามกลางความวุ่นวายในตลาดพลังงาน Gaurav Ganguly หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศของ Moody’s Analytics ออกมาส่งสัญญาณเตือนที่น่ากังวลอย่างยิ่งในรายการ Squawk Box Asia ของ CNBC โดยระบุว่า “ไม่ต้องใช้อะไรมากนักจากจุดนี้เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย เราประเมินว่าราคา Brent ประมาณ 125 ดอลลาร์ ที่ยั่งยืนต่อเนื่องจะผลักดันเศรษฐกิจโลกให้เข้าสู่ภาวะถดถอยรูปแบบหนึ่ง”

คำเตือนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าราคา Brent ในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และนักเทรดบน Kalshi ประเมินว่ามีโอกาสมากกว่า 50% ที่ WTI จะแตะ 127 ดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งหมายความว่า Brent อาจแตะระดับที่ Moody’s ระบุว่าเป็น “จุดอันตราย” ได้ในช่วงเวลาไม่นาน

บทสรุป: สมดุลที่เปราะบางระหว่างความหวังและความเสี่ยง

ตลาดน้ำมันในวันนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ที่นักลงทุนต้องชั่งน้ำหนักระหว่างปัจจัยที่อาจกดราคาลงอย่าง Project Freedom และการเพิ่มกำลังการผลิตของ OPEC+ กับปัจจัยที่ยังคงหนุนราคาอย่างความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและอันตรายที่ยังมีอยู่จริงในน่านน้ำตะวันออกกลาง ตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่เปิดอย่างเต็มรูปแบบ ความไม่แน่นอนจะยังคงครอบงำตลาดพลังงานโลกต่อไป

Similar Posts

  • วอลล์สตรีทร่วง 3 วันติด! บอนด์ยีลด์พุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดปรับตัวลดลงเป็นวันที่สามติดต่อกันในวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 19 ปี สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อตลาดทุน ขณะที่นักลงทุนยังต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวในระดับสูง ดัชนี S&P 500 ร่วงลง 0.67% ปิดที่ระดับ 7,353.61 จุด ขณะที่ Nasdaq Composite ปิดลบ 0.84% ที่ 25,870.71 จุด และ Dow Jones Industrial Average สูญเสียไป 322.24 จุด หรือ 0.65% ปิดที่ 49,363.88 จุด สัญญาณที่น่าเป็นห่วงที่สุดในขณะนี้คือการเคลื่อนไหวในตลาดตราสารหนี้ในขณะนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายรายมองว่ากำลังส่งสัญญาณเตือนที่ตลาดหุ้นยังไม่ได้ตอบสนองอย่างเต็มที่ตามที่คาดหวัง ภาพรวมของวอลล์สตรีทในช่วงนี้จึงอยู่ในโหมดระมัดระวังสูงมาก ท่ามกลางปัจจัยกดดันหลายด้านที่สะสมตัวขึ้นพร้อมกัน บอนด์ยีลด์พุ่งทะลุเพดาน ภัยเงียบที่ตลาดต้องจับตามอง ประเด็นที่สร้างความกังวลมากที่สุดในสัปดาห์นี้ไม่ใช่ความผันผวนของดัชนีหุ้น แต่เป็นการพุ่งขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดต้นทุนการกู้ยืมและความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจ ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี แตะระดับ…

  • | |

    ธนาคารกลางโลกเดินคนละทาง เงินเฟ้อเหนียว สงครามพลังงานป่วนตลาด

    ครึ่งหลังของปี 2569 กำลังเผยให้เห็นภาพเศรษฐกิจโลกที่ “แตกเป็นเสี่ยง” อย่างชัดเจนที่สุดในรอบหลายปี ธนาคารกลางรายใหญ่ของโลกเดินนโยบายสวนทางกันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับสูงพร้อมเสียงเรียกร้องให้ “ขึ้น” ธนาคารกลางยุโรป (ECB) กลับลำมาขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อจากสงคราม ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยังตรึงดอกเบี้ยต่ำจนเงินเยนทรุดสู่จุดอ่อนค่าที่สุดในรอบ 40 ปี ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสงครามสหรัฐ-อิหร่านที่ยังกดดันราคาพลังงาน เงินเฟ้อที่ลงช้ากว่าคาด และตลาดแรงงานสหรัฐที่เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรง สำหรับนักลงทุนไทย นี่คือช่วงเวลาที่ “ส่วนต่างดอกเบี้ย” กำลังกดเงินบาทให้อ่อนค่า และท้าทายการจัดพอร์ตอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน รายงานฉบับนี้ประมวลความเคลื่อนไหวสำคัญจากสำนักข่าวการเงินชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, Reuters, CNBC, Financial Times และ Wall Street Journal เพื่อฉายภาพว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเดินไปทางใด และเหตุการณ์เหล่านี้จะส่งแรงกระเพื่อมมาถึงตลาดทุนไทย ค่าเงินบาท และการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อย่างไรในช่วงที่เหลือของปี เฟดตรึงดอกเบี้ยท่ามกลาง “ศึกในบ้าน” สามเสียงแตกเรียกร้องขึ้นดอกเบี้ย เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) มีมติ 9 ต่อ 3…

  • | |

    กำแพง Liquidation ของ Ethereum ใกล้ปะทุ: ระดับ $2,451 อาจเขย่าตลาดกว่า 1.47 พันล้านดอลลาร์

    ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในช่วงเวลานี้กำลังเข้าสู่ภาวะ “แรงกดดันสูงสุด” โดยเฉพาะสำหรับ Ethereum (ETH) ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ระดับราคาสำคัญซึ่งอาจจุดชนวนการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ข้อมูลจาก Coinglass ระบุว่า หากราคา ETH ทะลุระดับ 2,451 ดอลลาร์ จะมีสถานะ Short มูลค่ากว่า 1.473 พันล้านดอลลาร์ที่เสี่ยงถูก Liquidate ขณะที่หากราคาปรับตัวลงต่ำกว่า 2,220 ดอลลาร์ ก็จะมีสถานะ Long มูลค่ากว่า 1.099 พันล้านดอลลาร์ที่อาจถูกล้างพอร์ตเช่นกัน สถานการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขธรรมดา แต่สะท้อน “โครงสร้างตลาดที่เปราะบาง” ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นแรงเร่ง (acceleration mechanism) ได้ทันทีเมื่อราคาขยับถึงจุดใดจุดหนึ่ง โครงสร้างตลาดปัจจุบัน: สมดุลที่พร้อมแตกหัก ราคาปัจจุบันของ ETH อยู่บริเวณประมาณ 2,375 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างสองโซนสำคัญ วิเคราะห์เชิงลึก: เจาะลึก Liquidation Bands: กลไกที่ขับเคลื่อนความผันผวน แพลตฟอร์ม Coinglass ระบุระดับ 2,451 และ 2,220 ดอลลาร์ว่าเป็น…

  • ตลาดหุ้นเอเชียเปิดระส่ำ อิหร่านอ้างปิดช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันพุ่ง 4% SET ยืนเหนือ 1,600 จุด

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยบรรยากาศตึงเครียด เมื่อสถานการณ์สู้รบในอ่าวเปอร์เซียปะทุขึ้นอีกครั้ง และอิหร่านออกมาอ้างว่าได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแรงในการซื้อขายช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2569 และจุดชนวนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อรอบใหม่ให้กลับมาปกคลุมตลาดการเงินทั่วโลกอีกครั้ง หลังจากที่นักลงทุนเพิ่งจะเริ่มผ่อนคลายกับการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านได้ไม่นาน สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้น 3.3% ในการซื้อขายช่วงต้นตลาดเอเชีย แตะระดับ 78.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ฟื้นตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดล่าสุดที่ 70.14 ดอลลาร์ ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) เพิ่มขึ้น 3.4% สู่ระดับ 73.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อมาในช่วงสายของวัน สำนักข่าว AP รายงานว่าราคาน้ำมันเบรนท์ขยับขึ้นต่อเนื่องเป็น 3.9% ที่ระดับ 78.96 ดอลลาร์ ส่วน WTI บวกราว 4% ที่ 74.26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการลบล้างแรงผ่อนคลายที่ตลาดได้รับจากข่าวการเจรจาก่อนหน้านี้แทบทั้งหมด แรงกดดันจากราคาพลังงานสะท้อนกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นทันที ดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นปรับตัวลง 1.0% ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนที่ร่วงไปแล้ว 1.7% ขณะที่ดัชนี MSCI Asia-Pacific (ไม่รวมญี่ปุ่น)…

  • | |

    บิตคอยน์ทะลุ 77,000 ดอลลาร์ อีเธอเรียมพุ่ง 30% ETF ทุบสถิติ ทรัมป์ดัน CLARITY Act

    ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีทั่วโลกระเบิดขาขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่าสองปี เมื่อบิตคอยน์ (Bitcoin) ทะยานหลุดกรอบการซื้อขายแคบ ๆ ที่กดราคาไว้ใต้ระดับ 64,000 ดอลลาร์มานานเกือบทั้งฤดูร้อน แล้วพุ่งขึ้นแตะเหนือ 77,000 ดอลลาร์ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน โดยราคาบิตคอยน์บวกขึ้นราว 22% ในรอบห้าวันทำการ ถือเป็นผลงานห้าวันที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 ขณะที่อีเธอเรียม (Ethereum) กลายเป็นดาวเด่นของสัปดาห์ด้วยการพุ่งขึ้นเกือบ 30% ทะยานจากช่วง 1,900 ดอลลาร์ไปแตะจุดสูงสุดระหว่างวันที่ราว 2,546 ดอลลาร์บนกระดานไบแนนซ์ แรงส่งของการปรับตัวขึ้นรอบนี้มาจากปัจจัยสามด้านที่ประจวบเหมาะกันพอดี ได้แก่ ท่าทีสนับสนุนคริปโทอย่างเปิดเผยจากทำเนียบขาวที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเรียกร้องให้รัฐสภาเร่งผ่านร่างกฎหมายจัดระเบียบตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลหรือ “CLARITY Act” การประกาศเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบและกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้ต่ำลง และกระแสเงินทุนสถาบันที่หลั่งไหลกลับเข้าสู่กองทุน ETF บิตคอยน์และอีเธอเรียมในสหรัฐฯ อย่างมหาศาลจนทำสถิติสูงสุดของปี รายงานนี้จะพาผู้อ่านสำรวจภาพรวมของการเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์ ตั้งแต่รายละเอียดของราคาและปริมาณเงินที่ไหลเข้ากองทุน ETF ไปจนถึงกลไกเชิงนโยบายการเงินการคลังที่จุดชนวนแรงซื้อ สถานการณ์ล่าสุดของกฎหมาย CLARITY Act ในวุฒิสภาสหรัฐฯ มุมมองจากนักวิเคราะห์ทั้งฝ่ายกระทิงและฝ่ายที่ยังระมัดระวัง ตลอดจนประเด็นสำคัญที่นักลงทุนไทยควรจับตาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อพอร์ตการลงทุน ตลาดคริปโทระเบิดขาขึ้น บิตคอยน์ท้าทาย 80,000 ดอลลาร์ อีเธอเรียมนำขบวน ภาพความเคลื่อนไหวของราคาในสัปดาห์ที่ผ่านมาสะท้อนการเปลี่ยนอารมณ์ตลาดแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ก่อนหน้านี้บิตคอยน์ถูกจองจำอยู่ในกรอบราคาแคบบริเวณ…

  • |

    โลกยุคอาวุธเศรษฐกิจ: สงครามการค้า คว่ำบาตร วิกฤตพลังงาน สั่นคลอนตลาดปี 2026

    ครึ่งหลังของปี 2026 เปิดฉากขึ้นท่ามกลางภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่เปราะบางที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อ “เครื่องมือทางเศรษฐกิจ” อย่างภาษีศุลกากร มาตรการคว่ำบาตร และการควบคุมเส้นทางพลังงาน ถูกยกระดับเป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์อย่างเปิดเผย กำแพงภาษี Section 122 ของสหรัฐฯ กำลังจะหมดอายุในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ พร้อมกับเงาของมาตรการ Section 301 ที่รออยู่ ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นอัมพาตจากสงครามอิหร่านที่ผลักราคาน้ำมันขึ้นสู่ระดับใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สหภาพยุโรปเดินหน้ามาตรการคว่ำบาตรรอบที่ 21 ที่ลุกลามจากรัสเซียไปถึงจีน สวนทางกับดัชนีดาวโจนส์ที่กลับทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รายงานฉบับนี้ประมวลภาพความขัดแย้งทางเศรษฐกิจที่กำลังหล่อหลอมทิศทางตลาดโลก และวิเคราะห์นัยสำคัญต่อพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนไทย ในช่วงเวลาที่ตลาดการเงินโลกดูเหมือนจะแยกขาดจากความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ ตัวเลขและเหตุการณ์ต่าง ๆ กลับบอกเล่าเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก ดัชนี Dow Jones ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 52,900 จุด เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม แต่ในอีกฟากหนึ่งของเศรษฐกิจ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) เดือนมิถุนายนกลับเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 110,000 ตำแหน่งเกือบครึ่งหนึ่ง สะท้อนภาพเศรษฐกิจสองด้านที่กำลังดำเนินไปพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือความคึกคักของกระแสลงทุนปัญญาประดิษฐ์ (AI)…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *