บิตคอยน์ทะลุ 77,000 ดอลลาร์ อีเธอเรียมพุ่ง 30% ETF ทุบสถิติ ทรัมป์ดัน CLARITY Act
| |

บิตคอยน์ทะลุ 77,000 ดอลลาร์ อีเธอเรียมพุ่ง 30% ETF ทุบสถิติ ทรัมป์ดัน CLARITY Act

ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีทั่วโลกระเบิดขาขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่าสองปี เมื่อบิตคอยน์ (Bitcoin) ทะยานหลุดกรอบการซื้อขายแคบ ๆ ที่กดราคาไว้ใต้ระดับ 64,000 ดอลลาร์มานานเกือบทั้งฤดูร้อน แล้วพุ่งขึ้นแตะเหนือ 77,000 ดอลลาร์ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน โดยราคาบิตคอยน์บวกขึ้นราว 22% ในรอบห้าวันทำการ ถือเป็นผลงานห้าวันที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 ขณะที่อีเธอเรียม (Ethereum) กลายเป็นดาวเด่นของสัปดาห์ด้วยการพุ่งขึ้นเกือบ 30% ทะยานจากช่วง 1,900 ดอลลาร์ไปแตะจุดสูงสุดระหว่างวันที่ราว 2,546 ดอลลาร์บนกระดานไบแนนซ์

แรงส่งของการปรับตัวขึ้นรอบนี้มาจากปัจจัยสามด้านที่ประจวบเหมาะกันพอดี ได้แก่ ท่าทีสนับสนุนคริปโทอย่างเปิดเผยจากทำเนียบขาวที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเรียกร้องให้รัฐสภาเร่งผ่านร่างกฎหมายจัดระเบียบตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลหรือ “CLARITY Act” การประกาศเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบและกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้ต่ำลง และกระแสเงินทุนสถาบันที่หลั่งไหลกลับเข้าสู่กองทุน ETF บิตคอยน์และอีเธอเรียมในสหรัฐฯ อย่างมหาศาลจนทำสถิติสูงสุดของปี

รายงานนี้จะพาผู้อ่านสำรวจภาพรวมของการเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์ ตั้งแต่รายละเอียดของราคาและปริมาณเงินที่ไหลเข้ากองทุน ETF ไปจนถึงกลไกเชิงนโยบายการเงินการคลังที่จุดชนวนแรงซื้อ สถานการณ์ล่าสุดของกฎหมาย CLARITY Act ในวุฒิสภาสหรัฐฯ มุมมองจากนักวิเคราะห์ทั้งฝ่ายกระทิงและฝ่ายที่ยังระมัดระวัง ตลอดจนประเด็นสำคัญที่นักลงทุนไทยควรจับตาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อพอร์ตการลงทุน

ตลาดคริปโทระเบิดขาขึ้น บิตคอยน์ท้าทาย 80,000 ดอลลาร์ อีเธอเรียมนำขบวน

ภาพความเคลื่อนไหวของราคาในสัปดาห์ที่ผ่านมาสะท้อนการเปลี่ยนอารมณ์ตลาดแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ก่อนหน้านี้บิตคอยน์ถูกจองจำอยู่ในกรอบราคาแคบบริเวณ 62,000-65,000 ดอลลาร์มาตลอดเดือนกรกฎาคมและต้นเดือนสิงหาคม ท่ามกลางภาวะตลาดหมีที่ยืดเยื้อและปริมาณการซื้อขายที่เบาบาง แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในวันพุธที่ 19 สิงหาคม เมื่อราคาเริ่มไต่ระดับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ก่อนจะเร่งตัวรุนแรงในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ตามลำดับ

ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม บิตคอยน์เปิดตลาดที่ 69,289 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 7.1% จากวันก่อนหน้า ก่อนจะทะยานต่อเนื่องจนแตะระดับราว 72,000-73,000 ดอลลาร์ และพุ่งขึ้นเหนือ 77,000 ดอลลาร์ในวันศุกร์ พร้อมมีจังหวะทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 80,000 ดอลลาร์ในช่วงข้ามคืน ก่อนย่อตัวลงมาปิดบริเวณ 77,200-77,300 ดอลลาร์ในช่วงสุดสัปดาห์ การทะยานผ่านแนวต้านทางจิตวิทยาสำคัญที่ 65,000 70,000 และ 75,000 ดอลลาร์ได้อย่างต่อเนื่องภายในเวลาไม่ถึงสามวัน ตอกย้ำว่าแรงซื้อรอบนี้มีน้ำหนักมากกว่าการรีบาวด์ระยะสั้นทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ดาวเด่นตัวจริงของสัปดาห์คืออีเธอเรียม ซึ่งปรับตัวขึ้นราว 29.8% ในรอบเจ็ดวัน เอาชนะการปรับขึ้นของบิตคอยน์ที่ประมาณ 22.9% ได้อย่างขาดลอย จุดพลิกผันของอีเธอเรียมเกิดขึ้นในวันที่ 19 สิงหาคม เมื่อราคากระโดดขึ้นถึงราว 17.5% ในวันเดียว จากที่เปิดตลาดใกล้ระดับ 1,917 ดอลลาร์ ไปปิดเหนือ 2,250 ดอลลาร์ จากนั้นแรงซื้อยังคงกดดันต่อเนื่องจนดันราคาขึ้นไปแตะจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 2,546.78 ดอลลาร์ ปริมาณการซื้อขายรายวันของอีเธอเรียมพุ่งขึ้นแตะระดับ 25,000-33,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงที่ราคาวิ่งแรง สะท้อนการกลับเข้ามาของสภาพคล่องอย่างชัดเจน

ผลจากการปรับตัวขึ้นที่แรงกว่าบิตคอยน์ ทำให้สัดส่วนครองตลาดของอีเธอเรียม (ETH dominance) ขยับเข้าใกล้ระดับ 11% อีกครั้ง ซึ่งเป็นสัญญาณที่นักลงทุนบางส่วนตีความว่าเม็ดเงินเริ่มหมุนออกจากบิตคอยน์ไปสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า อันเป็นพฤติกรรมที่มักปรากฏในช่วงที่ตลาดเปลี่ยนจากภาวะระมัดระวังไปสู่ภาวะเปิดรับความเสี่ยง

เหรียญขนาดใหญ่ตัวอื่นก็ร่วมขบวนขาขึ้นเช่นกัน โดยข้อมูล ณ วันที่ 21 สิงหาคม ระบุว่า XRP ปรับตัวขึ้นราว 19.6% ในรอบ 24 ชั่วโมง มาซื้อขายที่ประมาณ 1.42 ดอลลาร์ และเมื่อวัดตลอดสัปดาห์บางช่วงพุ่งขึ้นถึงราว 25% ส่วนโซลานา (Solana) ปรับขึ้นราว 5% มาอยู่ที่ประมาณ 91.64 ดอลลาร์ การที่กลุ่มอัลต์คอยน์ (altcoin) เริ่มขยับตามหลังบิตคอยน์ ถือเป็นสัญญาณคลาสสิกที่บ่งชี้ว่ากระแสความเชื่อมั่นกำลังแผ่กระจายไปทั่วทั้งตลาด

เพื่อให้เห็นภาพความรุนแรงของการกลับตัว ต้องเข้าใจก่อนว่าตลาดคริปโทเพิ่งผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาตลอดปี 2569 ตั้งแต่ต้นปีจนถึงกลางเดือนสิงหาคม บิตคอยน์ปรับตัวลดลงราว 29% ซึ่งถือว่าดีที่สุดในกลุ่มเหรียญขนาดใหญ่ ขณะที่อีเธอเรียมร่วงลงราว 37% โซลานาติดลบราว 40% และ XRP ดิ่งลงถึงราว 47% จนหลุดต่ำกว่าระดับ 1 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 มูลค่าตลาดรวมของคริปโททั้งหมดหดตัวลงมาอยู่ที่ราว 2.25 ล้านล้านดอลลาร์ จากที่เคยแตะจุดสูงสุดราว 2.28 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม โดยบิตคอยน์เพียงเหรียญเดียวคิดเป็นสัดส่วนราว 56% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด

ปัจจัยกดดันสำคัญในช่วงก่อนหน้านี้มาจากทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงท่าทีเข้มงวดของเฟดและการที่นักลงทุนได้รับผลตอบแทนที่แน่นอนจากพันธบัตรรัฐบาลโดยไม่ต้องแบกรับความผันผวนของคริปโท เมื่อบริบทเหล่านี้เริ่มคลี่คลายพร้อมกับปัจจัยบวกใหม่ที่ถาโถมเข้ามา ตลาดจึงตอบสนองด้วยการดีดตัวที่รุนแรงเป็นพิเศษ

แม้ตัวเลขการปรับขึ้นจะดูน่าตื่นเต้น แต่หากมองในกรอบเวลาที่ยาวขึ้น จะเห็นว่าทั้งบิตคอยน์และอีเธอเรียมยังคงติดลบเมื่อเทียบกับต้นปี และยังอยู่ห่างจากจุดสูงสุดตลอดกาลอยู่พอสมควร โดยบิตคอยน์เคยทำสถิติสูงสุดที่ 126,198.07 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568 ส่วนอีเธอเรียมทำจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 4,953.73 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 นั่นหมายความว่าแม้จะเป็นการดีดตัวที่รุนแรง ตลาดก็ยังต้องการแรงส่งอีกมากเพื่อกลับไปทวงคืนระดับราคาสูงสุดเดิม

เงินไหลเข้ากองทุน ETF ทุบสถิติ 2.6 พันล้านดอลลาร์ สัปดาห์ที่แรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม

หัวใจสำคัญที่ยืนยันว่าแรงซื้อรอบนี้ขับเคลื่อนโดยเงินทุนสถาบัน ไม่ใช่เพียงกระแสเก็งกำไรของนักลงทุนรายย่อย คือตัวเลขกระแสเงินที่ไหลเข้ากองทุน ETF สปอตในสหรัฐฯ ตามข้อมูลของ The Block ที่อ้างอิงจากแพลตฟอร์ม SoSoValue ระบุว่า กองทุน ETF สปอตบิตคอยน์และอีเธอเรียมในสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าสุทธิรวมกัน 2,615 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 21 สิงหาคม ถือเป็นสัปดาห์ที่มีเงินไหลเข้าแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568

เมื่อแยกรายประเภท กองทุน ETF สปอตบิตคอยน์ดูดเงินเข้าสุทธิ 1,900 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กองทุน ETF สปอตอีเธอเรียมมีเงินไหลเข้า 697.2 ล้านดอลลาร์ ทั้งสองประเภทต่างทำสถิติสัปดาห์ที่มีเงินไหลเข้าสูงสุดของปี 2569 ที่สำคัญยังเป็นการพลิกกลับจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่มีเงินไหลออกสุทธิรวม 392 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นการแกว่งตัวแบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ราว 3,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนการเปลี่ยนทิศทางของเม็ดเงินสถาบันอย่างฉับพลัน

หากเจาะลึกลงไปในระดับรายวัน จะเห็นภาพการเร่งตัวของแรงซื้ออย่างชัดเจน กองทุน ETF บิตคอยน์มีเงินไหลเข้า 517 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 19 สิงหาคม ซึ่งเป็นยอดรายวันสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม จากนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 606 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 20 สิงหาคม และ 307 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 21 สิงหาคม รวมเป็นการไหลเข้าติดต่อกันห้าวันทำการ ด้านกองทุน ETF อีเธอเรียมก็มีเงินไหลเข้าต่อเนื่องห้าวันเช่นกัน โดยวันที่ 19 สิงหาคมทำได้ 189 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นยอดรายวันสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ก่อนจะขยับเป็น 221 ล้านดอลลาร์ และ 185 ล้านดอลลาร์ในสองวันถัดมา

ความเข้มข้นของเม็ดเงินยังกระจุกตัวอยู่ที่ผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในตลาดอย่างชัดเจน โดย ณ วันที่ 21 สิงหาคม มูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวมของกองทุน ETF สปอตบิตคอยน์ในสหรัฐฯ แตะระดับ 96,070 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนราว 6.17% ของมูลค่าตลาดรวมของบิตคอยน์ทั้งหมด ในจำนวนนี้ กองทุน IBIT ของแบล็คร็อก (BlackRock) มียอดเงินไหลเข้าสะสมนับตั้งแต่เปิดตัวสูงถึง 62,430 ล้านดอลลาร์ ตามด้วยกองทุน FBTC ของฟิเดลิตี (Fidelity) ที่ 10,180 ล้านดอลลาร์ ส่วนฝั่งอีเธอเรียม มูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวมของกองทุน ETF สปอตอยู่ที่ 14,300 ล้านดอลลาร์ หรือราว 4.85% ของมูลค่าตลาดอีเธอเรียม โดยกองทุน ETHA ของแบล็คร็อกมียอดเงินไหลเข้าสะสม 12,170 ล้านดอลลาร์

ปริมาณการซื้อขายของกองทุน ETF ก็สะท้อนความคึกคักไม่แพ้กัน โดยมูลค่าการซื้อขายรวมรายสัปดาห์ของกองทุน ETF ทั้งสองประเภทเพิ่มขึ้นกว่าสามเท่าตัวมาอยู่ที่ราว 29,000 ล้านดอลลาร์ ตามที่ราคาสินทรัพย์อ้างอิงปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะฝั่งอีเธอเรียมที่ปริมาณการซื้อขายรายสัปดาห์พุ่งขึ้นจาก 1,900 ล้านดอลลาร์เป็น 6,900 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นถึง 259.4%

กระนั้น นักลงทุนไทยควรตระหนักว่าตัวเลขที่ร้อนแรงในสัปดาห์เดียวยังไม่สามารถลบล้างภาพรวมทั้งปีที่ยังติดลบได้ทั้งหมด The Block รายงานว่า ตลอดปี 2569 กองทุน ETF บิตคอยน์ยังคงมีเงินไหลออกสุทธิสะสมราว 2,900 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กองทุน ETF อีเธอเรียมติดลบสะสมประมาณ 191.8 ล้านดอลลาร์ การพลิกกลับในสัปดาห์เดียวจึงเป็นสัญญาณเชิงบวกที่น่าจับตา แต่ยังต้องรอดูว่ากระแสเงินจะไหลเข้าต่อเนื่องหรือเป็นเพียงคลื่นระยะสั้น

คลังสหรัฐฯ อัดสภาพคล่อง กลไก Bessent จุดชนวนแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยง

หนึ่งในปัจจัยเชิงมหภาคที่ทรงพลังที่สุดเบื้องหลังการปรับตัวขึ้นของคริปโทรอบนี้ คือการเคลื่อนไหวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ภายใต้การนำของรัฐมนตรีสก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) ซึ่งประกาศแผนเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวเป็นสองเท่า Bloomberg และ CNBC รายงานว่า มาตรการนี้ทำงานผ่านกลไกการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดการเงินโดยตรง พร้อมกับกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวให้ปรับตัวลดลง

กลไกเชิงเศรษฐศาสตร์เบื้องหลังเรื่องนี้อธิบายได้ไม่ยาก เมื่อกระทรวงการคลังซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว เงินสดจะถูกปล่อยกลับเข้าสู่มือนักลงทุน ขณะเดียวกันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลงก็ทำให้ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ปลอดภัยลดความน่าดึงดูดลง ส่งผลให้นักลงทุนมีแรงจูงใจมากขึ้นที่จะโยกเงินไปยังสินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งรวมถึงคริปโทเคอร์เรนซีและหุ้นเทคโนโลยี

ในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC เบสเซนต์ย้ำว่ากระทรวงการคลังต้องการแสดงให้เห็นว่า “อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไม่ได้สะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง” พร้อมระบุว่ากระทรวงมีเครื่องมือในมืออีกมากที่พร้อมนำมาใช้ และการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวอาจกลายเป็นสิ่งที่ดำเนินการเป็นประจำ อีกทั้งขนาดของการซื้อคืนอาจใหญ่กว่าวงเงิน 4,000 ล้านดอลลาร์ที่ประกาศไว้เดิม ถ้อยแถลงดังกล่าวช่วยหนุนราคาบิตคอยน์ให้ทำจุดสูงสุดระหว่างวันใหม่ที่ราว 72,801 ดอลลาร์ในช่วงเวลานั้น

ผลกระทบต่อตลาดพันธบัตรปรากฏชัดเจน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี แม้จะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงราว 4.68% แต่ก็ย่อลงจากจุดสูงสุดของวัน ขณะที่ทองคำซึ่งได้อานิสงส์จากสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนเชิงนโยบายก็ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องไปแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์ที่ราว 4,540 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งตอกย้ำภาพของเม็ดเงินที่หมุนเข้าสู่สินทรัพย์ทางเลือกในวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจและถือเป็นความย้อนแย้งของตลาดในเวลานี้ คือภาพจากฝั่งนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ยังคงส่งสัญญาณเข้มงวด ข้อมูลจากเครื่องมือ CME FedWatch ระบุว่า โอกาสที่เฟดจะปรับ “ขึ้น” อัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 40% จากเพียง 33% เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่โอกาสที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในปี 2569 พุ่งขึ้นเป็น 72% โดยตลอดทั้งปีที่ผ่านมาเฟดคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในกรอบ 3.50-3.75% และมีกรรมการบางส่วนลงมติสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุด

ตามปกติแล้ว แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นถือเป็นลมต้านสำคัญของสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโท เพราะสินทรัพย์เหล่านี้ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนประจำ การที่คริปโทสามารถปรับตัวขึ้นรุนแรงได้ท่ามกลางความเสี่ยงดอกเบี้ยขาขึ้น จึงสะท้อนว่าปัจจัยเฉพาะของตลาดคริปโท ทั้งกระแสเงิน ETF การสะสมของนักลงทุนรายใหญ่ และแรงหนุนจากมาตรการอัดสภาพคล่องของกระทรวงการคลัง มีน้ำหนักมากพอที่จะกลบลมต้านเชิงมหภาคได้ในระยะสั้น แต่ก็เป็นความสมดุลที่เปราะบางและพร้อมพลิกกลับได้หากสัญญาณดอกเบี้ยเปลี่ยนทิศ

ทำเนียบขาวดัน CLARITY Act ทรัมป์เรียกร้อง “เวอร์ชันที่เป็นธรรม” ก่อนศึกโหวตวุฒิสภา 15 กันยายน

ปัจจัยที่จุดประกายอารมณ์ตลาดอย่างแท้จริงคือเวทีการเมือง เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานการประชุมที่ทำเนียบขาว โดยเชิญผู้บริหารระดับสูงจากอุตสาหกรรมคริปโทและหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินชั้นนำมาหารือร่วมกันเกี่ยวกับชะตากรรมของร่างกฎหมายจัดระเบียบตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่ยังค้างอยู่ในวุฒิสภา ในการประชุมครั้งนี้ทรัมป์เรียกร้องให้รัฐสภาเร่งผ่านร่างกฎหมาย CLARITY Act หรือชื่อเต็มว่า Digital Asset Market Clarity Act โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมี “เวอร์ชันที่เป็นธรรม” ของกฎหมายฉบับนี้

ทรัมป์ระบุว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นโครงสร้างที่ทรงพลังอย่างยิ่งซึ่งจะช่วยให้สหรัฐฯ “นำหน้าจีนและนำหน้าทุกประเทศ” พร้อมประกาศว่าสหรัฐฯ กำลังอยู่ในจุด “เริ่มต้นของการปฏิวัติ” ในโลกการเงิน ตามรายงานของ Bloomberg ผู้ที่เข้าร่วมการประชุมประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงของวงการ อาทิ ไบรอัน อาร์มสตรอง ซีอีโอของ Coinbase, แบรด การ์ลิงเฮาส์ ซีอีโอของ Ripple, วลาด เทเนฟ ซีอีโอของ Robinhood, อดีนา ฟรีดแมน ซีอีโอของ Nasdaq, เจฟฟ์ สเปรเชอร์ ซีอีโอของ Intercontinental Exchange, อาร์จุน เซธี ผู้บริหารร่วมของ Kraken, สองพี่น้องวิงเคิลวอสจาก Gemini และเซอร์เกย์ นาซารอฟ ซีอีโอของ Chainlink Labs

เพื่อทำความเข้าใจความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ต้องย้อนกลับไปดูเส้นทางที่ผ่านมา CLARITY Act เป็นร่างกฎหมายที่มุ่งวางกรอบกติกาของรัฐบาลกลางสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล โดยกำหนดนิยามที่ชัดเจนว่าคริปโทประเภทใดจะถูกกำกับดูแลในฐานะหลักทรัพย์ (securities) และประเภทใดถือเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (commodities) พร้อมทั้งแบ่งเขตอำนาจการกำกับดูแลระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) กับคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) ให้ไม่ทับซ้อนหรือขัดแย้งกัน นอกจากนี้ยังกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงงบประมาณราว 150 ล้านดอลลาร์สำหรับการป้องกันการฉ้อโกง และข้อจำกัดในการขายต่อสำหรับกลุ่มคนวงในเพื่อสกัดพฤติกรรมปั่นราคาแล้วเทขาย (pump-and-dump)

ในด้านความคืบหน้าทางกฎหมาย ร่าง CLARITY Act ผ่านการรับรองจากสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 294 ต่อ 134 เสียง โดยมีสมาชิกพรรคเดโมแครตถึง 78 คนร่วมสนับสนุน จากนั้นคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภาลงมติผ่านร่างในเวอร์ชันของตนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ด้วยคะแนน 15 ต่อ 9 เสียง แต่หลังจากนั้นความคืบหน้ากลับชะงักงัน วุฒิสภาปิดสมัยประชุมช่วงปิดภาคฤดูร้อนโดยไม่ได้ลงมติในขั้นตอนกระบวนการ (procedural vote) ตามที่ฝ่ายรีพับลิกันคาดหวังไว้

ล่าสุด วุฒิสภาได้กำหนดวันลงมติในขั้นตอนกระบวนการของร่าง CLARITY Act ไว้ในวันที่ 15 กันยายน 2569 โดยวุฒิสภาจะกลับเข้าสู่สมัยประชุมในวันที่ 14 กันยายน ทว่าอุปสรรคสำคัญยังคงอยู่ ร่างกฎหมายจำเป็นต้องได้เสียงสนับสนุนถึง 60 เสียงเพื่อผ่านด่านการอภิปรายแบบยืดเยื้อ (filibuster) ซึ่งหมายความว่าฝ่ายรีพับลิกันยังต้องการเสียงจากสมาชิกพรรคเดโมแครตอีกราวหกถึงเจ็ดเสียง

ประเด็นที่กลายเป็นก้างขวางคอสำคัญที่สุดคือบทบัญญัติด้านจริยธรรม (ethics provision) ที่มุ่งห้ามเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับอุตสาหกรรมคริปโท ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับผลประโยชน์ทางธุรกิจคริปโทของทรัมป์เอง โดยรายงานการเปิดเผยทรัพย์สินของสำนักงานจริยธรรมรัฐบาลระบุว่า ทรัมป์มีรายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคริปโทมากกว่า 1,400 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 ทำให้ฝ่ายเดโมแครตนำโดยวุฒิสมาชิกเอลิซาเบธ วอร์เรน คัดค้านอย่างหนัก โดยชี้ว่าเนื้อหาของกฎหมายเวอร์ชันปัจจุบันยังเต็มไปด้วยช่องโหว่

ขณะที่การถกเถียงในสภายังไม่ได้ข้อยุติ หน่วยงานกำกับดูแลก็เดินหน้าออกกฎเกณฑ์ในระดับหน่วยงานเพื่ออุดช่องว่างไปก่อน โดยเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม SEC ได้เสนอกรอบกฎเกณฑ์ใหม่ในชื่อ “Regulation Crypto Assets” ซึ่งวางกรอบให้บริษัทคริปโทสามารถระดมทุนได้ พร้อมกำหนดข้อยกเว้นจากข้อกำหนดการจดทะเบียนสองรูปแบบสำหรับสัญญาการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับคริปโท รวมถึงเปิดทางให้สตาร์ทอัพระดมทุนได้ถึง 5 ล้านดอลลาร์ และอนุญาตให้สินทรัพย์ดิจิทัลบางประเภทหลุดพ้นจากการถูกจัดประเภทเป็นหลักทรัพย์เมื่อโครงการบรรลุเงื่อนไขด้านการบริหารจัดการหลัก นอกจากนี้ CFTC ยังได้จัดการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านนวัตกรรม (Innovation Advisory Committee) เป็นครั้งแรกในวันที่ 20 สิงหาคม ซึ่งมีผู้บริหารจากบริษัทคริปโทชั้นนำเข้าร่วมจำนวนมาก

แรงบีบชอร์ตทุบสถิติ ปลาวาฬสะสมของ มุมมองผู้เชี่ยวชาญแบ่งเป็นสองขั้ว

เบื้องหลังการทะยานของราคายังมีกลไกทางเทคนิคที่เร่งความรุนแรงของขาขึ้น นั่นคือปรากฏการณ์ “แรงบีบชอร์ต” (short squeeze) เมื่อราคาทะลุกรอบขึ้นไปอย่างรวดเร็ว นักลงทุนที่เปิดสถานะขาย (short) จำนวนมากถูกบังคับปิดสถานะ ส่งผลให้เกิดแรงซื้อกลับที่ยิ่งดันราคาให้พุ่งแรงขึ้นไปอีก รายงานระบุว่าสถานะเดิมพันฝั่งขาลงของคริปโทถูกล้างพอร์ตไปเป็นมูลค่าสูงถึงราว 2,700 ล้านดอลลาร์ในช่วงที่บิตคอยน์พุ่งเข้าใกล้ 70,000 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุด ขณะที่ในกรอบ 24 ชั่วโมงบางช่วง มูลค่าการล้างพอร์ตรวมสูงถึงเกือบ 3,000 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะฝั่งอีเธอเรียมที่มีการล้างพอร์ตราว 264.92 ล้านดอลลาร์

อีกปัจจัยที่บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นระยะยาวคือพฤติกรรมของนักลงทุนรายใหญ่หรือ “ปลาวาฬ” (whale) โดยมีรายงานการสะสมบิตคอยน์ของกลุ่มปลาวาฬราว 43,000 เหรียญในช่วง 60 วันที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่ราคายังทรงตัวอยู่ในกรอบต่ำ สะท้อนว่านักลงทุนกระเป๋าหนักบางส่วนมองว่าระดับราคาช่วงนั้นเป็นโอกาสในการเข้าสะสม ทั้งนี้ ดัชนีความกลัวและความโลภของตลาดคริปโท (Crypto Fear & Greed Index) ยังอยู่ที่ระดับ 40 ในโซน “ความกลัว” เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ก่อนการปรับขึ้นรุนแรง ซึ่งบ่งชี้ว่าการดีดตัวรอบนี้ยังไม่ได้มาพร้อมกับความคลั่งไคล้ของนักลงทุนรายย่อยแบบที่มักเกิดในช่วงปลายของตลาดกระทิง

ในด้านมุมมองผู้เชี่ยวชาญ ความเห็นแบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน ฝ่ายที่มองบวกแบบมีเงื่อนไข อย่างโจชัว ลิม หัวหน้าฝ่ายตราสารอนุพันธ์ของ FalconX ให้ความเห็นว่า การปรับขึ้นของบิตคอยน์อาจชะลอตัวลงจากระดับนี้ และเม็ดเงินอาจหมุนเข้าสู่กลุ่มอัลต์คอยน์ที่ยังปรับขึ้นไม่ทันขบวน หรือที่เรียกว่าการเล่น “แบบไล่ตาม” (catch-up trade) โดยยกตัวอย่างบิตคอยน์แคช (Bitcoin Cash) ที่นักลงทุนเริ่มเข้าซื้อเพื่อกระจายความเสี่ยงในตลาดขาขึ้น

ด้านเซอร์เกย์ นาซารอฟ ซีอีโอของ Chainlink Labs ซึ่งเข้าร่วมการประชุมที่ทำเนียบขาว เปิดเผยกับ CoinDesk ว่า ในการหารือ ประธานาธิบดีและทีมที่ปรึกษาระบุว่าการผ่านร่าง CLARITY Act นั้น “ทำได้จริง” โดยเหลือเพียงประเด็นเล็กน้อยไม่กี่ข้อ และต้องพูดคุยกับวุฒิสมาชิกอีกไม่กี่คนให้มาสนับสนุน อย่างไรก็ตาม นาซารอฟยอมรับว่าร่างกฎหมายยังไม่เคยผ่านการทดสอบด้วยการลงมติจริงเพื่อพิสูจน์ว่าจะได้เสียง 60 เสียงตามที่ต้องการหรือไม่

ในทางกลับกัน ฝ่ายที่ยังคงระมัดระวังก็มีน้ำหนักไม่น้อย มักซิม เซแลร์ ซีอีโอของ STS Digital ให้ความเห็นก่อนหน้านี้ว่า สาเหตุที่ตลาดกระทิงยังไม่พัฒนาไปได้ไกลกว่านี้มาจากความล่าช้าของกฎระเบียบในสหรัฐฯ การเทขายเพื่อลดความผันผวนของนักลงทุนสถาบัน และการแข่งขันแย่งเม็ดเงินลงทุนจากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) นอกจากนี้ สำนักวิจัย Galaxy Research และ CryptoQuant ต่างประเมินว่าจุดต่ำสุดของวัฏจักรตลาดคริปโทรอบนี้อาจอยู่ในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน ซึ่งหมายความว่าพวกเขายังคาดว่าอาจมีการปรับตัวลงอีกก่อนที่การฟื้นตัวอย่างแท้จริงจะเริ่มต้น

สำหรับเป้าหมายราคาในระยะยาว สถาบันการเงินขนาดใหญ่ยังคงมุมมองเชิงบวก โดย Bernstein คงเป้าหมายบิตคอยน์ที่ 200,000 ดอลลาร์ภายในปี 2570 แม้ราคาจะเคยร่วงลงกว่า 38% จากจุดสูงสุด ขณะที่ Standard Chartered ยืนยันเป้าหมายอีเธอเรียมที่ 10,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2570 และประเมินว่า XRP อาจแตะ 7 ดอลลาร์หากร่าง CLARITY Act ผ่านเป็นกฎหมายได้สำเร็จ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าแม้ตลาดจะผันผวนในระยะสั้น แต่ความเชื่อมั่นเชิงโครงสร้างต่อการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลของนักลงทุนสถาบันยังคงแข็งแกร่ง

สมรภูมิ ETF อัลต์คอยน์: โซลานาและ XRP โตแรง Alpenglow อาจเป็นตัวเปลี่ยนเกม

แม้พาดหัวข่าวส่วนใหญ่จะโฟกัสไปที่บิตคอยน์และอีเธอเรียม แต่การแข่งขันในสมรภูมิกองทุน ETF อัลต์คอยน์กลับมีพลวัตที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ข้อมูลที่รวบรวมก่อนการปรับขึ้นรอบล่าสุดชี้ว่า เมื่อวัดการเติบโตของเงินไหลเข้าสะสมตลอดปี 2569 กองทุน ETF โซลานากลับเป็นผู้นำด้วยการเติบโตราว 33% ตามด้วยกองทุน ETF ของ XRP ที่เติบโตราว 28% แตะระดับ 1,510 ล้านดอลลาร์ สวนทางกับกองทุน ETF บิตคอยน์ที่เงินไหลเข้าสะสมหดตัวลงราว 5.5% ท่ามกลางแรงไหลออกก่อนหน้านี้

เหตุผลเบื้องหลังการเติบโตที่เร็วกว่าของกองทุน ETF โซลานาและ XRP ส่วนหนึ่งมาจากฐานเงินไหลเข้าที่ยังเล็กกว่ามาก ทำให้มีพื้นที่ในการเติบโตเชิงเปอร์เซ็นต์ได้มากกว่าบิตคอยน์และอีเธอเรียมที่มีขนาดใหญ่อยู่แล้ว ทั้งนี้ กองทุน ETF สปอตโซลานาในสหรัฐฯ เริ่มซื้อขายตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม 2568 หลัง SEC อนุมัติมาตรฐานการจดทะเบียนแบบทั่วไปที่ช่วยร่นระยะเวลาการพิจารณา ส่วนผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิง XRP ก็เปิดให้ซื้อขายในหลายตลาดแล้ว โดยยังมีคำขอจดทะเบียนผลิตภัณฑ์ใหม่รออยู่ในสายพานอีกจำนวนมาก

ปัจจัยเชิงเทคโนโลยีที่อาจเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำหรับโซลานาคือการอัปเกรดเครือข่ายครั้งใหญ่ในชื่อ “Alpenglow” ซึ่งทยอยเปิดตัวเป็นระยะระหว่างเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม 2569 โดยมีเป้าหมายลดเวลาการยืนยันธุรกรรมขั้นสุดท้าย (finality) จากราว 12.8 วินาที เหลือเพียงประมาณ 150 มิลลิวินาที ซึ่งจะทำให้โซลานามีความเร็วในการยืนยันธุรกรรมที่เร็วที่สุดในบรรดาบล็อกเชนเลเยอร์หนึ่งขนาดใหญ่ นักวิเคราะห์มองว่าการอัปเกรดนี้อาจเป็นตัวเร่งความต้องการที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม อุปสรรคหลักของโซลานายังคงเป็นรายได้ของเครือข่ายที่ลดลงอย่างมากนับตั้งแต่กระแสเหรียญมีม (meme coin) ซาลง

สำหรับ XRP ชะตากรรมในระยะข้างหน้าผูกโยงอย่างแน่นแฟ้นกับผลการลงมติร่าง CLARITY Act หากกฎหมายผ่านได้ในไตรมาสสุดท้ายพร้อมกับความต้องการกองทุน ETF ที่ฟื้นตัว XRP ก็มีโอกาสท้าทายตำแหน่งผู้นำการเติบโต แต่หากการลงมติสะดุดและกระแสเงินไหลเข้ากองทุน ETF ของ XRP ที่เบาบางยังคงเหือดแห้งต่อไป ราคาก็อาจเผชิญแรงกดดันในการรักษาระดับเหนือ 1 ดอลลาร์ ภาพนี้สะท้อนว่ากฎหมายฉบับเดียวสามารถส่งผลต่อทิศทางของสินทรัพย์แต่ละตัวได้อย่างมีนัยสำคัญ

ภาพเทคนิคและแนวรับแนวต้านสำคัญที่ต้องจับตา

ในเชิงเทคนิค การที่บิตคอยน์สามารถทะลุผ่านโซน 70,000 ดอลลาร์ขึ้นไปได้ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะระดับดังกล่าวเป็นทั้งแนวต้านทางจิตวิทยาและแนวต้านเชิงโครงสร้างที่สำคัญ อีกทั้งยังทับซ้อนกับโซนแนวต้านตามหลักฟีโบนักชี (Fibonacci) ที่นักวิเคราะห์หลายสำนักอ้างอิง นอกจากนี้ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (200-day moving average) ซึ่งเป็นเครื่องมือชี้วัดแนวโน้มระยะยาวที่นักลงทุนสถาบันให้ความสำคัญ อยู่บริเวณราว 69,148 ดอลลาร์ การที่ราคายืนเหนือระดับนี้ได้อย่างมั่นคงจึงถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อโครงสร้างแนวโน้มระยะยาว

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าการที่ราคาแตะระดับหนึ่งเพียงชั่วครู่ ไม่ได้ยืนยันการกลับตัวของแนวโน้มอย่างสมบูรณ์ สิ่งที่มีนัยสำคัญกว่าคือการที่ราคาสามารถ “ยืนยันการยอมรับ” (sustained acceptance) เหนือแนวต้านสำคัญได้อย่างต่อเนื่อง เพราะบริเวณราคาที่ปรับขึ้นมาแรงมักเผชิญแรงขายจากนักลงทุนที่เคยติดดอยในช่วงขาลงก่อนหน้า ซึ่งรอจังหวะขายคืนเพื่อลดการขาดทุน แรงขายทำกำไรระยะสั้นจึงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง

สำหรับอีเธอเรียม นักเทรดจับตาแนวรับสำคัญบริเวณ 2,400 ดอลลาร์เป็นพิเศษ หลังราคาย่อตัวลงจากจุดสูงสุดระหว่างวัน โดยหากสามารถยืนเหนือแนวรับนี้ได้พร้อมกับกระแสเงินไหลเข้ากองทุน ETF ที่ต่อเนื่อง ก็จะเป็นการยืนยันโมเมนตัมขาขึ้น แต่หากหลุดแนวรับดังกล่าว อาจเห็นการปรับฐานที่ลึกขึ้น ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนยังไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นการกลับตัวถาวร คือการดีดตัวรอบนี้เกิดขึ้นโดยที่ดัชนีความกลัวและความโลภยังอยู่ในโซนความกลัว ซึ่งด้านหนึ่งหมายความว่ายังไม่มีภาวะฟองสบู่จากอารมณ์รายย่อย แต่อีกด้านก็สะท้อนว่าตลาดยังไม่เข้าสู่ภาวะเชื่อมั่นเต็มที่ และหากมีแรงกระแทกเชิงลบ นักลงทุนอาจกลับเข้าสู่โหมดตั้งรับได้อย่างรวดเร็ว

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: จับตา 15 กันยายน คือจุดชี้ชะตา

โดยสรุป การทะยานของตลาดคริปโทในสัปดาห์นี้เป็นภาพสะท้อนของการบรรจบกันระหว่างปัจจัยการเมือง นโยบายการคลัง และกระแสเงินทุนสถาบันอย่างพร้อมเพรียง บิตคอยน์หลุดพ้นจากกรอบราคาที่กดดันมานานหลายเดือนขึ้นสู่ระดับเหนือ 77,000 ดอลลาร์ อีเธอเรียมพุ่งขึ้นเกือบ 30% ในสัปดาห์เดียว และกองทุน ETF ดูดเงินเข้าทำสถิติสูงสุดในรอบ 10 เดือน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้แรงหนุนของท่าทีสนับสนุนจากทำเนียบขาวและการอัดสภาพคล่องของกระทรวงการคลัง

สำหรับนักลงทุนไทย ประเด็นแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ ความเชื่อมโยงระหว่างตลาดคริปโทกับนโยบายการเงินการคลังของสหรัฐฯ ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น การเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ทิศทางค่าเงินดอลลาร์ และการตัดสินใจของเฟด ล้วนส่งผลต่อทั้งราคาคริปโทและค่าเงินบาทไปพร้อมกัน หากดอลลาร์อ่อนค่าลงจากการอัดสภาพคล่อง ก็อาจเป็นแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่า ซึ่งกระทบต่อผู้ส่งออกไทย ขณะเดียวกันสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นในระบบการเงินโลกก็อาจไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่รวมถึงตลาดหุ้นไทยได้เช่นกัน

ประเด็นที่สองคือ การลงมติร่าง CLARITY Act ในวันที่ 15 กันยายน จะเป็นจุดชี้ชะตาสำคัญที่นักลงทุนไทยควรจับตาอย่างใกล้ชิด หากร่างกฎหมายผ่านได้สำเร็จ จะสร้างความชัดเจนด้านกฎเกณฑ์ที่ช่วยลดความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย และอาจเปิดทางให้เม็ดเงินสถาบันไหลเข้าตลาดมากขึ้น แต่หากร่างกฎหมายไม่ผ่านหรือถูกเลื่อนออกไปอีก ตลาดที่เพิ่งปรับขึ้นแรงก็มีความเสี่ยงที่จะเผชิญแรงขายทำกำไรและความผันผวนรุนแรง เนื่องจากส่วนหนึ่งของการปรับขึ้นรอบนี้ตั้งอยู่บนความคาดหวังเชิงบวกต่อกฎหมายฉบับนี้

ประเด็นที่สามคือ นักลงทุนไทยที่สนใจลงทุนในคริปโทควรตระหนักถึงความผันผวนที่ยังคงสูงมาก การที่ราคาสามารถพุ่งขึ้นหรือดิ่งลงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ภายในไม่กี่วัน สะท้อนว่าสินทรัพย์ประเภทนี้ยังคงเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง แม้แรงบีบชอร์ตจะเร่งให้ขาขึ้นดูรุนแรงน่าตื่นเต้น แต่กลไกเดียวกันนี้ก็สามารถทำงานในทิศทางตรงกันข้ามได้อย่างรวดเร็วหากอารมณ์ตลาดเปลี่ยน การบริหารความเสี่ยงด้วยการจัดสรรขนาดการลงทุนที่เหมาะสมและการกำหนดจุดตัดขาดทุนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ นักลงทุนไทยควรพิจารณาช่องทางการเข้าถึงที่เหมาะสมกับตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการถือครองคริปโทโดยตรงผ่านกระดานซื้อขายที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ของไทย หรือการลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงราคาคริปโทในตลาดต่างประเทศ ซึ่งแต่ละช่องทางมีข้อดีข้อเสียและภาระด้านภาษีที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อกำหนดด้านภาษีของกรมสรรพากรเกี่ยวกับกำไรจากการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ

ท้ายที่สุด ภาพใหญ่ของตลาดคริปโทในปี 2569 ยังคงเป็นเรื่องราวของการเปลี่ยนผ่านจากตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยกระแสเก็งกำไรของรายย่อย ไปสู่ตลาดที่มีสถาบันการเงินและกรอบกฎหมายเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การปรับตัวขึ้นรอบนี้อาจเป็นสัญญาณของการกลับตัว หรืออาจเป็นเพียงคลื่นระยะสั้นในตลาดหมีที่ยืดเยื้อ คำตอบที่แท้จริงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้านที่จะทยอยปรากฏในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ทั้งผลการลงมติในวุฒิสภา ทิศทางนโยบายของเฟด และความต่อเนื่องของกระแสเงินทุนสถาบัน นักลงทุนที่ติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดและบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัยเท่านั้นที่จะสามารถนำทางผ่านความผันผวนนี้ไปได้

Similar Posts

  • ดอลลาร์แข็งสวนทาง! เงินยังไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ จับตาเฟด-SET ครึ่งปีหลัง 2026

    ตลาดการเงินโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 กำลังเผชิญกับความขัดแย้งเชิงทิศทางที่ทำให้นักลงทุนสถาบันต้องคิดใหม่เรื่องการจัดพอร์ต หลังจากที่ธีมหลักของปีนี้ตลอดช่วงต้นปีคือ “ดอลลาร์อ่อน เงินไหลเข้าตลาดเกิดใหม่” กลับพลิกผันเมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ Kevin Warsh ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา พร้อมส่งสัญญาณ “hawkish” ที่ทำให้ตลาดต้องปรับมุมมองเรื่องจังหวะการลดดอกเบี้ยใหม่ทั้งหมด ขณะเดียวกัน ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ก็ไต่ขึ้นมาแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 ที่ราว 100.7 จุด สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ตอนต้นปีว่าดอลลาร์จะอ่อนค่าต่อเนื่อง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Markets) ยังคงรักษาผลตอบแทนที่โดดเด่นไว้ได้ ดัชนี MSCI Emerging Markets ปรับตัวขึ้นกว่า 25% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่กองทุน iShares MSCI Emerging Markets ETF (EEM) ให้ผลตอบแทนแบบ price return ราว 23% เทียบกับ S&P 500…

  • |

    ประเด็นอิหร่านในการประชุมสุดยอด Trump-Xi อาจดึงเวลาและความสนใจออกจากข้อพิพาทภาษีและแร่หายาก

    การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดี Donald Trump แห่งสหรัฐฯ กับประธานาธิบดี Xi Jinping แห่งจีน ที่กำหนดไว้ในวันที่ 14-15 พฤษภาคม กำลังเข้าใกล้มาด้วยความคาดหวังที่สูงมากจากทั่วโลก ทั้งในแง่ของโอกาสที่จะยุติสงครามในอิหร่าน ลดความตึงเครียดทางการค้า และวางรากฐานสำหรับความร่วมมือระหว่างสองมหาอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญหลายรายเริ่มส่งสัญญาณเตือนว่า ความซับซ้อนของสถานการณ์อาจทำให้การประชุมครั้งนี้สร้างความคืบหน้าได้น้อยกว่าที่หลายฝ่ายหวัง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของธุรกิจทั้งสองประเทศ สงครามอิหร่านจะครองพื้นที่วาระการประชุม ปัจจัยแรกที่นักวิเคราะห์ระบุว่าจะดึงเวลาและความสนใจออกจากประเด็นเศรษฐกิจคือ สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งยังคงดำเนินอยู่และกำลังอยู่ในขั้นตอนที่ละเอียดอ่อนของการเจรจาสันติภาพ Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ยืนยันอย่างชัดเจนแล้วว่าอิหร่านจะเป็นหัวข้อหลักในการประชุม ซึ่งตอกย้ำว่าสงครามที่ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกมากกว่าสองเดือนนี้จะไม่ถูกละเลยในห้องประชุมสุดยอด บริบทที่สำคัญคือเพียงไม่กี่วันก่อนการประชุม จีนเพิ่งต้อนรับ Abbas Araghchi รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ซึ่งส่งสัญญาณหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งว่าจีนกำลังพยายามวางตำแหน่งตัวเองเป็นตัวกลางที่น่าเชื่อถือ และอิหร่านกำลังใช้ความสัมพันธ์กับจีนเพื่อเสริมสถานะการต่อรองกับสหรัฐฯ ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงตึงเครียด เมื่อสหรัฐฯ และอิหร่านเพิ่งยิงใส่กันอีกครั้ง โดยต่างฝ่ายต่างโทษอีกฝ่ายว่าเป็นผู้เริ่มก่อน และยังมีรายงานจากสื่อจีน Caixin ว่า เรือบรรทุกน้ำมันที่จีนเป็นเจ้าของถูกโจมตี ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากเป็นเรื่องจริงจะทำให้จีนมีส่วนได้เสียโดยตรงในความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น Hai Zhao ผู้อำนวยการด้านการศึกษาการเมืองระหว่างประเทศของ Chinese Academy of…

  • | |

    หุ้นสหรัฐฯ ผันผวน จับตาเฟด–งบบิ๊กเทค พายุขายหุ้นชิปและน้ำมันพุ่ง

    วอลล์สตรีทเข้าสู่สัปดาห์ที่คึกคักและเปราะบางที่สุดของไตรมาส เมื่อผู้ลงทุนต้องเผชิญกับ 3 แรงกดดันพร้อมกัน ทั้งการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่จะประกาศผลในคืนวันพุธที่ 29 กรกฎาคม การรายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ตลาดตั้งคำถามหนักขึ้นเรื่อย ๆ เกี่ยวกับเม็ดเงินลงทุนมหาศาลด้าน AI และคลื่นเทขายหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ลุกลามจากเอเชียเข้าสู่สหรัฐฯ ขณะเดียวกันความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอีกครั้งก็ผลักราคาน้ำมันดิบให้ดีดตัวแรง สร้างความไม่แน่นอนซ้อนทับเข้าไปในสมการเงินเฟ้อที่เฟดกำลังชั่งน้ำหนักอยู่พอดี ดัชนีหลักแกว่งตัวในกรอบแคบ ก่อนเข้าสู่สัปดาห์ชี้ชะตา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ด้วยภาพที่ผสมผสาน สะท้อนความลังเลของนักลงทุนที่ไม่กล้าเดิมพันหนักไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งก่อนเหตุการณ์สำคัญหลายรายการ ในการซื้อขายวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 262.83 จุด หรือราว 0.51% มาอยู่ที่ 52,210.08 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ซึ่งครอบคลุมหุ้นวงกว้างขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย 0.02% ปิดที่ 7,413.18 จุด ส่วนดัชนีแนสแดค คอมโพสิตที่หนักไปทางหุ้นเทคโนโลยีกลับปรับตัวลง 0.18% มาอยู่ที่ 24,932.08 จุด สะท้อนว่าแรงกดดันยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีและชิปเป็นหลัก CNBC รายงานว่า ภาพการเคลื่อนไหวเช่นนี้เป็นผลจากการที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ลดช่วงลบลงได้บ้างในช่วงท้ายตลาด ประกอบกับราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงจากความคาดหวังว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะคลี่คลาย ทำให้หุ้นกลุ่มพลังงานกลายเป็นตัวถ่วงตลาดในช่วงต้นสัปดาห์ โดยเชฟรอน เอ็กซอนโมบิล…

  • กลยุทธ์จัดพอร์ต 2569: ETF พันธบัตรโทเคน และตลาดเกิดใหม่

    ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเดินเข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม 2569 ด้วยภาพที่แตกต่างจากสองไตรมาสก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง กองทุน ETF บิตคอยน์แบบสปอตในสหรัฐฯ บันทึกกระแสเงินไหลเข้าสุทธิติดต่อกันเป็นวันที่หกเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม โดยมีเม็ดเงินใหม่ราว 203.14 ล้านดอลลาร์ ดันสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของกลุ่มกองทุนบิตคอยน์ทะลุระดับ 80,000 ล้านดอลลาร์อีกครั้ง ขณะที่ราคาบิตคอยน์ยืนแถว 66,000 ดอลลาร์ สูงสุดในรอบกว่าห้าสัปดาห์ ตัวเลขเหล่านี้เกิดขึ้นเพียงสามสัปดาห์เศษหลังจากที่กองทุนกลุ่มเดียวกันเพิ่งผ่านเดือนมิถุนายนที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เปิดตลาดในเดือนมกราคม 2567 แต่เรื่องราวที่สำคัญกว่าการแกว่งตัวของราคาในรอบสัปดาห์ คือการเปลี่ยนโครงสร้างเชิงลึกของ “พอร์ตการลงทุน” ในระดับสถาบันทั่วโลก ปี 2569 เป็นปีที่คำถามเรื่องการจัดสรรสินทรัพย์ถูกรื้อใหม่ทั้งกระดาน สูตร 60/40 ที่นักลงทุนคุ้นเคยมาหลายทศวรรษกำลังถูกท้าทายจากสามทิศทางพร้อมกัน ได้แก่ การไหลเข้าของเงินทุนสู่โครงสร้าง ETF ที่ทำลายสถิติทุกด้าน การย้าย “ขาตราสารหนี้” ของพอร์ตขึ้นไปอยู่บนบล็อกเชนผ่านพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แบบโทเคน และการเติบโตของตลาดเกิดใหม่ที่ใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเครื่องมือทางการเงินจริง ไม่ใช่เครื่องมือเก็งกำไร รายงานฉบับนี้ประมวลข้อมูลจากสำนักข่าวและแหล่งข้อมูลชั้นนำด้านสินทรัพย์ดิจิทัลระหว่างประเทศ ทั้ง CoinDesk, Cointelegraph, Decrypt, The Block, CryptoSlate, Bitcoin Magazine และ The Defiant ประกอบกับข้อมูลตลาดจาก…

  • | |

    ทองคำพักฐาน $4,400 น้ำมันพุ่งจากวิกฤตฮอร์มุซ เงินผันผวน: ถอดรหัสตลาดโภคภัณฑ์โลก

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกในช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2569 กำลังเคลื่อนไหวภายใต้แรงกดดันสามด้านพร้อมกัน ได้แก่ สงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านที่ยังไม่มีทางออก การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซที่ฉุดอุปทานน้ำมันโลก และธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ที่ส่งสัญญาณ “ขึ้น” ดอกเบี้ยแทนที่จะลด ปัจจัยเหล่านี้กำลังสร้างภาพตลาดที่ผิดปกติอย่างยิ่ง ทองคำยืนเหนือ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์หลังเคยแตะสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อต้นปี น้ำมันดิบเบรนต์กลับมาใกล้ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่โลหะเงินเผชิญความผันผวนรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี บทความนี้ประมวลภาพรวมตลาดโภคภัณฑ์และพลังงานล่าสุด พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยอย่างรอบด้าน หากจะสรุปบรรยากาศตลาดการเงินโลกในสัปดาห์นี้ด้วยคำเดียว คำนั้นคงเป็น “ความย้อนแย้ง” เพราะในขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายรายการยังทรงตัวในระดับสูง นักลงทุนกลับต้องรับมือกับสภาพแวดล้อมที่ตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นกำลังถกเถียงกันว่าเฟดจะ “ขึ้น” ดอกเบี้ยเมื่อใด ไม่ใช่ “ลด” ดอกเบี้ยเหมือนที่ตลาดคุ้นเคยมาตลอดหลายปี ต้นตอของความผิดปกตินี้มาจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงหลังสงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งได้จุดชนวนแรงกดดันเงินเฟ้อระลอกใหม่ให้กลับมาอีกครั้ง สภาพแวดล้อมเช่นนี้สร้างความท้าทายอย่างมากต่อนักลงทุนทั่วโลก เพราะกลยุทธ์การลงทุนที่เคยได้ผลในยุคดอกเบี้ยขาลงอาจไม่เหมาะสมอีกต่อไป เมื่อทิศทางดอกเบี้ยกลับด้าน สินทรัพย์แต่ละประเภทก็ตอบสนองแตกต่างกันออกไป ทองคำที่มักถูกมองว่าอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยที่สูงขึ้น กลับได้แรงหนุนจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยและแรงซื้อของธนาคารกลาง ขณะที่โลหะเงินซึ่งมีบทบาทกึ่งอุตสาหกรรมต้องเผชิญแรงกดดันสองด้าน ทั้งจากต้นทุนค่าเสียโอกาสและความต้องการภาคการผลิต ส่วนน้ำมันและก๊าซกลายเป็นตัวแปรที่กำหนดทิศทางเงินเฟ้อและนโยบายการเงินไปในตัว สำนักข่าว CNBC และ Reuters รายงานตรงกันว่า ตลาดกำลังจับตาข้อมูลเศรษฐกิจแต่ละชุดอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ เพราะการตัดสินใจของเฟดในการประชุมเดือนกันยายนที่จะถึงนี้แทบจะขึ้นอยู่กับตัวเลขเงินเฟ้อและสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซล้วนๆ ความไม่แน่นอนระดับนี้ทำให้สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและเงินได้รับความสนใจ ควบคู่ไปกับความกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะลากยาวไปถึงไหน มาเริ่มต้นด้วยพระเอกของตลาดโภคภัณฑ์ปีนี้ นั่นคือทองคำ ทองคำ: พักฐานเหนือ…

  • |

    Lululemon แต่งตั้งอดีตผู้บริหาร Nike “Heidi O’Neill” นั่งเก้าอี้ CEO คนใหม่

    ท่ามกลางกระแสความปั่นป่วนที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ในองค์กร Lululemon บริษัทเครื่องแต่งกายกีฬาและไลฟ์สไตล์ชื่อดังระดับโลกได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวันพุธที่ผ่านมา ด้วยการแต่งตั้ง Heidi O’Neill อดีตผู้บริหารระดับสูงจาก Nike ให้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ โดยมีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 8 กันยายนเป็นต้นไป การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ละเอียดอ่อนและเต็มไปด้วยแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากผลประกอบการที่น่าผิดหวังมาตลอดกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา การแข่งขันในตลาดที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น รวมถึงศึกภายในองค์กรที่กำลังร้อนระอุจาก Chip Wilson ผู้ก่อตั้งบริษัทซึ่งออกมาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานอย่างต่อเนื่องและเปิดฉากการต่อสู้แย่งชิงอำนาจในที่ประชุมผู้ถือหุ้นอย่างเปิดเผย ตลาดตอบรับด้วยความกังวล แม้การแต่งตั้ง CEO คนใหม่มักถูกมองว่าเป็นสัญญาณบวกของการเปลี่ยนแปลงและฟื้นฟูองค์กร แต่ปฏิกิริยาของตลาดหุ้นกลับไม่เป็นไปในทิศทางนั้น หลังจากมีการประกาศข่าว ราคาหุ้นของ Lululemon ดิ่งลงมากกว่า 5% ในการซื้อขายช่วง Extended Trading หรือนอกเวลาทำการปกติ สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนบางส่วนยังคงมีความกังวลและข้อสงสัยเกี่ยวกับทิศทางของบริษัทในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นความสามารถของผู้นำคนใหม่ในการพลิกฟื้นธุรกิจ หรือประวัติการทำงานบางส่วนของ O’Neill ที่อาจเป็นจุดด้อยในสายตาของนักวิเคราะห์และนักลงทุน ใคร คือ Heidi O’Neill? Heidi O’Neill ไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการเครื่องแต่งกายกีฬาและแฟชั่นแต่อย่างใด เธอมีประสบการณ์การทำงานในระดับผู้บริหารมาอย่างยาวนานและหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งใน Nike บริษัทเครื่องแต่งกายกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเธอมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์ยักษ์ใหญ่แห่งนี้ นอกจาก Nike แล้ว…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *