ประเด็นอิหร่านในการประชุมสุดยอด Trump-Xi อาจดึงเวลาและความสนใจออกจากข้อพิพาทภาษีและแร่หายาก
|

ประเด็นอิหร่านในการประชุมสุดยอด Trump-Xi อาจดึงเวลาและความสนใจออกจากข้อพิพาทภาษีและแร่หายาก

การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดี Donald Trump แห่งสหรัฐฯ กับประธานาธิบดี Xi Jinping แห่งจีน ที่กำหนดไว้ในวันที่ 14-15 พฤษภาคม กำลังเข้าใกล้มาด้วยความคาดหวังที่สูงมากจากทั่วโลก ทั้งในแง่ของโอกาสที่จะยุติสงครามในอิหร่าน ลดความตึงเครียดทางการค้า และวางรากฐานสำหรับความร่วมมือระหว่างสองมหาอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญหลายรายเริ่มส่งสัญญาณเตือนว่า ความซับซ้อนของสถานการณ์อาจทำให้การประชุมครั้งนี้สร้างความคืบหน้าได้น้อยกว่าที่หลายฝ่ายหวัง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของธุรกิจทั้งสองประเทศ

สงครามอิหร่านจะครองพื้นที่วาระการประชุม

ปัจจัยแรกที่นักวิเคราะห์ระบุว่าจะดึงเวลาและความสนใจออกจากประเด็นเศรษฐกิจคือ สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งยังคงดำเนินอยู่และกำลังอยู่ในขั้นตอนที่ละเอียดอ่อนของการเจรจาสันติภาพ

Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ยืนยันอย่างชัดเจนแล้วว่าอิหร่านจะเป็นหัวข้อหลักในการประชุม ซึ่งตอกย้ำว่าสงครามที่ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกมากกว่าสองเดือนนี้จะไม่ถูกละเลยในห้องประชุมสุดยอด

บริบทที่สำคัญคือเพียงไม่กี่วันก่อนการประชุม จีนเพิ่งต้อนรับ Abbas Araghchi รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ซึ่งส่งสัญญาณหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งว่าจีนกำลังพยายามวางตำแหน่งตัวเองเป็นตัวกลางที่น่าเชื่อถือ และอิหร่านกำลังใช้ความสัมพันธ์กับจีนเพื่อเสริมสถานะการต่อรองกับสหรัฐฯ

ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงตึงเครียด เมื่อสหรัฐฯ และอิหร่านเพิ่งยิงใส่กันอีกครั้ง โดยต่างฝ่ายต่างโทษอีกฝ่ายว่าเป็นผู้เริ่มก่อน และยังมีรายงานจากสื่อจีน Caixin ว่า เรือบรรทุกน้ำมันที่จีนเป็นเจ้าของถูกโจมตี ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากเป็นเรื่องจริงจะทำให้จีนมีส่วนได้เสียโดยตรงในความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น

Hai Zhao ผู้อำนวยการด้านการศึกษาการเมืองระหว่างประเทศของ Chinese Academy of Social Sciences สถาบันคิดเห็นของรัฐจีน กล่าวว่าการยุติสงครามอิหร่านจะเป็น “ความโล่งใจอย่างมากสำหรับธุรกิจโลก” และจะ “ถูกจดจำในฐานะความสำเร็จ” ของการประชุมสุดยอด Trump-Xi

ปริศนาของนักธุรกิจที่จะร่วมเดินทาง: น้อยกว่าที่คาด

หนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจและสะท้อนถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนในปัจจุบันคือรายชื่อนักธุรกิจที่จะร่วมเดินทางไปกับ Trump ซึ่งดูเหมือนจะน้อยกว่าที่หลายคนคาดไว้

รัฐบาลสหรัฐฯ ปฏิเสธคำเชิญของจีน ในการจัดประชุมเฉพาะภาคอุตสาหกรรมระหว่างผู้นำระดับสูงของจีนกับ CEO ของบริษัทอเมริกัน โดยให้เหตุผลว่ากังวลว่าอาจทำให้ธุรกิจอเมริกันดูใกล้ชิดกับปักกิ่งมากเกินไป ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนทางการเมืองในประเทศสหรัฐฯ เองที่การทำธุรกิจกับจีนยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางการเมือง

รายชื่อผู้บริหารที่เสนอไว้สองโหลอาจถูกลดเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง ในขณะที่การเดินทางของ Trump ไปซาอุดีอาระเบียเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วมีผู้บริหารมากกว่า 30 คน ร่วมเดินทาง และเมื่อครั้งที่ Trump เยือนจีนในสมัยแรกปี 2560 มีผู้บริหารใกล้ 30 คนร่วมไป พร้อมลงนามดีล 37 รายการ มูลค่ากว่า 250,000 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม มีข่าวว่า CEO ของ Boeing และ Citigroup จะร่วมเดินทางด้วย โดย Boeing คาดว่าจะปิดคำสั่งซื้อเครื่องบินขนาดใหญ่ครั้งแรกจากจีนในรอบเกือบทศวรรษ ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับบริษัทที่กำลังต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับตลาดจีน

ความตึงเครียดในวงการธุรกิจอเมริกันในจีน

Michael Hart ประธานหอการค้าอเมริกันในจีน ซึ่งตั้งอยู่ในปักกิ่ง ให้ข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของสงครามต่อบรรยากาศทางธุรกิจว่า “นับตั้งแต่การดำเนินการทางทหารของสหรัฐฯ ในช่วงต้นปีนี้ เจ้าหน้าที่จีนลังเลที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนธุรกิจอเมริกันมากขึ้น”

ความลังเลนี้สร้างอุปสรรคในทางปฏิบัติต่อบริษัทอเมริกันที่ดำเนินธุรกิจในจีน ทั้งในแง่ของการเข้าถึงเจ้าหน้าที่รัฐบาล การขอใบอนุญาต และการทำธุรกิจกับบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาล Hart มองว่าภาพของ Trump และ Xi ที่ปรากฏร่วมกันอาจส่งสัญญาณภายในจีนว่า “การมีปฏิสัมพันธ์กับธุรกิจอเมริกันเป็นที่ยอมรับได้มากขึ้นอีกครั้ง”

กระทรวงการต่างประเทศจีนบอกกับ CNBC ว่าจีนยินดีต้อนรับการขยายตัวทางธุรกิจของสหรัฐฯ และหวังว่าบริษัทต่างๆ จะสามารถก้าวหน้าในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทวิภาคีต่อไปได้

ภาษีนำเข้าและแร่หายาก: ประเด็นที่อาจรอไม่ไหว

แม้ว่าอิหร่านจะครองวาระส่วนใหญ่ แต่ยังมีประเด็นทางเศรษฐกิจที่สำคัญและเร่งด่วนที่ต้องการการแก้ไข

ในด้านภาษีนำเข้า ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงมีอยู่แม้ว่าทั้งสองประเทศจะกำลัง “ถอยหลังออกจากการเผชิญหน้าล่าสุด” ในเรื่องมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และเทคโนโลยี จีนเป็นประเทศใหญ่แรกที่ตอบโต้ภาษีที่ทีม Trump ประกาศในเดือนเมษายน 2568 และความขัดแย้งยังคงมีผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างต่อเนื่อง

ในด้านแร่หายาก (Rare Earths) จีนกำลังขยายการควบคุมการส่งออกอย่างเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะสหรัฐฯ เพราะแร่หายากเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสิ่งของตั้งแต่สมาร์ทโฟนไปจนถึงยานพาหนะไฟฟ้า อาวุธทางทหาร และอุปกรณ์พลังงานสะอาด การที่จีนครองการผลิตและการส่งออกแร่หายากมากกว่า 60% ของโลก ทำให้มันมีอำนาจต่อรองที่ยิ่งใหญ่ในมือ

ดีลที่อาจเกิดขึ้นได้จริง: ถั่วเหลืองและเครื่องบิน

แม้ว่าความคาดหวังโดยรวมจะถูกลดลง แต่นักวิเคราะห์ยังคงมองเห็นพื้นที่สำหรับความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในบางประเด็น

Scott Kennedy ที่ปรึกษาอาวุโสด้านธุรกิจและเศรษฐกิจจีนของ Center for Strategic and International Studies ระบุว่า Trump น่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงในเรื่อง การซื้อถั่วเหลืองและเครื่องบิน Boeing ของจีน ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ชัดเจนร่วมกัน จีนต้องการเมล็ดธัญพืชจากสหรัฐฯ เพื่อความมั่นคงทางอาหาร และ Boeing ต้องการคำสั่งซื้อขนาดใหญ่เพื่อฟื้นฟูยอดขายในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Kennedy ยังคาดว่า Trump จะหารือเรื่องแผนการจัดตั้งองค์กรการค้าและการลงทุน เรียกว่า “Boards” เพื่อจัดการประเด็นทวิภาคีเฉพาะเจาะจง ซึ่งเป็นแนวทางที่อาจช่วยให้การเจรจาในอนาคตมีโครงสร้างที่ชัดเจนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม Kennedy มีการประเมินที่น่าคิดว่า “การประชุมน่าจะสร้างความแข็งแกร่งให้กับข้อได้เปรียบที่จีนได้รับในช่วงปีที่ผ่านมา” ซึ่งบ่งชี้ว่าโดยรวมแล้ว จีนอาจออกมาจากการประชุมนี้ในฐานะที่ได้เปรียบมากกว่าสหรัฐฯ ในบางมิติ

ความร่วมมือด้าน AI Security: ประเด็นใหม่ที่น่าจับตา

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจที่สุดและอาจสร้างความประหลาดใจคือรายงานว่า สหรัฐฯ และจีนกำลังมองหาความร่วมมือในด้านความปลอดภัยของ AI เพื่อป้องกันไม่ให้การแข่งขันด้าน AI กลายเป็นวิกฤตที่บานปลาย

ประเด็นนี้มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างมาก เพราะทั้งสองประเทศกำลังลงทุนอย่างมหาศาลใน AI และต่างก็ตระหนักว่าหาก AI ที่ทรงพลังไม่ได้รับการควบคุมที่ดี อาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ความร่วมมือในด้านนี้อาจเป็นพื้นที่ที่หายากมากที่ทั้งสองประเทศมีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง

ในขณะเดียวกัน ทั้งสองประเทศกำลังถอยหลังออกจากการเผชิญหน้าเรื่องมาตรการคว่ำบาตรในภาคเทคโนโลยี ซึ่งอาจเปิดช่องให้มีการหารือที่สร้างสรรค์มากขึ้นในด้านการกำกับดูแล AI ร่วมกัน

วิเคราะห์เชิงลึก: ใครได้ประโยชน์จากการประชุมครั้งนี้?

เมื่อมองภาพรวมของสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในการประชุมสุดยอด ก็มีคำถามสำคัญว่าใครได้ประโยชน์มากกว่ากัน

ในแง่ของ สหรัฐฯ ประโยชน์หลักที่ Trump ต้องการคือการได้รับความร่วมมือจากจีนในการกดดันอิหร่านให้ยอมรับข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งจะช่วยยุติวิกฤตพลังงานและลดแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ดีลถั่วเหลืองและเครื่องบินจะเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่า Trump ได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจริงๆ จากการประชุม

ในแง่ของ จีน ผลลัพธ์ที่ปักกิ่งต้องการมีความซับซ้อนกว่า Beijing ต้องการลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ที่ยังคงกดดันภาคการส่งออก และต้องการผ่อนคลายข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการสูญเสียข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ที่ได้สะสมมา

Kennedy วิเคราะห์ว่าวาระหลักของปักกิ่งจะอยู่ที่ ภาษีนำเข้า สถานะของไต้หวัน และข้อจำกัดของสหรัฐฯ ต่อการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน ซึ่งเป็นประเด็นที่จีนมองว่าเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์แห่งชาติพื้นฐาน

บทสรุป: การประชุมที่สำคัญแต่ผลลัพธ์ยังไม่แน่นอน

การประชุมสุดยอด Trump-Xi ในวันที่ 14-15 พฤษภาคมนี้อาจเป็นหนึ่งในการพบปะระดับผู้นำที่สำคัญที่สุดในรอบหลายปี ทั้งเพราะบริบทของสงครามในอิหร่านที่กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และเพราะความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจใหญ่ที่สุดในโลกยังคงเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางของระเบียบโลกในทศวรรษนี้

สิ่งที่ชัดเจนคือการประชุมครั้งนี้จะไม่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้ในคราวเดียว แต่หากสามารถสร้างความคืบหน้าในเรื่องอิหร่านและรักษาช่องทางการสื่อสารระหว่างสองประเทศไว้ได้ มันก็จะเป็นก้าวที่สำคัญในทิศทางที่ถูกต้องสำหรับทั้งเศรษฐกิจโลกและความมั่นคงระหว่างประเทศ และสำหรับตลาดการเงินที่กำลังจับตามองทุกประโยคที่ออกมาจากการพบปะครั้งนี้ ผลลัพธ์จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

Similar Posts

  • |

    ดอลลาร์สะดุดหลังจ้างงานพลิกโผ เยนดิ่งรอบ 40 ปี บาททะลุ 33 บาท

    กลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลกผันผวนที่สุดของปี เมื่อดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (Dollar Index หรือ DXY) ที่เพิ่งพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 13 เดือนช่วงต้นสัปดาห์ กลับพลิกอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐเดือนมิถุนายนออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ จุดชนวนให้นักลงทุนทั่วโลกต้องประเมินเส้นทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กันใหม่ทั้งกระดาน ในเวลาเดียวกัน เงินเยนญี่ปุ่นก็ยังคงตกอยู่ในภาวะอ่อนค่าที่สุดในรอบเกือบสี่ทศวรรษ จนทางการโตเกียวต้องส่งสัญญาณเตือนการแทรกแซงตลาดแทบทุกวัน ขณะที่เงินยูโรแกว่งตัวในกรอบแคบหลังธนาคารกลางยุโรป (ECB) ขึ้นดอกเบี้ยสวนกระแสโลก และเงินบาทไทยอ่อนค่าทะลุแนว 33 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางเศรษฐกิจในประเทศที่ยังเปราะบางและส่วนต่างดอกเบี้ยที่ถ่างกว้างกับสหรัฐ รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปถอดรหัสแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังการเคลื่อนไหวของสี่สกุลเงินหลัก ได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐ เยนญี่ปุ่น ยูโร และบาทไทย พร้อมประเมินปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามในตะวันออกกลางที่ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ และวิเคราะห์ผลกระทบที่จับต้องได้ต่อนักลงทุนและผู้ประกอบการไทย 1. ดอลลาร์สหรัฐ: จากจุดสูงสุดรอบ 13 เดือน สู่การถอยทัพหลังตลาดแรงงานสะดุด ภาพรวมของค่าเงินโลกในสัปดาห์นี้แทบทั้งหมดหมุนรอบตัวเลขเดียว นั่นคือ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐประจำเดือนมิถุนายน ซึ่งสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) รายงานว่าเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ในตลาดคาดการณ์ไว้ที่ราว 110,000 ตำแหน่งอย่างมาก และยังเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบสี่เดือน ที่สำคัญไม่แพ้กันคือการปรับทบทวนตัวเลขย้อนหลัง โดย…

  • |

    หุ้น Mitsubishi Heavy Industries พุ่งเกือบ 4% หลังคว้าดีลส่งออกเรือรบครั้งแรกของญี่ปุ่น

    ราคาหุ้นของ Mitsubishi Heavy Industries (MHI) บริษัทด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 4% ในวันจันทร์ หลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงกับ Australia ในการสร้างเรือรบฟริเกตอเนกประสงค์จำนวน 3 ลำ ดีลดังกล่าวถือเป็น “การส่งออกเรือรบครั้งแรกในประวัติศาสตร์” ของญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งในเชิงนโยบายความมั่นคงและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของประเทศ โดยมีกำหนดส่งมอบเรือลำแรกให้กับกองทัพเรือออสเตรเลียในปี 2029 ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา หุ้นของ MHI ปรับตัวขึ้นแล้วประมาณ 75% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมกลาโหมญี่ปุ่นที่กำลังเติบโต บทวิเคราะห์: ดีลนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่น การที่ญี่ปุ่นสามารถส่งออกเรือรบได้เป็นครั้งแรก ไม่ใช่เพียงดีลเชิงพาณิชย์ธรรมดา แต่เป็น “สัญญาณเชิงนโยบาย” ที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะ: ดีลนี้จึงไม่ใช่แค่รายได้ แต่เป็นการ “เปิดตลาดโลก” ให้กับบริษัทญี่ปุ่นในระยะยาว รายละเอียดของดีลมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ข้อตกลงดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 7.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวของออสเตรเลียในการพัฒนากองเรือฟริเกตจำนวน 11 ลำ ซึ่งมีงบประมาณรวมสูงถึง 20,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย…

  • | |

    วอลล์สตรีททำนิวไฮแล้วสะดุด: ดาวโจนส์ทะลุ 53,000 จุด ก่อนเจอแรงกดจากชิป-สงครามอิหร่าน

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์แรกของไตรมาส 3 ปี 2569 ด้วยอารมณ์ที่สวิงรุนแรงผิดปกติ จากบรรยากาศคึกคักที่ผลักดันดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ 53,000 จุดในวันจันทร์ กลายเป็นแรงเทขายในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นอีกครั้งภายในเวลาเพียงสองวันทำการถัดมา สะท้อนให้เห็นว่าแม้แนวโน้มใหญ่ของตลาดยังเป็นขาขึ้น แต่ความเปราะบางใต้พื้นผิวกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อราคาหุ้นเทคโนโลยีถูกตั้งราคาไว้สูงลิ่ว ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงด้านราคาน้ำมันและเงินเฟ้อกลับมาทวงบทบาทอีกครั้ง ภาพรวมของสัปดาห์นี้เล่าเรื่องราวสามองก์ที่ชัดเจน องก์แรกคือความเชื่อมั่นในธีมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่หวนกลับมาหนุนตลาดในวันจันทร์ องก์ที่สองคือการเทขายหุ้นชิปครั้งใหญ่หลังผลประกอบการของ Samsung และข่าวการพัฒนาชิป AI ของ DeepSeek และองก์ที่สามคือการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน “จบลงแล้ว” พร้อมสั่งโจมตีทางทหารรอบใหม่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานและกดดันดัชนีดาวโจนส์ให้ร่วงลงกว่า 500 จุดในวันพุธ บทความนี้จะพาผู้อ่านไล่เรียงเหตุการณ์สำคัญทีละวัน วิเคราะห์แรงขับเคลื่อนเบื้องหลัง พร้อมประเมินผลกระทบที่จะส่งตรงถึงพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนไทย ทั้งในมิติของค่าเงินบาท ราคาทองคำ และทิศทางของตลาดหุ้นไทย ไทม์ไลน์สามวันแห่งความผันผวน: จากนิวไฮสู่แรงเทขาย เปิดตลาดวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันทำการแรกหลังตลาดปิดทำการในวันชาติสหรัฐฯ หุ้นวอลล์สตรีทเดินหน้าต่อยอดโมเมนตัมเชิงบวกจากสัปดาห์ก่อนหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.72% ปิดที่ 7,537.43 จุด ดัชนี Nasdaq…

  • | |

    GraniteShares เลื่อนเปิดตัว ETF XRP แบบ 3 เท่าครั้งที่ 5 ดันวันเปิดตัวไปถึง 7 พฤษภาคม

    ในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การเปิดตัวผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ มักต้องผ่านกำแพงกำกับดูแลที่ซับซ้อนและไม่แน่นอน และนั่นคือสิ่งที่ GraniteShares กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ บริษัทจัดการกองทุนรายนี้ได้เลื่อนการเปิดตัว ETF XRP แบบ Long 3 เท่า และ Short 3 เท่า รายวัน ออกไปจากวันที่ 23 เมษายน เป็น 7 พฤษภาคม นับเป็นการเลื่อนครั้งที่ห้าในช่วงเวลาเพียงสามสัปดาห์ และยิ่งตอกย้ำคำถามที่คาใจนักลงทุนและวงการคริปโตว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ หรือ SEC จะอนุมัติผลิตภัณฑ์คริปโตแบบ Leverage 3 เท่าหรือไม่ ภายใต้กรอบกฎหมายเดิมที่เคยใช้ปฏิเสธผลิตภัณฑ์ลักษณะเดียวกันของ ProShares ไปเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ประวัติการเลื่อน: ห้าครั้งในสามสัปดาห์ การเลื่อนครั้งล่าสุดนี้ดำเนินการผ่านการยื่นเอกสาร Rule 485 ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ปี 2476 ซึ่งเป็นช่องทางที่อนุญาตให้ผู้ออกกองทุนสามารถเปลี่ยนวันเปิดตัวได้โดยไม่ต้องเริ่มกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแลใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น เส้นทางการเลื่อนมีดังนี้ เริ่มต้นจากวันที่ 2 เมษายน เลื่อนไปเป็น 9 เมษายน จากนั้นเป็น 16 เมษายน…

  • ทรัมป์ ประกาศ “Project Freedom” ปลดปล่อยเรือที่ติดค้างในช่องแคบฮอร์มุซ

    ตลาดน้ำมันดิบโลกเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยความผันผวนและไม่มีทิศทางที่ชัดเจนในวันจันทร์ ขณะที่ผู้เข้าร่วมตลาดพยายามย่อยและประเมินผลกระทบของการประกาศล่าสุดของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ตั้งใจจะ “ปลดปล่อย” เรือสินค้าที่ติดค้างอยู่อันเป็นผลจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังคงคุกรุ่นระหว่างเตหะรานและวอชิงตันที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลายในเร็ววัน น้ำมันดิบ Brent สัญญาส่งมอบเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล ปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 101.94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่น้ำมันดิบ WTI สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 0.15% มาอยู่ที่ 108.33 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามของน้ำมันสองชนิดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสับสนและการชั่งน้ำหนักของตลาดต่อปัจจัยหลายอย่างที่กำลังดึงราคาในทิศทางที่แตกต่างกัน ช่องแคบฮอร์มุซ: หัวใจของวิกฤต ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเผชิญกับการปิดกั้น ทำให้การจราจรผ่านเส้นทางน้ำพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลกแห่งนี้แทบหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง ก่อนสงคราม ช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางผ่านของพลังงานโลกประมาณ หนึ่งในห้า ซึ่งครอบคลุมทั้งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลว และพลังงานในรูปแบบอื่นๆ การที่เส้นทางนี้ถูกปิดตั้งแต่สงครามเริ่มต้นได้สร้างผลกระทบลูกโซ่ที่ซับซ้อนและลึกซึ้งต่อตลาดพลังงานโลก เหตุการณ์ล่าสุดที่ยืนยันถึงอันตรายในภูมิภาคนี้คือรายงานจาก United Kingdom Maritime Trade Operations (UKMTO) ในวันจันทร์ว่า เรือบรรทุกน้ำมันถูกยิงด้วยกระสุนปืน ทางตอนเหนือของเมือง Fujairah ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องสำหรับเรือที่พยายามเดินเรือในภูมิภาคตะวันออกกลาง และอธิบายได้ว่าทำไมเรือสินค้าจำนวนมากจึงตัดสินใจหยุดรอแทนที่จะเสี่ยงเดินทาง Project Freedom: ปฏิบัติการทางทหารเพื่อเส้นทางการค้า ทรัมป์ ประกาศบน…

  • เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน: สงครามตะวันออกกลาง เงินเฟ้อพุ่ง และยุคใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ

    เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งสำคัญในรอบหลายปี เมื่อสงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นต้นปี 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระตุ้นให้เงินเฟ้อทั่วโลกกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ขณะที่ธนาคารกลางสำคัญต่าง ๆ ยังคงต้องเดินหน้าต่อสู้กับแรงกดดันด้านราคา ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งประวัติศาสตร์ วิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง: ตัวแปรที่พลิกทุกสมการ จุดเริ่มต้นของความปั่นป่วนในปีนี้มาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกพลังงานโลก โดยเฉพาะการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบทางทะเลราว 35% ของโลก ธนาคารโลกระบุในรายงาน Commodity Markets Outlook ประจำเดือนเมษายนว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการหยุดชะงักของการขนส่งในช่องแคบ Hormuz ก่อให้เกิดการลดลงของอุปทานน้ำมันโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยอุปทานลดลงในช่วงแรกประมาณ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับต้นปี Indermit Gill หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ให้ความเห็นไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “สงครามกำลังกระทบเศรษฐกิจโลกเป็นระลอก ๆ ต่อเนื่องกัน ทั้งจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ราคาอาหารที่ตามมา และสุดท้ายเงินเฟ้อที่จะดันดอกเบี้ยขึ้นและทำให้หนี้แพงขึ้นอีก คนจนที่สุดจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับอาหารและพลังงาน” กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน โดยในกรณีฐาน…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *