ประเด็นอิหร่านในการประชุมสุดยอด Trump-Xi อาจดึงเวลาและความสนใจออกจากข้อพิพาทภาษีและแร่หายาก
|

ประเด็นอิหร่านในการประชุมสุดยอด Trump-Xi อาจดึงเวลาและความสนใจออกจากข้อพิพาทภาษีและแร่หายาก

การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดี Donald Trump แห่งสหรัฐฯ กับประธานาธิบดี Xi Jinping แห่งจีน ที่กำหนดไว้ในวันที่ 14-15 พฤษภาคม กำลังเข้าใกล้มาด้วยความคาดหวังที่สูงมากจากทั่วโลก ทั้งในแง่ของโอกาสที่จะยุติสงครามในอิหร่าน ลดความตึงเครียดทางการค้า และวางรากฐานสำหรับความร่วมมือระหว่างสองมหาอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญหลายรายเริ่มส่งสัญญาณเตือนว่า ความซับซ้อนของสถานการณ์อาจทำให้การประชุมครั้งนี้สร้างความคืบหน้าได้น้อยกว่าที่หลายฝ่ายหวัง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของธุรกิจทั้งสองประเทศ

สงครามอิหร่านจะครองพื้นที่วาระการประชุม

ปัจจัยแรกที่นักวิเคราะห์ระบุว่าจะดึงเวลาและความสนใจออกจากประเด็นเศรษฐกิจคือ สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งยังคงดำเนินอยู่และกำลังอยู่ในขั้นตอนที่ละเอียดอ่อนของการเจรจาสันติภาพ

Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ยืนยันอย่างชัดเจนแล้วว่าอิหร่านจะเป็นหัวข้อหลักในการประชุม ซึ่งตอกย้ำว่าสงครามที่ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกมากกว่าสองเดือนนี้จะไม่ถูกละเลยในห้องประชุมสุดยอด

บริบทที่สำคัญคือเพียงไม่กี่วันก่อนการประชุม จีนเพิ่งต้อนรับ Abbas Araghchi รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ซึ่งส่งสัญญาณหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งว่าจีนกำลังพยายามวางตำแหน่งตัวเองเป็นตัวกลางที่น่าเชื่อถือ และอิหร่านกำลังใช้ความสัมพันธ์กับจีนเพื่อเสริมสถานะการต่อรองกับสหรัฐฯ

ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงตึงเครียด เมื่อสหรัฐฯ และอิหร่านเพิ่งยิงใส่กันอีกครั้ง โดยต่างฝ่ายต่างโทษอีกฝ่ายว่าเป็นผู้เริ่มก่อน และยังมีรายงานจากสื่อจีน Caixin ว่า เรือบรรทุกน้ำมันที่จีนเป็นเจ้าของถูกโจมตี ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากเป็นเรื่องจริงจะทำให้จีนมีส่วนได้เสียโดยตรงในความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น

Hai Zhao ผู้อำนวยการด้านการศึกษาการเมืองระหว่างประเทศของ Chinese Academy of Social Sciences สถาบันคิดเห็นของรัฐจีน กล่าวว่าการยุติสงครามอิหร่านจะเป็น “ความโล่งใจอย่างมากสำหรับธุรกิจโลก” และจะ “ถูกจดจำในฐานะความสำเร็จ” ของการประชุมสุดยอด Trump-Xi

ปริศนาของนักธุรกิจที่จะร่วมเดินทาง: น้อยกว่าที่คาด

หนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจและสะท้อนถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนในปัจจุบันคือรายชื่อนักธุรกิจที่จะร่วมเดินทางไปกับ Trump ซึ่งดูเหมือนจะน้อยกว่าที่หลายคนคาดไว้

รัฐบาลสหรัฐฯ ปฏิเสธคำเชิญของจีน ในการจัดประชุมเฉพาะภาคอุตสาหกรรมระหว่างผู้นำระดับสูงของจีนกับ CEO ของบริษัทอเมริกัน โดยให้เหตุผลว่ากังวลว่าอาจทำให้ธุรกิจอเมริกันดูใกล้ชิดกับปักกิ่งมากเกินไป ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนทางการเมืองในประเทศสหรัฐฯ เองที่การทำธุรกิจกับจีนยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางการเมือง

รายชื่อผู้บริหารที่เสนอไว้สองโหลอาจถูกลดเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง ในขณะที่การเดินทางของ Trump ไปซาอุดีอาระเบียเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วมีผู้บริหารมากกว่า 30 คน ร่วมเดินทาง และเมื่อครั้งที่ Trump เยือนจีนในสมัยแรกปี 2560 มีผู้บริหารใกล้ 30 คนร่วมไป พร้อมลงนามดีล 37 รายการ มูลค่ากว่า 250,000 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม มีข่าวว่า CEO ของ Boeing และ Citigroup จะร่วมเดินทางด้วย โดย Boeing คาดว่าจะปิดคำสั่งซื้อเครื่องบินขนาดใหญ่ครั้งแรกจากจีนในรอบเกือบทศวรรษ ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับบริษัทที่กำลังต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับตลาดจีน

ความตึงเครียดในวงการธุรกิจอเมริกันในจีน

Michael Hart ประธานหอการค้าอเมริกันในจีน ซึ่งตั้งอยู่ในปักกิ่ง ให้ข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของสงครามต่อบรรยากาศทางธุรกิจว่า “นับตั้งแต่การดำเนินการทางทหารของสหรัฐฯ ในช่วงต้นปีนี้ เจ้าหน้าที่จีนลังเลที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนธุรกิจอเมริกันมากขึ้น”

ความลังเลนี้สร้างอุปสรรคในทางปฏิบัติต่อบริษัทอเมริกันที่ดำเนินธุรกิจในจีน ทั้งในแง่ของการเข้าถึงเจ้าหน้าที่รัฐบาล การขอใบอนุญาต และการทำธุรกิจกับบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาล Hart มองว่าภาพของ Trump และ Xi ที่ปรากฏร่วมกันอาจส่งสัญญาณภายในจีนว่า “การมีปฏิสัมพันธ์กับธุรกิจอเมริกันเป็นที่ยอมรับได้มากขึ้นอีกครั้ง”

กระทรวงการต่างประเทศจีนบอกกับ CNBC ว่าจีนยินดีต้อนรับการขยายตัวทางธุรกิจของสหรัฐฯ และหวังว่าบริษัทต่างๆ จะสามารถก้าวหน้าในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทวิภาคีต่อไปได้

ภาษีนำเข้าและแร่หายาก: ประเด็นที่อาจรอไม่ไหว

แม้ว่าอิหร่านจะครองวาระส่วนใหญ่ แต่ยังมีประเด็นทางเศรษฐกิจที่สำคัญและเร่งด่วนที่ต้องการการแก้ไข

ในด้านภาษีนำเข้า ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงมีอยู่แม้ว่าทั้งสองประเทศจะกำลัง “ถอยหลังออกจากการเผชิญหน้าล่าสุด” ในเรื่องมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และเทคโนโลยี จีนเป็นประเทศใหญ่แรกที่ตอบโต้ภาษีที่ทีม Trump ประกาศในเดือนเมษายน 2568 และความขัดแย้งยังคงมีผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างต่อเนื่อง

ในด้านแร่หายาก (Rare Earths) จีนกำลังขยายการควบคุมการส่งออกอย่างเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะสหรัฐฯ เพราะแร่หายากเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสิ่งของตั้งแต่สมาร์ทโฟนไปจนถึงยานพาหนะไฟฟ้า อาวุธทางทหาร และอุปกรณ์พลังงานสะอาด การที่จีนครองการผลิตและการส่งออกแร่หายากมากกว่า 60% ของโลก ทำให้มันมีอำนาจต่อรองที่ยิ่งใหญ่ในมือ

ดีลที่อาจเกิดขึ้นได้จริง: ถั่วเหลืองและเครื่องบิน

แม้ว่าความคาดหวังโดยรวมจะถูกลดลง แต่นักวิเคราะห์ยังคงมองเห็นพื้นที่สำหรับความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในบางประเด็น

Scott Kennedy ที่ปรึกษาอาวุโสด้านธุรกิจและเศรษฐกิจจีนของ Center for Strategic and International Studies ระบุว่า Trump น่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงในเรื่อง การซื้อถั่วเหลืองและเครื่องบิน Boeing ของจีน ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ชัดเจนร่วมกัน จีนต้องการเมล็ดธัญพืชจากสหรัฐฯ เพื่อความมั่นคงทางอาหาร และ Boeing ต้องการคำสั่งซื้อขนาดใหญ่เพื่อฟื้นฟูยอดขายในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Kennedy ยังคาดว่า Trump จะหารือเรื่องแผนการจัดตั้งองค์กรการค้าและการลงทุน เรียกว่า “Boards” เพื่อจัดการประเด็นทวิภาคีเฉพาะเจาะจง ซึ่งเป็นแนวทางที่อาจช่วยให้การเจรจาในอนาคตมีโครงสร้างที่ชัดเจนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม Kennedy มีการประเมินที่น่าคิดว่า “การประชุมน่าจะสร้างความแข็งแกร่งให้กับข้อได้เปรียบที่จีนได้รับในช่วงปีที่ผ่านมา” ซึ่งบ่งชี้ว่าโดยรวมแล้ว จีนอาจออกมาจากการประชุมนี้ในฐานะที่ได้เปรียบมากกว่าสหรัฐฯ ในบางมิติ

ความร่วมมือด้าน AI Security: ประเด็นใหม่ที่น่าจับตา

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจที่สุดและอาจสร้างความประหลาดใจคือรายงานว่า สหรัฐฯ และจีนกำลังมองหาความร่วมมือในด้านความปลอดภัยของ AI เพื่อป้องกันไม่ให้การแข่งขันด้าน AI กลายเป็นวิกฤตที่บานปลาย

ประเด็นนี้มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างมาก เพราะทั้งสองประเทศกำลังลงทุนอย่างมหาศาลใน AI และต่างก็ตระหนักว่าหาก AI ที่ทรงพลังไม่ได้รับการควบคุมที่ดี อาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ความร่วมมือในด้านนี้อาจเป็นพื้นที่ที่หายากมากที่ทั้งสองประเทศมีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง

ในขณะเดียวกัน ทั้งสองประเทศกำลังถอยหลังออกจากการเผชิญหน้าเรื่องมาตรการคว่ำบาตรในภาคเทคโนโลยี ซึ่งอาจเปิดช่องให้มีการหารือที่สร้างสรรค์มากขึ้นในด้านการกำกับดูแล AI ร่วมกัน

วิเคราะห์เชิงลึก: ใครได้ประโยชน์จากการประชุมครั้งนี้?

เมื่อมองภาพรวมของสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในการประชุมสุดยอด ก็มีคำถามสำคัญว่าใครได้ประโยชน์มากกว่ากัน

ในแง่ของ สหรัฐฯ ประโยชน์หลักที่ Trump ต้องการคือการได้รับความร่วมมือจากจีนในการกดดันอิหร่านให้ยอมรับข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งจะช่วยยุติวิกฤตพลังงานและลดแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ดีลถั่วเหลืองและเครื่องบินจะเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่า Trump ได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจริงๆ จากการประชุม

ในแง่ของ จีน ผลลัพธ์ที่ปักกิ่งต้องการมีความซับซ้อนกว่า Beijing ต้องการลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ที่ยังคงกดดันภาคการส่งออก และต้องการผ่อนคลายข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการสูญเสียข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ที่ได้สะสมมา

Kennedy วิเคราะห์ว่าวาระหลักของปักกิ่งจะอยู่ที่ ภาษีนำเข้า สถานะของไต้หวัน และข้อจำกัดของสหรัฐฯ ต่อการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน ซึ่งเป็นประเด็นที่จีนมองว่าเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์แห่งชาติพื้นฐาน

บทสรุป: การประชุมที่สำคัญแต่ผลลัพธ์ยังไม่แน่นอน

การประชุมสุดยอด Trump-Xi ในวันที่ 14-15 พฤษภาคมนี้อาจเป็นหนึ่งในการพบปะระดับผู้นำที่สำคัญที่สุดในรอบหลายปี ทั้งเพราะบริบทของสงครามในอิหร่านที่กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และเพราะความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจใหญ่ที่สุดในโลกยังคงเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางของระเบียบโลกในทศวรรษนี้

สิ่งที่ชัดเจนคือการประชุมครั้งนี้จะไม่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้ในคราวเดียว แต่หากสามารถสร้างความคืบหน้าในเรื่องอิหร่านและรักษาช่องทางการสื่อสารระหว่างสองประเทศไว้ได้ มันก็จะเป็นก้าวที่สำคัญในทิศทางที่ถูกต้องสำหรับทั้งเศรษฐกิจโลกและความมั่นคงระหว่างประเทศ และสำหรับตลาดการเงินที่กำลังจับตามองทุกประโยคที่ออกมาจากการพบปะครั้งนี้ ผลลัพธ์จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

Similar Posts

  • | |

    วอลล์สตรีทพุ่ง! ดีลสหรัฐ-อิหร่านดัน Nasdaq +3% ก่อนประชุม Fed 16-17 มิ.ย. 2026

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ด้วยแรงซื้ออย่างหนักในวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2026 หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณสุดสัปดาห์ว่าสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านแล้ว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิ่งลง 5% ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีกลับมาเป็นผู้นำตลาดอีกครั้ง พร้อมแรงหนุนจาก SpaceX ที่ยังคงพุ่งต่อเนื่องในวันซื้อขายที่สอง หลังจากเพิ่งทำ IPO ประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนโลก ดัชนี Dow Jones Industrial Average พุ่งขึ้น 468.77 จุด หรือ 0.92% ปิดที่ 51,671.03 จุด สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ S&P 500 ปรับขึ้น 1.65% ปิดที่ 7,554.29 จุด และ Nasdaq Composite พุ่งแรงถึง 3.07% ปิดที่ 26,683.94 จุด ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นรายวันที่ดีที่สุดของดัชนีนับตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา บรรยากาศในตลาดพลิกกลับอย่างน่าทึ่งจาก 180 องศา เมื่อพิจารณาจากการที่เพียงสัปดาห์เดียวก่อนหน้า…

  • |

    วอลล์สตรีทรีบาวด์ก่อนศึกงบ Big Tech จับตา Alphabet-Tesla ทดสอบ AI

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาปิดในแดนบวกทั้งสามดัชนีหลักในการซื้อขายวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม ตัดวงจรขาลงติดต่อกันสามวันทำการ โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และผลประกอบการไตรมาสสองที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาดจากบริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำ ทว่าบรรยากาศการลงทุนโดยรวมยังถูกปกคลุมด้วยความไม่แน่นอนสามชั้นซ้อนกัน ทั้งการรอผลประกอบการของกลุ่ม Big Tech ที่จะเป็นบทพิสูจน์ครั้งใหญ่ที่สุดของเมกะเทรนด์ปัญญาประดิษฐ์ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้ประธานคนใหม่ที่มีท่าทีสายเหยี่ยว และสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังคงกดดันราคาน้ำมันและความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดโลก สัปดาห์นี้ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ต้องจับตาใกล้ชิดที่สุดของครึ่งหลังปี 2569 เพราะทิศทางของวอลล์สตรีทในไม่กี่วันข้างหน้าจะส่งผลต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ ค่าเงินบาท และดัชนี SET โดยตรง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดในเวลานี้ พร้อมประเมินผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ รีบาวด์ — สามดัชนีหลักตัดวงจรขาลงสามวัน จากรายงานของ CNBC การซื้อขายในวันอังคารปิดตลาดในแดนบวกทั้งกระดาน โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) บวกขึ้น 385.38 จุด หรือคิดเป็น 0.74% ปิดที่ระดับ 52,224.64 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดตลาดในวงกว้าง ปรับขึ้น 0.89% ปิดที่ 7,509.20 จุด ส่วนดัชนี…

  • | |

    สงครามเศรษฐกิจโลก: ทรัมป์ลั่น Economic D-Day น้ำมันพุ่ง ทองคำนิวไฮ นักลงทุนไทยต้องรู้

    ตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 ท่ามกลางความปั่นป่วนที่ถาโถมจากหลายแนวรบพร้อมกัน เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเปิดฉาก “Economic D-Day” หรือปฏิบัติการสงครามเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เพื่อกดดันอิหร่าน ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านย่างเข้าสู่เดือนที่หก ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งพลังงานโลกยังคงถูกปิดกั้นเกือบสนิท ผลลัพธ์คือราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะยานแตะระดับสูงสุดในรอบเดือน ทองคำพุ่งทำจุดสูงสุดในรอบสามเดือน และตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงเทขายหนักที่สุดในรอบสามสัปดาห์ ในเวลาเดียวกัน สงครามการค้าระหว่างสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีนก็ยังไม่มีทีท่าคลี่คลายอย่างแท้จริง แม้ทั้งสองฝ่ายจะยืดข้อตกลงพักรบทางภาษีออกไป แต่โครงสร้างกำแพงภาษีที่ซับซ้อนหลายชั้นยังคงกดดันห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และดันอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ ขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) สำหรับประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลักและมีสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับต้น สถานการณ์เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินบาท ต้นทุนพลังงาน และทิศทางของดัชนี SET รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกทุกแนวรบ พร้อมประเมินผลกระทบและกลยุทธ์สำหรับนักลงทุนไทย 1. “Economic D-Day”: ทรัมป์เปิดสงครามเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดกับอิหร่าน จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงค่ำวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ข้อความตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ประกาศคำว่า “ECONOMIC D-DAY” ต่ออิหร่าน โดยระบุว่านี่จะเป็น “ปฏิบัติการทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยดำเนินการกับประเทศใด” สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ทรัมป์ยังขู่ว่าจะใช้บทลงโทษทางการเงินขั้นรุนแรงต่อประเทศใดก็ตามที่ช่วยเหลือเตหะรานหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร สาระสำคัญของคำประกาศคือการขยายวงล้อมทางเศรษฐกิจให้ครอบคลุมไม่เฉพาะอิหร่านเท่านั้น…

  • |

    ราคาน้ำมัน ทองคำ เงิน ผันผวนหนัก สงครามอิหร่านเขย่าตลาดโภคภัณฑ์โลก 2569

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เผชิญกับความปั่นป่วนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ตั้งแต่ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในบางช่วง ไปจนถึงทองคำที่ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่เกือบ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม ก่อนจะร่วงลงมากกว่า 16% ในเวลาต่อมา สาเหตุหลักทั้งหมดสามารถย้อนกลับไปยังจุดเดียวกัน นั่นคือสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงพลังงานให้กับโลกถึงราว 20% ของอุปทานพลังงานทั้งหมด ช่องแคบฮอร์มุซ: ชนวนวิกฤตพลังงานโลก เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ตลาดพลังงานโลกเข้าสู่ภาวะตึงเครียดที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ยุควิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียทั้งซาอุดีอาระเบีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิรัก ถูกปิดกั้นอย่างแท้จริง ส่งผลให้ผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางต้องระงับการผลิตรวมกันถึง 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามรายงานของ Energy Aspects Al Jazeera รายงานว่าในช่วงปลายเดือนเมษายน ราคาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 6.95% แตะ 106.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่เบรนท์ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงระหว่างประเทศปรับตัวขึ้น 6.08% มาที่ 118.03…

  • | |

    วอลล์สตรีทร่วง! เงินเฟ้อ 4.2% ชนวนอิหร่าน นาสแดคดิ่งหนัก กดดันนักลงทุนไทย

    ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเผชิญแรงกดดันรุนแรงในช่วงสัปดาห์นี้ ท่ามกลางพายุสามลูกที่ซัดพร้อมกัน ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมที่พุ่งสูงสุดในรอบสามปีที่ระดับ 4.2% ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น รวมถึงแรงเทขายครั้งใหญ่ในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ลบมูลค่าตลาดไปกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์เพียงไม่กี่วัน ความผันผวนในระดับนี้ส่งสัญญาณให้นักลงทุนทั่วโลกต้องทบทวนกลยุทธ์อย่างเร่งด่วน เมื่อวานนี้ (10 มิ.ย.) ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลง 953.33 จุด หรือ 1.87% ปิดที่ 49,918.78 จุด ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ดัชนีร่วงทะลุแนว 50,000 จุดลงมาอย่างมีนัยสำคัญ ส่วน S&P 500 ปิดลบ 1.62% ที่ 7,266.99 จุด ขณะที่นาสแดคดิ่งลง 1.98% แตะระดับ 25,169.50 จุด ทั้งนี้แรงกดดันมาจากสองทิศทางพร้อมกัน ทั้งตัวเลขเงินเฟ้อที่น่าตกใจ และคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ประกาศจะโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม เงินเฟ้อพฤษภาคม 4.2% สูงสุดในรอบ 3 ปี พลังงานคือตัวการหลัก ตัวเลขเงินเฟ้อจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคม 2026 ที่ประกาศออกมาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นเหนือระดับ 4%…

  • | |

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดีดกลับ โมเดอร์นาพุ่ง 176% หลังวัคซีนมะเร็ง mRNA คว้าชัยเฟส 3

    วอลล์สตรีทปิดตลาดวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 ในแดนบวกได้สำเร็จ ตัดวงจรการปรับตัวลงติดต่อกัน 3 วันทำการ หลังกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศแผนเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว “อย่างน้อยเท่าตัว” เพื่อบรรเทาแรงกดดันจากตลาดตราสารหนี้ที่ผลักดันอัตราผลตอบแทน (ยิลด์) พันธบัตรอายุ 30 ปีขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี ขณะเดียวกันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ยังคงเผชิญแรงขายต่อเนื่อง แต่แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มสุขภาพและวัฏจักร (cyclicals) ช่วยประคองดัชนีหลักให้กลับมายืนในแดนบวกได้ ไฮไลต์สำคัญที่สุดของวันตกเป็นของ โมเดอร์นา (Moderna) ผู้ผลิตวัคซีน mRNA ที่ราคาหุ้นพุ่งทะยานกว่า 176% ในวันเดียว หลังบริษัทและพันธมิตร เมอร์ค (Merck) ประกาศผลการทดลองทางคลินิกเฟส 3 ในเชิงบวกของวัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคลชนิด mRNA ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของวัคซีนมะเร็ง mRNA ในการทดลองระยะสุดท้าย ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงพลิกโฉมความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยี mRNA ที่เคยถูกตั้งคำถามหลังยุคโควิด-19 แต่ยังจุดประกายความหวังใหม่ในวงการรักษามะเร็งทั่วโลก บทวิเคราะห์ฉบับนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทุกมิติของตลาดการเงินโลกในรอบวัน ตั้งแต่การเคลื่อนไหวของดัชนีหลัก มาตรการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลัง เรื่องราวประวัติศาสตร์ของโมเดอร์นา แรงกดดันในกลุ่มชิป การพุ่งขึ้นของบิตคอยน์ท่ามกลางการผลักดันกฎหมายคริปโตของทรัมป์ ไปจนถึงผลกระทบที่นักลงทุนไทยควรจับตาอย่างใกล้ชิด ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัว: สามดัชนีหลักปิดบวกครั้งแรกในรอบ 4…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *