ราคาน้ำมันพุ่งหลัง Netanyahu เตือนความขัดแย้งกับอิหร่าน "ยังไม่จบ" ขณะ Trump ปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของเตหะราน
|

ราคาน้ำมันพุ่งหลัง Netanyahu เตือนความขัดแย้งกับอิหร่าน “ยังไม่จบ” ขณะ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของเตหะราน

เมื่อวันจันทร์เริ่มต้นด้วยแรงกระแทกที่ตลาดพลังงานโลกไม่ได้คาดไว้ เมื่อนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนตันยาฮู ของอิสราเอลออกมาส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าความขัดแย้งกับอิหร่านยังไม่สิ้นสุด ตามมาด้วยการที่ประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ประกาศปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของอิหร่านอย่างหนักแน่น ทำให้ความหวังสันติภาพที่สั่นคลอนอยู่แล้วยิ่งเปราะบางลงอีก และราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทันทีเพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่กลับมาเพิ่มสูงขึ้น

น้ำมันดิบ WTI สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้น 3.08% ไปอยู่ที่ 95.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ น้ำมันดิบ Brent มาตรฐานสากล สัญญาส่งมอบเดือนกรกฎาคม ขึ้น 3.16% มาอยู่ที่ 104.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การปรับตัวขึ้นในระดับนี้ภายในวันเดียวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดพลังงานยังคงอ่อนไหวอย่างมากต่อสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อออกไปอีก

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าการปรับตัวขึ้น 3% ในวันเดียวนั้นมีนัยสำคัญแค่ไหน ลองคิดว่าหากราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การขึ้น 3% หมายถึงราคาเพิ่มขึ้น 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเมื่อโลกบริโภคน้ำมันดิบประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน นั่นหมายความว่าต้นทุนพลังงานโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ต่อวัน จากข่าวเดียว

ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนออิหร่าน: “ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง”

หลังจากที่โลกรอคอยการตอบสนองของอิหร่านต่อข้อเสนอสันติภาพมาหลายวัน เมื่ออิหร่านในที่สุดส่งข้อเสนอตอบโต้มา การตอบสนองของ ทรัมป์ ก็รวดเร็วและไม่มีการประนีประนอมแม้แต่น้อย

“ผมเพิ่งอ่านการตอบสนองจาก ‘ตัวแทน’ ที่เรียกตัวเองว่าของอิหร่าน ผมไม่ชอบมัน ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง!” ทรัมป์ โพสต์บน Truth Social ด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวและไม่เปิดพื้นที่สำหรับการตีความแบบอื่น

การที่ ทรัมป์ ใช้คำว่า “ตัวแทน” พร้อมเครื่องหมายคำพูดและคำว่า “ที่เรียกตัวเองว่า” บ่งบอกถึงความไม่เชื่อถือในตัวบุคคลที่เจรจาในนามอิหร่าน ซึ่งอาจสะท้อนถึงข้อกังวลที่เขาเคยแสดงออกก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการแตกแยกภายในรัฐบาลอิหร่านว่าใครกันแน่ที่มีอำนาจตัดสินใจที่แท้จริง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ทรัมป์ แสดงความไม่พอใจกับข้อเสนอของอิหร่านอย่างรุนแรง ก่อนหน้านี้เขาเคยบอกกับ New York Post ว่าเร็วเกินไปที่จะเริ่มคิดถึงการพบปะแบบตัวต่อตัวกับอิหร่าน และเคยเตือนทั้งบน Truth Social และในการให้สัมภาษณ์กับ PBS News ว่าหากการเจรจาล้มเหลว การโจมตีจะกลับมา “ในระดับที่สูงขึ้นและรุนแรงขึ้น”

รูปแบบของการสื่อสารนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่ ทรัมป์ ใช้ตลอดช่วงความขัดแย้งนี้ นั่นคือการรักษาแรงกดดันสูงสุดต่ออิหร่านในขณะที่ยังคงเปิดประตูทางการทูตไว้บางส่วน แต่ครั้งนี้ประตูนั้นดูเหมือนจะเกือบปิดสนิทลงแล้ว

เนตันยาฮู และเงื่อนไขสี่ประการ: ราคาที่อิสราเอลต้องการ

ขณะที่ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่าน เนตันยาฮู ออกมาชี้แจงเงื่อนไขที่อิสราเอลต้องการเห็นสำเร็จก่อนที่จะถือว่าความขัดแย้งสิ้นสุดลงอย่างแท้จริง ในการให้สัมภาษณ์กับรายการ “60 Minutes” ของ CBS

“ยังมีวัสดุนิวเคลียร์ ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่ต้องนำออกจากอิหร่าน ยังมีสถานที่เสริมสมรรถนะที่ต้องถูกรื้อถอน ยังมีกลุ่มตัวแทนที่อิหร่านสนับสนุน ยังมีขีปนาวุธพิสัยไกลที่พวกเขายังต้องการผลิต ยังมีงานที่ต้องทำ” เนตันยาฮู ระบุ

เมื่อถูกถามว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลจะนำวัสดุนิวเคลียร์ออกจากอิหร่านอย่างไร เนตันยาฮู ตอบอย่างตรงๆ ว่า “คุณเข้าไป และคุณนำมันออกมา”

ประโยคสั้นๆ แต่มีน้ำหนักอย่างมหาศาลนี้ บ่งบอกว่า เนตันยาฮู กำลังพูดถึงปฏิบัติการทางทหารที่จะเข้าไปยังสถานที่จัดเก็บวัสดุนิวเคลียร์ในอิหร่านและนำออกมา ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงจะถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งอย่างมหาศาลและอาจนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงมาก

เงื่อนไขสี่ประการที่ เนตันยาฮู ระบุนั้นมีความสำคัญในการทำความเข้าใจว่าทำไมข้อตกลงถึงยากมาก

ประการแรก: การนำวัสดุนิวเคลียร์ออกจากอิหร่าน นี่คือเงื่อนไขที่เข้มงวดที่สุดและอิหร่านต่อต้านอย่างรุนแรง เพราะมันหมายถึงการยอมสูญเสียทุกสิ่งที่ได้ลงทุนในโครงการนิวเคลียร์มาหลายทศวรรษ และยิ่งไปกว่านั้น ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงที่อิหร่านสะสมไว้ถือเป็น “ไพ่ต่อรอง” ที่สำคัญที่สุดในมือของเตหะราน การยอมส่งมอบมันออกไปโดยไม่มีการรับประกันความมั่นคงที่น่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่ผู้นำอิหร่านแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะยอมรับในทางการเมืองภายใน

ประการที่สอง: การรื้อถอนสถานที่เสริมสมรรถนะ นอกจากการนำวัสดุออกไปแล้ว อิสราเอลยังต้องการให้รื้อถอนโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมด้วย ซึ่งรวมถึงเครื่องหมุนเหวี่ยงขั้นสูง (Advanced Centrifuges) หลายพันเครื่องที่อิหร่านใช้เวลาหลายสิบปีในการพัฒนาและผลิต

ประการที่สาม: การยุติการสนับสนุนกลุ่มตัวแทน อิหร่านสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มในภูมิภาค รวมถึง Hezbollah ในเลบานอน Hamas ในปาเลสไตน์ และกลุ่ม Houthi ในเยเมน การยุติการสนับสนุนเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเงินและอาวุธ แต่เป็นเรื่องของนโยบายยุทธศาสตร์ที่อิหร่านใช้เพื่อฉายอำนาจออกไปทั่วภูมิภาค

ประการที่สี่: การยุติโครงการขีปนาวุธ อิหร่านมีโครงการขีปนาวุธพิสัยไกลที่พัฒนาไปถึงระดับที่สามารถโจมตีได้ทั่วตะวันออกกลางและบางส่วนของยุโรป ขีปนาวุธเหล่านี้เป็นอาวุธยุทธศาสตร์ที่อิหร่านมองว่าจำเป็นสำหรับความมั่นคงของชาติ การยอมยุติโครงการนี้หมายถึงการปลดอาวุธที่มีความสำคัญระดับสูงสุดของประเทศ

ช่องแคบฮอร์มุซ: ปมกอร์เดียนที่ยังไม่มีใครแก้ได้

ในขณะที่การเจรจาทางการทูตกำลังสะดุด ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นหัวใจของวิกฤตพลังงานที่กำลังบีบรัดเศรษฐกิจโลก

ก่อนสงคราม ช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางผ่านของพลังงานโลกประมาณ 20% ซึ่งรวมถึงน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลว และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม หรือคิดเป็นน้ำมันดิบประมาณ 17-21 ล้านบาร์เรลต่อวัน ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในอ่าวเปอร์เซียล้วนพึ่งพาช่องแคบนี้ในการส่งออก ทำให้แม้แต่ประเทศที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรงก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

สิ่งที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นประเด็นที่ซับซ้อนในการเจรจาคือการที่อิหร่านมีการควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทั้งทางกายภาพและทางกฎหมายเหนือน่านน้ำส่วนหนึ่งของช่องแคบ แม้ว่าช่องแคบโดยรวมจะถือเป็นน่านน้ำสากล แต่อิหร่านมีชายฝั่งทางด้านเหนือที่ยาวตลอดช่องแคบ ทำให้สามารถใช้เรือเร็ว ขีปนาวุธชายฝั่ง และโดรนในการคุกคามหรือปิดกั้นการเดินเรือได้

การวิเคราะห์ของ Citi: ตลาดน้ำมันยังอยู่ในโซนอันตรายแต่มีกันชน

นักวิเคราะห์จาก Citi ให้การวิเคราะห์ที่ละเอียดและน่าสนใจเกี่ยวกับสถานะของตลาดน้ำมันในขณะนี้ โดยระบุในรายงานน้ำมันล่าสุดว่าราคาอาจปรับตัวขึ้นต่อหากอิหร่านและสหรัฐฯ ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ แต่ขณะนี้ตลาดน้ำมันดิบยังได้รับ “การรองรับ” จากหลายปัจจัย ได้แก่ สินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง การปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงกลยุทธ์ ความต้องการที่อ่อนแอกว่าในประเทศกำลังพัฒนา และสัญญาณที่เป็นระยะๆ ของการลดระดับความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม Citi ยังคงมองว่าความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันยังคงเอนเอียงไปทางบวก เนื่องจากอิหร่านยังคงมีการควบคุมที่สำคัญต่อจังหวะเวลาและเงื่อนไขของข้อตกลงใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

“เราสันนิษฐานว่าระบอบการปกครองจะบรรลุข้อตกลงที่เปิดช่องแคบในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม แต่เรายังคงมองว่าความเสี่ยงเอนเอียงไปทางที่ไทม์ไลน์นี้จะถูกผลักออกไปและหรือการเปิดบางส่วน ซึ่งหมายถึงการหยุดชะงักนานขึ้น” Citi ระบุ

ปัจจัยที่ Citi ระบุว่าเป็น “กันชน” ให้กับราคาน้ำมันนั้นมีความสำคัญที่ต้องพิจารณาโดยละเอียด

สินค้าคงคลังที่สูง ประเทศผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่หลายแห่งสะสมสต็อกน้ำมันไว้ในระดับสูงก่อนความขัดแย้งจะเริ่มต้น ซึ่งช่วยให้พวกเขาสามารถดำเนินการต่อไปได้โดยไม่ต้องซื้อน้ำมันในราคาตลาดทันที แต่สต็อกเหล่านี้กำลังลดลงเรื่อยๆ

การปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงกลยุทธ์ สหรัฐฯ และประเทศ IEA อื่นๆ ได้ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงกลยุทธ์เพื่อชดเชยการขาดแคลน แต่คลังสำรองเหล่านี้ก็มีขีดจำกัด ไม่สามารถปล่อยออกมาได้ตลอดไป

ความต้องการที่อ่อนแอในประเทศกำลังพัฒนา ราคาน้ำมันที่สูงได้ทำให้ความต้องการในประเทศที่มีรายได้น้อยลดลง เพราะผู้บริโภคเหล่านี้ไม่สามารถจ่ายราคาสูงได้และต้องลดการใช้พลังงาน ซึ่งในแง่หนึ่งช่วย “จำกัด” ราคาไม่ให้สูงขึ้นไปกว่านี้

ผลกระทบต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลก: ลูกโซ่ที่ยาวไกล

การปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านโดย ทรัมป์ และคำเตือนของ เนตันยาฮู ส่งผลกระทบที่เป็นลูกโซ่ต่อตลาดการเงินโลกอย่างรวดเร็ว

ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นกว่า 3% ในวันเดียวนั้นไม่ใช่แค่ตัวเลขในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ แต่คือต้นทุนที่จะถูกส่งต่อไปทั่วระบบเศรษฐกิจในเวลาไม่นาน สายการบิน ที่กำลังแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงอยู่แล้วจะต้องแบกรับมากขึ้น Lufthansa ซึ่งประกาศต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มเติมเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้จะเห็นตัวเลขนั้นพุ่งสูงขึ้นอีก บริษัทผลิตแผงวงจรพิมพ์ ที่ต้องการ PPE Resin จากโรงกลั่นในอ่าวเปอร์เซียยังคงเผชิญกับการขาดแคลน อุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลก ที่พึ่งพาวัตถุดิบจากตะวันออกกลางก็ยังต้องรับภาระต้นทุนที่สูงต่อไป

สำหรับ ธนาคารกลาง ทั้ง Fed, ECB และ Bank of England ที่กำลังพยายามควบคุมเงินเฟ้อ ราคาพลังงานที่ยังสูงอยู่ทำให้งานของพวกเขายากขึ้น เพราะเงินเฟ้อจากด้านพลังงานนั้นเป็นปัจจัย “Supply-Side” ที่ดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ได้โดยตรง แต่การที่เศรษฐกิจถูกกดดันจากพลังงานแพงก็ทำให้การขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมยิ่งอันตรายมากขึ้น

มองไปข้างหน้า: สถานการณ์ที่เป็นไปได้

ด้วยการที่ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนออิหร่านและ เนตันยาฮู ส่งสัญญาณชัดเจนว่าต้องการมากกว่าแค่การหยุดยิง โลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่เป็นไปได้หลายทาง

สถานการณ์ที่ดีที่สุด คือการที่ทั้งสองฝ่ายกลับมาสู่โต๊ะเจรจาและพบจุดกึ่งกลางที่ยอมรับได้ โดยอิหร่านยอมรับข้อจำกัดบางอย่างในโครงการนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและการถอนทหารสหรัฐฯ การเปิดช่องแคบฮอร์มุซในกรณีนี้จะทำให้ราคาน้ำมันดิ่งลงอย่างรวดเร็ว

สถานการณ์กลางๆ คือการที่สงครามยืดเยื้อต่อไปในระดับความรุนแรงปัจจุบัน โดยไม่มีการยกระดับครั้งใหญ่แต่ก็ไม่มีการยุติ ราคาน้ำมันในกรณีนี้จะยังคงอยู่ในระดับสูงแต่ไม่พุ่งขึ้นอีกมาก

สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด คือการที่ความขัดแย้งบานปลายขึ้นอีก หาก เนตันยาฮู ตัดสินใจดำเนินการเข้าไปนำวัสดุนิวเคลียร์ออกจากอิหร่าน หรือหากอิหร่านตัดสินใจทวีความรุนแรงในช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นมาก จนถึงระดับที่ Moody’s Analytics เคยเตือนว่าจะผลักดันเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย

บทสรุป: ความหวังที่ถูกเลื่อนออกไปอีกครั้ง ในโลกที่ไม่มีใครรู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่

การปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านโดย ทรัมป์ และสัญญาณจาก เนตันยาฮู ว่าความขัดแย้งยังไม่สิ้นสุดเป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่าเส้นทางสู่สันติภาพในตะวันออกกลางครั้งนี้ยาวและขรุขระกว่าที่ตลาดหวังมาก

สิ่งที่ทำให้สงครามครั้งนี้แตกต่างจากความขัดแย้งทั่วไปคือการมีผู้มีส่วนได้เสียหลายฝ่ายที่มีเป้าหมายและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน สหรัฐฯ ต้องการข้อตกลงที่ให้ผลทางการเมืองต่อการเลือกตั้งกลางเทอม อิสราเอลต้องการความปลอดภัยที่ยั่งยืนและการกำจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์ อิหร่านต้องการรักษาศักดิ์ศรีของชาติและสิ่งที่ผู้นำมองว่าเป็นสิทธิ์ในการมีโครงการนิวเคลียร์ และโลกทั้งโลกต้องการให้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดเพื่อให้พลังงานไหลเวียนได้อีกครั้ง

เมื่อเป้าหมายเหล่านี้ขัดแย้งกันอยู่มาก ความหวังสำหรับข้อตกลงเร็วๆ นี้จึงต้องปรับตามความเป็นจริง ตลาดน้ำมันจะยังคงผันผวนอย่างรุนแรงตามพัฒนาการทางการทูตและการทหารที่เกิดขึ้นทุกวัน และผู้บริโภค ธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกจะต้องรับมือกับความไม่แน่นอนนี้ต่อไปอีกนาน ตราบใดที่คำถามว่า “ใครได้อะไร” ในการยุติสงครามครั้งนี้ยังไม่มีคำตอบที่ทุกฝ่ายยอมรับได้

Similar Posts

  • |

    ภูมิรัฐศาสตร์เขย่าตลาดโลก น้ำมันพุ่ง ทองร่วง หุ้นชิปเข้าตลาดหมี

    สัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นหนึ่งในสัปดาห์ที่ตลาดการเงินโลกเผชิญแรงเสียดทานหนักที่สุดนับตั้งแต่ต้นไตรมาสสาม เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งหลังข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเริ่มสั่นคลอน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบหนึ่งเดือนใกล้ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ในแดนลบทั้งสามดัชนีหลัก โดยดัชนี Nasdaq Composite ร่วงลง 2.9% ตลอดสัปดาห์ และดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟีย หรือ SOX เข้าสู่ภาวะตลาดหมีอย่างเป็นทางการ ที่น่าสนใจกว่านั้นคือปฏิกิริยาของทองคำ ซึ่งแทนที่จะทำหน้าที่สินทรัพย์ปลอดภัยตามตำรา กลับร่วงหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะตลาดตีความว่าน้ำมันแพงเท่ากับเงินเฟ้อสูง และเงินเฟ้อสูงเท่ากับธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องขึ้นดอกเบี้ย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่ากลไกการส่งผ่านความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สู่ตลาดการเงินในปี 2569 ได้เปลี่ยนโฉมไปจากเดิม และนักลงทุนไทยที่ยังใช้กรอบความคิดแบบเดิมอาจตั้งรับผิดจุดได้ ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเป็นศูนย์กลางความเสี่ยงอีกครั้ง ไทม์ไลน์ของเดือนกรกฎาคมเริ่มต้นด้วยความหวัง แต่จบลงด้วยความผันผวน หลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านลงนามในบันทึกความเข้าใจและเปิดการเจรจาทางอ้อมที่กาตาร์เมื่อต้นเดือน การจราจรทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซฟื้นตัวเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก Al Jazeera รายงานเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมว่าสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลงมาอยู่ที่ 70.78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 1.1% ขณะที่เวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียตหรือ WTI ลดลง 1.2% มาที่ 67.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บรรยากาศในตลาดขณะนั้นถึงขั้นที่นักวิเคราะห์เริ่มตั้งคำถามว่า ภาวะขาดแคลนน้ำมันได้กลายเป็นภาวะล้นตลาดไปแล้วหรือไม่ รายงานตลาดน้ำมันประจำเดือนกรกฎาคมของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ…

  • วอลล์สตรีทพุ่งสถิติ! S&P 500 แตะ 7,580 จุด นาสแด็กบวก 8% ในพฤษภาคม ขับเคลื่อนโดย AI

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดเดือนพฤษภาคม 2026 ด้วยการสร้างสถิติประวัติศาสตร์อีกครั้ง หลัง S&P 500 แตะ 7,580 จุดเป็นครั้งแรก ขณะที่นาสแด็กพุ่งกว่า 8% ในรอบเดือนเดียว ขับเคลื่อนโดยกระแสการลงทุน AI ที่เร่งตัวขึ้นและความหวังในการสรุปข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน ก่อนที่วอลล์สตรีทจะเผชิญสัปดาห์ทดสอบสำคัญในเดือนมิถุนายนจากตัวเลขการจ้างงานและผลประกอบการ Broadcom เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2026 ซึ่งเป็นวันซื้อขายสุดท้ายของเดือน วอลล์สตรีทปิดตลาดด้วยสีเขียวสดใสอย่างพร้อมเพรียง ดัชนี Dow Jones Industrial Average พุ่งขึ้น 363.49 จุด หรือ 0.72% ปิดที่ 51,032.46 จุด ขณะที่ S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.22% ปิดที่ 7,580.06 จุด และนาสแด็กคอมโพสิตบวก 0.2% ปิดที่ 26,972.62 จุด ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติสูงสุดตลอดกาลของแต่ละดัชนี แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการฟื้นตัวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ นับจากจุดต่ำสุดเมื่อเดือนมีนาคม ยังคงมีพลังอย่างน่าทึ่ง S&P…

  • โลกกำลังสั่นสะเทือน: สงครามอิหร่าน สงครามการค้า และวิกฤตพลังงาน บทเรียนที่นักลงทุนไทยต้องอ่าน

    โลกในปี 2569 กำลังเผชิญกับพายุภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไปจนถึงสงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจที่ยังไม่สิ้นสุด ทุกสิ่งเหล่านี้กำลังกดดันเศรษฐกิจโลกอย่างพร้อมกัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออก World Economic Outlook ฉบับเดือนเมษายน 2569 ชื่อ “Global Economy in the Shadow of War” ประเมินว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะชะลอเหลือเพียง 3.1% พร้อมส่งสัญญาณชัดว่าความเสี่ยงเอนเอียงไปทางด้านลบอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางเงาสงครามที่ยาวและไม่แน่นอน สำหรับไทย ซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าและการท่องเที่ยวเป็นหลัก แรงกระแทกดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่ที่พาดหัวข่าว แต่กำลังซึมเข้าสู่ปั๊มน้ำมัน ห้องเครื่องโรงงาน และกระเป๋าเงินของคนไทยทุกคน สงครามอิหร่าน: วิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน โดยมีเป้าหมายคือโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร นิวเคลียร์ และผู้นำระดับสูง รวมถึงผู้นำสูงสุดอาลี คาเมเนอี ซึ่งเสียชีวิตในการโจมตีดังกล่าว อิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ — เส้นเลือดใหญ่ของการค้าพลังงานโลกที่รับผ่านน้ำมันดิบและก๊าซ LNG ราว 20% ของปริมาณการค้าทางทะเลทั่วโลก…

  • | |

    ทองคำ-เงินฟื้นตัวรับเฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ย น้ำมันผันผวนใต้เงาฮอร์มุซ

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2026 กำลังเคลื่อนไหวอยู่บนเส้นแบ่งที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ระหว่างแรงกดดันเงินเฟ้อที่มาจากราคาพลังงาน กับสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่เริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ ภาพที่นักลงทุนทั่วโลกเห็นในสัปดาห์นี้จึงเป็นภาพที่ขัดแย้งกันในตัวเอง โลหะมีค่าอย่างทองคำและเงินดีดตัวขึ้นแรงหลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐออกมาชะลอตัวลง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบยังคงยืนในระดับสูงจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่คลี่คลาย แต่กลับถูกกดดันจากความกังวลว่าดีมานด์พลังงานโลกกำลังอ่อนแรงลง สิ่งที่ทำให้ตลาดรอบนี้แตกต่างจากวัฏจักรก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง คือทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่พลิกด้านจากที่ตลาดคุ้นเคย แทนที่จะถกเถียงกันว่าเฟดจะ “ลด” ดอกเบี้ยเมื่อไหร่และมากแค่ไหน คำถามที่ครองตลาดตลอดหลายเดือนที่ผ่านมากลับเป็นว่าเฟดจะ “ขึ้น” ดอกเบี้ยหรือไม่ เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่ถูกจุดชนวนโดยราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นหลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจภาพรวมของตลาดโภคภัณฑ์และพลังงานอย่างละเอียด ตั้งแต่ทองคำ เงิน น้ำมันดิบ ไปจนถึงก๊าซธรรมชาติ พร้อมทั้งวิเคราะห์ปัจจัยเชิงมหภาคที่จะกำหนดทิศทางราคาในช่วงที่เหลือของปี และผลกระทบที่นักลงทุนไทยควรจับตา ภาพรวมตลาด: ปมเงินเฟ้อพลังงานกับเฟดที่ “คิดจะขึ้นดอกเบี้ย” เพื่อทำความเข้าใจความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในสัปดาห์นี้ จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูจุดตั้งต้นของวิกฤตที่กำลังหล่อหลอมทุกอย่างในตลาดพลังงานและโลหะมีค่าอยู่ในขณะนี้ นั่นคือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เมื่อปฏิบัติการทางทหารระหว่างสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่านเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 สิ่งที่ตามมาคือการตอบโต้ของอิหร่านด้วยการพยายามควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และนั่นได้กลายเป็นตัวแปรที่ผลักดันราคาพลังงานให้พุ่งสูงขึ้น จนกลายเป็นต้นตอของแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่ที่บีบให้เฟดต้องทบทวนแนวทางนโยบายการเงินทั้งหมด ในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ครั้งล่าสุด มีกรรมการถึงสามรายที่ลงมติสวนทาง (dissent) โดยสนับสนุนให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งสะท้อนว่าความกังวลเรื่องเงินเฟ้อภายในเฟดยังไม่ได้จางหายไป แม้ว่าท้ายที่สุดเฟดจะเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ก็ตาม การมีเสียงคัดค้านมากถึงสามเสียงถือเป็นเรื่องที่ไม่ปกติในประวัติศาสตร์ของ FOMC และสะท้อนถึงความแตกแยกทางความคิดภายในคณะกรรมการต่อการประเมินความเสี่ยงระหว่างเงินเฟ้อกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ เมื่อรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค…

  • |

    วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: เปิดแล้วจริงหรือแค่มีเงื่อนไข”? เมื่อสหรัฐ–อิหร่านส่งสัญญาณขัดแย้ง โลกพลังงานจึงผันผวนทันที

    สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงสร้างความสับสนให้กับตลาดโลก หลังจากที่อิหร่านออกมาประกาศว่า “ช่องแคบฮอร์มุซ” เปิดให้เรือพาณิชย์ผ่านได้ในช่วงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและเลบานอน แต่ในเวลาเดียวกัน สหรัฐอเมริกายังคงยืนยันว่าการปิดล้อมทางทะเลยังมีผลบังคับใช้ ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ช่องแคบฮอร์มุซ “เปิดจริง” หรือเป็นเพียงการเปิดแบบมีเงื่อนไข ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบขนส่งน้ำมันของโลก อิหร่านประกาศเปิดช่องแคบ แต่มีเงื่อนไขแฝง รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน Seyed Abbas Araghchi ระบุว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นไปตามข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอน โดยเรือพาณิชย์สามารถเดินทางผ่านได้ในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม รายละเอียดสำคัญอยู่ที่ “เงื่อนไข” ซึ่งกำหนดว่า: วิเคราะห์เชิงลึก การเปิดช่องแคบในลักษณะนี้ ไม่ใช่ “เสรีภาพในการเดินเรือ” อย่างแท้จริง แต่เป็นการควบคุมเชิงยุทธศาสตร์ โดยอิหร่านยังคงถืออำนาจในการคัดกรองและควบคุมการผ่านเข้าออก นั่นหมายความว่า: ในมุมตลาดพลังงาน นี่ถือเป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบ” เพราะแม้จะเปิด แต่ก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้ สหรัฐยังคงปิดล้อม: ความขัดแย้งเชิงนโยบาย ประธานาธิบดี Donald Trump แสดงความขอบคุณต่ออิหร่านที่เปิดช่องแคบ แต่ในเวลาเดียวกันก็ยืนยันว่า: ต่อมา ทรัมป์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่าช่องแคบ “เปิดเต็มรูปแบบ” ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลจากฝั่งอิหร่านเอง วิเคราะห์เชิงลึก สถานการณ์นี้สะท้อน “เกมการเมืองระหว่างประเทศ” อย่างชัดเจน: ความขัดแย้งด้านข้อมูลนี้ส่งผลให้: ฝ่ายนิติบัญญัติอิหร่านโต้แย้งทันที…

  • |

    เศรษฐกิจโลกครึ่งหลัง 2569 เงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอ แต่ฮอร์มุซป่วน

    เศรษฐกิจโลกเดินเข้าสู่ครึ่งหลังของปี 2569 ด้วยภาพที่ขัดแย้งกันเองมากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบทศวรรษ ด้านหนึ่ง ตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภคของสหรัฐฯ ประจำเดือนมิถุนายนที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 สร้างความหวังให้ตลาดว่าคลื่นเงินเฟ้อรอบใหม่ที่ถูกจุดชนวนโดยสงครามในตะวันออกกลางอาจกำลังผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว แต่อีกด้านหนึ่ง เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น การปะทะรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซก็ผลักราคาน้ำมันดิบกลับขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดในรอบหนึ่งเดือน พร้อมกับลากดัชนีหุ้นทั่วโลกให้ปิดสัปดาห์ในแดนลบ โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่เข้าสู่ภาวะตลาดหมีอย่างเป็นทางการ สำหรับนักลงทุนไทย สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงเป็นสัปดาห์ที่ต้องอ่านสัญญาณสองชั้นพร้อมกัน ชั้นแรกคือวัฏจักรนโยบายการเงินโลกที่กำลังแยกทางกันอย่างชัดเจนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ธนาคารกลางยุโรปเพิ่งขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสามปี ธนาคารกลางญี่ปุ่นดันดอกเบี้ยนโยบายแตะระดับ 1% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2538 ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้ผู้ว่าการคนใหม่ เควิน วอร์ช เลือกที่จะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ตลอดทั้งปีโดยไม่ยอมส่งสัญญาณล่วงหน้าใด ๆ ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงยืนดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2565 ชั้นที่สองคือความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลาย และเป็นตัวแปรที่ทำให้แบบจำลองเศรษฐกิจทุกสำนักต้องเขียนฉากทัศน์สำรองเอาไว้เสมอ รายงานฉบับนี้ประมวลข้อมูลจากสำนักข่าวและแหล่งข้อมูลต่างประเทศชั้นนำ ทั้ง CNBC, Al Jazeera, Bloomberg, Reuters, South China Morning Post, ธนาคารกลางสหรัฐฯ ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางญี่ปุ่น ธนาคารกลางอังกฤษ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *