ราคาน้ำมันพุ่งหลัง Netanyahu เตือนความขัดแย้งกับอิหร่าน “ยังไม่จบ” ขณะ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของเตหะราน
เมื่อวันจันทร์เริ่มต้นด้วยแรงกระแทกที่ตลาดพลังงานโลกไม่ได้คาดไว้ เมื่อนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนตันยาฮู ของอิสราเอลออกมาส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าความขัดแย้งกับอิหร่านยังไม่สิ้นสุด ตามมาด้วยการที่ประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ประกาศปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของอิหร่านอย่างหนักแน่น ทำให้ความหวังสันติภาพที่สั่นคลอนอยู่แล้วยิ่งเปราะบางลงอีก และราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทันทีเพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่กลับมาเพิ่มสูงขึ้น
น้ำมันดิบ WTI สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้น 3.08% ไปอยู่ที่ 95.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ น้ำมันดิบ Brent มาตรฐานสากล สัญญาส่งมอบเดือนกรกฎาคม ขึ้น 3.16% มาอยู่ที่ 104.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การปรับตัวขึ้นในระดับนี้ภายในวันเดียวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดพลังงานยังคงอ่อนไหวอย่างมากต่อสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อออกไปอีก
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าการปรับตัวขึ้น 3% ในวันเดียวนั้นมีนัยสำคัญแค่ไหน ลองคิดว่าหากราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การขึ้น 3% หมายถึงราคาเพิ่มขึ้น 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเมื่อโลกบริโภคน้ำมันดิบประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน นั่นหมายความว่าต้นทุนพลังงานโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ต่อวัน จากข่าวเดียว
ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนออิหร่าน: “ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง”
หลังจากที่โลกรอคอยการตอบสนองของอิหร่านต่อข้อเสนอสันติภาพมาหลายวัน เมื่ออิหร่านในที่สุดส่งข้อเสนอตอบโต้มา การตอบสนองของ ทรัมป์ ก็รวดเร็วและไม่มีการประนีประนอมแม้แต่น้อย
“ผมเพิ่งอ่านการตอบสนองจาก ‘ตัวแทน’ ที่เรียกตัวเองว่าของอิหร่าน ผมไม่ชอบมัน ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง!” ทรัมป์ โพสต์บน Truth Social ด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวและไม่เปิดพื้นที่สำหรับการตีความแบบอื่น
การที่ ทรัมป์ ใช้คำว่า “ตัวแทน” พร้อมเครื่องหมายคำพูดและคำว่า “ที่เรียกตัวเองว่า” บ่งบอกถึงความไม่เชื่อถือในตัวบุคคลที่เจรจาในนามอิหร่าน ซึ่งอาจสะท้อนถึงข้อกังวลที่เขาเคยแสดงออกก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการแตกแยกภายในรัฐบาลอิหร่านว่าใครกันแน่ที่มีอำนาจตัดสินใจที่แท้จริง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ทรัมป์ แสดงความไม่พอใจกับข้อเสนอของอิหร่านอย่างรุนแรง ก่อนหน้านี้เขาเคยบอกกับ New York Post ว่าเร็วเกินไปที่จะเริ่มคิดถึงการพบปะแบบตัวต่อตัวกับอิหร่าน และเคยเตือนทั้งบน Truth Social และในการให้สัมภาษณ์กับ PBS News ว่าหากการเจรจาล้มเหลว การโจมตีจะกลับมา “ในระดับที่สูงขึ้นและรุนแรงขึ้น”
รูปแบบของการสื่อสารนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่ ทรัมป์ ใช้ตลอดช่วงความขัดแย้งนี้ นั่นคือการรักษาแรงกดดันสูงสุดต่ออิหร่านในขณะที่ยังคงเปิดประตูทางการทูตไว้บางส่วน แต่ครั้งนี้ประตูนั้นดูเหมือนจะเกือบปิดสนิทลงแล้ว
เนตันยาฮู และเงื่อนไขสี่ประการ: ราคาที่อิสราเอลต้องการ
ขณะที่ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่าน เนตันยาฮู ออกมาชี้แจงเงื่อนไขที่อิสราเอลต้องการเห็นสำเร็จก่อนที่จะถือว่าความขัดแย้งสิ้นสุดลงอย่างแท้จริง ในการให้สัมภาษณ์กับรายการ “60 Minutes” ของ CBS
“ยังมีวัสดุนิวเคลียร์ ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่ต้องนำออกจากอิหร่าน ยังมีสถานที่เสริมสมรรถนะที่ต้องถูกรื้อถอน ยังมีกลุ่มตัวแทนที่อิหร่านสนับสนุน ยังมีขีปนาวุธพิสัยไกลที่พวกเขายังต้องการผลิต ยังมีงานที่ต้องทำ” เนตันยาฮู ระบุ
เมื่อถูกถามว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลจะนำวัสดุนิวเคลียร์ออกจากอิหร่านอย่างไร เนตันยาฮู ตอบอย่างตรงๆ ว่า “คุณเข้าไป และคุณนำมันออกมา”
ประโยคสั้นๆ แต่มีน้ำหนักอย่างมหาศาลนี้ บ่งบอกว่า เนตันยาฮู กำลังพูดถึงปฏิบัติการทางทหารที่จะเข้าไปยังสถานที่จัดเก็บวัสดุนิวเคลียร์ในอิหร่านและนำออกมา ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงจะถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งอย่างมหาศาลและอาจนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงมาก
เงื่อนไขสี่ประการที่ เนตันยาฮู ระบุนั้นมีความสำคัญในการทำความเข้าใจว่าทำไมข้อตกลงถึงยากมาก
ประการแรก: การนำวัสดุนิวเคลียร์ออกจากอิหร่าน นี่คือเงื่อนไขที่เข้มงวดที่สุดและอิหร่านต่อต้านอย่างรุนแรง เพราะมันหมายถึงการยอมสูญเสียทุกสิ่งที่ได้ลงทุนในโครงการนิวเคลียร์มาหลายทศวรรษ และยิ่งไปกว่านั้น ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงที่อิหร่านสะสมไว้ถือเป็น “ไพ่ต่อรอง” ที่สำคัญที่สุดในมือของเตหะราน การยอมส่งมอบมันออกไปโดยไม่มีการรับประกันความมั่นคงที่น่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่ผู้นำอิหร่านแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะยอมรับในทางการเมืองภายใน
ประการที่สอง: การรื้อถอนสถานที่เสริมสมรรถนะ นอกจากการนำวัสดุออกไปแล้ว อิสราเอลยังต้องการให้รื้อถอนโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมด้วย ซึ่งรวมถึงเครื่องหมุนเหวี่ยงขั้นสูง (Advanced Centrifuges) หลายพันเครื่องที่อิหร่านใช้เวลาหลายสิบปีในการพัฒนาและผลิต
ประการที่สาม: การยุติการสนับสนุนกลุ่มตัวแทน อิหร่านสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มในภูมิภาค รวมถึง Hezbollah ในเลบานอน Hamas ในปาเลสไตน์ และกลุ่ม Houthi ในเยเมน การยุติการสนับสนุนเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเงินและอาวุธ แต่เป็นเรื่องของนโยบายยุทธศาสตร์ที่อิหร่านใช้เพื่อฉายอำนาจออกไปทั่วภูมิภาค
ประการที่สี่: การยุติโครงการขีปนาวุธ อิหร่านมีโครงการขีปนาวุธพิสัยไกลที่พัฒนาไปถึงระดับที่สามารถโจมตีได้ทั่วตะวันออกกลางและบางส่วนของยุโรป ขีปนาวุธเหล่านี้เป็นอาวุธยุทธศาสตร์ที่อิหร่านมองว่าจำเป็นสำหรับความมั่นคงของชาติ การยอมยุติโครงการนี้หมายถึงการปลดอาวุธที่มีความสำคัญระดับสูงสุดของประเทศ
ช่องแคบฮอร์มุซ: ปมกอร์เดียนที่ยังไม่มีใครแก้ได้
ในขณะที่การเจรจาทางการทูตกำลังสะดุด ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นหัวใจของวิกฤตพลังงานที่กำลังบีบรัดเศรษฐกิจโลก
ก่อนสงคราม ช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางผ่านของพลังงานโลกประมาณ 20% ซึ่งรวมถึงน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลว และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม หรือคิดเป็นน้ำมันดิบประมาณ 17-21 ล้านบาร์เรลต่อวัน ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในอ่าวเปอร์เซียล้วนพึ่งพาช่องแคบนี้ในการส่งออก ทำให้แม้แต่ประเทศที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรงก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก
สิ่งที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นประเด็นที่ซับซ้อนในการเจรจาคือการที่อิหร่านมีการควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทั้งทางกายภาพและทางกฎหมายเหนือน่านน้ำส่วนหนึ่งของช่องแคบ แม้ว่าช่องแคบโดยรวมจะถือเป็นน่านน้ำสากล แต่อิหร่านมีชายฝั่งทางด้านเหนือที่ยาวตลอดช่องแคบ ทำให้สามารถใช้เรือเร็ว ขีปนาวุธชายฝั่ง และโดรนในการคุกคามหรือปิดกั้นการเดินเรือได้
การวิเคราะห์ของ Citi: ตลาดน้ำมันยังอยู่ในโซนอันตรายแต่มีกันชน
นักวิเคราะห์จาก Citi ให้การวิเคราะห์ที่ละเอียดและน่าสนใจเกี่ยวกับสถานะของตลาดน้ำมันในขณะนี้ โดยระบุในรายงานน้ำมันล่าสุดว่าราคาอาจปรับตัวขึ้นต่อหากอิหร่านและสหรัฐฯ ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ แต่ขณะนี้ตลาดน้ำมันดิบยังได้รับ “การรองรับ” จากหลายปัจจัย ได้แก่ สินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง การปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงกลยุทธ์ ความต้องการที่อ่อนแอกว่าในประเทศกำลังพัฒนา และสัญญาณที่เป็นระยะๆ ของการลดระดับความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม Citi ยังคงมองว่าความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันยังคงเอนเอียงไปทางบวก เนื่องจากอิหร่านยังคงมีการควบคุมที่สำคัญต่อจังหวะเวลาและเงื่อนไขของข้อตกลงใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
“เราสันนิษฐานว่าระบอบการปกครองจะบรรลุข้อตกลงที่เปิดช่องแคบในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม แต่เรายังคงมองว่าความเสี่ยงเอนเอียงไปทางที่ไทม์ไลน์นี้จะถูกผลักออกไปและหรือการเปิดบางส่วน ซึ่งหมายถึงการหยุดชะงักนานขึ้น” Citi ระบุ
ปัจจัยที่ Citi ระบุว่าเป็น “กันชน” ให้กับราคาน้ำมันนั้นมีความสำคัญที่ต้องพิจารณาโดยละเอียด
สินค้าคงคลังที่สูง ประเทศผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่หลายแห่งสะสมสต็อกน้ำมันไว้ในระดับสูงก่อนความขัดแย้งจะเริ่มต้น ซึ่งช่วยให้พวกเขาสามารถดำเนินการต่อไปได้โดยไม่ต้องซื้อน้ำมันในราคาตลาดทันที แต่สต็อกเหล่านี้กำลังลดลงเรื่อยๆ
การปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงกลยุทธ์ สหรัฐฯ และประเทศ IEA อื่นๆ ได้ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงกลยุทธ์เพื่อชดเชยการขาดแคลน แต่คลังสำรองเหล่านี้ก็มีขีดจำกัด ไม่สามารถปล่อยออกมาได้ตลอดไป
ความต้องการที่อ่อนแอในประเทศกำลังพัฒนา ราคาน้ำมันที่สูงได้ทำให้ความต้องการในประเทศที่มีรายได้น้อยลดลง เพราะผู้บริโภคเหล่านี้ไม่สามารถจ่ายราคาสูงได้และต้องลดการใช้พลังงาน ซึ่งในแง่หนึ่งช่วย “จำกัด” ราคาไม่ให้สูงขึ้นไปกว่านี้
ผลกระทบต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลก: ลูกโซ่ที่ยาวไกล
การปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านโดย ทรัมป์ และคำเตือนของ เนตันยาฮู ส่งผลกระทบที่เป็นลูกโซ่ต่อตลาดการเงินโลกอย่างรวดเร็ว
ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นกว่า 3% ในวันเดียวนั้นไม่ใช่แค่ตัวเลขในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ แต่คือต้นทุนที่จะถูกส่งต่อไปทั่วระบบเศรษฐกิจในเวลาไม่นาน สายการบิน ที่กำลังแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงอยู่แล้วจะต้องแบกรับมากขึ้น Lufthansa ซึ่งประกาศต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มเติมเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้จะเห็นตัวเลขนั้นพุ่งสูงขึ้นอีก บริษัทผลิตแผงวงจรพิมพ์ ที่ต้องการ PPE Resin จากโรงกลั่นในอ่าวเปอร์เซียยังคงเผชิญกับการขาดแคลน อุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลก ที่พึ่งพาวัตถุดิบจากตะวันออกกลางก็ยังต้องรับภาระต้นทุนที่สูงต่อไป
สำหรับ ธนาคารกลาง ทั้ง Fed, ECB และ Bank of England ที่กำลังพยายามควบคุมเงินเฟ้อ ราคาพลังงานที่ยังสูงอยู่ทำให้งานของพวกเขายากขึ้น เพราะเงินเฟ้อจากด้านพลังงานนั้นเป็นปัจจัย “Supply-Side” ที่ดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ได้โดยตรง แต่การที่เศรษฐกิจถูกกดดันจากพลังงานแพงก็ทำให้การขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมยิ่งอันตรายมากขึ้น
มองไปข้างหน้า: สถานการณ์ที่เป็นไปได้
ด้วยการที่ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนออิหร่านและ เนตันยาฮู ส่งสัญญาณชัดเจนว่าต้องการมากกว่าแค่การหยุดยิง โลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่เป็นไปได้หลายทาง
สถานการณ์ที่ดีที่สุด คือการที่ทั้งสองฝ่ายกลับมาสู่โต๊ะเจรจาและพบจุดกึ่งกลางที่ยอมรับได้ โดยอิหร่านยอมรับข้อจำกัดบางอย่างในโครงการนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและการถอนทหารสหรัฐฯ การเปิดช่องแคบฮอร์มุซในกรณีนี้จะทำให้ราคาน้ำมันดิ่งลงอย่างรวดเร็ว
สถานการณ์กลางๆ คือการที่สงครามยืดเยื้อต่อไปในระดับความรุนแรงปัจจุบัน โดยไม่มีการยกระดับครั้งใหญ่แต่ก็ไม่มีการยุติ ราคาน้ำมันในกรณีนี้จะยังคงอยู่ในระดับสูงแต่ไม่พุ่งขึ้นอีกมาก
สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด คือการที่ความขัดแย้งบานปลายขึ้นอีก หาก เนตันยาฮู ตัดสินใจดำเนินการเข้าไปนำวัสดุนิวเคลียร์ออกจากอิหร่าน หรือหากอิหร่านตัดสินใจทวีความรุนแรงในช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นมาก จนถึงระดับที่ Moody’s Analytics เคยเตือนว่าจะผลักดันเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย
บทสรุป: ความหวังที่ถูกเลื่อนออกไปอีกครั้ง ในโลกที่ไม่มีใครรู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่
การปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านโดย ทรัมป์ และสัญญาณจาก เนตันยาฮู ว่าความขัดแย้งยังไม่สิ้นสุดเป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่าเส้นทางสู่สันติภาพในตะวันออกกลางครั้งนี้ยาวและขรุขระกว่าที่ตลาดหวังมาก
สิ่งที่ทำให้สงครามครั้งนี้แตกต่างจากความขัดแย้งทั่วไปคือการมีผู้มีส่วนได้เสียหลายฝ่ายที่มีเป้าหมายและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน สหรัฐฯ ต้องการข้อตกลงที่ให้ผลทางการเมืองต่อการเลือกตั้งกลางเทอม อิสราเอลต้องการความปลอดภัยที่ยั่งยืนและการกำจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์ อิหร่านต้องการรักษาศักดิ์ศรีของชาติและสิ่งที่ผู้นำมองว่าเป็นสิทธิ์ในการมีโครงการนิวเคลียร์ และโลกทั้งโลกต้องการให้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดเพื่อให้พลังงานไหลเวียนได้อีกครั้ง
เมื่อเป้าหมายเหล่านี้ขัดแย้งกันอยู่มาก ความหวังสำหรับข้อตกลงเร็วๆ นี้จึงต้องปรับตามความเป็นจริง ตลาดน้ำมันจะยังคงผันผวนอย่างรุนแรงตามพัฒนาการทางการทูตและการทหารที่เกิดขึ้นทุกวัน และผู้บริโภค ธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกจะต้องรับมือกับความไม่แน่นอนนี้ต่อไปอีกนาน ตราบใดที่คำถามว่า “ใครได้อะไร” ในการยุติสงครามครั้งนี้ยังไม่มีคำตอบที่ทุกฝ่ายยอมรับได้
