ราคาน้ำมันพุ่งหลัง Netanyahu เตือนความขัดแย้งกับอิหร่าน "ยังไม่จบ" ขณะ Trump ปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของเตหะราน
|

ราคาน้ำมันพุ่งหลัง Netanyahu เตือนความขัดแย้งกับอิหร่าน “ยังไม่จบ” ขณะ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของเตหะราน

เมื่อวันจันทร์เริ่มต้นด้วยแรงกระแทกที่ตลาดพลังงานโลกไม่ได้คาดไว้ เมื่อนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนตันยาฮู ของอิสราเอลออกมาส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าความขัดแย้งกับอิหร่านยังไม่สิ้นสุด ตามมาด้วยการที่ประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ประกาศปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของอิหร่านอย่างหนักแน่น ทำให้ความหวังสันติภาพที่สั่นคลอนอยู่แล้วยิ่งเปราะบางลงอีก และราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทันทีเพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่กลับมาเพิ่มสูงขึ้น

น้ำมันดิบ WTI สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้น 3.08% ไปอยู่ที่ 95.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ น้ำมันดิบ Brent มาตรฐานสากล สัญญาส่งมอบเดือนกรกฎาคม ขึ้น 3.16% มาอยู่ที่ 104.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การปรับตัวขึ้นในระดับนี้ภายในวันเดียวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดพลังงานยังคงอ่อนไหวอย่างมากต่อสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อออกไปอีก

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าการปรับตัวขึ้น 3% ในวันเดียวนั้นมีนัยสำคัญแค่ไหน ลองคิดว่าหากราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การขึ้น 3% หมายถึงราคาเพิ่มขึ้น 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเมื่อโลกบริโภคน้ำมันดิบประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน นั่นหมายความว่าต้นทุนพลังงานโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ต่อวัน จากข่าวเดียว

ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนออิหร่าน: “ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง”

หลังจากที่โลกรอคอยการตอบสนองของอิหร่านต่อข้อเสนอสันติภาพมาหลายวัน เมื่ออิหร่านในที่สุดส่งข้อเสนอตอบโต้มา การตอบสนองของ ทรัมป์ ก็รวดเร็วและไม่มีการประนีประนอมแม้แต่น้อย

“ผมเพิ่งอ่านการตอบสนองจาก ‘ตัวแทน’ ที่เรียกตัวเองว่าของอิหร่าน ผมไม่ชอบมัน ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง!” ทรัมป์ โพสต์บน Truth Social ด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวและไม่เปิดพื้นที่สำหรับการตีความแบบอื่น

การที่ ทรัมป์ ใช้คำว่า “ตัวแทน” พร้อมเครื่องหมายคำพูดและคำว่า “ที่เรียกตัวเองว่า” บ่งบอกถึงความไม่เชื่อถือในตัวบุคคลที่เจรจาในนามอิหร่าน ซึ่งอาจสะท้อนถึงข้อกังวลที่เขาเคยแสดงออกก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการแตกแยกภายในรัฐบาลอิหร่านว่าใครกันแน่ที่มีอำนาจตัดสินใจที่แท้จริง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ทรัมป์ แสดงความไม่พอใจกับข้อเสนอของอิหร่านอย่างรุนแรง ก่อนหน้านี้เขาเคยบอกกับ New York Post ว่าเร็วเกินไปที่จะเริ่มคิดถึงการพบปะแบบตัวต่อตัวกับอิหร่าน และเคยเตือนทั้งบน Truth Social และในการให้สัมภาษณ์กับ PBS News ว่าหากการเจรจาล้มเหลว การโจมตีจะกลับมา “ในระดับที่สูงขึ้นและรุนแรงขึ้น”

รูปแบบของการสื่อสารนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่ ทรัมป์ ใช้ตลอดช่วงความขัดแย้งนี้ นั่นคือการรักษาแรงกดดันสูงสุดต่ออิหร่านในขณะที่ยังคงเปิดประตูทางการทูตไว้บางส่วน แต่ครั้งนี้ประตูนั้นดูเหมือนจะเกือบปิดสนิทลงแล้ว

เนตันยาฮู และเงื่อนไขสี่ประการ: ราคาที่อิสราเอลต้องการ

ขณะที่ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่าน เนตันยาฮู ออกมาชี้แจงเงื่อนไขที่อิสราเอลต้องการเห็นสำเร็จก่อนที่จะถือว่าความขัดแย้งสิ้นสุดลงอย่างแท้จริง ในการให้สัมภาษณ์กับรายการ “60 Minutes” ของ CBS

“ยังมีวัสดุนิวเคลียร์ ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่ต้องนำออกจากอิหร่าน ยังมีสถานที่เสริมสมรรถนะที่ต้องถูกรื้อถอน ยังมีกลุ่มตัวแทนที่อิหร่านสนับสนุน ยังมีขีปนาวุธพิสัยไกลที่พวกเขายังต้องการผลิต ยังมีงานที่ต้องทำ” เนตันยาฮู ระบุ

เมื่อถูกถามว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลจะนำวัสดุนิวเคลียร์ออกจากอิหร่านอย่างไร เนตันยาฮู ตอบอย่างตรงๆ ว่า “คุณเข้าไป และคุณนำมันออกมา”

ประโยคสั้นๆ แต่มีน้ำหนักอย่างมหาศาลนี้ บ่งบอกว่า เนตันยาฮู กำลังพูดถึงปฏิบัติการทางทหารที่จะเข้าไปยังสถานที่จัดเก็บวัสดุนิวเคลียร์ในอิหร่านและนำออกมา ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงจะถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งอย่างมหาศาลและอาจนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงมาก

เงื่อนไขสี่ประการที่ เนตันยาฮู ระบุนั้นมีความสำคัญในการทำความเข้าใจว่าทำไมข้อตกลงถึงยากมาก

ประการแรก: การนำวัสดุนิวเคลียร์ออกจากอิหร่าน นี่คือเงื่อนไขที่เข้มงวดที่สุดและอิหร่านต่อต้านอย่างรุนแรง เพราะมันหมายถึงการยอมสูญเสียทุกสิ่งที่ได้ลงทุนในโครงการนิวเคลียร์มาหลายทศวรรษ และยิ่งไปกว่านั้น ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงที่อิหร่านสะสมไว้ถือเป็น “ไพ่ต่อรอง” ที่สำคัญที่สุดในมือของเตหะราน การยอมส่งมอบมันออกไปโดยไม่มีการรับประกันความมั่นคงที่น่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่ผู้นำอิหร่านแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะยอมรับในทางการเมืองภายใน

ประการที่สอง: การรื้อถอนสถานที่เสริมสมรรถนะ นอกจากการนำวัสดุออกไปแล้ว อิสราเอลยังต้องการให้รื้อถอนโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมด้วย ซึ่งรวมถึงเครื่องหมุนเหวี่ยงขั้นสูง (Advanced Centrifuges) หลายพันเครื่องที่อิหร่านใช้เวลาหลายสิบปีในการพัฒนาและผลิต

ประการที่สาม: การยุติการสนับสนุนกลุ่มตัวแทน อิหร่านสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มในภูมิภาค รวมถึง Hezbollah ในเลบานอน Hamas ในปาเลสไตน์ และกลุ่ม Houthi ในเยเมน การยุติการสนับสนุนเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเงินและอาวุธ แต่เป็นเรื่องของนโยบายยุทธศาสตร์ที่อิหร่านใช้เพื่อฉายอำนาจออกไปทั่วภูมิภาค

ประการที่สี่: การยุติโครงการขีปนาวุธ อิหร่านมีโครงการขีปนาวุธพิสัยไกลที่พัฒนาไปถึงระดับที่สามารถโจมตีได้ทั่วตะวันออกกลางและบางส่วนของยุโรป ขีปนาวุธเหล่านี้เป็นอาวุธยุทธศาสตร์ที่อิหร่านมองว่าจำเป็นสำหรับความมั่นคงของชาติ การยอมยุติโครงการนี้หมายถึงการปลดอาวุธที่มีความสำคัญระดับสูงสุดของประเทศ

ช่องแคบฮอร์มุซ: ปมกอร์เดียนที่ยังไม่มีใครแก้ได้

ในขณะที่การเจรจาทางการทูตกำลังสะดุด ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นหัวใจของวิกฤตพลังงานที่กำลังบีบรัดเศรษฐกิจโลก

ก่อนสงคราม ช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางผ่านของพลังงานโลกประมาณ 20% ซึ่งรวมถึงน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลว และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม หรือคิดเป็นน้ำมันดิบประมาณ 17-21 ล้านบาร์เรลต่อวัน ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในอ่าวเปอร์เซียล้วนพึ่งพาช่องแคบนี้ในการส่งออก ทำให้แม้แต่ประเทศที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรงก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

สิ่งที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นประเด็นที่ซับซ้อนในการเจรจาคือการที่อิหร่านมีการควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทั้งทางกายภาพและทางกฎหมายเหนือน่านน้ำส่วนหนึ่งของช่องแคบ แม้ว่าช่องแคบโดยรวมจะถือเป็นน่านน้ำสากล แต่อิหร่านมีชายฝั่งทางด้านเหนือที่ยาวตลอดช่องแคบ ทำให้สามารถใช้เรือเร็ว ขีปนาวุธชายฝั่ง และโดรนในการคุกคามหรือปิดกั้นการเดินเรือได้

การวิเคราะห์ของ Citi: ตลาดน้ำมันยังอยู่ในโซนอันตรายแต่มีกันชน

นักวิเคราะห์จาก Citi ให้การวิเคราะห์ที่ละเอียดและน่าสนใจเกี่ยวกับสถานะของตลาดน้ำมันในขณะนี้ โดยระบุในรายงานน้ำมันล่าสุดว่าราคาอาจปรับตัวขึ้นต่อหากอิหร่านและสหรัฐฯ ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ แต่ขณะนี้ตลาดน้ำมันดิบยังได้รับ “การรองรับ” จากหลายปัจจัย ได้แก่ สินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง การปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงกลยุทธ์ ความต้องการที่อ่อนแอกว่าในประเทศกำลังพัฒนา และสัญญาณที่เป็นระยะๆ ของการลดระดับความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม Citi ยังคงมองว่าความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันยังคงเอนเอียงไปทางบวก เนื่องจากอิหร่านยังคงมีการควบคุมที่สำคัญต่อจังหวะเวลาและเงื่อนไขของข้อตกลงใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

“เราสันนิษฐานว่าระบอบการปกครองจะบรรลุข้อตกลงที่เปิดช่องแคบในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม แต่เรายังคงมองว่าความเสี่ยงเอนเอียงไปทางที่ไทม์ไลน์นี้จะถูกผลักออกไปและหรือการเปิดบางส่วน ซึ่งหมายถึงการหยุดชะงักนานขึ้น” Citi ระบุ

ปัจจัยที่ Citi ระบุว่าเป็น “กันชน” ให้กับราคาน้ำมันนั้นมีความสำคัญที่ต้องพิจารณาโดยละเอียด

สินค้าคงคลังที่สูง ประเทศผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่หลายแห่งสะสมสต็อกน้ำมันไว้ในระดับสูงก่อนความขัดแย้งจะเริ่มต้น ซึ่งช่วยให้พวกเขาสามารถดำเนินการต่อไปได้โดยไม่ต้องซื้อน้ำมันในราคาตลาดทันที แต่สต็อกเหล่านี้กำลังลดลงเรื่อยๆ

การปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงกลยุทธ์ สหรัฐฯ และประเทศ IEA อื่นๆ ได้ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงกลยุทธ์เพื่อชดเชยการขาดแคลน แต่คลังสำรองเหล่านี้ก็มีขีดจำกัด ไม่สามารถปล่อยออกมาได้ตลอดไป

ความต้องการที่อ่อนแอในประเทศกำลังพัฒนา ราคาน้ำมันที่สูงได้ทำให้ความต้องการในประเทศที่มีรายได้น้อยลดลง เพราะผู้บริโภคเหล่านี้ไม่สามารถจ่ายราคาสูงได้และต้องลดการใช้พลังงาน ซึ่งในแง่หนึ่งช่วย “จำกัด” ราคาไม่ให้สูงขึ้นไปกว่านี้

ผลกระทบต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลก: ลูกโซ่ที่ยาวไกล

การปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านโดย ทรัมป์ และคำเตือนของ เนตันยาฮู ส่งผลกระทบที่เป็นลูกโซ่ต่อตลาดการเงินโลกอย่างรวดเร็ว

ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นกว่า 3% ในวันเดียวนั้นไม่ใช่แค่ตัวเลขในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ แต่คือต้นทุนที่จะถูกส่งต่อไปทั่วระบบเศรษฐกิจในเวลาไม่นาน สายการบิน ที่กำลังแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงอยู่แล้วจะต้องแบกรับมากขึ้น Lufthansa ซึ่งประกาศต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มเติมเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้จะเห็นตัวเลขนั้นพุ่งสูงขึ้นอีก บริษัทผลิตแผงวงจรพิมพ์ ที่ต้องการ PPE Resin จากโรงกลั่นในอ่าวเปอร์เซียยังคงเผชิญกับการขาดแคลน อุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลก ที่พึ่งพาวัตถุดิบจากตะวันออกกลางก็ยังต้องรับภาระต้นทุนที่สูงต่อไป

สำหรับ ธนาคารกลาง ทั้ง Fed, ECB และ Bank of England ที่กำลังพยายามควบคุมเงินเฟ้อ ราคาพลังงานที่ยังสูงอยู่ทำให้งานของพวกเขายากขึ้น เพราะเงินเฟ้อจากด้านพลังงานนั้นเป็นปัจจัย “Supply-Side” ที่ดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ได้โดยตรง แต่การที่เศรษฐกิจถูกกดดันจากพลังงานแพงก็ทำให้การขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมยิ่งอันตรายมากขึ้น

มองไปข้างหน้า: สถานการณ์ที่เป็นไปได้

ด้วยการที่ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนออิหร่านและ เนตันยาฮู ส่งสัญญาณชัดเจนว่าต้องการมากกว่าแค่การหยุดยิง โลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่เป็นไปได้หลายทาง

สถานการณ์ที่ดีที่สุด คือการที่ทั้งสองฝ่ายกลับมาสู่โต๊ะเจรจาและพบจุดกึ่งกลางที่ยอมรับได้ โดยอิหร่านยอมรับข้อจำกัดบางอย่างในโครงการนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและการถอนทหารสหรัฐฯ การเปิดช่องแคบฮอร์มุซในกรณีนี้จะทำให้ราคาน้ำมันดิ่งลงอย่างรวดเร็ว

สถานการณ์กลางๆ คือการที่สงครามยืดเยื้อต่อไปในระดับความรุนแรงปัจจุบัน โดยไม่มีการยกระดับครั้งใหญ่แต่ก็ไม่มีการยุติ ราคาน้ำมันในกรณีนี้จะยังคงอยู่ในระดับสูงแต่ไม่พุ่งขึ้นอีกมาก

สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด คือการที่ความขัดแย้งบานปลายขึ้นอีก หาก เนตันยาฮู ตัดสินใจดำเนินการเข้าไปนำวัสดุนิวเคลียร์ออกจากอิหร่าน หรือหากอิหร่านตัดสินใจทวีความรุนแรงในช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นมาก จนถึงระดับที่ Moody’s Analytics เคยเตือนว่าจะผลักดันเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย

บทสรุป: ความหวังที่ถูกเลื่อนออกไปอีกครั้ง ในโลกที่ไม่มีใครรู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่

การปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านโดย ทรัมป์ และสัญญาณจาก เนตันยาฮู ว่าความขัดแย้งยังไม่สิ้นสุดเป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่าเส้นทางสู่สันติภาพในตะวันออกกลางครั้งนี้ยาวและขรุขระกว่าที่ตลาดหวังมาก

สิ่งที่ทำให้สงครามครั้งนี้แตกต่างจากความขัดแย้งทั่วไปคือการมีผู้มีส่วนได้เสียหลายฝ่ายที่มีเป้าหมายและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน สหรัฐฯ ต้องการข้อตกลงที่ให้ผลทางการเมืองต่อการเลือกตั้งกลางเทอม อิสราเอลต้องการความปลอดภัยที่ยั่งยืนและการกำจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์ อิหร่านต้องการรักษาศักดิ์ศรีของชาติและสิ่งที่ผู้นำมองว่าเป็นสิทธิ์ในการมีโครงการนิวเคลียร์ และโลกทั้งโลกต้องการให้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดเพื่อให้พลังงานไหลเวียนได้อีกครั้ง

เมื่อเป้าหมายเหล่านี้ขัดแย้งกันอยู่มาก ความหวังสำหรับข้อตกลงเร็วๆ นี้จึงต้องปรับตามความเป็นจริง ตลาดน้ำมันจะยังคงผันผวนอย่างรุนแรงตามพัฒนาการทางการทูตและการทหารที่เกิดขึ้นทุกวัน และผู้บริโภค ธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกจะต้องรับมือกับความไม่แน่นอนนี้ต่อไปอีกนาน ตราบใดที่คำถามว่า “ใครได้อะไร” ในการยุติสงครามครั้งนี้ยังไม่มีคำตอบที่ทุกฝ่ายยอมรับได้

Similar Posts

  • |

    วอลล์สตรีทร่วง หลังเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย ดาวโจนส์ -507 จุด

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบแรงในช่วงค่ำวันพุธตามเวลาสหรัฐฯ หลังจากการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) ครั้งแรกภายใต้การนำของประธานเฟดคนใหม่ “เควิน วอร์ช” ส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวกว่าที่ตลาดคาดไว้อย่างมีนัยสำคัญ โดย เฟดคงดอกเบี้ยไว้ที่ช่วง 3.50–3.75% ตามที่คาดการณ์ แต่สิ่งที่ตลาดไม่ได้คาดไว้คือ dot plot ชุดใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าเฟดมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 มีความจำเป็น โดยค่ากลางของอัตราดอกเบี้ยปลายปีปรับขึ้นมาอยู่ที่ 3.8% จาก 3.4% ในการประมาณการครั้งก่อน ผลที่ตามมาคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 2 ปีพุ่งขึ้นกว่า 16 basis points มาอยู่ที่ 4.216% ระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งปี ขณะที่ตลาดหุ้นทุกดัชนีหลักปิดลบ ดาวโจนส์ร่วง 507 จุด หรือ 0.98% ปิดที่ 51,492.55 จุด ขณะที่ S&P 500 หลุด 1.21% และ Nasdaq Composite ร่วง 1.34% ซึ่งเป็นการปิดที่อ่อนแอที่สุดในรอบหลายสัปดาห์ของตลาดนิวยอร์ก สัปดาห์ที่ผ่านมาวอลล์สตรีทเต็มไปด้วยเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ IPO…

  • |

    ตลาดหุ้นโลกสัปดาห์นี้: AI ขับเคลื่อนตลาด, ดาว-โจนส์ทำ All-Time High, ไต้หวัน-เกาหลีใต้พลิกโฉมแผนที่การลงทุนโลก

    ตลาดหุ้นโลกปิดสัปดาห์ด้วยบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา ขณะที่ดัชนีดาว-โจนส์ทำลายสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล และดัชนี S&P 500 บันทึกสัปดาห์ที่ดีติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 8 ซึ่งนับเป็นช่วงขาขึ้นที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 กลไกสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการฟื้นตัวครั้งนี้ ได้แก่ ผลประกอบการแข็งแกร่งของ NVIDIA ยักษ์ใหญ่ชิป AI ความหวังสันติภาพตะวันออกกลางที่กลับมาอีกครั้ง และการปรับโครงสร้างอำนาจตลาดหุ้นโลกที่น่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อไต้หวันและเกาหลีใต้แซงหน้าชาติตะวันตกขึ้นมาอยู่ในแถวหน้าด้านมูลค่าตลาดทุนโลกด้วยพลังของกระแส AI สถานการณ์โดยรวมสะท้อนให้เห็นความขัดแย้งระหว่างแรงขับเคลื่อนเชิงบวกจากโลกเทคโนโลยี กับความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงกดดันตลาดพลังงานและพันธบัตรอย่างต่อเนื่อง ดาว-โจนส์แตะ All-Time High, S&P 500 ชนะ 8 สัปดาห์ติด ดัชนีดาว-โจนส์ อินดัสเทรียล เอเวอเรจบวกขึ้น 294.04 จุด หรือ 0.58% ปิดที่ 50,579.70 จุด โดยดัชนีทำสถิติสูงสุดตลอดกาลทั้งในระหว่างวันและตอนปิดตลาด ขณะที่ S&P 500 ขึ้น 0.37% ปิดที่ 7,473.47 จุด ส่วน Nasdaq Composite ปรับขึ้น 0.19% ปิดที่ 26,343.97…

  • |

    สรุปตลาดหุ้นวันศุกร์: เงินเฟ้อ–AI–งบการเงิน ตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตา

    ตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงปลายสัปดาห์นี้กำลังอยู่ในจังหวะที่น่าสนใจอย่างมาก หลังจากที่ดัชนีหลักต่าง ๆ ฟื้นตัวต่อเนื่อง (relief rally) สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนอีกครั้ง ท่ามกลางปัจจัยสำคัญหลายด้าน ทั้งตัวเลขเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน ความเคลื่อนไหวของบริษัทเทคโนโลยี และการเริ่มต้นฤดูกาลประกาศงบการเงิน บทความนี้จะพาคุณไล่เรียงภาพรวมตลาดล่าสุด พร้อมวิเคราะห์ว่าอะไรคือ “ตัวขับเคลื่อน” ที่อาจส่งผลต่อการซื้อขายในวันถัดไป และในระยะสั้น ตลาดหุ้นฟื้นตัวแรง: สัปดาห์ที่แข็งแกร่งของนักลงทุน สัปดาห์นี้ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นสหรัฐมีแรงซื้อกลับอย่างชัดเจน โดยดัชนีหลักทั้งสามปรับตัวขึ้นพร้อมกัน: การฟื้นตัวลักษณะนี้มักถูกเรียกว่า relief rally ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากตลาดผ่านช่วงความกังวลหรือแรงขายหนักมาก่อน สิ่งที่น่าสนใจคือ การขึ้นต่อเนื่องหลายวันแบบนี้มักสะท้อนว่า “Sentiment” ของนักลงทุนกำลังดีขึ้น แต่ก็อาจนำไปสู่แรงขายทำกำไรได้ในระยะสั้นเช่นกัน ตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI): ตัวแปรสำคัญที่ตลาดจับตา หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดของวันศุกร์คือการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ของเดือนมีนาคม นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า: ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะจะเป็นตัวชี้นำทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาคือ “ราคาน้ำมัน” ซึ่งพุ่งขึ้นแรงจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่สูงขึ้นมักจะ “ดันเงินเฟ้อ” และอาจทำให้ Fed ชะลอการลดดอกเบี้ย กลุ่มพลังงาน–วัสดุ: ผู้ชนะในรอบเดือน ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มที่ทำผลงานดีที่สุดในตลาดคือ: การปรับตัวขึ้นของสองกลุ่มนี้สะท้อนว่า…

  • | |

    วอลล์สตรีทพุ่ง! ดีลสหรัฐ-อิหร่านดัน Nasdaq +3% ก่อนประชุม Fed 16-17 มิ.ย. 2026

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ด้วยแรงซื้ออย่างหนักในวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2026 หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณสุดสัปดาห์ว่าสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านแล้ว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิ่งลง 5% ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีกลับมาเป็นผู้นำตลาดอีกครั้ง พร้อมแรงหนุนจาก SpaceX ที่ยังคงพุ่งต่อเนื่องในวันซื้อขายที่สอง หลังจากเพิ่งทำ IPO ประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนโลก ดัชนี Dow Jones Industrial Average พุ่งขึ้น 468.77 จุด หรือ 0.92% ปิดที่ 51,671.03 จุด สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ S&P 500 ปรับขึ้น 1.65% ปิดที่ 7,554.29 จุด และ Nasdaq Composite พุ่งแรงถึง 3.07% ปิดที่ 26,683.94 จุด ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นรายวันที่ดีที่สุดของดัชนีนับตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา บรรยากาศในตลาดพลิกกลับอย่างน่าทึ่งจาก 180 องศา เมื่อพิจารณาจากการที่เพียงสัปดาห์เดียวก่อนหน้า…

  • | |

    กำแพง Liquidation ของ Ethereum ใกล้ปะทุ: ระดับ $2,451 อาจเขย่าตลาดกว่า 1.47 พันล้านดอลลาร์

    ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในช่วงเวลานี้กำลังเข้าสู่ภาวะ “แรงกดดันสูงสุด” โดยเฉพาะสำหรับ Ethereum (ETH) ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ระดับราคาสำคัญซึ่งอาจจุดชนวนการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ข้อมูลจาก Coinglass ระบุว่า หากราคา ETH ทะลุระดับ 2,451 ดอลลาร์ จะมีสถานะ Short มูลค่ากว่า 1.473 พันล้านดอลลาร์ที่เสี่ยงถูก Liquidate ขณะที่หากราคาปรับตัวลงต่ำกว่า 2,220 ดอลลาร์ ก็จะมีสถานะ Long มูลค่ากว่า 1.099 พันล้านดอลลาร์ที่อาจถูกล้างพอร์ตเช่นกัน สถานการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขธรรมดา แต่สะท้อน “โครงสร้างตลาดที่เปราะบาง” ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นแรงเร่ง (acceleration mechanism) ได้ทันทีเมื่อราคาขยับถึงจุดใดจุดหนึ่ง โครงสร้างตลาดปัจจุบัน: สมดุลที่พร้อมแตกหัก ราคาปัจจุบันของ ETH อยู่บริเวณประมาณ 2,375 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างสองโซนสำคัญ วิเคราะห์เชิงลึก: เจาะลึก Liquidation Bands: กลไกที่ขับเคลื่อนความผันผวน แพลตฟอร์ม Coinglass ระบุระดับ 2,451 และ 2,220 ดอลลาร์ว่าเป็น…

  • | |

    ดาวโจนส์ทำนิวไฮก่อนย่อ หุ้นชิปร่วงหนัก Micron ดิ่ง 10% จับตา Fed ยุค Warsh

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดฉากไตรมาส 3 ปี 2026 ด้วยบรรยากาศที่ผสมผสานระหว่างความหวังและความกังวล เมื่อดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ระหว่างวันที่ระดับ 52,742.66 จุด ก่อนจะแผ่วลงมาปิดตลาดในแดนลบเล็กน้อยที่ 52,305.24 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq ร่วงลง 0.66% จากแรงเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อย่างหนัก นำโดย Micron ที่ดิ่งลงกว่า 10% หลังนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามต่อความยั่งยืนของกระแสการลงทุนด้าน AI ที่ผลักดันตลาดมาตลอดครึ่งปีแรก ปัจจัยสำคัญที่ตลาดจับตาในสัปดาห์นี้คือการปรากฏตัวครั้งแรกบนเวทีระดับโลกของ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ ในงานประชุมประจำปีของธนาคารกลางยุโรป (ECB Forum) ที่เมืองซินตรา ประเทศโปรตุเกส ซึ่ง Warsh ส่งสัญญาณชัดเจนว่าเงินเฟ้อยังคง “สูงเกินไป” และ Fed จะเดินหน้าสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้ได้ พร้อมยืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางจากแรงกดดันทางการเมือง ขณะเดียวกันตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP ที่ออกมาต่ำกว่าคาด กำลังเพิ่มน้ำหนักให้กับรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ที่จะประกาศในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งเลื่อนมาเร็วกว่าปกติหนึ่งวันเนื่องจากตลาดปิดทำการในวันศุกร์เนื่องในวันชาติสหรัฐฯ บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกความเคลื่อนไหวของวอลล์สตรีทในการซื้อขายวันแรกของไตรมาส 3 ตั้งแต่ภาพรวมดัชนีหลัก การหมุนเวียนของเม็ดเงินออกจากหุ้นชิปเข้าสู่หุ้นซอฟต์แวร์และกลุ่มการเงิน…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *