วอลล์สตรีทพุ่งสถิติ! S&P 500 แตะ 7,580 จุด นาสแด็กบวก 8% ในพฤษภาคม ขับเคลื่อนโดย AI

วอลล์สตรีทพุ่งสถิติ! S&P 500 แตะ 7,580 จุด นาสแด็กบวก 8% ในพฤษภาคม ขับเคลื่อนโดย AI

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดเดือนพฤษภาคม 2026 ด้วยการสร้างสถิติประวัติศาสตร์อีกครั้ง หลัง S&P 500 แตะ 7,580 จุดเป็นครั้งแรก ขณะที่นาสแด็กพุ่งกว่า 8% ในรอบเดือนเดียว ขับเคลื่อนโดยกระแสการลงทุน AI ที่เร่งตัวขึ้นและความหวังในการสรุปข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน ก่อนที่วอลล์สตรีทจะเผชิญสัปดาห์ทดสอบสำคัญในเดือนมิถุนายนจากตัวเลขการจ้างงานและผลประกอบการ Broadcom

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2026 ซึ่งเป็นวันซื้อขายสุดท้ายของเดือน วอลล์สตรีทปิดตลาดด้วยสีเขียวสดใสอย่างพร้อมเพรียง ดัชนี Dow Jones Industrial Average พุ่งขึ้น 363.49 จุด หรือ 0.72% ปิดที่ 51,032.46 จุด ขณะที่ S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.22% ปิดที่ 7,580.06 จุด และนาสแด็กคอมโพสิตบวก 0.2% ปิดที่ 26,972.62 จุด ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติสูงสุดตลอดกาลของแต่ละดัชนี แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการฟื้นตัวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ นับจากจุดต่ำสุดเมื่อเดือนมีนาคม ยังคงมีพลังอย่างน่าทึ่ง

S&P 500 บันทึกการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 9 ซึ่งเป็น winning streak ที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566 และทำผลตอบแทนรายเดือน 5.1% ซึ่งถือเป็น May ที่ดีที่สุดของดัชนีนับตั้งแต่ยุค 1990s ส่วนนาสแด็กได้รับการหนุนจากหุ้นเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์เป็นหลัก ขณะที่ ดาวโจนส์บวกเกือบ 3% ในรอบเดือน ภาพรวมเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่เพียงเอาชนะคำสาปของ “Sell in May and Go Away” ที่นักลงทุนมักพูดถึง แต่กลับพลิกมาเขียนบทใหม่ของประวัติศาสตร์ตลาดทุนโลก

สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดสหรัฐฯ สัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายนกำลังเป็นสัปดาห์ที่ท้าทายที่สุดของเดือน เพราะมีทั้งรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ผลประกอบการของ Broadcom และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอีกจำนวนมากที่จะชี้ทิศทางตลาดในระยะถัดไป

พฤษภาคม 2026: เดือนแห่งประวัติศาสตร์ที่เขียนใหม่ทุกสัปดาห์

หากต้องใช้คำเดียวสรุปตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม 2026 คำนั้นคงหนีไม่พ้น “สถิติ” เพราะแทบทุกสัปดาห์ วอลล์สตรีทมอบบทบันทึกใหม่ให้กับประวัติศาสตร์ตลาดทุน

S&P 500 ปิดที่ระดับสูงสุดตลอดกาลที่ 7,580.06 จุดในวันที่ 29 พฤษภาคม 2026 ซึ่งเป็นการทำ all-time high ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 9 ของสัปดาห์ติดต่อกัน ตัวเลข 5% รายเดือนนี้ต่อยอดจากกำไร 3.2% ในเดือนเมษายน ทำให้ผลตอบแทนสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ในระดับที่เหนือกว่าประมาณการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่

ตัวเลข 8% รายเดือนของนาสแด็ก ซึ่งเป็นการเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาดัชนีหลัก 3 ตัว สะท้อนโมเมนตัมที่เร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นที่เชื่อมโยงกับปัญญาประดิษฐ์

จากข้อมูลของ Bloomberg ที่ถูกอ้างอิงในรายงานของสื่อการเงินหลายแห่ง การปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง 9 สัปดาห์ของ S&P 500 นั้นเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา และดัชนีนี้ยังฟื้นตัวขึ้นเกือบ 20% จากจุดต่ำสุดในเดือนมีนาคม ซึ่งถือเป็นการฟื้นตัวที่รวดเร็วและยั่งยืนที่หาได้ยากยิ่งในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา

สิ่งที่น่าสังเกตเป็นพิเศษคือ แม้ว่า 8 ใน 11 ภาคธุรกิจของ S&P 500 จะปรับตัวลดลงในเดือนพฤษภาคม แต่ดัชนีโดยรวมกลับทำผลตอบแทนที่ดีที่สุดในรอบเดือนพฤษภาคมนับตั้งแต่ยุค 1990s เนื่องจากแรงหนุนอันมหาศาลจากภาคเทคโนโลยีสารสนเทศ นี่คือภาพที่บอกเล่าได้อย่างชัดเจนว่าตลาดกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีและ AI มากเพียงใด

เครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนตลาด: Dell ระเบิด 40%, AI ซูเปอร์ไซเคิลยังไม่มีสัญญาณหยุด

กลไกสำคัญที่ทำให้วอลล์สตรีทพุ่งทำสถิติในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมมาจากสองแรงขับเคลื่อนหลักที่เสริมกัน: ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยี และความหวังในการสรุปข้อตกลงสงบศึกระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

ตลาดหุ้นปิดที่จุดสูงสุดตลอดกาลในวันสุดท้ายของเดือนพฤษภาคม หลังหุ้นเทคโนโลยีพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งตามผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Dell และความหวังที่มีต่อข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านที่กำลังเป็นรูปเป็นร่าง

Dell Technologies กลายเป็น “ดาวดวงใหม่” แห่งการลงทุน AI เมื่อผลประกอบการไตรมาสล่าสุดออกมาดีกว่าคาดอย่างมาก รายได้ในไตรมาสที่ 4 ของบริษัทอยู่ที่ 1.95 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 12% เมื่อเทียบปีต่อปี พร้อมประมาณการณ์รายได้และกำไรต่อหุ้นสำหรับปีงบประมาณ 2570 ที่แข็งแกร่ง ทำให้ตลาดมองว่าบริษัทเป็นผู้ได้ประโยชน์หลักจากความต้องการ AI data storage ที่ฟื้นตัว

ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Dell ส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นกว่า 30% ในทันที และกลายเป็นแรงหนุนสำคัญต่อหุ้นเทคโนโลยีโดยรวม

ไม่เพียงแค่ Dell เท่านั้น Snowflake บริษัทด้าน cloud data platform ก็สร้างความประหลาดใจให้ตลาดด้วย ผลประกอบการที่โดดเด่น โดย Snowflake รายงานกำไรกระโดดขึ้นถึง 37% และ Russell 2000 ก็แตะระดับสูงสุดตลอดกาลเป็นครั้งแรกด้วยเช่นกัน

ภาพรวมของผลประกอบการในไตรมาสแรกปี 2026 ก็น่าทึ่งไม่แพ้กัน บริษัทใน S&P 500 คาดว่าจะรายงานการเติบโตของกำไรสุทธิในอัตราผสมที่มากกว่า 28% ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นอัตราที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 ตามข้อมูลของ FactSet โดยหุ้นเทคโนโลยีสารสนเทศเพียงกลุ่มเดียวบันทึกการเติบโตมากกว่า 54%

ด้าน Eric Criscuolo นักยุทธศาสตร์ตลาดจาก NYSE ให้มุมมองผ่าน Fintech TV ว่า ธีม AI ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาด โดยเห็นได้จากการที่ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีใช้จ่ายด้าน AI อย่างต่อเนื่อง และบริษัท software ก็แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการรับมือกับความไม่แน่นอนต่างๆ

ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ AI รุ่นใหม่จาก Nvidia ที่งาน GTC Taipei 2026 โดย Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ระบุในปาฐกถาว่า AI กำลังวิวัฒนาการจาก Generative AI สู่ยุคใหม่ของ Agentic AI พร้อมกับเปิดตัวแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์ Vera Rubin ชิป CPU “Vera” ตัวแรกแบบ standalone และชิป RTX Spark สำหรับตลาด AI PC

ตัวแปรภูมิรัฐศาสตร์: ช่องแคบฮอร์มุซและเงาของอิหร่าน

แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะพุ่งสูงอย่างน่าประทับใจ แต่ “กาฝาก” สำคัญที่ยังคงวนเวียนอยู่คือสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก

ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นหลังสหรัฐฯ แถลงว่าได้โจมตีสถานีเรดาร์และฐานโดรนของอิหร่านภายหลังที่เตหะรานยิงโดรนสหรัฐฯ ตกในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่การกระทำของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซก่อให้เกิดการหยุดชะงักในการส่งมอบพลังงานทั่วโลก สร้างความกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและผลกระทบต่อตลาดพลังงาน

อย่างไรก็ตาม ความหวังในการสรุปข้อตกลงสงบศึกกลับเป็นปัจจัยที่ตลาดจับตามองอย่างใกล้ชิด การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเข้าสู่ช่วงวิกฤต โดยรายงานระบุว่าทีมผู้เจรจาบรรลุกรอบข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อต่ออายุการหยุดยิงและเริ่มต้นการเจรจาด้านนิวเคลียร์ใหม่ แม้ว่าข้อตกลงดังกล่าวยังรอการอนุมัติขั้นสุดท้ายจากประธานาธิบดีทรัมป์

ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าเขาจะเรียกประชุมที่ปรึกษาในห้อง Situation Room เพื่อทำ “การตัดสินใจขั้นสุดท้าย” เกี่ยวกับขั้นตอนต่อไป พร้อมกับย้ำว่าอิหร่านต้องไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และเรียกร้องให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยทันที ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งพลังงานของโลก

Steve Sosnick หัวหน้านักยุทธศาสตร์แห่ง Interactive Brokers ให้ความเห็นต่อ CNBC ว่า ตลาดกำลังบอกว่านักลงทุนกังวลมากกว่ากับการที่จะพลาดโอกาสจากสันติภาพในตะวันออกกลาง มากกว่าที่จะกังวลเรื่องความเสี่ยงในการถือหุ้นข้ามสุดสัปดาห์

ผลกระทบของสถานการณ์อิหร่านต่อห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน ตลาดสมาร์ทโฟนโลกกำลังเผชิญกับการหดตัวรายปีที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยคาดว่ายอดจัดส่งจะลดลง 13.9% ในปีนี้สู่ระดับ 1.08 พันล้านเครื่อง ตามรายงานของ Counterpoint Research โดยอ้างสาเหตุหลักจากการขาดแคลนชิปหน่วยความจำอันเป็นผลมาจากความขัดแย้งกับอิหร่าน ซึ่งเป็นการปรับลดประมาณการณ์จาก 12.4% ที่คาดไว้ในเดือนกุมภาพันธ์

ทีม Wayve Capital วิเคราะห์ผ่าน CNBC ว่า การเดิมพันที่แท้จริงในตอนนี้คือสถานการณ์อิหร่านจะได้ข้อสรุปในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้าหรือไม่ เพราะหากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดอยู่จนถึงเดือนตุลาคม ตลาดจะตอบสนองอย่างรุนแรงแน่นอน

ระดับราคาน้ำมัน ทองคำ และเศรษฐกิจมหภาค: ข้อมูลที่นักลงทุนไทยต้องจับตา

นอกจากตัวเลขดัชนีหุ้น ยังมีข้อมูลทางเศรษฐกิจและสินทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องที่น่าสนใจในช่วงนี้

ทองคำฟิวเจอร์สลดลง 1.25% มาอยู่ที่ 4,535.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่เงินฟิวเจอร์สปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 0.22% อยู่ที่ 76.04 ดอลลาร์ ในส่วนของตลาดสกุลเงินดิจิทัล กองทุน ETF ของ Ethereum บันทึกการไหลออกสุทธิต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 14 รวมมูลค่าเงินที่ถูกถอนออกในช่วงเวลาดังกล่าวประมาณ 2.6 พันล้านดอลลาร์

ด้านเงินเฟ้อซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ Fed จับตามอง ดัชนีราคาการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) และ CPI ประจำเดือนเมษายนอยู่ที่ 3.8% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดอยู่อย่างเห็นได้ชัด ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันยืนอยู่ที่ 3.50%-3.75% นับตั้งแต่การประชุมเดือนเมษายน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นสู่จุดสูงสุดตลอดกาลในวันศุกร์ที่ผ่านมา ท่ามกลางการประเมินของตลาดเกี่ยวกับความยั่งยืนของการฟื้นตัวที่ขับเคลื่อนโดย AI และแนวโน้มอุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลาง

ปัจจัยที่ส่งผลบวกต่อ sentiment นักลงทุนอีกประการหนึ่งคือสัญญาณจาก Robinhood ซึ่งกำลังเปิดตัวฟีเจอร์ AI สำหรับการลงทุน Mizuho มองบวกต่อเครื่องมือ AI ใหม่ของ Robinhood ที่อนุญาตให้ AI agent ทำการซื้อขายหุ้นและใช้จ่ายแทนผู้ใช้ได้ โดยปรับเพิ่มเป้าราคาหุ้น Robinhood จาก 110 ดอลลาร์เป็น 115 ดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตขึ้นอีก 36% จากระดับปัจจุบัน

ภาพรวมสัปดาห์ที่สำคัญที่สุดของมิถุนายน: NFP, Broadcom และปิดยุคพาวเวลล์

หากเดือนพฤษภาคมคือการสร้างสถิติ เดือนมิถุนายนโดยเฉพาะสัปดาห์แรกกลับเต็มไปด้วยตัวแปรที่ท้าทายไม่น้อย

สัปดาห์นี้ (1-5 มิถุนายน 2026) มีตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญสองประการที่จะกำหนดทิศทางตลาด ได้แก่ ผลประกอบการของ Broadcom (AVGO) ที่จะรายงานในวันพุธหลังตลาดปิด ซึ่งถือเป็นการยืนยันสำคัญของธีม AI infrastructure หลังจาก Dell พุ่ง 40% และ Snowflake บวก 48% และรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนพฤษภาคม (NFP) ที่จะออกในวันศุกร์ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินว่าความน่าจะเป็นของการลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายนที่ตลาดกำหนดไว้ที่ 65% จะยังคงอยู่หรือถูกปรับใหม่

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยพิเศษที่ไม่ควรมองข้าม นี่ยังเป็นสัปดาห์สุดท้ายของ Jerome Powell ในฐานะประธานเฟด ก่อนที่ Kevin Warsh จะเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 18 มิถุนายน พร้อมกับผลประกอบการสำคัญอีกกว่า 12 บริษัทที่จะรายงานในช่วงวันอังคารถึงพฤหัสบดี ข้อมูล ISM ทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ และตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน JOLTS รวมถึงข้อมูลการจ้างงาน ADP

ในส่วนของประมาณการณ์ตลาดแรงงาน รายงานการจ้างงานวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายนมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะสร้างงานนอกภาคเกษตร 96,000 ตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม ลดลงจาก 115,000 ตำแหน่งในเดือนเมษายน อัตราการว่างงานคาดว่าจะทรงตัวที่ 4.3% ขณะที่ค่าจ้างรายชั่วโมงเฉลี่ยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบเดือนต่อเดือน จากที่เพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนก่อน

รายงานดังกล่าวจะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินว่าตลาดแรงงานยังคงผ่อนคลายตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปหรือยังคงแข็งแกร่งอยู่แม้จะมีความกังวลเรื่องราคาสินค้าที่สูงขึ้น โดยข้อมูลนี้อาจส่งผลต่อเส้นทางนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งมีการประชุมครั้งถัดไปกำหนดไว้วันที่ 16-17 มิถุนายน

ด้านสัญญาณทางเทคนิค S&P 500 อยู่ที่ระดับสูงสุดตลอดกาล แต่ดัชนี RSI อยู่ที่ระดับ 73 ซึ่งบ่งชี้ภาวะ overbought ทำให้นักวิเคราะห์หลายรายส่งสัญญาณเตือน

ปฏิทินเศรษฐกิจสำหรับสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน ตามที่ CNBC รายงานสรุปไว้มีดังนี้:

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน: ดัชนี PMI ภาคการผลิตจาก S&P Global (ค่าสุดท้ายเดือนพฤษภาคม), ดัชนีการใช้จ่ายก่อสร้าง, ISM Manufacturing; วันอังคาร: ยอดตำแหน่งงาน JOLTS เดือนเมษายน พร้อมผลประกอบการจาก Ulta Beauty, Palo Alto Networks และ Dollar General; วันพุธ: สำรวจการจ้างงาน ADP เดือนพฤษภาคม, ดัชนี PMI ภาคบริการ, คำสั่งซื้อสินค้าคงทนและคำสั่งซื้อโรงงาน รวมถึงผลประกอบการ Broadcom

ดัชนี S&P 500 Futures วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน: ลุ้น 9 สัปดาห์ต่อเนื่อง

เมื่อนักลงทุนทั่วโลกเปิดคอมพิวเตอร์ในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2026 ตัวเลขแรกที่ปรากฏบนหน้าจอส่งสัญญาณบวกอย่างชัดเจน

ฟิวเจอร์สดาวโจนส์และ S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.4% และ 0.2% ตามลำดับ ขณะที่ฟิวเจอร์สนาสแด็ก 100 เพิ่มขึ้น 0.2% โดยวอลล์สตรีทเริ่มต้นเดือนมิถุนายนหลังจากการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งในเดือนที่ผ่านมา

รายงานระบุว่าสหรัฐฯ และอิหร่านตกลงกันในบันทึกความเข้าใจ 60 วัน (memorandum) ที่จะขยายการหยุดยิงที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งหากยืนยันได้จริงจะเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อตลาดน้ำมันและตลาดหุ้นทั่วโลก

ขณะที่ TheStreet รายงานในวันที่ 1 มิถุนายนว่า กองทุน Roundhill Magnificent Seven ETF (MAGS) ซึ่งติดตามหุ้น mega-cap เทคโนโลยีอย่างเท่าเทียม ได้แก่ Alphabet, Amazon, Apple, Meta Platforms, Microsoft, Nvidia และ Tesla ปรับตัวขึ้น 0.45% มาอยู่ที่ 70.91 ดอลลาร์ในการซื้อขายก่อนตลาดเปิด

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยและกลยุทธ์ที่ควรพิจารณา

สำหรับนักลงทุนไทยที่มีพอร์ตลงทุนในตลาดสหรัฐฯ ไม่ว่าจะผ่านกองทุน RMF/SSF หุ้นต่างประเทศโดยตรง หรือกองทุน ETF ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้มีหลายมิติ

มิติแรก: ผลประกอบการ Broadcom และการยืนยัน AI thesis Snowflake เพิ่งแสดงให้เห็นว่า AI นั้น “คุ้มค่ากับการลงทุน” โดยประมาณการณ์อัตรากำไรจากการดำเนินงานปรับปรุงในไตรมาสที่ 2 ดีกว่าที่ตลาดคาด บรรเทาความกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่บริษัท software และช่วยยกระดับหุ้น enterprise software อื่นๆ ซึ่งหาก Broadcom ออกผลประกอบการในทิศทางเดียวกัน ก็จะยิ่งยืนยัน AI bull case

มิติที่สอง: ตลาดแรงงานสหรัฐฯ และนัยต่อดอกเบี้ยเฟด รายงาน NFP วันศุกร์จะเป็นตัวตัดสินว่าความน่าจะเป็นของการลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายนที่ปัจจุบันตลาดคาด 65% จะยังคงอยู่ที่ระดับนั้นหรือถูกปรับใหม่อย่างรุนแรง หากตัวเลขการจ้างงานออกมาอ่อนแอกว่าคาด นักลงทุนอาจเริ่มเห็นโอกาสลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อหุ้นเติบโตทั่วโลก รวมถึงตลาดเกิดใหม่อย่างไทย

มิติที่สาม: ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงาน สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ต้องจับตา บริษัท Baker Hughes ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทขุดเจาะน้ำมันที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลก กล่าวว่าบริษัทวางแผนงานภายใต้สมมติฐานว่าช่องแคบอาจไม่เปิดอย่างเต็มรูปแบบได้ในอีกหลายเดือนข้างหน้า โดย CFO ระบุว่ายังมีความไม่แน่นอนอีกมากเกี่ยวกับระยะเวลาและความรุนแรงของความขัดแย้ง

ราคาน้ำมันที่ผันผวนสูงมีนัยสำคัญต่อเงินเฟ้อในประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูง และอาจส่งผลต่อการตัดสินใจนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยในระยะถัดไปด้วย

มิติที่สี่: การกระจุกตัวในหุ้น Magnificent 7 และความเสี่ยงที่ตามมา สิ่งที่นักลงทุนระยะยาวควรตระหนักคือแม้ตัวเลข S&P 500 จะดูสวยงาม แต่ความจริงที่ว่า 8 ใน 11 ภาคธุรกิจปรับตัวลดลงในเดือนพฤษภาคม บ่งชี้ว่าผลตอบแทนกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัท ซึ่งหมายความว่าหากหุ้น AI เหล่านั้นสะดุด ผลกระทบต่อดัชนีอาจรุนแรงกว่าที่คิด

สำหรับกองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลายแห่งในไทย ผลตอบแทนในเดือนพฤษภาคมน่าจะงดงามมาก แต่นักลงทุนควรระวังไม่ให้ไล่ซื้อ (chasing performance) ในช่วงที่ดัชนีทางเทคนิคส่งสัญญาณ overbought

บทสรุป: พฤษภาคมส่งมอบสถิติ มิถุนายนจะเป็นการทดสอบ

วอลล์สตรีทปิดเดือนพฤษภาคม 2026 ด้วยบทบันทึกที่น่าจดจำ นาสแด็กพุ่งกว่า 8% ในรอบเดือน นำหน้าเพื่อนร่วมทาง เนื่องจากหุ้นเทคโนโลยียังคงนำการขึ้นของตลาด S&P 500 บวก 5% และดาวโจนส์บวกเกือบ 3%

แรงขับเคลื่อนหลักมาจากผลประกอบการที่ยืดหยุ่นของภาคธุรกิจ การยืนยันการใช้จ่ายด้าน AI จากบริษัทขนาดใหญ่ และความหวังในข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านที่กำลังเป็นรูปเป็นร่าง

ทว่าสัปดาห์แรกของมิถุนายนจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญ การที่ S&P 500 จะขยาย winning streak จาก 9 สัปดาห์เป็น 10 สัปดาห์ได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับผลประกอบการ Broadcom ที่จะยืนยันหรือปฏิเสธ AI thesis และรายงาน NFP ที่จะกำหนดทิศทางดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี

สำหรับนักลงทุนไทย ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในปัจจุบันยังคงน่าสนใจ แต่ควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจรายสัปดาห์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตัวเลข NFP วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน ผลประกอบการ Broadcom วันพุธที่ 4 มิถุนายน และพัฒนาการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน ทั้งสามปัจจัยนี้จะเป็นเข็มทิศสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า และมีผลกระทบทอดยาวมาถึงตลาดหุ้นและค่าเงินในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Similar Posts

  • | |

    ทองคำ-เงินฟื้นตัวรับเฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ย น้ำมันผันผวนใต้เงาฮอร์มุซ

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2026 กำลังเคลื่อนไหวอยู่บนเส้นแบ่งที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ระหว่างแรงกดดันเงินเฟ้อที่มาจากราคาพลังงาน กับสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่เริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ ภาพที่นักลงทุนทั่วโลกเห็นในสัปดาห์นี้จึงเป็นภาพที่ขัดแย้งกันในตัวเอง โลหะมีค่าอย่างทองคำและเงินดีดตัวขึ้นแรงหลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐออกมาชะลอตัวลง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบยังคงยืนในระดับสูงจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่คลี่คลาย แต่กลับถูกกดดันจากความกังวลว่าดีมานด์พลังงานโลกกำลังอ่อนแรงลง สิ่งที่ทำให้ตลาดรอบนี้แตกต่างจากวัฏจักรก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง คือทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่พลิกด้านจากที่ตลาดคุ้นเคย แทนที่จะถกเถียงกันว่าเฟดจะ “ลด” ดอกเบี้ยเมื่อไหร่และมากแค่ไหน คำถามที่ครองตลาดตลอดหลายเดือนที่ผ่านมากลับเป็นว่าเฟดจะ “ขึ้น” ดอกเบี้ยหรือไม่ เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่ถูกจุดชนวนโดยราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นหลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจภาพรวมของตลาดโภคภัณฑ์และพลังงานอย่างละเอียด ตั้งแต่ทองคำ เงิน น้ำมันดิบ ไปจนถึงก๊าซธรรมชาติ พร้อมทั้งวิเคราะห์ปัจจัยเชิงมหภาคที่จะกำหนดทิศทางราคาในช่วงที่เหลือของปี และผลกระทบที่นักลงทุนไทยควรจับตา ภาพรวมตลาด: ปมเงินเฟ้อพลังงานกับเฟดที่ “คิดจะขึ้นดอกเบี้ย” เพื่อทำความเข้าใจความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในสัปดาห์นี้ จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูจุดตั้งต้นของวิกฤตที่กำลังหล่อหลอมทุกอย่างในตลาดพลังงานและโลหะมีค่าอยู่ในขณะนี้ นั่นคือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เมื่อปฏิบัติการทางทหารระหว่างสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่านเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 สิ่งที่ตามมาคือการตอบโต้ของอิหร่านด้วยการพยายามควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และนั่นได้กลายเป็นตัวแปรที่ผลักดันราคาพลังงานให้พุ่งสูงขึ้น จนกลายเป็นต้นตอของแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่ที่บีบให้เฟดต้องทบทวนแนวทางนโยบายการเงินทั้งหมด ในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ครั้งล่าสุด มีกรรมการถึงสามรายที่ลงมติสวนทาง (dissent) โดยสนับสนุนให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งสะท้อนว่าความกังวลเรื่องเงินเฟ้อภายในเฟดยังไม่ได้จางหายไป แม้ว่าท้ายที่สุดเฟดจะเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ก็ตาม การมีเสียงคัดค้านมากถึงสามเสียงถือเป็นเรื่องที่ไม่ปกติในประวัติศาสตร์ของ FOMC และสะท้อนถึงความแตกแยกทางความคิดภายในคณะกรรมการต่อการประเมินความเสี่ยงระหว่างเงินเฟ้อกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ เมื่อรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค…

  • | |

    บิตคอยน์ทะลุ $80,000 คลังสหรัฐฯ จุดชนวนคริปโตพุ่งแรงสุดตั้งแต่ปี 2023

    ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลกลับมาร้อนแรงอีกครั้งอย่างที่ไม่เห็นมานานหลายเดือน เมื่อราคาบิตคอยน์ (Bitcoin) พุ่งทะลุระดับ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปิดฉากการปรับตัวขึ้นรายสัปดาห์ที่รุนแรงราว 25% และถือเป็นการดีดตัวสามวันที่แรงที่สุดของตลาดคริปโตนับตั้งแต่ปี 2023 ตามการรายงานของ CNBC แรงส่งครั้งนี้ไม่ได้มาจากกระแสเก็งกำไรลอยๆ แต่มีต้นตอชัดเจนจากการตัดสินใจเชิงนโยบายของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่ประกาศเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว จุดชนวนสิ่งที่นักลงทุนเรียกว่า “debasement trade” หรือการหนีเข้าสินทรัพย์ที่อยู่นอกการควบคุมของรัฐบาล ควบคู่กับกระแสเงินสถาบันที่ไหลกลับเข้ากองทุน ETF อย่างหนาแน่นที่สุดในรอบเกือบปี บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทุกมิติของปรากฏการณ์ครั้งนี้ ตั้งแต่ตัวเลขราคาล่าสุด กลไกเบื้องหลัง บทบาทของอีเธอเรียม (Ethereum) และบริษัทคลังสินทรัพย์ดิจิทัล ไปจนถึงปัจจัยกฎหมาย การประชุม Jackson Hole และสัญญาณเตือนที่นักลงทุนไทยไม่ควรมองข้าม ภาพรวมตลาด: บิตคอยน์ทะยานเหนือ 80,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางภาวะ “โลภสุดขีด” ณ ช่วงเช้าของวันอังคารที่ผ่านมา ราคาบิตคอยน์ขยับขึ้นเหนือระดับ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงการซื้อขายภาคเช้าของตลาดเอเชีย เพิ่มขึ้นราว 4% ในวันเดียว และมากกว่า 25% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ข้อมูลจาก CoinDesk ระบุว่าบิตคอยน์ยังทำจุดสูงสุดระหว่างวันแตะบริเวณ…

  • |

    Rubio ระบุสหรัฐฯ คาดรับคำตอบจากอิหร่านเรื่องข้อตกลงสันติภาพ “วันนี้”

    ในวันศุกร์ที่โลกกำลังจับตามองอย่างใจจดใจจ่อ Marco Rubio รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ส่งสัญญาณที่สร้างทั้งความหวังและความไม่แน่นอนพร้อมกัน เมื่อเขาแถลงต่อสื่อมวลชนในกรุงโรมระหว่างการเยือนพระสันตปาปา Leo XIV ว่า สหรัฐฯ คาดว่าจะได้รับการตอบสนองจากอิหร่านเกี่ยวกับข้อเสนอยุติสงครามภายในวันนี้ “เราควรจะได้รู้อะไรบางอย่างวันนี้ เราคาดหวังการตอบสนองจากพวกเขา” Rubio กล่าวเมื่อถูกถามเกี่ยวกับสถานะของการเจรจากับอิหร่าน “เราจะดูว่าการตอบสนองนั้นมีเนื้อหาอะไร ความหวังคือมันเป็นสิ่งที่สามารถนำเราเข้าสู่กระบวนการเจรจาที่จริงจัง” ถ้อยคำเหล่านี้ดูเหมือนเรียบง่าย แต่บรรจุความหมายที่ลึกซึ้งและสะท้อนให้เห็นถึงช่วงเวลาที่ตึงเครียดอย่างยิ่งในกระบวนการทางการทูตที่กำลังดำเนินอยู่ในหลายเมืองพร้อมกัน ทั้งในวอชิงตัน เตหะราน อิสลามาบัด ปักกิ่ง และโรม บริบท: จาก 14 ประเด็นสู่การรอคอยที่เร่งด้วน เพื่อเข้าใจความสำคัญของสิ่งที่ Rubio กล่าวในวันศุกร์ จำเป็นต้องย้อนดูเส้นทางที่นำมาสู่จุดนี้ก่อน ต้นสัปดาห์ Axios และสื่ออื่นๆ รายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเข้าใกล้ บันทึกความเข้าใจ 14 ประเด็นในหน้าเดียว ที่จะยุติสงครามและวางกรอบสำหรับการเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน วอชิงตันรอการตอบสนองจากเตหะรานใน “ประเด็นสำคัญหลายประการ” ภายใน 48 ชั่วโมง ในวันพฤหัสบดี อิหร่านยืนยันว่ากำลัง “พิจารณาข้อความ” ที่ได้รับจากสหรัฐฯ ผ่านตัวกลางปากีสถาน แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปหรือส่งคำตอบ ตามสื่อของรัฐอิหร่านที่อ้างอิงเจ้าหน้าที่อิหร่าน และตอนนี้ในวันศุกร์ Rubio…

  • | |

    ทองพุ่ง น้ำมันจ่อ 100 ดอลลาร์ พันธบัตรสหรัฐป่วน จับตาผลกระทบนักลงทุนไทย

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวอย่างที่ตำราการเงินเรียกว่า “ภาวะหลบภัย” อย่างเต็มรูปแบบ ราคาทองคำดีดตัวแตะระดับสูงสุดในรอบสองเดือน น้ำมันดิบเบรนต์ไต่เข้าใกล้แนว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้งจากความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ตลาดพันธบัตรสหรัฐเผชิญแรงเทขายจนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีพุ่งแตะจุดสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี บีบให้กระทรวงการคลังสหรัฐต้องออกมาตรการซื้อคืนพันธบัตรฉุกเฉินเพื่อสกัดวิกฤต ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพเดียวกันที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังกังวล นั่นคือ เงินเฟ้อที่ยังไม่ยอมลง หนี้ภาครัฐที่บวมขึ้นทุกวัน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไร้ทางออก สำหรับนักลงทุนไทย ภาพใหญ่ที่เกิดขึ้นในตลาดโลกไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะราคาทองคำที่ปรับขึ้นย่อมสะเทือนถึงราคาทองในประเทศ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะส่งผ่านมายังต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อภายใน ส่วนความปั่นป่วนในตลาดพันธบัตรสหรัฐก็มีผลต่อทิศทางค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าออกตลาดหุ้นไทยโดยตรง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทีละตลาด พร้อมประเมินว่าแรงกระเพื่อมจากวอลล์สตรีทและตะวันออกกลางจะย้อนกลับมากระทบพอร์ตของคนไทยอย่างไร ทองคำทะยานแตะจุดสูงสุดรอบสองเดือน แรงหนุนจาก “ดีเบสเมนต์เทรด” ราคาทองคำกลับมาเป็นดาวเด่นของตลาดอีกครั้ง โดยราคาสปอตทองคำเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 เคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 4,474 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากช่วงต้นเดือนที่ยังซื้อขายใกล้ระดับ 4,000 ดอลลาร์ ก่อนหน้านั้นเพียงหนึ่งวัน ราคาทองในตลาดฟิวเจอร์สเคยพุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 4,557 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน โดยราคาบวกขึ้นกว่า 3% ในวันเดียว นับเป็นการฟื้นตัวที่ทรงพลังหลังจากทองคำเคลื่อนไหวในกรอบแคบระหว่าง 4,000–4,200 ดอลลาร์มาเกือบตลอดฤดูร้อน ตัวจุดชนวนสำคัญที่ผลักดันทองคำในสัปดาห์นี้ คือการตัดสินใจของกระทรวงการคลังสหรัฐที่ประกาศเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวอย่างน้อยเท่าตัว ซึ่งกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงและจุดกระแสที่นักวิเคราะห์เรียกว่า…

  • | |

    วอลล์สตรีทพุ่งต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ติด แต่ระวัง! พันธบัตรส่งสัญญาณอันตราย ยุค “Warsh Fed” เพิ่งเริ่มต้น

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ล่าสุดในแดนบวกเป็นครั้งที่ 8 ติดต่อกัน ซึ่งนับเป็นสถิติชนะรายสัปดาห์ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 โดย ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดที่ 50,579.70 จุด บวก 294.04 จุด หรือ 0.58% พร้อมทำ All-Time High ใหม่ทั้งระหว่างวันและตอนปิดตลาด ขณะที่ S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.37% ปิดที่ 7,473.47 จุด และ Nasdaq Composite ขึ้น 0.19% ปิดที่ 26,343.97 จุด แต่ภาพรวมที่ดูสดใสนี้กำลังซ่อนความตึงเครียดลึกๆ ไว้ใต้พื้นผิว ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ เงินเฟ้อที่กลับมาร้อนแรง การเปลี่ยนผ่านผู้นำธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งสำคัญ และสงครามอิหร่านที่ยังไม่มีทีท่าจะจบ — ทั้งหมดนี้กำลังทดสอบความอดทนของตลาดวัวกระทิงที่กำลังวิ่งต่อเนื่องมาหลายเดือน สัปดาห์แห่งการทดสอบ: จากดิ่งเหวถึงฟื้นตัว สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นบทสะท้อนชัดเจนของตลาดที่เต็มไปด้วยความผันผวน เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยหุ้นสหรัฐฯ…

  • | |

    ภูมิรัฐศาสตร์เขย่าเศรษฐกิจโลก: สงครามการค้า คว่ำบาตร สะเทือนพอร์ตนักลงทุนไทย

    โลกการเงินในไตรมาสสามของปี 2569 กำลังเคลื่อนตัวอยู่บนเส้นด้ายของความไม่แน่นอนที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อสามแรงกดดันใหญ่—สงครามการค้าที่สหรัฐฯ ยกกำแพงภาษีสูงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง วิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ และเครือข่ายมาตรการคว่ำบาตรที่แบ่งห่วงโซ่อุปทานโลกออกเป็นขั้ว—มาบรรจบกันพร้อมกัน นักลงทุนทั่วโลกจึงต้องประเมินความเสี่ยงใหม่ทั้งหมด ขณะที่ราคาทองคำพุ่งทำสถิติเหนือ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับยืนที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และตลาดหุ้นไทยก็กลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลกด้วยกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลกลับ บทความนี้จะพาผู้อ่านสำรวจภาพรวมของความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่กำลังหล่อหลอมทิศทางการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี และวิเคราะห์ว่านักลงทุนไทยควรวางตำแหน่งพอร์ตอย่างไรท่ามกลางพายุภูมิรัฐศาสตร์ลูกนี้ สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนยกระดับใหม่ ภาษีนำเข้าแตะจุดสูงสุดในรอบศตวรรษ ประเด็นที่ครองพาดหัวข่าวเศรษฐกิจระหว่างประเทศตลอดปี 2569 ยังคงเป็นสงครามการค้าที่ทวีความเข้มข้นภายใต้นโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งข้อมูลจาก Tax Foundation ระบุว่า อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ ได้ไต่ขึ้นสู่ระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเมื่อสิ้นปี 2568 และยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องมาถึงกลางปีนี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ทรัมป์ประกาศเลื่อนการปรับขึ้นภาษีตอบโต้ (reciprocal tariff) ที่จะแตะ 125 เปอร์เซ็นต์ออกไปอีก 90 วัน ซึ่งเป็นการยืดเวลาสงบศึกทางการค้าชั่วคราวเพื่อเปิดช่องให้การเจรจาดำเนินต่อไป แม้จะมีการพักรบเป็นระยะ แต่ผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อการค้าโลกนั้นเกิดขึ้นแล้วอย่างชัดเจน รายงานอัปเดตปี 2569 ของ McKinsey Global Institute ประเมินว่ากำแพงภาษีได้ผลักดันให้มูลค่าการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนหดตัวลงราว 30 เปอร์เซ็นต์…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *