วอลล์สตรีทปิดบวกท้ายสัปดาห์ ก่อนศึกใหญ่งบแบงก์-เงินเฟ้อ-เฟดสัปดาห์หน้า
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดตลาดวันศุกร์ (10 ก.ค.) ในแดนบวกอย่างระมัดระวัง ปิดฉากสัปดาห์ที่ผันผวนหนักด้วยชัยชนะรายสัปดาห์ของทั้งดัชนี S&P 500 และ Nasdaq โดยมีแรงหนุนจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Nvidia และ Meta พร้อมการเปิดตัวขายหุ้น IPO ของ SK Hynix ที่กลายเป็นการระดมทุนของบริษัทต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วอลล์สตรีท ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังกลั้นหายใจรอสัปดาห์หน้าที่อัดแน่นด้วยงบการเงินแบงก์ยักษ์ใหญ่ ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และการปรากฏตัวครั้งแรกต่อสภาคองเกรสของประธานเฟดคนใหม่ ‘เควิน วอร์ช’ ที่อาจกำหนดทิศทางตลาดในครึ่งปีหลัง
ปิดตลาดวันศุกร์: ดัชนีหลักปิดบวก ปิดสัปดาห์ผันผวนด้วยชัยชนะ
บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม ปิดท้ายสัปดาห์ด้วยโทนบวก โดยดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.42% ปิดที่ระดับ 7,575.39 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยี เพิ่มขึ้น 0.29% ปิดที่ 26,281.61 จุด ส่วนดัชนี Dow Jones Industrial Average บวก 149.60 จุด หรือ 0.29% ปิดที่ 52,637.01 จุด ตามรายงานของ CNBC ทั้งนี้ ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ต่างปิดสัปดาห์ในแดนบวกได้สำเร็จ หลังจากผ่านสัปดาห์ที่เต็มไปด้วยความผันผวน โดย S&P 500 ทำผลงานรายสัปดาห์บวกได้มากกว่า 1%
แรงขับเคลื่อนหลักของตลาดในวันศุกร์มาจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดย Nvidia พุ่งขึ้นราว 4% ช่วยหนุนดัชนี S&P 500 ให้ปรับตัวขึ้น ขณะที่หุ้น Meta Platforms กลายเป็นดาวเด่นอีกตัว ด้วยการทะยานราว 6% ในวันเดียว Yahoo Finance รายงานว่า หุ้น SK Hynix ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ชิปหน่วยความจำให้กับ Nvidia เปิดการซื้อขายวันแรกที่ราคา 170 ดอลลาร์ต่อหุ้น สูงกว่าราคา IPO มากกว่า 14% กลายเป็นไฮไลต์ของวัน
ในด้านตลาดตราสารหนี้และสินค้าโภคภัณฑ์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขยับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.56% ขณะที่ราคาทองคำปรับลง 0.47% มาอยู่ที่ 4,112.62 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ด้านราคาน้ำมันดิบชะลอการดีดตัว โดยน้ำมัน WTI เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมัน Brent ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงระหว่างประเทศ ซื้อขายเหนือ 76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การชะลอตัวของราคาน้ำมันช่วยคลายความกังวลเรื่องแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่ และเป็นปัจจัยหนุนให้หุ้นกลุ่มการเงินและกลุ่มเศรษฐกิจดั้งเดิมได้รับแรงซื้อกลับเข้ามา
สัญญาณเชิงเทคนิคของตลาดยังบ่งชี้ถึงสุขภาพที่ค่อนข้างแข็งแรง โดยราว 63% ของหุ้นในดัชนี S&P 500 ซื้อขายเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน เพิ่มขึ้นจากระดับ 50% เมื่อหนึ่งเดือนก่อน สะท้อนความกว้างของแรงซื้อ (breadth) ที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Schwab เตือนว่าการซื้อขายในช่วงนี้อาจเบาบางลง ขณะที่นักลงทุนระมัดระวังต่อพัฒนาการในตะวันออกกลางช่วงสุดสัปดาห์ และรอความชัดเจนจากสัปดาห์แห่งงบการเงินและข้อมูลเศรษฐกิจที่กำลังจะมาถึง
หากมองย้อนกลับไปตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเห็นภาพ ‘การชักเย่อระหว่างกลุ่ม’ (sector tug of war) อย่างชัดเจน นายเควิน กอร์ดอน (Kevin Gordon) หัวหน้าฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์มหภาคจาก Schwab ให้ความเห็นว่า แม้การมีส่วนร่วมของหุ้นใน S&P 500 จะยังตามหลังอยู่ แต่การฟื้นตัวของแรงซื้อในหุ้นขนาดเล็กถือเป็นเรื่องที่น่าจับตา โดยดัชนี Russell 2000 ซึ่งเป็นตัวแทนหุ้นขนาดเล็ก เคยทำผลงานโดดเด่นนำหน้ากลุ่มอื่นในบางวันของสัปดาห์ ได้แรงหนุนจากวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายของเฟดในช่วงปี 2567–2568 กอร์ดอนมองว่า หากหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มการเงิน และหุ้นขนาดเล็กยังมีส่วนร่วมต่อเนื่อง ก็จะสอดคล้องกับภาพเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ
ในภาพรวมรายสัปดาห์ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผ่านช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยแรงปะทะระหว่างปัจจัยบวกและลบ ตั้งแต่แรงเทขายหุ้นชิปในช่วงต้นสัปดาห์หลังผลประกอบการ Samsung และข่าวการพัฒนาชิปของ DeepSeek ไปจนถึงแรงซื้อกลับในกลุ่มเทคโนโลยีช่วงปลายสัปดาห์ ทั้งดัชนี Dow Jones ที่เคยแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ 53,000 จุดในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม และการที่ทั้งสามดัชนีหลักสามารถประคองตัวปิดบวกได้ในวันศุกร์ สะท้อนว่าแม้จะมีความกังวลหลายด้าน แต่ ‘ความเชื่อมั่นเชิงโครงสร้าง’ ของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่สั่นคลอน
SK Hynix เขย่าวอลล์สตรีท: IPO ต่างชาติใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ กับเดิมพัน ‘ชิปหน่วยความจำ AI’
เหตุการณ์ที่ถูกจับตามากที่สุดในวันศุกร์คือการเปิดตัวซื้อขายหุ้นของ SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่จากเกาหลีใต้ บนตลาด Nasdaq ซึ่งบริษัทระดมทุนได้ถึง 2.65 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 8.8 แสนล้านบาท) ทำให้เป็นการเสนอขายหุ้นครั้งแรก (IPO) ของบริษัทต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตามรายงานของ Yahoo Finance และ The Motley Fool หุ้น SK Hynix ในรูป ADR พุ่งขึ้นราว 13% ในวันเปิดตัว
ความสำคัญของดีลนี้ไม่ได้อยู่ที่ขนาดของเม็ดเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญของสิ่งที่นักลงทุนเรียกว่า ‘ธีมการเทรดชิปหน่วยความจำเพื่อ AI’ (AI memory trade) โดยตรง เนื่องจาก SK Hynix เป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์หลักที่ผลิตชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ป้อนให้กับ Nvidia ซึ่งเป็นหัวใจของการประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ นายกวัก โน-จุง (Kwak Noh-Jung) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SK Hynix ให้ความเห็นในเชิงบวกว่า ภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำมีแนวโน้มจะดำเนินต่อไปเกินปี 2573 (2030) ซึ่งเป็นสัญญาณสะท้อนถึงความยืดหยุ่นของอุปสงค์ในอุตสาหกรรมนี้
อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่บนตลาดสหรัฐฯ สร้างแรงกดดันต่อคู่แข่งบางราย โดยหุ้น Micron Technology ปรับตัวลดลง ขณะที่นักลงทุนกังวลว่า SK Hynix อาจเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด สะท้อนภาพ ‘การชักเย่อ’ ภายในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ยังคงผันผวนสูงตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์เดียวกัน หุ้นกลุ่มชิปเคยเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก หลังบริษัท Samsung รายงานผลประกอบการ และมีรายงานจาก Reuters ว่า DeepSeek สตาร์ทอัพจากจีน กำลังพัฒนาชิป AI ของตนเองเพื่อแข่งขันกับผู้ผลิตชิปรายใหญ่รวมถึง Nvidia
แม้จะมีความผันผวน แต่ปัจจัยพื้นฐานของกลุ่มเทคโนโลยียังได้แรงหนุน โดยดัชนี PHLX Semiconductor Index (SOX) และดัชนี Nasdaq Composite ต่างสามารถปิดเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 50 วันได้อีกครั้ง หลังจากหลุดลงไปช่วงต้นสัปดาห์ อย่างไรก็ดี ดัชนี SOX ยังอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายนราว 11% บ่งชี้ว่ากลุ่มชิปยังต้องพิสูจน์ตัวเองต่อไปในฤดูกาลประกาศผลประกอบการที่กำลังมาถึง
Meta นำทัพ ‘Magnificent Seven’: เดิมพันลดต้นทุน AI สร้างสัปดาห์ทองในรอบสองปี
ท่ามกลางความผันผวนของกลุ่มชิป หุ้นที่โดดเด่นที่สุดในรอบสัปดาห์กลับเป็น Meta Platforms บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram ที่ทะยานขึ้นราว 15% ภายในสัปดาห์เดียว ทำผลงานรายสัปดาห์ดีที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2567 (2024) และกลายเป็นหุ้นที่ทำผลงานดีที่สุดในกลุ่ม ‘Magnificent Seven’ หรือเจ็ดยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีของสหรัฐฯ
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากประเด็นเรื่องประสิทธิภาพต้นทุนด้าน AI โดย Bank of America คงคำแนะนำ ‘ซื้อ’ (buy) สำหรับหุ้น Meta พร้อมอ้างอิงบันทึกภายในที่ Reuters ได้ตรวจสอบ ซึ่งบ่งชี้ว่า Meta อาจกำลังปรับปรุงโครงสร้างต้นทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น Bank of America ระบุว่า หากรายงานดังกล่าวถูกต้อง Meta อาจสร้างการประหยัดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยประเมินต้นทุนต่อกิกะวัตต์ (GW) ของกำลังการประมวลผล AI ในปี 2569 อาจลดลงมาอยู่ที่ราว 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ เทียบกับประมาณการเดิมที่ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อ GW
นอกจากนี้ Meta ยังได้รับการตอบรับที่ดีจากความพยายามด้านโมเดล AI ระดับแนวหน้า รวมถึงการเปิดตัวโมเดล Muse Spark 1.1 และรายงานเชิงบวกจากบริษัทวิจัย SemiAnalysis เกี่ยวกับธุรกิจการประมวลผล AI ของบริษัท ประเด็นเหล่านี้ตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ในขณะที่ตลาดโดยรวมเริ่มระมัดระวังมากขึ้นต่อระดับการใช้จ่ายลงทุน (capex) ด้าน AI ที่สูงลิ่วของบรรดายักษ์ใหญ่
อีกสัญญาณเชิงบวกที่น่าสนใจคือ มีรายงานว่าจำนวนผู้บริหารระดับสูง (insiders) ในบริษัทเทคโนโลยีที่ซื้อหุ้นของบริษัทตนเองในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นภายในองค์กร แม้ว่านักลงทุนภายนอกจะเริ่มกังวลต่อระดับการใช้จ่ายด้าน AI ที่สูงก็ตาม ปรากฏการณ์นี้กลายเป็นหนึ่งในข้อถกเถียงสำคัญของตลาดว่า การลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าเพียงใดในระยะยาว
จับตา ‘เควิน วอร์ช’: เฟดยุคใหม่กับเงินเฟ้อที่ยังร้อนแรง และคำถามเรื่องขึ้นดอกเบี้ย
หนึ่งในเหตุการณ์ที่ตลาดรอคอยมากที่สุดในสัปดาห์หน้าคือการปรากฏตัวครั้งแรกต่อสภาคองเกรสของ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนที่ 17 ที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ต่อจากนายเจอโรม พาวเวลล์ โดยวอร์ชมีกำหนดแถลงต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 14 กรกฎาคม และต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาในวันที่ 15 กรกฎาคม เวลา 10.00 น. ตามเวลาสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นการรายงานนโยบายการเงินรอบครึ่งปีต่อสภาเป็นครั้งแรกของเขา
วอร์ชเข้ารับตำแหน่งในช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับนโยบายการเงิน โดยเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังคงร้อนแรง ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคมพุ่งขึ้น 4.2% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบสามปี โดยมีสาเหตุหลักจากราคาพลังงาน น้ำมัน และก๊าซที่ปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม อันเป็นผลจากความขัดแย้งในอิหร่าน ขณะที่ Core CPI ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงานที่ผันผวน อยู่ที่ 2.9% เมื่อเทียบรายปี ส่วนดัชนี PCE เดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ พุ่งขึ้นแตะ 4.1% สูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 และ Core PCE อยู่ที่ 3.4% เท่ากับว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ กำลังวิ่งสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดถึงกว่าเท่าตัว
ในการประชุม FOMC ครั้งแรกภายใต้การนำของวอร์ชเมื่อเดือนมิถุนายน คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50%–3.75% แต่ตลาดตีความแถลงการณ์และประมาณการเศรษฐกิจ (SEP) ว่ามีลักษณะ ‘สายเหยี่ยว’ (hawkish) หลังจากเฟดตัดถ้อยคำที่ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายออกไป สอดคล้องกับแนวทางของวอร์ชที่ต้องการลดการให้ ‘สัญญาณชี้นำล่วงหน้า’ (forward guidance) และเน้นการตัดสินใจตามข้อมูลเศรษฐกิจแบบเรียลไทม์ ที่น่าสังเกตคือ Dot Plot เดือนมิถุนายนแสดงให้เห็นว่ากรรมการเกือบทั้งหมด ยกเว้นเพียงรายเดียว เชื่อว่าดอกเบี้ยจะทรงตัวหรือปรับขึ้นภายในสิ้นปี 2569 แต่วอร์ชกลับไม่ได้ระบุประมาณการดอกเบี้ยส่วนตัวของเขาลงในแผนภาพดังกล่าว
วอร์ช ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะนักการเงินสายเหยี่ยว ได้ส่งสัญญาณชัดเจนในเวทีการประชุม ECB Forum ที่เมืองซินตรา ประเทศโปรตุเกส โดยระบุว่า หากใครในภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ หรือในตลาดการเงิน คิดว่าธนาคารกลางแห่งนี้จะยอมรับเป้าหมายเงินเฟ้อที่สูงกว่า 2% พวกเขาคงต้องผิดหวัง พร้อมย้ำว่า ‘เราจะส่งมอบเสถียรภาพด้านราคาให้กับสหรัฐฯ’ ถ้อยแถลงตรงไปตรงมาเช่นนี้ทำให้นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า เฟดกำลังโน้มเอียงไปทางการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตอันใกล้ โดยตลาดเริ่มประเมินความเป็นไปได้ที่เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของปีในเดือนกันยายนหรือตุลาคม
รายงานการประชุม (minutes) เดือนมิถุนายนที่เผยแพร่ออกมา ยังเผยให้เห็นการถกเถียงอย่างเข้มข้นภายในคณะกรรมการเรื่องเส้นทางดอกเบี้ย โดยกรรมการส่วนน้อยถึงกับโต้แย้งว่าควรขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนมิถุนายนแล้ว และเป็นครั้งแรกที่คณะกรรมการนำประเด็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI เข้าสู่การหารือเรื่องเงินเฟ้อ โดยแสดงความกังวลว่าการใช้จ่ายมหาศาลด้าน AI อาจผลักดันให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ทั้งหมดนี้ทำให้การแถลงของวอร์ชในสัปดาห์หน้าเป็นบททดสอบสาธารณะครั้งแรกต่อจุดยืนนโยบายและสไตล์การสื่อสารของเขา
เพื่อทำความเข้าใจทิศทางของเฟดยุคใหม่ ต้องเข้าใจตัวตนของวอร์ชก่อน เขาไม่ใช่คนหน้าใหม่ในเฟด เพราะเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเฟด (Fed Governor) ในช่วงปี 2549–2554 (2006–2011) และเป็นผู้ที่อยู่แถวหน้าในช่วงวิกฤตการเงินปี 2551 โดยเป็นผู้ได้รับการแต่งตั้งที่อายุน้อยที่สุดในขณะนั้น การเสนอชื่อของเขาผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนน 54 ต่อ 45 เสียง ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูสี สะท้อนแรงต้านทางการเมืองที่เขาต้องเผชิญในการทำงาน วอร์ชขึ้นรับตำแหน่งในช่วงที่เงินเฟ้อวิ่งอยู่ราว 3.3% ต่อปี สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด
สิ่งที่ทำให้ตลาดจับตาวอร์ชเป็นพิเศษคือแผนปฏิรูปเฟดของเขา วอร์ชต้องการลดการให้สัญญาณชี้นำล่วงหน้าลง เพราะเชื่อว่าที่ผ่านมาผู้กำหนดนโยบายใช้เวลามากเกินไปกับการพยากรณ์อนาคต ซึ่งมีประวัติการทำนายที่ไม่แม่นยำนัก เขายังตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ 5 ชุด ครอบคลุมกรอบนโยบายการเงิน งบดุลของเฟด การใช้ข้อมูลเศรษฐกิจ ผลิตภาพและการจ้างงาน และการสื่อสารนโยบาย นอกจากนี้ วอร์ชยังวิพากษ์วิจารณ์งบดุลที่บวมของเฟดอย่างหนัก และต้องการเห็นการลดขนาดงบดุลลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่ตลาดตีความว่าเขาเป็นสายเหยี่ยว
ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ วอร์ชยังแสดงความเห็นเชิงบวกต่อสินทรัพย์ดิจิทัล โดยระบุในการไต่สวนเพื่อรับรองตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายนว่า สินทรัพย์ดิจิทัลกำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของภูมิทัศน์บริการทางการเงินของสหรัฐฯ และมีรายงานว่าตัวเขาเองมีการลงทุนส่วนตัวในคริปโทเคอร์เรนซี รวมถึงบิตคอยน์ ซึ่งเขาเคยอธิบายว่าเป็น ‘สินทรัพย์สำคัญ’ จุดยืนนี้อาจส่งผลต่อทิศทางการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลของสหรัฐฯ ในระยะต่อไป และเป็นประเด็นที่นักลงทุนคริปโทฯ ทั่วโลก รวมถึงในไทย ควรติดตามอย่างใกล้ชิด
สัปดาห์แห่งงบการเงิน: แบงก์ยักษ์ใหญ่และหุ้นชิปเปิดฉาก Q2 พร้อมความเสี่ยง ‘sell the news’
สัปดาห์หน้ายังเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 โดยธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ จะเป็นกลุ่มแรกที่เปิดฉาก JPMorgan, BlackRock, Wells Fargo และ Citigroup มีกำหนดรายงานผลก่อนตลาดเปิดในวันที่ 14 กรกฎาคม ตามด้วย Bank of America, Morgan Stanley และ Goldman Sachs ในวันที่ 15 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ตัวเลข CPI เดือนมิถุนายนจะประกาศออกมา
เนื่องจากธุรกิจธนาคารเป็นธุรกิจเชิงวัฏจักร ผลประกอบการของกลุ่มนี้จึงถูกมองว่าเป็น ‘ตัวชี้วัด’ สุขภาพของเศรษฐกิจในวงกว้าง IG Bank ระบุว่ากลุ่มธนาคารทำผลงานได้ดีในปีนี้ โดยดัชนี KBW Bank Index ปรับขึ้นราว 12% นับจากต้นปี นำหน้าดัชนี S&P 500 ขณะที่ธนาคารระดับภูมิภาคขนาดเล็กที่ติดตามโดยดัชนี KBW Regional Banking Index พุ่งขึ้นราว 19% จากการที่เม็ดเงินหมุนเวียนออกจากหุ้นเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในแง่ของมูลค่า หุ้นกลุ่มธนาคารซื้อขายที่ระดับ P/E ราว 12 เท่า เทียบกับ 22 เท่าของ S&P 500 ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าส่วนลดดังกล่าวยังไม่ดูตึงเกินไปนัก เมื่อเทียบกับการคาดการณ์การเติบโตของกำไรกลุ่มธนาคารที่ราว 11% ในปี 2569
สำหรับ JPMorgan ซึ่งเป็นธนาคารเรือธง ตลาดคาดการณ์ว่าจะมีกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 5.49 ดอลลาร์ บนรายได้ 4.87 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 คิดเป็นการเติบโต 10.7% เมื่อเทียบรายปี โดยการเติบโตของกลุ่มธนาคารในไตรมาสนี้จะมาจากธุรกิจธนาคารหลักและธุรกิจการซื้อขาย (trading) ขณะที่การเติบโตของสินเชื่อคาดว่าจะเร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง ที่น่าสนใจคือ ธนาคารส่วนใหญ่ที่กล่าวมาข้างต้นยังเป็นผู้จัดจำหน่ายหลัก (lead bookrunner) สำหรับดีล IPO ที่กำลังจะเกิดขึ้นของ OpenAI และ Anthropic ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนุนรายได้ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม นายเกล็นน์ ชอร์ (Glenn Schorr) นักวิเคราะห์จาก Evercore ISI เตือนผ่าน Barron’s ว่า ผลประกอบการไตรมาส 2 อาจถูกสะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นไปแล้ว ซึ่งอาจนำไปสู่ปฏิกิริยา ‘ขายเมื่อข่าวออก’ (sell the news) โดยดัชนี SPDR S&P Bank ETF (KBE) ซื้อขายใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ผลงานกระจายตัวไม่เท่ากัน โดย Wells Fargo ปรับลง 8% นับจากต้นปี ขณะที่ Citi พุ่งขึ้น 17% ส่วน Bank of America และ JPMorgan เพิ่มขึ้น 6% และ 3% ตามลำดับ
นอกจากกลุ่มธนาคารแล้ว หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ยักษ์ใหญ่อย่าง TSMC (Taiwan Semiconductor) และ ASML จะรายงานผลประกอบการในสัปดาห์หน้าด้วย โดย ASML มีกำหนดประกาศผลในวันพุธก่อนตลาดเปิด นักวิเคราะห์ที่สำรวจโดย FactSet คาดว่า ASML จะมีกำไรปรับปรุงที่ 7.95 ดอลลาร์ต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบรายปี บนรายได้ที่เพิ่มขึ้น 15% แตะ 1.03 หมื่นล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ ในภาพรวม นักวิเคราะห์คาดว่ากำไรไตรมาส 2 ของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยได้แรงหนุนจากผลพวงของการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (data center) เพื่อ AI ที่ขยายวงกว้างขึ้น
อีกปัจจัยที่นักลงทุนต้องจับตาคือ มาตรการภาษีนำเข้า 10% ภายใต้มาตรา 122 ที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 24 กรกฎาคม ซึ่งตรงกับช่วงกลางฤดูกาลประกาศผลประกอบการพอดี โดยบริษัทข้ามชาติในดัชนี S&P 500 จะต้องพิสูจน์ว่าสามารถส่งผ่านต้นทุนภาษีไปยังผู้บริโภคได้โดยไม่ทำลายอุปสงค์ ยกตัวอย่างเช่น Procter & Gamble ที่ประกาศขึ้นราคาสินค้า 25% ของกลุ่มผลิตภัณฑ์เมื่อเดือนมิถุนายน เนื่องจากผลกระทบภาษีราว 1 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานเดือนมิถุนายนที่อ่อนแอ (การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มเพียง 57,000 ตำแหน่ง โดยภาคบันเทิงและการบริการหดตัวถึง 61,000 ตำแหน่ง) ทำให้ความยืดหยุ่นของผู้บริโภคกลายเป็นคำถามใหญ่ที่สุดของฤดูกาลนี้
อย่างไรก็ตาม สัญญาณจากฝั่งการบริโภคยังมีด้านบวก โดยการใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายนแสดงการเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2565 ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อผลประกอบการกลุ่มธนาคาร บริษัทอย่าง Airbnb, Booking, Home Depot, McDonald’s และ Walmart ที่จะทยอยรายงานผลในช่วงถัดไป จะเป็นตัวสะท้อนภาพการใช้จ่ายในหมวดสินค้าและบริการฟุ่มเฟือยได้ดีที่สุด ซึ่งจะบอกได้ว่าผู้บริโภคอเมริกันยังมีกำลังซื้อแข็งแกร่งเพียงใดท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังเหนียวแน่น
ราคาน้ำมันกับช่องแคบฮอร์มุซ: ปัจจัยเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคุกรุ่น
แม้ตลาดหุ้นจะปิดบวก แต่ปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นตัวแปรที่ไม่อาจมองข้าม ราคาน้ำมันในวันศุกร์ปรับตัวลดลง หลังจากที่นักลงทุนติดตามพัฒนาการในตะวันออกกลาง โดยสหรัฐฯ และอิหร่านได้เปิดฉากโจมตีครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่มีการลงนามข้อตกลงหยุดยิง ขณะเดียวกันก็มีการเจรจาหยุดยิงระหว่างสองประเทศดำเนินควบคู่กันไป Yahoo Finance รายงานว่า ความไม่แน่นอนบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ยังคงเป็นแหล่งความผันผวนหลักของราคาพลังงาน
ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์เดียวกัน ราคาน้ำมันเคยพุ่งขึ้นแรง หลังมีรายงานการโจมตีเรือพาณิชย์ของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกดดันให้ตลาดหุ้นปรับตัวลงในบางวัน ความเชื่อมโยงระหว่างราคาน้ำมันกับเงินเฟ้อเป็นประเด็นสำคัญ เพราะราคาพลังงานที่สูงขึ้นคือต้นตอหลักที่ทำให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่งสูงตั้งแต่เดือนมีนาคม การที่ราคาน้ำมันชะลอตัวลงในช่วงท้ายสัปดาห์ จึงช่วยคลายความกังวลว่าเฟดจะต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อรอบใหม่
นักวิเคราะห์จาก Chase ประเมินว่า หากราคาน้ำมันโลกปรับลดลงอย่างต่อเนื่องตามข่าวการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อาจช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของครัวเรือนและภาคธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว หากส่งผ่านไปถึงราคาน้ำมันหน้าปั๊ม โดยเฟดจะจับตาสัญญาณว่าต้นทุนพลังงานและอุปทานในวงกว้างจะกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วเพียงใด ซึ่งอาจสะท้อนออกมาในรายงาน CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) รอบถัดไป
มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: ระหว่างความหวังครึ่งปีหลังกับสัญญาณเตือนเรื่องมูลค่า
ท่ามกลางดัชนีที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง มุมมองของผู้เชี่ยวชาญในตลาดกลับแตกออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ฝ่ายที่มองบวก นายจอห์น สโตลต์ซฟัส (John Stoltzfus) หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนจาก Oppenheimer Asset Management ระบุในบันทึกถึงลูกค้าว่า ตราบใดที่ปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศที่เป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนในครึ่งปีแรกยังคงอยู่หรือดีขึ้น ตลาดหุ้นก็ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้ พร้อมแนะนำให้จับตากลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ กลุ่มสื่อสาร กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มการเงิน และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย
ในทำนองเดียวกัน นายไมเคิล ฮาร์ตเนตต์ (Michael Hartnett) นักกลยุทธ์จาก Bank of America ชี้ว่าพอร์ตการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง ’25/25/25/25′ ซึ่งประกอบด้วยหุ้นสหรัฐฯ พันธบัตร สินค้าโภคภัณฑ์ และเงินสด ในสัดส่วนเท่าๆ กัน ให้ผลตอบแทนต่อปีถึง 16% นับจากต้นปี ซึ่งเป็นผลงานที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564 (2021) สะท้อนว่ากลยุทธ์การกระจายการลงทุนกำลังเป็นฝ่ายชนะ แม้ตลาดหุ้นจะกระจุกตัวอยู่ในหุ้นไม่กี่ตัวก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ระมัดระวังชี้ให้เห็นสัญญาณเตือนหลายประการ ประเด็นหลักคือระดับมูลค่า (valuation) ที่ตึงตัว โดยดัชนี S&P 500 ซื้อขายที่ระดับ P/E ล่วงหน้าราว 22 เท่า และทำสถิติสูงสุดใหม่มาแล้วถึง 24 ครั้งในปีนี้ ซึ่งหมายความว่าหากมีการปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ ผลกระทบต่อตลาดจะถูกขยายให้รุนแรงขึ้น นอกจากนี้ นายแอนดรูว์ เบลีย์ (Andrew Bailey) ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ ยังเตือนถึงการเพิ่มขึ้นของการก่อหนี้ (leverage) ในตลาดหุ้นและกองทุน ETF รวมถึงความเสี่ยงในตลาดสินเชื่อภาคเอกชน (private credit) ที่อาจลุกลามจากความเสี่ยงส่วนน้อยไปสู่ผลกระทบในวงกว้าง
นักวิเคราะห์บางส่วนยังตั้งข้อสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระยะยาว โดยหัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Schwab มองว่า ช่วงเวลาราว 25 ปีของโลกาภิวัตน์ เงินเฟ้อต่ำ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเสถียร และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อทั้งหุ้นและพันธบัตร กำลังจะสิ้นสุดลง และนักลงทุนอาจกำลังเข้าสู่ยุคที่ผันผวนและอ่อนไหวมากขึ้น ซึ่งเป็นมุมมองที่นักลงทุนไทยควรนำมาพิจารณาในการวางกลยุทธ์ระยะยาว
คำถามหลักล้านดอลลาร์: การลงทุน AI มหาศาลคือฟองสบู่หรือโอกาส?
หัวใจของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในปี 2569 หนีไม่พ้นเรื่องปัญญาประดิษฐ์ และคำถามที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังถกเถียงกันอย่างเข้มข้นคือ ระดับการใช้จ่ายลงทุน (capex) มหาศาลของบรรดายักษ์ใหญ่เทคโนโลยีในโครงสร้างพื้นฐาน AI นั้น เป็นการสร้างมูลค่าที่ยั่งยืน หรือเป็นสัญญาณของฟองสบู่ที่กำลังก่อตัว นายเอ็ด ยาร์เดนี (Ed Yardeni) ประธานบริษัท Yardeni Research แสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของ AI ผ่านรายการ Squawk Box ของ CNBC พร้อมยืนยันว่าตลาดยังไม่ได้อยู่ในภาวะฟองสบู่ AI
มุมมองนี้ได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยพื้นฐานหลายด้าน ทั้งการที่ SK Hynix ยืนยันว่าภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำจะยืดเยื้อเกินปี 2573 การที่ Meta อาจค้นพบวิธีลดต้นทุนการสร้างกำลังการประมวลผล AI ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ และการเข้าซื้อหุ้นของผู้บริหารระดับสูงในบริษัทเทคโนโลยีที่แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งล้วนบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นในอนาคตของอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังมีการริเริ่มวิเคราะห์กลุ่ม REIT ที่เป็นเจ้าของศูนย์ข้อมูล (data center) โดยบริษัทหลักทรัพย์ BTIG มองว่าอาจเกิด ‘ซูเปอร์ไซเคิลของศูนย์ข้อมูล’ ที่ยาวนานหลายทศวรรษ
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ระมัดระวังชี้ว่า การกระจุกตัวของตลาดในหุ้นเทคโนโลยีไม่กี่ตัว ประกอบกับมูลค่าที่ตึงตัว และการที่ตลาดได้ ‘ตั้งราคา’ การเติบโตของกำไรในอนาคตไว้ค่อนข้างสูงแล้ว ทำให้แทบไม่มีพื้นที่สำหรับความผิดพลาด หากผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ออกมาต่ำกว่าคาด หรือมีการส่งสัญญาณเตือนเรื่องอุปสงค์ AI ที่ชะลอตัว อาจนำไปสู่การปรับฐานของดัชนี S&P 500 ในระดับ 5–8% ได้ สำหรับนักลงทุนไทยที่ลงทุนในกองทุนรวมที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ หรือหุ้น AI โดยตรง ประเด็นนี้จึงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ต้องชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบ
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: ค่าเงินบาทอ่อน ส่วนต่างดอกเบี้ยกดดัน และกลยุทธ์รับมือ
สำหรับนักลงทุนไทย พัฒนาการในตลาดสหรัฐฯ ส่งผลกระทบผ่านหลายช่องทาง โดยเฉพาะประเด็น ค่าเงินบาท ล่าสุดค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนค่าลง โดยอัตราแลกเปลี่ยน USD/THB อยู่ที่ราว 33.28 บาทต่อดอลลาร์ ณ วันที่ 10 กรกฎาคม อ่อนค่าลงราว 1.59% ในรอบหนึ่งเดือน แตะระดับต่ำสุดในรอบเดือน สาเหตุหลักมาจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ถ่างกว้างขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับไทย โดยตลาดกำลังประเมินความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนตุลาคม ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2565 เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ภาวะดอกเบี้ยต่ำของไทยตอกย้ำความน่าดึงดูดด้านผลตอบแทน (yield) ที่อ่อนแอกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อค่าเงินบาทเพิ่มเติม ประกอบกับเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบาง ทั้งจากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง การบริโภคที่อ่อนแอ และความไม่แน่นอนทางการเมือง สำหรับนักลงทุนไทยที่ถือครองสินทรัพย์สหรัฐฯ การอ่อนค่าของเงินบาทถือเป็นปัจจัยบวก เพราะช่วยเพิ่มมูลค่าผลตอบแทนเมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาท แต่ในทางกลับกัน ต้นทุนการลงทุนใหม่ในสินทรัพย์ต่างประเทศจะสูงขึ้นตามไปด้วย
ในด้าน ตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET Index เคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 1,608 จุด ซึ่งเมื่อเทียบกับตลาดสหรัฐฯ ที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างของโมเมนตัมอย่างชัดเจน กระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังคงหมุนเวียนอยู่ในหุ้นเทคโนโลยีและ AI ของสหรัฐฯ อาจทำให้ตลาดเกิดใหม่อย่างไทยได้รับความสนใจน้อยลงในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การกระจายตัวของแรงซื้อ (breadth) ที่ดีขึ้นในตลาดสหรัฐฯ ไปสู่หุ้นกลุ่มการเงิน อุตสาหกรรม และหุ้นขนาดเล็ก อาจเป็นสัญญาณว่าเม็ดเงินบางส่วนเริ่มมองหาโอกาสนอกกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งอาจเป็นผลดีต่อตลาดเกิดใหม่ในระยะถัดไป
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน นักลงทุนไทยควรจับตาสามปัจจัยหลักในสัปดาห์หน้าอย่างใกล้ชิด ได้แก่ หนึ่ง ผลประกอบการของธนาคารยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ที่จะเป็นตัวชี้วัดสุขภาพเศรษฐกิจโลก สอง ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI เดือนมิถุนายนที่จะประกาศวันที่ 14 กรกฎาคม และ สาม ถ้อยแถลงของประธานเฟด เควิน วอร์ช ต่อสภาคองเกรส หากวอร์ชส่งสัญญาณสายเหยี่ยวชัดเจนขึ้น อาจกดดันทั้งตลาดหุ้นทั่วโลกและค่าเงินในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงค่าเงินบาท
ในเชิงกลยุทธ์ปฏิบัติ นักลงทุนไทยที่มีพอร์ตลงทุนต่างประเทศอาจพิจารณาบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างจริงจังมากขึ้น ในภาวะที่ทิศทางค่าเงินบาทมีความไม่แน่นอนสูงจากส่วนต่างดอกเบี้ย บางส่วนอาจเลือกใช้กองทุนรวมที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (hedged) เพื่อลดความผันผวน ขณะที่บางส่วนที่ต้องการรับประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินบาทอาจเลือกกองทุนที่ไม่ป้องกันความเสี่ยง (unhedged) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองต่อทิศทางค่าเงินและระดับการยอมรับความเสี่ยงของแต่ละคน การทยอยลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) ยังเป็นแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการเข้าซื้อผิดจังหวะในช่วงที่ตลาดอยู่ระดับสูง
บทเรียนสำคัญจากภาพตลาดสัปดาห์นี้คือ แม้ดัชนีหลักจะทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่ ‘การกระจายตัว’ ของผลตอบแทนยังไม่เท่าเทียมกัน ทั้งในระดับหุ้นรายตัว กลุ่มอุตสาหกรรม และประเภทสินทรัพย์ กลยุทธ์การกระจายการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนต่อปีถึง 16% ตามที่ Bank of America ชี้ให้เห็น เป็นเครื่องเตือนใจว่า การไม่ทุ่มเดิมพันทั้งหมดไปกับสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่ง โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีที่ราคาปรับขึ้นมามาก อาจเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าในสภาพแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่ผันผวนมากขึ้น
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ปฏิทินเหตุการณ์สำคัญในสัปดาห์หน้า (14–18 กรกฎาคม) ที่นักลงทุนไทยควรทำเครื่องหมายไว้ ประกอบด้วย วันจันทร์-อังคารที่ 14–15 กรกฎาคม เป็นวันเปิดฉากงบการเงินของธนาคารยักษ์ใหญ่ พร้อมกับการประกาศตัวเลข CPI เดือนมิถุนายนในวันที่ 14 และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในวันที่ 15 วันที่ 14 กรกฎาคม ประธานเฟดวอร์ชแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร ตามด้วยการแถลงต่อวุฒิสภาในวันที่ 15 กรกฎาคม เวลา 10.00 น. ตามเวลาสหรัฐฯ และในช่วงกลางถึงปลายสัปดาห์ หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ยักษ์ใหญ่อย่าง ASML และ TSMC จะรายงานผลประกอบการ ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของธีมการลงทุน AI
ความหนาแน่นของเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้สัปดาห์หน้าอาจเป็นหนึ่งในสัปดาห์ที่ผันผวนที่สุดของไตรมาส นักลงทุนไทยที่ซื้อขายในตลาดต่างประเทศ หรือถือครองกองทุนที่อ้างอิงดัชนีสหรัฐฯ ควรเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นทั้งในตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ข้อมูลเศรษฐกิจและถ้อยแถลงของเฟดออกมาพร้อมกัน ซึ่งอาจสร้างการเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรงในกรอบเวลาสั้น
โดยสรุป ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังยืนอยู่ ณ จุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ระหว่างโมเมนตัมเชิงบวกจากหุ้นเทคโนโลยีและ AI กับความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่ยังร้อนแรง นโยบายการเงินสายเหยี่ยวของเฟดยุคใหม่ และมูลค่าหุ้นที่ตึงตัว สำหรับนักลงทุนไทย การกระจายความเสี่ยงในหลายสินทรัพย์ การบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และการติดตามพัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการเงินอย่างใกล้ชิด จะเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับความผันผวนที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในครึ่งปีหลังของปี 2569 นี้
