พอร์ตลงทุน 2026: ETF พันธบัตรและตลาดเกิดใหม่ โอกาสทองนักลงทุนไทย
ในช่วงกลางปี 2026 ภูมิทัศน์การลงทุนทั่วโลกกำลังผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรอบหลายปี ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญกับความเสี่ยงจากมูลค่าหุ้นที่แพงเกินจริงและความกระจุกตัวสูงในหุ้นเทคโนโลยีกลุ่ม AI กองทุน ETF พันธบัตร และตลาดตราสารหนี้กลุ่มประเทศเกิดใหม่กลับได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลกในฐานะ “ที่หลบภัยที่ให้ผลตอบแทน” นักยุทธศาสตร์การลงทุนจาก J.P. Morgan, BlackRock, VanEck, และ Morningstar ต่างออกมาชี้ตรงกันว่า ปี 2026 คือจุดเปลี่ยนสำหรับการจัดสรรสินทรัพย์ที่ผู้ลงทุนจำเป็นต้องทบทวนพอร์ตตัวเองอย่างเร่งด่วน
สำหรับนักลงทุนไทยที่คุ้นชินกับการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ หรือกองทุนรวมในประเทศ บทความนี้จะพาไปสำรวจกลยุทธ์การจัดพอร์ตที่ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกแนะนำ พร้อมวิเคราะห์ว่าตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย รวมถึงไทย อยู่ตรงไหนในสมการนี้
ทำไมพันธบัตรจึงกลับมาเป็นดาวเด่นของพอร์ต?
ข้อมูลจาก Morningstar เผยว่าในช่วงสองเดือนแรกของปี 2026 พันธบัตรคุณภาพสูงของสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนแซงหน้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้จริง และการกระจายการลงทุนที่ดีกลายเป็นกลยุทธ์ที่ “ชนะ” ในปีนี้ นั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
BlackRock ซึ่งบริหาร iShares ระบุในรายงาน 2026 Investment Directions ว่า พันธบัตรได้กลับมาทำหน้าที่ “ตัวถ่วงดุล” ในพอร์ต (ballast) ตามแบบที่นักลงทุนคุ้นเคย แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นกับพันธบัตรจะยังไม่มั่นคงเท่าในทศวรรษก่อนก็ตาม โดย iShares แนะนำว่าบริเวณ “ท้อง” ของเส้นอัตราผลตอบแทน (intermediate yield curve) มีความน่าสนใจสูง เพราะให้ทั้งความสมดุลและรายได้
หัวใจของเหตุการณ์นี้มาจากเรื่องมูลค่า Morningstar วิเคราะห์ว่าหุ้นสหรัฐฯ มีมูลค่าที่แพงเกินจริงแทบทุกตัวชี้วัด ซึ่งเกิดขึ้นเพียงสองครั้งในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา นั่นคือก่อนฟองสบู่ดอตคอมในปี 1999 และอีกครั้งในปี 2021 ก่อนที่อัตราดอกเบี้ยจะพุ่งสูงและตลาดจะดิ่งลง สัญญาณนี้ผลักดันให้นักลงทุนรายใหญ่หันมามองสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าในราคาที่เหมาะสมกว่า
Morningstar Indexes Strategist Dan Lefkovitz เตือนว่า “นักลงทุนไม่จำเป็นต้องเชื่อว่ามีฟองสบู่ AI เพื่อที่จะกังวลเรื่องความเสี่ยงจากความกระจุกตัวที่ AI ก่อให้เกิด” โดยชี้ว่าความกระจุกตัวดังกล่าวทำให้พอร์ตตลาดที่นักลงทุนถืออยู่ขาดการกระจายความเสี่ยงมากกว่าในอดีต ทั้งในแง่หุ้นรายตัว ภาคธุรกิจ และธีมการลงทุน
Morningstar คำนวณว่าพอร์ตที่เริ่มต้นปี 2016 ด้วยสัดส่วนหุ้น 60% และพันธบัตร 40% ตอนนี้มีหุ้นอยู่มากกว่า 80% โดยที่เจ้าของพอร์ตอาจไม่ได้ตั้งใจ นั่นหมายความว่าหลายคนกำลังรับความเสี่ยงสูงกว่าที่ตนเองคิดอยู่
ETF พันธบัตร: ยุคทองของตราสารหนี้ในรูปแบบ ETF
ตามการคาดการณ์ของ Morningstar ในรายงาน 2026 market outlook กองทุน Bond ETF คาดว่าจะครองส่วนแบ่งตลาดพันธบัตรถึง 33% ภายในสิ้นปีนี้ ขับเคลื่อนโดยการโยกเงินออกจากเงินสดขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกสิ้นสุดวงจรการผ่อนคลายนโยบายการเงิน
บริษัทจัดการสินทรัพย์ต่างๆ เปิดตัว Bond ETF ใหม่ถึง 149 กองทุนในปี 2025 เพียงปีเดียว และในปี 2026 นี้ กองทุนประเภทตราสารหนี้ระยะสั้นคล้ายเงินสด (cashlike ETF) คาดว่าจะเป็นดาวรุ่ง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารยังต่ำมากในขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรยังอยู่ในระดับสูง
กลยุทธ์สำหรับพันธบัตรที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำในปีนี้มีความหลากหลาย BondBloxx ซึ่งเชี่ยวชาญด้าน ETF ตราสารหนี้ ระบุว่าพันธบัตรบริษัทระดับ Investment Grade ยังอยู่ในฐานะพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และจะได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะระดับ BBB ที่ให้คูปองอยู่ในช่วง 4% ถึงกลางๆ 5% ขณะที่พันธบัตร High Yield ระดับ BB ให้คูปองอยู่ใกล้ 6% พร้อมความเสี่ยงผิดนัดชำระต่ำ
Morningstar ยังแนะนำ Fidelity Total Bond ETF (FBND) ซึ่งได้รับการจัดอันดับ Gold ในฐานะหนึ่งใน core-plus bond ETF ที่ดีที่สุด โดยเป็น ETF ที่บริหารอย่างแอ็กทีฟ ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบในตลาดพันธบัตร เนื่องจากผู้จัดการกองทุนมีความสามารถในการคัดเลือกตราสารได้มากกว่า
กลยุทธ์ Barbell และ Core-Satellite ที่นักลงทุนระดับสถาบันใช้
แนวทาง Core-Satellite เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปี 2026 โดยแบ่งพอร์ตออกเป็น Core Holdings ที่เน้น ETF หรือกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำ เช่น S&P 500 หรือ MSCI World ประมาณ 70% และ Satellite Investments อีกประมาณ 30% ในตลาดเกิดใหม่ ธีมพลังงานสะอาด หรือ AI
Cambridge Associates บริษัทที่ปรึกษาการลงทุนชั้นนำ ระบุในรายงาน 2026 Outlook ว่า สำหรับนักลงทุนที่มีสัดส่วนหุ้นอยู่ในระดับสูง ปี 2026 เป็นโอกาสที่เหมาะสมในการทบทวนการจัดสรรสินทรัพย์และเพิ่มการกระจายความเสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากมูลค่าหุ้นที่แพงเกินจริง ความกระจุกตัวของตลาด และสภาพเศรษฐกิจมหภาคที่ย่ำแย่ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ความเสี่ยงด้านหุ้นอยู่ในระดับสูง
ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets): จากดาวรองสู่ดาวนำ
ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่สุดในวงการการลงทุนระหว่างประเทศช่วงนี้คือการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของตลาดเกิดใหม่ ซึ่งหลายคนมองว่าเป็น “เรื่องเซอร์ไพรส์แห่งทศวรรษ”
ตลาดหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ให้ผลตอบแทนสูงถึงประมาณ 26% ในปี 2025 ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนเรื่องภาษีศุลกากร จนสร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนจำนวนมาก และผลสำรวจของ HSBC พบว่าความรู้สึกเชิงลบต่อตลาดเกิดใหม่หายไปจนแทบหมด โดยความรู้สึกโดยรวมสุทธิพุ่งขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ตลาดเกิดใหม่คาดว่าจะมีส่วนสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกเกือบสองในสามภายในปี 2026 สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างของวิถีการเติบโตระหว่างประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาแล้ว
Dow Jones Emerging Markets Index ให้ผลตอบแทนสะสม 18.64% นับตั้งแต่ต้นปี 2026 ซึ่งดีกว่า S&P 500 ที่ให้ผลตอบแทน 15.19% ในช่วงเดียวกัน ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่าการเดิมพันนอกสหรัฐฯ เริ่มให้ผลคุ้มค่ามากขึ้น
Jon Maier หัวหน้านักยุทธศาสตร์ ETF ของ J.P. Morgan Asset Management ชี้ว่าตลาดต่างประเทศกำลังได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง รวมถึง AI การกระตุ้นทางการคลัง และนโยบายที่เป็นมิตรต่อผู้ถือหุ้น โดย J.P. Morgan มองว่าตลาดต่างประเทศยังมีแรงดึงดูดเพิ่มเติม
พันธบัตรตลาดเกิดใหม่: ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงต่ำกว่าที่คิด
ถ้าหุ้นตลาดเกิดใหม่ดึงดูดความสนใจด้วยผลตอบแทนที่โดดเด่น พันธบัตรตลาดเกิดใหม่กำลังสร้างความตื่นเต้นด้วยเหตุผลที่ลึกซึ้งกว่านั้น
VanEck รายงานในเดือนมีนาคม 2026 ว่าพันธบัตรตลาดเกิดใหม่ให้ผลตอบแทน (yield) อยู่ที่ 6.9% เทียบกับพันธบัตรโลกที่ 3.6% และพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ 4.2% โดยปัจจัยที่หนุนคือค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนลงและงบดุลของประเทศเกิดใหม่ที่แข็งแกร่งขึ้น
VanEck ระบุในการคาดการณ์สำหรับปี 2026 ว่า มุมมองต่อพันธบัตรตลาดเกิดใหม่เป็นบวก โดยพันธบัตรกลุ่มนี้ถูกมองข้ามมาโดยตลอดทั้งที่ให้ผลตอบแทนทั้งในแง่สัมบูรณ์และเมื่อปรับด้วยความผันผวนดีกว่าพันธบัตรตลาดพัฒนาแล้วมากว่าสองทศวรรษ โดย EM Bonds ให้ carry อยู่ที่ 6.4% เทียบกับ Global Aggregate ที่เพียง 3.2%
รายงานของ VanEck ยืนยันว่า ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2025 พันธบัตรตลาดเกิดใหม่ให้ผลตอบแทน 7.5% ซึ่งสูงกว่าตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ โดยรวมถึง 2.8% และสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี กว่า 3%
ปัจจัยหนุนสำคัญ: ดอลลาร์อ่อน + Fed ลดดอกเบี้ย
นักวิเคราะห์ชี้ว่าปัจจัยมหภาคที่สำคัญที่สุดสำหรับพันธบัตรตลาดเกิดใหม่ในปี 2026 คือทิศทางของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยประวัติศาสตร์บอกเราว่าพันธบัตรกลุ่มนี้จะทำผลงานได้ดีเมื่อ Fed เปลี่ยนนโยบายเป็นแบบผ่อนคลายและค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลง
ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool ณ ปลายปี 2025 ชี้ว่าตลาดคาดการณ์ว่า Fed จะลดดอกเบี้ยต่อเนื่องในปี 2026 ขณะที่ U.S. Dollar Index (DXY) ปรับตัวลงมากว่า 9% นับตั้งแต่ต้นปีก่อน
ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนลงในปี 2026 ยังคงทำให้พันธบัตรตลาดเกิดใหม่น่าสนใจสำหรับการจัดสรรตราสารหนี้ต่อไป โดยหากธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงลดอัตราดอกเบี้ย นักลงทุนตราสารหนี้ที่ต้องการผลตอบแทนส่วนเพิ่มก็อาจหันมามองพันธบัตรตลาดเกิดใหม่มากขึ้น
ETF ตลาดเกิดใหม่ที่นักวิเคราะห์จับตา
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในตลาดเกิดใหม่แต่ไม่อยากเสี่ยงกับการเลือกหุ้นหรือพันธบัตรรายตัว ETF คือเครื่องมือที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำ
iShares J.P. Morgan USD Emerging Markets Bond ETF (EMB) กองทุน EMB ถือพันธบัตรสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ออกโดยรัฐบาลตลาดเกิดใหม่และองค์กรกึ่งรัฐ โดยการถือพันธบัตรสกุลดอลลาร์ช่วยตัดความเสี่ยงด้านสกุลเงิน พร้อมรับผลตอบแทนที่สูงกว่าตราสารหนี้ระดับ Investment Grade ของสหรัฐฯ โดยกองทุนนี้มีสินทรัพย์รวม 15.7 พันล้านดอลลาร์ และค่าธรรมเนียมเพียง 0.39% โดยมีนักลงทุนสถาบันถือครองมากกว่า 91% ของหน่วยลงทุนทั้งหมด
Invesco Emerging Markets Sovereign Debt ETF (PCY) PCY ได้รับการจับตามองว่าเป็นหนึ่งในกองทุนตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา โดยให้ผลตอบแทนถึง 16% ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่ Fed ลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว 75 basis points และ PCY ซื้อขายอยู่ที่ราวๆ 22 ดอลลาร์
PCY ให้ผลตอบแทนรายปีอยู่ที่ 6.1% ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ราวๆ 4.3% และได้จ่ายผลตอบแทนรายเดือนต่อเนื่องมาแล้วมากกว่า 18 ปีโดยไม่เคยขาด
Vanguard Emerging Markets Government Bond ETF (VWOB) และ VanEck Emerging Markets Local Currency Bond ETF (EMLC) ทั้ง VWOB และ EMLC เป็นตัวเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการ Exposure ต่อตลาดเกิดใหม่อย่างกว้างขวาง โดยที่ EMLC ให้ความสัมผัสกับพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์จากค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นเมื่อดอลลาร์อ่อน
ASEAN และไทย: โอกาสเฉพาะในโลกที่กระจัดกระจาย
บริษัทวิจัยด้าน ETF อย่าง Premia Partners รายงานในรายงาน 2026 Market Outlook ว่า นักวิเคราะห์จาก J.P. Morgan, Goldman Sachs, Morgan Stanley, HSBC และ Standard Chartered ต่างมองบวกต่อตลาดเกิดใหม่สำหรับปี 2026 โดยอ้างถึงค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อน การเติบโตของ AI และมูลค่าที่ยังสมเหตุสมผล
ภายในกลุ่ม EM นั้น ASEAN เป็น “จุดหวาน” ที่ยังถูกมองข้ามซึ่งผสมผสานระหว่างมูลค่า ผลตอบแทน และศักยภาพเชิงโครงสร้าง โดยการบริโภคในกลุ่มประเทศ ASEAN รวมถึงไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเวียดนาม แสดงการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งจากอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ การจ้างงานที่มั่นคง การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
รายงานจาก LSEG (London Stock Exchange Group) ชี้ว่า พันธบัตรรัฐบาลไทยและมาเลเซียให้ผลตอบแทนโดดเด่นในสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับประเทศ EM อื่นๆ ในภูมิภาคและทั่วโลก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเงินบาทและริงกิตมีความมั่นคงสัมพัทธ์สูงกว่า
ส่วนพลวัตด้านเงินเฟ้อในไทย มาเลเซีย เกาหลีใต้ และอินโดนีเซียนั้นน่าสนใจมาก เนื่องจากธนาคารกลางในภูมิภาคนี้เดินหน้าวงจรการลดดอกเบี้ย ขณะที่ Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์อ่อนลง นักลงทุนก็เริ่มหันมาสนใจเอเชีย เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ ธนาคารกลางที่ผ่อนคลาย และอุปสงค์ในประเทศที่ยังแข็งแกร่ง
สำหรับสถานการณ์ SET Index ไทยนั้น แม้ว่าตลาดหุ้นไทยจะยังไม่ได้โดดเด่นเหมือนตลาดเวียดนาม (ซึ่ง Premia Vietnam ETF ให้ผลตอบแทน 73% ในปี 2025) แต่ฐานะของไทยในฐานะผู้รับประโยชน์จากการปรับห่วงโซ่อุปทานโลก การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว และตลาดพันธบัตรที่มั่นคง ทำให้ไทยยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการกระจายความเสี่ยงในภูมิภาค
กลยุทธ์ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ: จัดพอร์ตอย่างไรในปี 2026
จากข้อมูลทั้งหมดที่ได้จากรายงานของสถาบันการลงทุนชั้นนำ พอสรุปกลยุทธ์หลักๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำสำหรับนักลงทุนในปี 2026 ได้ดังนี้
1. ปรับสมดุลพอร์ตจากหุ้นสหรัฐฯ สู่สินทรัพย์อื่น
Cambridge Associates แนะนำอย่างชัดเจนว่า สำหรับนักลงทุนที่มีสัดส่วนหุ้นอยู่ในระดับสูง ปี 2026 เป็นโอกาสที่เหมาะสมในการปรับสัดส่วนสินทรัพย์และเพิ่มการกระจายความเสี่ยง โดยมูลค่าหุ้นที่แพงเกินจริง ความกระจุกตัว และภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้ความเสี่ยงด้านหุ้นอยู่ในระดับที่ต้องระวัง
2. เพิ่มสัดส่วนพันธบัตรคุณภาพสูงและพันธบัตรตลาดเกิดใหม่
Christine Benz นักยุทธศาสตร์ด้านการเงินส่วนบุคคลจาก Morningstar แนะนำว่าชอบแนวคิดการสร้าง “ป้อมปราการ” ของสินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะพันธบัตรระยะสั้นถึงกลางที่มีคุณภาพสูง บวกกับเงินสดเล็กน้อย โดยในแบบจำลองพอร์ตสำหรับผู้ออมเพื่อการเกษียณ เธอแนะนำสัดส่วนพันธบัตรอย่างน้อย 5% สำหรับผู้ที่ยังเหลือเวลาอีก 35-40 ปี และเพิ่มเป็น 20% สำหรับผู้ที่เหลือเวลาอีก 20 ปี
3. เลือก ETF ที่บริหารอย่างแอ็กทีฟสำหรับตลาดเกิดใหม่
VanEck แนะนำว่า พอร์ตพันธบัตรตลาดเกิดใหม่ที่ดีที่สุดไม่ควรถูกจำกัดด้วยดัชนี แต่ควรลงทุนในพันธบัตรที่ให้มูลค่าที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน พร้อมบริหารความเสี่ยงอย่างแอ็กทีฟ
4. ระวังความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่
แม้ว่าแนวโน้มจะเป็นบวก แต่ความเสี่ยงยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งอาจทำให้สกุลเงินในภูมิภาคผันผวน รวมถึงความเสี่ยงที่ Fed อาจเซอร์ไพรส์ตลาดด้วยการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายวงจร ซึ่งอาจย้อนกลับกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ภูมิภาค
สัญญาณที่นักลงทุนควรระวัง ได้แก่ หาก Treasury 10 ปีของสหรัฐฯ พุ่งเกิน 4.75% ประกอบกับการขยายตัวของ EMBI spreads เกิน 400 basis points ซึ่งทั้งสองปัจจัยรวมกันจะเป็นสัญญาณให้ทบทวนพอร์ตพันธบัตรตลาดเกิดใหม่
บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย
ภาพรวมที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลข้างต้นชัดเจนมากสำหรับนักลงทุนไทย: โลกการลงทุนกำลังเปลี่ยนสมการ และผู้ที่ยังยึดติดกับพอร์ตเดิมที่กระจุกอยู่ในหุ้น US Tech อาจเผชิญกับความเสี่ยงมากกว่าที่คิด
สิ่งที่นักลงทุนไทยควรพิจารณา:
ประการแรก ทบทวนสัดส่วนพอร์ตปัจจุบัน หากถือหุ้นสหรัฐฯ มากกว่า 80% ถือว่าเสี่ยงเกินไปในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน การเพิ่มสัดส่วนพันธบัตรคุณภาพสูงแม้เพียง 10-20% จะช่วยลดความผันผวนได้อย่างมีนัยสำคัญ
ประการที่สอง พิจารณา ETF พันธบัตรตลาดเกิดใหม่ ผลตอบแทน 6-7% ต่อปีในรูปดอกเบี้ย พร้อมโอกาสได้กำไรจาก capital gain เมื่อดอกเบี้ยลด ถือเป็น risk-reward ที่น่าสนใจมากเมื่อเทียบกับการถือเงินสด
ประการที่สาม มองตลาดเอเชียใกล้บ้านให้มากขึ้น พันธบัตรรัฐบาลไทยในสกุลเงินดอลลาร์แสดงผลตอบแทนที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่เงินบาทที่มีเสถียรภาพสัมพัทธ์ถือเป็นจุดแข็งที่นักลงทุนต่างชาติสังเกตเห็น
ประการสุดท้าย อย่าละเลย Active Management สำหรับพอร์ตตลาดเกิดใหม่ ต่างจากตลาดสหรัฐฯ ที่กองทุนดัชนีมักทำผลงานได้ดีกว่าการบริหารแบบแอ็กทีฟ ตลาดเกิดใหม่มีความหลากหลายสูงและต้องการการคัดเลือกที่ดี ETF พันธบัตรตลาดเกิดใหม่ถูกมองว่าเป็น “การป้องกันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” ที่ดี เนื่องจากอยู่นอกสมรภูมิหลักของสงครามภาษีระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป
ปี 2026 อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในรอบหลายปีสำหรับการจัดพอร์ตลงทุน ผู้ที่ปรับตัวได้เร็วและกล้าขยับออกจาก comfort zone เดิมอาจพบว่าโอกาสที่ดีที่สุดไม่ได้อยู่ที่วอลล์สตรีทอีกต่อไป
