โลกเศรษฐกิจในเงาสงคราม: ภูมิรัฐศาสตร์เขย่าการค้าโลก กระทบไทยอย่างไร 2569
| |

โลกเศรษฐกิจในเงาสงคราม: ภูมิรัฐศาสตร์เขย่าการค้าโลก กระทบไทยอย่างไร 2569

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันหลายทิศทางพร้อมกันในลักษณะที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ การปิดช่องแคบฮอร์มุซที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าเป็น “การหยุดชะงักด้านอุปทานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก” ควบคู่กับสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “การแข่งขันแบบมีการจัดการ” หลังการประชุมสุดยอดทรัมป์-สีจิ้นผิงในกรุงปักกิ่งเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม และมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียที่กำลังดันให้เศรษฐกิจมอสโกเข้าสู่ภาวะซบเซาอย่างเป็นทางการ

IMF ปรับลดคาดการณ์เติบโตเศรษฐกิจโลกในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน 2569 เหลือเพียง 3.1% ลดลงจาก 3.4% ในปี 2568 โดยตั้งชื่อรายงานครั้งนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า “Global Economy in the Shadow of War” หรือ “เศรษฐกิจโลกในเงาสงคราม” สะท้อนให้เห็นบรรยากาศความเสี่ยงที่ปกคลุมการตัดสินใจลงทุนทั่วโลก สำหรับประเทศไทย ผลกระทบเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทั้งในแง่ราคาน้ำมัน เสถียรภาพค่าเงินบาท การท่องเที่ยว และทิศทางของตลาดหุ้น SET ในช่วงที่เหลือของปี

สงครามอิหร่าน: ช็อคพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

เหตุการณ์ที่พลิกโฉมตลาดพลังงานโลกในปีนี้คือปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งนำมาซึ่งการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีน้ำมันดิบราว 20% ของการค้าโลกไหลผ่านเป็นประจำทุกวัน ผลที่ตามมาคือราคาน้ำมันดิบ Brent ทะยานจากระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนสงคราม ขึ้นสู่จุดสูงสุด 126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงต้นเดือนมีนาคม และยังคงอยู่ในระดับเฉลี่ย 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตลอดเดือนมีนาคม

IEA ระบุว่าวิกฤตนี้เป็นการหยุดชะงักด้านอุปทานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก เทียบได้กับวิกฤตพลังงานทศวรรษ 1970 ที่สั่นสะเทือนเศรษฐกิจตะวันตกอย่างรุนแรง ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะน้ำมัน แต่ลุกลามไปถึงก๊าซ LNG รวมถึงเส้นทางการบินระหว่างประเทศที่ต้องหยุดชะงักเนื่องจากการปิดน่านฟ้าในภูมิภาค ทำให้สายการบินใหญ่อย่าง Emirates และ Qatar Airways เกือบหยุดให้บริการในช่วงวิกฤต

บนชายฝั่งฝั่งอ่าวเปอร์เซีย ประเทศสมาชิก GCC ซึ่งพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซสำหรับการนำเข้าอาหารกว่า 80% ของความต้องการด้านแคลอรี่ เผชิญกับภาวะสินค้าอาหารขาดแคลนอย่างรุนแรง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในภูมิภาคพุ่งขึ้น 40-120% ทำให้ UNDP ประมาณการว่าสงครามครั้งนี้อาจดึงเม็ดเงิน GDP ของประเทศอาหรับออกไปถึง 120-194 พันล้านดอลลาร์

ทว่าเมื่อสัปดาห์ต้นเดือนเมษายน สัญญาณผ่อนคลายก็ปรากฏขึ้นเมื่อสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านยืนยันว่าช่องแคบฮอร์มุซจะยังเปิดให้เรือขนส่งผ่านได้ ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นจากระดับต่ำสุดในรอบ 10 เดือนกลับมาอยู่ที่ราว 32 บาทต่อดอลลาร์ ตลาดหุ้นทั่วโลกเข้าสู่โหมด “risk-on” อีกครั้ง แม้จะยังมีความไม่แน่นอนสูงว่าการเจรจาสันติภาพจะนำไปสู่ข้อตกลงถาวรได้หรือไม่

ทรัมป์-สีจิ้นผิง ปักกิ่งซัมมิท: สงครามการค้าเข้าสู่ยุค “การแข่งขันแบบมีการจัดการ”

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดของเดือนพฤษภาคม 2569 คือการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคม นับเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของทรัมป์นับตั้งแต่ปี 2560 และเป็นการประชุมที่ตลาดการเงินจับตามองอย่างใกล้ชิดที่สุดในรอบปี

การประชุมครั้งนี้มีพื้นหลังที่ซับซ้อน หลังจากสงครามการค้าในปี 2568 ทั้งสองฝ่ายเคยปรับขึ้นภาษีนำเข้าถึงระดับมากกว่า 100% ก่อนจะค่อยๆ ลดระดับลงตามข้อตกลงเบื้องต้นที่เมืองกัวลาลัมเปอร์เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ปัจจุบันอัตราภาษีสหรัฐฯ ต่อสินค้าจีนยังคงอยู่ในระดับเฉลี่ยเกือบ 48% สูงกว่าอัตรา 3.1% ก่อนยุคทรัมป์อย่างมาก

นักวิเคราะห์จาก Economist Intelligence Unit ระบุว่าผลลัพธ์ของการประชุมครั้งนี้ส่งสัญญาณถึงช่วงเวลาของ “เสถียรภาพที่มีการจัดการ” ซึ่งจะยั่งยืนไประยะหนึ่ง โดยความขัดแย้งจะยังคงมีอยู่แต่จะมี “กำแพงกั้น” ที่ป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลามเหมือนในปี 2568

ในแง่ผลลัพธ์เชิงธุรกิจ จีนตกลงสั่งซื้อเครื่องบิน Boeing จำนวน 200 ลำ ซึ่ง Reuters รายงานว่ามีมูลค่ารวมกว่า 37 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์โฆษณาข้อตกลงว่าเป็น “fantastic trade deals” ท่ามกลางการเดินทางร่วมของซีอีโอชั้นนำจากบริษัทใหญ่ อาทิ Elon Musk จาก Tesla และ Tim Cook จาก Apple

อย่างไรก็ตาม CBC News วิเคราะห์ว่าการประชุมครั้งนี้ “หนักไปทางพิธีกรรมมากกว่าเนื้อหาที่เป็นรูปธรรม” เพราะไม่มีข้อตกลงการค้าแบบครอบคลุม (comprehensive trade deal) ที่ผูกพันกันอย่างเป็นทางการ ฝ่ายจีนเพียงแต่แสดงความหวังว่าสหรัฐฯ จะรักษาคำมั่นว่าจะไม่ขึ้นภาษีเกินระดับที่ตกลงไว้ในกรอบกัวลาลัมเปอร์

สำหรับนักลงทุน ความสำคัญของซัมมิทปักกิ่งอยู่ที่การส่งสัญญาณว่าสงครามการค้าระหว่างสองเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกกำลังเปลี่ยนจาก “การช็อคด้านภาษีแบบฝ่ายเดียว” สู่ “การแข่งขันแบบมีการจัดการ” ซึ่งแม้จะไม่ใช่ภาพที่ดีที่สุด แต่ก็ดีกว่าสถานการณ์ปีที่แล้วอย่างมาก

มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย: เศรษฐกิจมอสโกเข้าสู่ภาวะซบเซา

ขณะที่ตะวันออกกลางเผชิญกับวิกฤตพลังงาน รัสเซียก็กำลังสาละวนอยู่กับผลพวงจากมาตรการคว่ำบาตรตะวันตกที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ควบคู่กับภาระค่าใช้จ่ายทางทหารจากสงครามยูเครนที่ยังไม่มีทีท่าจะจบลง

กระทรวงเศรษฐกิจรัสเซียปรับลดคาดการณ์การเติบโต GDP ปีนี้เหลือเพียง 0.4% จากเดิมที่คาดไว้ 1.3% ขณะที่ Reuters รายงานว่าเศรษฐกิจรัสเซียหดตัว 0.3% ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นการหดตัวรายไตรมาสครั้งแรกนับตั้งแต่ต้นปี 2566 สะท้อนให้เห็นว่ากระแสแรงหนุนจากการใช้จ่ายทางทหารในช่วงปี 2566-2567 กำลังหมดลง

Moscow Times วิเคราะห์ว่ารัสเซียกำลังเปลี่ยนจากช่วง “การชะลอตัวแบบมีการจัดการ” ไปสู่ภาวะซบเซาอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้น้ำมันที่ลดลงเนื่องจากมาตรการคว่ำบาตร (รายได้พลังงานรัสเซียลดลงสู่ประมาณครึ่งหนึ่งของระดับปลายปี 2565) รวมถึงการขาดดุลงบประมาณที่กำลังกดดันให้รัฐบาลต้องเพิ่มภาษี ค่าใช้จ่ายกลาโหมในปี 2569 อยู่ที่ 12.93 ล้านล้านรูเบิล หรือราว 161.6 พันล้านดอลลาร์

ประเด็นที่น่าสนใจคือสงครามอิหร่านในช่วงต้นปี 2569 กลับส่งผลบวกต่อรัสเซียในระยะสั้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงทำให้รายรับน้ำมันของรัสเซียเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 150 ล้านดอลลาร์ต่อวันในเดือนมีนาคม แม้ว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ จะเข้าขัดขวางเส้นทางส่งออกน้ำมันรัสเซียในเวลาต่อมา

ในระยะยาว World Bank ประเมินว่าเศรษฐกิจรัสเซียกำลังมุ่งสู่ภาวะซบเซา โดยคาดการณ์ว่า GDP จะเติบโตไม่เกิน 1% ต่อปีจนถึงปี 2571 ในขณะที่ประธานาธิบดีปูตินยังคงยืนหยัดในการต่อสู้จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในยูเครน

การแตกกระจายของห่วงโซ่อุปทานโลก: โอกาสและความเสี่ยงใหม่สำหรับเอเชีย

ปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองที่สุดในภาคเศรษฐกิจจริงคือการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างเร่งด่วน ซึ่ง IMF เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Reorientation of Global Trade” หรือ “การปรับทิศทางการค้าโลก”

สหรัฐอเมริกา จีน และบริษัทข้ามชาติต่างพบว่าตนเองไม่สามารถตัดความพึ่งพาซึ่งกันและกันได้อย่างง่ายดาย บริษัทอเมริกันหลายแห่งที่ย้ายฐานการผลิตออกจากจีนตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาหันไปพึ่งพาเวียดนาม อินเดีย ไทย และประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่บริษัทจีนก็หาลูกค้าใหม่ในยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มมากขึ้น

ข้อมูลน่าสนใจจากรายงานของ U.S.-China Economic and Security Review Commission เดือนพฤษภาคม 2569 ระบุว่าการส่งออกของจีนในไตรมาสแรกของปีนี้เติบโต 14% จากปีก่อนหน้า คิดเป็นมูลค่า 977.6 พันล้านดอลลาร์ โดยการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ Southeast Asia เติบโตถึง 20% และไปยังแอฟริกาเติบโตถึง 32% สะท้อนให้เห็นว่าจีนประสบความสำเร็จในการเปิดตลาดใหม่ทดแทนตลาดสหรัฐฯ

IMF ประมาณการว่าการค้าระหว่างประเทศในปี 2568 เติบโต 3.8% แต่ปีนี้คาดว่าจะชะลอตัวลงเหลือเพียง 2.2% สะท้อนให้เห็นว่าแม้ห่วงโซ่อุปทานจะปรับตัว แต่ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนเส้นทางการค้ายังคงเป็นภาระต่อการเติบโตโดยรวม

เลขาธิการ UN António Guterres ระบุว่า “การผสมผสานของแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยีกำลังปรับโฉมภูมิทัศน์โลก สร้างความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจใหม่และช่องว่างความเปราะบางทางสังคม” ซึ่งนักลงทุนในตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยต้องนำมาพิจารณาในการวางกลยุทธ์การลงทุนอย่างจริงจัง

ภูมิทัศน์ใหม่ที่กำลังก่อร่างขึ้นคือโลกที่แบ่งออกเป็นกลุ่มการค้าตามแนวเขตภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น ทั้งกลุ่มสหรัฐฯ-พันธมิตร และกลุ่มจีน-ประเทศ Global South ซึ่ง World Bank ระบุว่าการก่อตัวของ “regional trade blocs” เหล่านี้กำลัง “จำกัดศักยภาพการเติบโตของโลก”

ผลกระทบต่อไทย: พึ่งพามากเกินไปในจุดเสี่ยง

สำหรับประเทศไทย ความเปราะบางของเศรษฐกิจต่อแรงกระแทกจากภายนอกในปีนี้สะท้อนออกมาในรูปแบบที่เป็นรูปธรรมหลายด้าน

ด้านพลังงาน: ไทยพึ่งพาตะวันออกกลางถึงราว 52% ของการนำเข้าพลังงานทั้งหมด ทำให้ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงในช่วงวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและต้นทุนชีวิตประจำวัน Nation Thailand รายงานว่าราคาน้ำมัน Brent พุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสูงสุดถึง 126 ดอลลาร์ในต้นเดือนมีนาคม ก่อนที่จะเริ่มลดลงหลังการหยุดยิง

TRIS Rating ประมาณการว่าในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งยืดเยื้อ 6 เดือน ราคาน้ำมัน Dubai Crude จะอยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะผลักดันให้เงินเฟ้อไทยเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4-5% และจะดึงให้ GDP เติบโตเหลือเพียง 1.0% จากคาดการณ์พื้นฐาน 2.1%

ด้านการท่องเที่ยว: TRIS ประเมินว่านักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลงจากเป้าหมาย 35 ล้านคน เหลือเพียง 32-33 ล้านคนในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งยืดเยื้อ เนื่องจากการปิดน่านฟ้าและค่าตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้น 10-20% ทำให้นักท่องเที่ยวจากยุโรปและสหรัฐฯ ลังเล Thailand Business News รายงานว่า TAT ปรับลดเป้าหมายรายได้การท่องเที่ยวปีนี้ลงเหลือ 1.52 ล้านล้านบาท

ด้านค่าเงิน: ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 bps สู่ระดับ 1.0% ในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ค่าเงินบาทอ่อนลงราว 6% นับตั้งแต่สงครามปะทุในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และเคยอ่อนค่าสูงสุดถึงระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ก่อนที่จะแข็งค่ากลับมาอยู่ที่ราว 32 บาทหลังข่าวหยุดยิง คาดการณ์ว่าหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ ค่าเงินบาทอาจอ่อนลงสู่ระดับ 33-35 บาทต่อดอลลาร์ได้อีกครั้ง

ด้านตลาดหุ้น: Kongkiat Opaswongkarn ซีอีโอของ Asia Plus Group Holdings ระบุผ่าน Bangkok Post ว่า แม้ไทยจะไม่ได้อยู่ในสมรภูมิโดยตรง แต่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยทำให้ต้อง “รับผลกระทบอย่างเต็มๆ” ทั้งนี้ SET Index เคยมีความเสี่ยงที่จะทดสอบระดับ 1,400 จุด ในช่วงที่ความตึงเครียดสูงสุด แต่ปัจจุบันบริษัทหลักทรัพย์ประมาณการกำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนรวมที่ 95 บาทในปีนี้ เติบโต 7.2% จากปีก่อน พร้อมตั้งเป้าหมายดัชนีสิ้นปีที่ 1,580 จุด หลังความตึงเครียดเริ่มลดลง

ด้านการนำเข้าจากตะวันออกกลาง: ไทยนำเข้าสินค้าจากตะวันออกกลางราว 8.3% ของมูลค่านำเข้ารวม โดยเฉพาะปุ๋ยที่มาจากภูมิภาคนี้ราวหนึ่งในสาม ซึ่งหากขาดแคลนต่อเนื่องจะกระทบภาคเกษตรไทยในช่วงปลายปี

มองไปข้างหน้า: โลกในยุคความเสี่ยงซ้อนทับ

รายงาน World Economic Outlook ของ IMF เดือนเมษายน 2569 ชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก “ยังคงเอียงไปทางด้านลบ” (tilted to the downside) โดยตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตามมีอยู่หลายประการ

ประการแรก ผลของการประชุมสุดยอดทรัมป์-สีจิ้นผิงในปักกิ่งว่าจะนำไปสู่ข้อตกลงการค้าที่ครอบคลุมได้หรือไม่ เนื่องจากนักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่าการประชุมสุดยอดทรัมป์ครั้งแรกในปี 2560 ที่สร้างข้อตกลงเชิงพาณิชย์มูลค่ากว่า 250 พันล้านดอลลาร์ ก็ไม่ได้ป้องกันการเสื่อมสลายของความสัมพันธ์ในปี 2561 ได้

ประการที่สอง วิวัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางว่าการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะมีความคืบหน้าอย่างไร กาบิเน็ตทรัมป์ยังคงประชุมอยู่เพื่อหาทางออกตามรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ขณะที่ AP รายงานว่าสหรัฐฯ อาจต้องใช้เวลาหลายปีในการเติมเต็มคลังอาวุธล้ำสมัยที่ใช้ไปในสงครามอิหร่าน

ประการที่สาม ทิศทางการเติบโตของจีน ซึ่ง World Bank คาดการณ์ว่า GDP จีนจะชะลอตัวสู่ 4.4% ในปีนี้ และ 4.2% ในปีหน้า เนื่องจากอุปสงค์ภายในที่ซบเซาและปัญหาโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งจะมีผลสำคัญต่อการส่งออกของไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยรวม

ประการที่สี่ นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงานและความต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว IMF คาดว่าเงินเฟ้อโลกจะลดลงจาก 4.1% ในปี 2568 สู่ 3.8% ในปีนี้ แต่ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทำให้คาดการณ์นี้มีความเสี่ยงด้านสูงอย่างมีนัยสำคัญ

สรุปและมุมมองสำหรับนักลงทุนไทย

เศรษฐกิจโลกในปี 2569 กำลังดำเนินไปภายใต้แรงกดดันที่ซับซ้อนและหลากหลายมิติกว่าช่วงใดในรอบหลายทศวรรษ ทั้งสงครามร้อนในตะวันออกกลาง สงครามการค้าที่กำลังปรับสู่ภาวะสมดุลใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และจีน มาตรการคว่ำบาตรที่กำลังฉุดรั้งเศรษฐกิจรัสเซีย และการแตกกระจายของห่วงโซ่อุปทานโลก

สำหรับนักลงทุนไทย ประเด็นที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงไตรมาส 2-3 ของปี 2569 ได้แก่

ระยะสั้น (1-3 เดือน): ติดตามความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน ซึ่งจะกำหนดทิศทางราคาน้ำมันและค่าเงินบาท หากการเจรจาสำเร็จและราคาน้ำมันลดลงสู่ระดับ 75-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตลาดหุ้นไทยจะได้รับแรงหนุนอย่างมีนัยสำคัญ หุ้นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดหากสถานการณ์คลี่คลายคือกลุ่มท่องเที่ยว การบิน เทคโนโลยี และการบริโภค

ระยะกลาง (3-6 เดือน): ติดตามการดำเนินงานตามข้อตกลงทรัมป์-สีจิ้นผิง โดยเฉพาะในส่วนของ Boeing สินค้าเกษตร และ rare earths ที่อาจเปิดโอกาสใหม่ให้ห่วงโซ่อุปทานในอาเซียนซึ่งไทยเป็นส่วนหนึ่ง นอกจากนี้การที่จีนขยายตลาดส่งออกมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น อาจสร้างทั้งโอกาสในฐานะ “ประเทศทางผ่าน” และความเสี่ยงจากการแข่งขันทางการค้าที่รุนแรงขึ้น

ระยะยาว (มากกว่า 6 เดือน): ในยุค geoeconomic fragmentation ที่โลกแบ่งออกเป็นกลุ่มการค้าตามแนวภูมิรัฐศาสตร์ ไทยจำเป็นต้องวางตำแหน่งตนเองอย่างระมัดระวังในฐานะประเทศที่ยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับทั้งสองกลุ่มได้ นี่อาจเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจไทยในทศวรรษข้างหน้า

Kongkiat จาก Asia Plus สรุปได้อย่างกินใจว่า “วิกฤตไม่ได้กำจัดโอกาส แต่เพียงเปลี่ยนตำแหน่งว่าโอกาสนั้นอยู่ที่ไหน” นักลงทุนที่สามารถอ่านแผนที่ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่นี้ได้ถูกต้องและรวดเร็ว คือผู้ที่จะได้เปรียบในสภาวะตลาดที่ยังคงผันผวนสูงตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้

Similar Posts

  • | |

    วอลล์สตรีททำนิวไฮ 4 วันติด S&P 500 ทะลุ 7,700 ดาวโจนส์พุ่ง 900 จุด

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ในการซื้อขายวันอังคารที่ 4 สิงหาคม โดยดัชนี S&P 500 บวก 1.79% ปิดที่ 7,736.52 จุด ทำสถิติปิดสูงสุดใหม่แซงระดับเดิมของเดือนมิถุนายน ขณะที่ดาวโจนส์ทะยาน 907.47 จุด หรือ 1.71% ปิดที่ 54,085.88 จุด และแนสแด็กคอมโพสิตพุ่งแรงสุด 2.59% ปิดที่ 26,584.99 จุด แรงขับเคลื่อนหลักมาจากความหวังว่าสหรัฐฯ กับอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง กดราคาน้ำมันดิบร่วงแรง ประกอบกับผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทเทคโนโลยีกลุ่ม AI ที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาด นำโดย Palantir ที่พุ่งเกือบ 30% ในวันเดียว ปลุกความเชื่อมั่นว่าดีมานด์ปัญญาประดิษฐ์ยังไม่แผ่ว ภาพรวมตลาด: แรลลีสี่วันติดพาวอลล์สตรีทกลับสู่โหมด Risk-On บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยง (risk-on) อย่างเต็มรูปแบบในช่วงต้นเดือนสิงหาคม หลังผ่านเดือนกรกฎาคมที่เต็มไปด้วยความผันผวน โดยเฉพาะจากความกังวลว่ากระแสการลงทุนใน AI อาจกำลังชะลอตัว การปิดตลาดวันอังคารถือเป็นวันที่ 4…

  • |

    อิหร่านยึดเรือ 2 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ หลังสหรัฐฯ ขยายเวลาหยุดยิง

    กองทัพเรือของอิหร่านได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธว่า ได้เข้ายึดเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 2 ลำใน “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของโลก หลังจากที่สหรัฐอเมริกาได้ประกาศขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่านออกไป และในขณะที่นักการทูตกำลังเร่งผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาสันติภาพเพื่อลดความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC Navy) ระบุผ่านสื่อของรัฐว่า การยึดเรือทั้งสองลำเกิดขึ้นจากข้อกล่าวหาว่าเรือดังกล่าวได้ละเมิดกฎระเบียบด้านการเดินเรือระหว่างประเทศ ก่อนจะถูกควบคุมและนำไปยังชายฝั่งอิหร่าน อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว CNBC ระบุว่ายังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ดังกล่าวจากแหล่งอิสระได้ในขณะนี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากหน่วยงานด้านการเดินเรือของสหราชอาณาจักร (UK Maritime Trade Operations – UKMTO) รายงานว่า เรือสินค้าหลายลำถูกโจมตีในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีความสำคัญต่อการขนส่งพลังงานโลกอย่างยิ่ง ขณะที่สื่อของอิหร่านยังระบุเพิ่มเติมว่าอาจมีเรืออีกลำหนึ่งถูกโจมตีโดยกองกำลังทหารของอิหร่านเช่นกัน ความตึงเครียดด้านความมั่นคงทางทะเลและผลกระทบต่อพลังงานโลก รายงานระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude Futures) สำหรับการส่งมอบเดือนมิถุนายนปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5% มาอยู่ที่ 99.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคยพุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ในช่วงสั้น ๆ ก่อนจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐก็ปรับขึ้น 0.5% มาอยู่ที่ 90.13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล…

  • |

    เศรษฐกิจโลกครึ่งหลัง 2569 เงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอ แต่ฮอร์มุซป่วน

    เศรษฐกิจโลกเดินเข้าสู่ครึ่งหลังของปี 2569 ด้วยภาพที่ขัดแย้งกันเองมากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบทศวรรษ ด้านหนึ่ง ตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภคของสหรัฐฯ ประจำเดือนมิถุนายนที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 สร้างความหวังให้ตลาดว่าคลื่นเงินเฟ้อรอบใหม่ที่ถูกจุดชนวนโดยสงครามในตะวันออกกลางอาจกำลังผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว แต่อีกด้านหนึ่ง เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น การปะทะรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซก็ผลักราคาน้ำมันดิบกลับขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดในรอบหนึ่งเดือน พร้อมกับลากดัชนีหุ้นทั่วโลกให้ปิดสัปดาห์ในแดนลบ โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่เข้าสู่ภาวะตลาดหมีอย่างเป็นทางการ สำหรับนักลงทุนไทย สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงเป็นสัปดาห์ที่ต้องอ่านสัญญาณสองชั้นพร้อมกัน ชั้นแรกคือวัฏจักรนโยบายการเงินโลกที่กำลังแยกทางกันอย่างชัดเจนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ธนาคารกลางยุโรปเพิ่งขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสามปี ธนาคารกลางญี่ปุ่นดันดอกเบี้ยนโยบายแตะระดับ 1% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2538 ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้ผู้ว่าการคนใหม่ เควิน วอร์ช เลือกที่จะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ตลอดทั้งปีโดยไม่ยอมส่งสัญญาณล่วงหน้าใด ๆ ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงยืนดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2565 ชั้นที่สองคือความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลาย และเป็นตัวแปรที่ทำให้แบบจำลองเศรษฐกิจทุกสำนักต้องเขียนฉากทัศน์สำรองเอาไว้เสมอ รายงานฉบับนี้ประมวลข้อมูลจากสำนักข่าวและแหล่งข้อมูลต่างประเทศชั้นนำ ทั้ง CNBC, Al Jazeera, Bloomberg, Reuters, South China Morning Post, ธนาคารกลางสหรัฐฯ ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางญี่ปุ่น ธนาคารกลางอังกฤษ…

  • | |

    ทองพุ่ง น้ำมันจ่อ 100 ดอลลาร์ พันธบัตรสหรัฐป่วน จับตาผลกระทบนักลงทุนไทย

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวอย่างที่ตำราการเงินเรียกว่า “ภาวะหลบภัย” อย่างเต็มรูปแบบ ราคาทองคำดีดตัวแตะระดับสูงสุดในรอบสองเดือน น้ำมันดิบเบรนต์ไต่เข้าใกล้แนว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้งจากความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ตลาดพันธบัตรสหรัฐเผชิญแรงเทขายจนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีพุ่งแตะจุดสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี บีบให้กระทรวงการคลังสหรัฐต้องออกมาตรการซื้อคืนพันธบัตรฉุกเฉินเพื่อสกัดวิกฤต ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพเดียวกันที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังกังวล นั่นคือ เงินเฟ้อที่ยังไม่ยอมลง หนี้ภาครัฐที่บวมขึ้นทุกวัน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไร้ทางออก สำหรับนักลงทุนไทย ภาพใหญ่ที่เกิดขึ้นในตลาดโลกไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะราคาทองคำที่ปรับขึ้นย่อมสะเทือนถึงราคาทองในประเทศ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะส่งผ่านมายังต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อภายใน ส่วนความปั่นป่วนในตลาดพันธบัตรสหรัฐก็มีผลต่อทิศทางค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าออกตลาดหุ้นไทยโดยตรง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทีละตลาด พร้อมประเมินว่าแรงกระเพื่อมจากวอลล์สตรีทและตะวันออกกลางจะย้อนกลับมากระทบพอร์ตของคนไทยอย่างไร ทองคำทะยานแตะจุดสูงสุดรอบสองเดือน แรงหนุนจาก “ดีเบสเมนต์เทรด” ราคาทองคำกลับมาเป็นดาวเด่นของตลาดอีกครั้ง โดยราคาสปอตทองคำเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 เคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 4,474 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากช่วงต้นเดือนที่ยังซื้อขายใกล้ระดับ 4,000 ดอลลาร์ ก่อนหน้านั้นเพียงหนึ่งวัน ราคาทองในตลาดฟิวเจอร์สเคยพุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 4,557 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน โดยราคาบวกขึ้นกว่า 3% ในวันเดียว นับเป็นการฟื้นตัวที่ทรงพลังหลังจากทองคำเคลื่อนไหวในกรอบแคบระหว่าง 4,000–4,200 ดอลลาร์มาเกือบตลอดฤดูร้อน ตัวจุดชนวนสำคัญที่ผลักดันทองคำในสัปดาห์นี้ คือการตัดสินใจของกระทรวงการคลังสหรัฐที่ประกาศเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวอย่างน้อยเท่าตัว ซึ่งกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงและจุดกระแสที่นักวิเคราะห์เรียกว่า…

  • คู่มือ AFP รับมือความผันผวนธุรกิจ: วิเคราะห์เชิงลึกการสร้าง Financial Resilience ในโลกที่ไม่แน่นอน

    ในอดีต หลายองค์กรอาจมองความผันผวนทางธุรกิจเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว เช่น วิกฤตเศรษฐกิจโลกหรือปัญหาซัพพลายเชนที่เกิดเฉพาะช่วงเวลา แต่ในปัจจุบัน ความผันผวนได้กลายเป็น “สภาพแวดล้อมถาวร” ที่ธุรกิจต้องเผชิญอยู่ตลอดเวลา แรงกดดันจากหลายปัจจัย เช่น ภาวะเงินเฟ้อ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่แน่นอน ทำให้องค์กรไม่สามารถใช้วิธีคิดแบบเดิมที่เน้นการวางแผนระยะยาวแบบตายตัวได้อีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ Association for Financial Professionals จึงได้จัดทำคู่มือ “AFP FP&A Guide to Navigating Business Turbulence” เพื่อเป็นแนวทางเชิงกลยุทธ์และเชิงปฏิบัติ สำหรับองค์กรที่ต้องการเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอน และสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินอย่างยั่งยืน Financial Resilience: มากกว่าการเอาตัวรอด แนวคิด “Financial Resilience” ไม่ได้หมายถึงเพียงการอยู่รอดในช่วงวิกฤต แต่หมายถึงความสามารถขององค์กรในการ “ยืนหยัดและเติบโต” แม้ต้องเผชิญกับความผันผวน องค์กรที่มี Financial Resilience จะมีความสามารถในหลายด้าน ได้แก่: วิเคราะห์เชิงลึก องค์กรที่มี resilience สูง มักมีโครงสร้างที่ “ยืดหยุ่น” มากกว่าบริษัททั่วไป เช่น: ในทางกลับกัน…

  • | |

    สงครามเศรษฐกิจโลก: ทรัมป์ลั่น Economic D-Day น้ำมันพุ่ง ทองคำนิวไฮ นักลงทุนไทยต้องรู้

    ตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 ท่ามกลางความปั่นป่วนที่ถาโถมจากหลายแนวรบพร้อมกัน เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเปิดฉาก “Economic D-Day” หรือปฏิบัติการสงครามเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เพื่อกดดันอิหร่าน ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านย่างเข้าสู่เดือนที่หก ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งพลังงานโลกยังคงถูกปิดกั้นเกือบสนิท ผลลัพธ์คือราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะยานแตะระดับสูงสุดในรอบเดือน ทองคำพุ่งทำจุดสูงสุดในรอบสามเดือน และตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงเทขายหนักที่สุดในรอบสามสัปดาห์ ในเวลาเดียวกัน สงครามการค้าระหว่างสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีนก็ยังไม่มีทีท่าคลี่คลายอย่างแท้จริง แม้ทั้งสองฝ่ายจะยืดข้อตกลงพักรบทางภาษีออกไป แต่โครงสร้างกำแพงภาษีที่ซับซ้อนหลายชั้นยังคงกดดันห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และดันอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ ขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) สำหรับประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลักและมีสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับต้น สถานการณ์เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินบาท ต้นทุนพลังงาน และทิศทางของดัชนี SET รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกทุกแนวรบ พร้อมประเมินผลกระทบและกลยุทธ์สำหรับนักลงทุนไทย 1. “Economic D-Day”: ทรัมป์เปิดสงครามเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดกับอิหร่าน จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงค่ำวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ข้อความตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ประกาศคำว่า “ECONOMIC D-DAY” ต่ออิหร่าน โดยระบุว่านี่จะเป็น “ปฏิบัติการทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยดำเนินการกับประเทศใด” สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ทรัมป์ยังขู่ว่าจะใช้บทลงโทษทางการเงินขั้นรุนแรงต่อประเทศใดก็ตามที่ช่วยเหลือเตหะรานหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร สาระสำคัญของคำประกาศคือการขยายวงล้อมทางเศรษฐกิจให้ครอบคลุมไม่เฉพาะอิหร่านเท่านั้น…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *