Nvidia-Apple-Microsoft ทุบสถิติกำไร AI ดัน SOX พุ่ง 65% นักลงทุนไทยต้องรู้

Nvidia-Apple-Microsoft ทุบสถิติกำไร AI ดัน SOX พุ่ง 65% นักลงทุนไทยต้องรู้

ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทร้อนแรงที่สุดในรอบหลายปี เมื่อกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์พาตลาดบุกทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,412.84 จุด ขณะที่ Nasdaq Composite แตะระดับสูงสุดใหม่ที่ 26,274.13 จุด เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2026 โดยมีดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ PHLX Semiconductor Index พุ่งขึ้น 2.6% ในวันเดียว แรงขับเคลื่อนหลักยังคงเป็น AI และโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ที่บิ๊กเทคทุ่มเงินลงทุนมหาศาล ท่ามกลางคำถามจากนักวิเคราะห์ว่าการเติบโตนี้จะยั่งยืนหรือกำลังจะระเบิดเหมือนฟองสบู่ดอตคอม

Nvidia: จักรพรรดิชิป AI ทุบสถิติรายได้ $216 พันล้านเหรียญ

ไม่มีบริษัทใดครองหัวใจตลาดในยุค AI ได้เท่า Nvidia ผู้ผลิตชิปรายนี้รายงานรายได้ไตรมาส 4 ปีการเงิน 2026 ที่ $68.1 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 73% จากปีก่อน และทั้งปีการเงิน 2026 รายได้รวมแตะ $215.9 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 65% โดยกำไรสุทธิอยู่ที่ $120 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ Nvidia กลายเป็นบริษัทอเมริกันลำดับที่ 4 ที่เคยมีกำไรสุทธิทะลุ $100 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ต่อจาก Alphabet, Apple และ Microsoft

รายได้ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งเป็นหัวใจหลักของธุรกิจ AI ทำรายได้ $62.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 75% ปีต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการ GPU เพื่อฝึกและรันโมเดล AI ยังคงเดือดพล่านต่อเนื่อง

หุ้น Nvidia ยังพุ่งขึ้น 4.3% แตะระดับ $208.27 ส่งมูลค่าตลาดทะลุ $5 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนตุลาคม โดย CEO Jensen Huang ให้คำแนะนำรายได้ไตรมาสแรกปีการเงิน 2027 ที่ราว $78 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งนั่นหมายถึงการเติบโต 73-80% ปีต่อปี ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่น่าทึ่งมากสำหรับบริษัทขนาดนี้

Nvidia กำลังจะรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดในวันที่ 20 พฤษภาคม 2026 ซึ่งตลาดจับตามองว่าจะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่าโมเมนตัมยังคงอยู่หรือไม่

Microsoft: ธุรกิจ AI ทะลุ $37 พันล้านต่อปี Azure โตพุ่ง

ยักษ์ใหญ่ซอฟต์แวร์อย่าง Microsoft ไม่น้อยหน้าเช่นกัน ผลประกอบการไตรมาสล่าสุด (สิ้นสุดมีนาคม 2026) รายได้รวมอยู่ที่ $82.9 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 18% กำไรสุทธิแตะ $31.8 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 23% และที่สำคัญ ธุรกิจ AI ของ Microsoft มีรายได้ run rate ทะลุ $37 พันล้านดอลลาร์ต่อปี เพิ่มขึ้น 123% ปีต่อปี

รายได้ Microsoft Cloud อยู่ที่ $54.5 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 29% และ commercial remaining performance obligation พุ่งขึ้น 99% สู่ $627 พันล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าลูกค้าองค์กรทั่วโลกต่างผูกพันกับ Microsoft Cloud ในระยะยาวมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด

Bloomberg รายงานว่า ในภาพรวม hyperscalers ทั้ง 4 รายอย่าง Microsoft, Meta, Alphabet และ Amazon คาดว่าจะเพิ่ม capital expenditure รวมกันสูงถึงกว่า $470 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 จาก $350 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 ซึ่งสะท้อนว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังไม่มีทีท่าชะลอตัว

Apple: iPhone 17 สร้างประวัติศาสตร์ Services โตไม่หยุด

Apple พิสูจน์ให้เห็นว่ากลยุทธ์ AI แบบ “มองไม่เห็น” ที่เน้นประสบการณ์ผู้ใช้ผ่าน Apple Intelligence ก็ได้ผลเช่นกัน ไตรมาส 1 ปีการเงิน 2026 Apple ทำรายได้ $143.8 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16% ปีต่อปี และกำไรต่อหุ้นขยับขึ้น 19% สู่ $2.84 ซึ่ง iPhone ทำสถิติรายได้รายไตรมาสสูงสุดตลอดกาล และ Services ก็แตะระดับ all-time high ที่ $30 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 14%

ต่อเนื่องในไตรมาส 2 Apple ก็ยังรักษาโมเมนตัมได้ โดยรายได้รวม $111.2 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17% ปีต่อปี และกำไรต่อหุ้นพุ่งขึ้น 22% สู่ $2.01 ซึ่งเป็น March quarter ที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท

จีนซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของ Apple กลับเป็นจุดเด่นในไตรมาสนี้ โดยรายได้จาก Greater China เพิ่มขึ้น 28% ทำสถิติใหม่ของไตรมาส March โดย iPhone เป็นสมาร์ตโฟนขายดีที่สุดในเมืองใหญ่ของจีน

CNBC รายงานว่า Apple มีแผนลงทุน data center $13 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งน้อยกว่าคู่แข่งมาก แต่กลยุทธ์ Private Cloud ของ Apple ดูเหมือนจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่า โดยราคาหุ้นขยับขึ้น 3.4% หลังรายงานผลประกอบการ

คลื่นลูกใหม่ของเซมิคอนดักเตอร์: AMD, Intel, Micron พาเหรดโตแซง Nvidia

ภาพที่น่าสนใจในปี 2026 คือการที่หุ้นเซมิคอนดักเตอร์รุ่นเก่าหลายตัวกลับมาร้อนแรงแซงหน้า Nvidia

ขณะที่ Nvidia เพิ่งขึ้นมา 15% ในปีนี้ หุ้นอย่าง Intel, AMD และ Micron กลับเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า โดย Intel นำโด่งด้วยการพุ่งขึ้นกว่า 200%

AMD เองก็น่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กัน โดยหุ้นขึ้นมาแล้ว 66% ในปี 2026 CEO Lisa Su ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของตลาด Server CPU ระยะ 3-5 ปี จาก 18% เป็น 35% ต่อปี

ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ PHLX SOX พุ่งขึ้นกว่า 65% ตั้งแต่ต้นปี 2026 โดยบันทึก 22 วันที่ปิดบวกจาก 23 วันทำการล่าสุด และทำ intraday all-time high ครั้งที่ 15 ของปีแล้ว

นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs และ Bernstein ต่างปรับ AMD เป็น Buy โดยอ้างถึงแรงหนุนจากการเติบโตของ CPU ดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะที่ JPMorgan Chase มองว่าผลประกอบการล่าสุดของ AMD แสดงให้เห็น “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” ในอุตสาหกรรม

เสียงเตือน: ฟองสบู่หรือการเติบโตที่ยั่งยืน?

ท่ามกลางความร้อนแรงนี้ เสียงเตือนก็ดังขึ้นเรื่อยๆ Jonathan Krinsky นักวิเคราะห์จาก BTIG เปรียบเทียบการพุ่งขึ้นของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์กับปี 1999 ก่อนที่ฟองสบู่ดอตคอมจะแตก โดยเตือนถึงโอกาสที่ดัชนี SOX อาจปรับลง 25-30%

ก่อนหน้านี้ Michael Burry ผู้มีชื่อเสียงจากภาพยนตร์ “Big Short” เคยเปิดเผยว่าถือสถานะ short ต่อ Nvidia และ Palantir และยังกล่าวหาว่า hyperscalers ปรับตัวเลขกำไรเพื่อให้ดูดีกว่าความจริง

อย่างไรก็ตาม ฝั่งที่มองบวกโต้ว่า ความต้องการ AI นั้นเป็นของจริง CEO Sundar Pichai ของ Alphabet เคยกล่าวในงานแถลงผลประกอบการว่า “รายได้ Cloud ของเราจะสูงกว่านี้ถ้ามี compute มากกว่านี้” สะท้อนว่าทุกบริษัทยังขาดแคลน compute และไม่มีใครได้ Nvidia เพียงพอ

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: โอกาสและความเสี่ยงที่ต้องจับตา

สำหรับนักลงทุนไทย คลื่นของ AI และเซมิคอนดักเตอร์นี้มีทั้งโอกาสและความท้าทายที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

กองทุนรวม Global Technology และ Semiconductor ที่จำหน่ายในไทยหลายกองมีสัดส่วนการลงทุนใน Nvidia, Apple, Microsoft และ AMD เป็นหุ้นหลัก นักลงทุนที่ถือกองทุนเหล่านี้ในช่วงที่ผ่านมาย่อมได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจ โดย Goldman Sachs ประเมินว่า Nvidia, Apple, Microsoft, Alphabet, Broadcom และ Meta จะรับผิดชอบการเติบโตกำไรของ S&P 500 ถึง 46% ในปี 2026

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่เคลื่อนไหวเทียบดอลลาร์สหรัฐ และภาษีนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์ที่สหรัฐกำลังพิจารณา อาจสร้างความผันผวนเพิ่มเติม ประกอบกับการที่ หุ้นเซมิคอนดักเตอร์บางตัวมีมูลค่าที่ตึงตัวมากจนนักวิเคราะห์เริ่มเปรียบเทียบกับยุคดอตคอม บ่งชี้ว่าการเข้าลงทุนในจังหวะนี้ต้องการ position sizing และ stop-loss ที่รัดกุม

สำหรับนักลงทุนระยะยาว การกระจายความเสี่ยงผ่านกองทุน ETF ที่ครอบคลุมทั้งหุ้น AI Infrastructure อย่าง Nvidia และ AMD รวมถึงหุ้น AI Enabler อย่าง Microsoft และ Alphabet น่าจะเป็นแนวทางที่สมดุลกว่าการทุ่มทั้งหมดในชิปตัวใดตัวหนึ่ง

ท้ายที่สุด แม้ตัวเลขกำไรในช่วงที่ผ่านมาจะน่าประทับใจ แต่ความสำเร็จในระยะยาวของหุ้นกลุ่มนี้ขึ้นอยู่กับว่าการลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์ใน AI จะสร้างรายได้และผลกำไรที่จับต้องได้จริงในระดับไหน ซึ่งคำตอบจะค่อยๆ เผยออกมาผ่านผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 นี้เอง

Similar Posts

  • | |

    กำไร BP พุ่งเกินเท่าตัว เหนือคาดการณ์ หลังสงครามอิหร่านดันราคาน้ำมันพุ่งสูง

    ในสัปดาห์ที่ตลาดพลังงานโลกยังคงร้อนแรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง BP บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่สัญชาติอังกฤษได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 ที่สร้างความประหลาดใจให้กับวงการในเชิงบวกอย่างมาก เมื่อกำไรสุทธิพุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ผลักดันโดยราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ผลลัพธ์นี้ไม่เพียงตอกย้ำความแข็งแกร่งของธุรกิจพลังงานในยามที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านอุปทาน แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งอันน่าขันของโลกสมัยใหม่ที่ความทุกข์ยากจากสงครามกลับกลายเป็นกำไรงามสำหรับอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับราคาพลังงาน ตัวเลขที่พูดแทนตัวเอง: กำไรที่ทิ้งห่างการคาดการณ์ BP รายงาน กำไรต้นทุนทดแทนพื้นฐาน (Underlying Replacement Cost Profit) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่บริษัทใช้แทนกำไรสุทธิ อยู่ที่ 3,200 ล้านดอลลาร์ สำหรับสามเดือนแรกของปี 2569 ตัวเลขนี้เหนือกว่าการคาดการณ์เฉลี่ยของนักวิเคราะห์ที่รวบรวมโดย LSEG ซึ่งอยู่ที่ 2,630 ล้านดอลลาร์ อยู่ถึง 570 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ถึงกว่า 21% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า ภาพยิ่งชัดเจนขึ้นว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยิ่งใหญ่แค่ไหน กำไรสุทธิในไตรมาสแรกของปีที่แล้วอยู่ที่เพียง 1,380 ล้านดอลลาร์ และในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 อยู่ที่ 1,540 ล้านดอลลาร์ การกระโดดขึ้นมาที่ 3,200 ล้านดอลลาร์ในครั้งนี้จึงหมายความว่ากำไรเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบปีต่อปี และเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าด้วย BP อธิบายว่าผลลัพธ์ไตรมาสแรกนี้สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมจากการซื้อขายน้ำมันที่ “ยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ” และผลการดำเนินงานกลางน้ำที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งทั้งสองปัจจัยล้วนได้รับประโยชน์โดยตรงจากความผันผวนของราคาพลังงานที่สูงขึ้นอันเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง เสียงจาก CEO:…

  • |

    ตลาดหุ้นโลกสัปดาห์นี้: AI ขับเคลื่อนตลาด, ดาว-โจนส์ทำ All-Time High, ไต้หวัน-เกาหลีใต้พลิกโฉมแผนที่การลงทุนโลก

    ตลาดหุ้นโลกปิดสัปดาห์ด้วยบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา ขณะที่ดัชนีดาว-โจนส์ทำลายสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล และดัชนี S&P 500 บันทึกสัปดาห์ที่ดีติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 8 ซึ่งนับเป็นช่วงขาขึ้นที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 กลไกสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการฟื้นตัวครั้งนี้ ได้แก่ ผลประกอบการแข็งแกร่งของ NVIDIA ยักษ์ใหญ่ชิป AI ความหวังสันติภาพตะวันออกกลางที่กลับมาอีกครั้ง และการปรับโครงสร้างอำนาจตลาดหุ้นโลกที่น่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อไต้หวันและเกาหลีใต้แซงหน้าชาติตะวันตกขึ้นมาอยู่ในแถวหน้าด้านมูลค่าตลาดทุนโลกด้วยพลังของกระแส AI สถานการณ์โดยรวมสะท้อนให้เห็นความขัดแย้งระหว่างแรงขับเคลื่อนเชิงบวกจากโลกเทคโนโลยี กับความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงกดดันตลาดพลังงานและพันธบัตรอย่างต่อเนื่อง ดาว-โจนส์แตะ All-Time High, S&P 500 ชนะ 8 สัปดาห์ติด ดัชนีดาว-โจนส์ อินดัสเทรียล เอเวอเรจบวกขึ้น 294.04 จุด หรือ 0.58% ปิดที่ 50,579.70 จุด โดยดัชนีทำสถิติสูงสุดตลอดกาลทั้งในระหว่างวันและตอนปิดตลาด ขณะที่ S&P 500 ขึ้น 0.37% ปิดที่ 7,473.47 จุด ส่วน Nasdaq Composite ปรับขึ้น 0.19% ปิดที่ 26,343.97…

  • วอลล์สตรีทปิดบวกท้ายสัปดาห์ ก่อนศึกใหญ่งบแบงก์-เงินเฟ้อ-เฟดสัปดาห์หน้า

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดตลาดวันศุกร์ (10 ก.ค.) ในแดนบวกอย่างระมัดระวัง ปิดฉากสัปดาห์ที่ผันผวนหนักด้วยชัยชนะรายสัปดาห์ของทั้งดัชนี S&P 500 และ Nasdaq โดยมีแรงหนุนจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Nvidia และ Meta พร้อมการเปิดตัวขายหุ้น IPO ของ SK Hynix ที่กลายเป็นการระดมทุนของบริษัทต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วอลล์สตรีท ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังกลั้นหายใจรอสัปดาห์หน้าที่อัดแน่นด้วยงบการเงินแบงก์ยักษ์ใหญ่ ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และการปรากฏตัวครั้งแรกต่อสภาคองเกรสของประธานเฟดคนใหม่ ‘เควิน วอร์ช’ ที่อาจกำหนดทิศทางตลาดในครึ่งปีหลัง ปิดตลาดวันศุกร์: ดัชนีหลักปิดบวก ปิดสัปดาห์ผันผวนด้วยชัยชนะ บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม ปิดท้ายสัปดาห์ด้วยโทนบวก โดยดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.42% ปิดที่ระดับ 7,575.39 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยี เพิ่มขึ้น 0.29% ปิดที่ 26,281.61 จุด ส่วนดัชนี Dow Jones Industrial…

  • | |

    ดาวโจนส์ทำนิวไฮก่อนย่อ หุ้นชิปร่วงหนัก Micron ดิ่ง 10% จับตา Fed ยุค Warsh

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดฉากไตรมาส 3 ปี 2026 ด้วยบรรยากาศที่ผสมผสานระหว่างความหวังและความกังวล เมื่อดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ระหว่างวันที่ระดับ 52,742.66 จุด ก่อนจะแผ่วลงมาปิดตลาดในแดนลบเล็กน้อยที่ 52,305.24 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq ร่วงลง 0.66% จากแรงเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อย่างหนัก นำโดย Micron ที่ดิ่งลงกว่า 10% หลังนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามต่อความยั่งยืนของกระแสการลงทุนด้าน AI ที่ผลักดันตลาดมาตลอดครึ่งปีแรก ปัจจัยสำคัญที่ตลาดจับตาในสัปดาห์นี้คือการปรากฏตัวครั้งแรกบนเวทีระดับโลกของ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ ในงานประชุมประจำปีของธนาคารกลางยุโรป (ECB Forum) ที่เมืองซินตรา ประเทศโปรตุเกส ซึ่ง Warsh ส่งสัญญาณชัดเจนว่าเงินเฟ้อยังคง “สูงเกินไป” และ Fed จะเดินหน้าสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้ได้ พร้อมยืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางจากแรงกดดันทางการเมือง ขณะเดียวกันตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP ที่ออกมาต่ำกว่าคาด กำลังเพิ่มน้ำหนักให้กับรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ที่จะประกาศในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งเลื่อนมาเร็วกว่าปกติหนึ่งวันเนื่องจากตลาดปิดทำการในวันศุกร์เนื่องในวันชาติสหรัฐฯ บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกความเคลื่อนไหวของวอลล์สตรีทในการซื้อขายวันแรกของไตรมาส 3 ตั้งแต่ภาพรวมดัชนีหลัก การหมุนเวียนของเม็ดเงินออกจากหุ้นชิปเข้าสู่หุ้นซอฟต์แวร์และกลุ่มการเงิน…

  • ดอลลาร์แข็งสวนทาง! เงินยังไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ จับตาเฟด-SET ครึ่งปีหลัง 2026

    ตลาดการเงินโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 กำลังเผชิญกับความขัดแย้งเชิงทิศทางที่ทำให้นักลงทุนสถาบันต้องคิดใหม่เรื่องการจัดพอร์ต หลังจากที่ธีมหลักของปีนี้ตลอดช่วงต้นปีคือ “ดอลลาร์อ่อน เงินไหลเข้าตลาดเกิดใหม่” กลับพลิกผันเมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ Kevin Warsh ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา พร้อมส่งสัญญาณ “hawkish” ที่ทำให้ตลาดต้องปรับมุมมองเรื่องจังหวะการลดดอกเบี้ยใหม่ทั้งหมด ขณะเดียวกัน ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ก็ไต่ขึ้นมาแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 ที่ราว 100.7 จุด สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ตอนต้นปีว่าดอลลาร์จะอ่อนค่าต่อเนื่อง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Markets) ยังคงรักษาผลตอบแทนที่โดดเด่นไว้ได้ ดัชนี MSCI Emerging Markets ปรับตัวขึ้นกว่า 25% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่กองทุน iShares MSCI Emerging Markets ETF (EEM) ให้ผลตอบแทนแบบ price return ราว 23% เทียบกับ S&P 500…

  • | |

    วอลล์สตรีทพุ่งต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ติด แต่ระวัง! พันธบัตรส่งสัญญาณอันตราย ยุค “Warsh Fed” เพิ่งเริ่มต้น

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ล่าสุดในแดนบวกเป็นครั้งที่ 8 ติดต่อกัน ซึ่งนับเป็นสถิติชนะรายสัปดาห์ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 โดย ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดที่ 50,579.70 จุด บวก 294.04 จุด หรือ 0.58% พร้อมทำ All-Time High ใหม่ทั้งระหว่างวันและตอนปิดตลาด ขณะที่ S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.37% ปิดที่ 7,473.47 จุด และ Nasdaq Composite ขึ้น 0.19% ปิดที่ 26,343.97 จุด แต่ภาพรวมที่ดูสดใสนี้กำลังซ่อนความตึงเครียดลึกๆ ไว้ใต้พื้นผิว ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ เงินเฟ้อที่กลับมาร้อนแรง การเปลี่ยนผ่านผู้นำธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งสำคัญ และสงครามอิหร่านที่ยังไม่มีทีท่าจะจบ — ทั้งหมดนี้กำลังทดสอบความอดทนของตลาดวัวกระทิงที่กำลังวิ่งต่อเนื่องมาหลายเดือน สัปดาห์แห่งการทดสอบ: จากดิ่งเหวถึงฟื้นตัว สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นบทสะท้อนชัดเจนของตลาดที่เต็มไปด้วยความผันผวน เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยหุ้นสหรัฐฯ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *