Nvidia-Apple-Microsoft ทุบสถิติกำไร AI ดัน SOX พุ่ง 65% นักลงทุนไทยต้องรู้

Nvidia-Apple-Microsoft ทุบสถิติกำไร AI ดัน SOX พุ่ง 65% นักลงทุนไทยต้องรู้

ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทร้อนแรงที่สุดในรอบหลายปี เมื่อกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์พาตลาดบุกทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,412.84 จุด ขณะที่ Nasdaq Composite แตะระดับสูงสุดใหม่ที่ 26,274.13 จุด เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2026 โดยมีดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ PHLX Semiconductor Index พุ่งขึ้น 2.6% ในวันเดียว แรงขับเคลื่อนหลักยังคงเป็น AI และโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ที่บิ๊กเทคทุ่มเงินลงทุนมหาศาล ท่ามกลางคำถามจากนักวิเคราะห์ว่าการเติบโตนี้จะยั่งยืนหรือกำลังจะระเบิดเหมือนฟองสบู่ดอตคอม

Nvidia: จักรพรรดิชิป AI ทุบสถิติรายได้ $216 พันล้านเหรียญ

ไม่มีบริษัทใดครองหัวใจตลาดในยุค AI ได้เท่า Nvidia ผู้ผลิตชิปรายนี้รายงานรายได้ไตรมาส 4 ปีการเงิน 2026 ที่ $68.1 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 73% จากปีก่อน และทั้งปีการเงิน 2026 รายได้รวมแตะ $215.9 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 65% โดยกำไรสุทธิอยู่ที่ $120 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ Nvidia กลายเป็นบริษัทอเมริกันลำดับที่ 4 ที่เคยมีกำไรสุทธิทะลุ $100 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ต่อจาก Alphabet, Apple และ Microsoft

รายได้ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งเป็นหัวใจหลักของธุรกิจ AI ทำรายได้ $62.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 75% ปีต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการ GPU เพื่อฝึกและรันโมเดล AI ยังคงเดือดพล่านต่อเนื่อง

หุ้น Nvidia ยังพุ่งขึ้น 4.3% แตะระดับ $208.27 ส่งมูลค่าตลาดทะลุ $5 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนตุลาคม โดย CEO Jensen Huang ให้คำแนะนำรายได้ไตรมาสแรกปีการเงิน 2027 ที่ราว $78 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งนั่นหมายถึงการเติบโต 73-80% ปีต่อปี ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่น่าทึ่งมากสำหรับบริษัทขนาดนี้

Nvidia กำลังจะรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดในวันที่ 20 พฤษภาคม 2026 ซึ่งตลาดจับตามองว่าจะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่าโมเมนตัมยังคงอยู่หรือไม่

Microsoft: ธุรกิจ AI ทะลุ $37 พันล้านต่อปี Azure โตพุ่ง

ยักษ์ใหญ่ซอฟต์แวร์อย่าง Microsoft ไม่น้อยหน้าเช่นกัน ผลประกอบการไตรมาสล่าสุด (สิ้นสุดมีนาคม 2026) รายได้รวมอยู่ที่ $82.9 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 18% กำไรสุทธิแตะ $31.8 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 23% และที่สำคัญ ธุรกิจ AI ของ Microsoft มีรายได้ run rate ทะลุ $37 พันล้านดอลลาร์ต่อปี เพิ่มขึ้น 123% ปีต่อปี

รายได้ Microsoft Cloud อยู่ที่ $54.5 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 29% และ commercial remaining performance obligation พุ่งขึ้น 99% สู่ $627 พันล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าลูกค้าองค์กรทั่วโลกต่างผูกพันกับ Microsoft Cloud ในระยะยาวมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด

Bloomberg รายงานว่า ในภาพรวม hyperscalers ทั้ง 4 รายอย่าง Microsoft, Meta, Alphabet และ Amazon คาดว่าจะเพิ่ม capital expenditure รวมกันสูงถึงกว่า $470 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 จาก $350 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 ซึ่งสะท้อนว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังไม่มีทีท่าชะลอตัว

Apple: iPhone 17 สร้างประวัติศาสตร์ Services โตไม่หยุด

Apple พิสูจน์ให้เห็นว่ากลยุทธ์ AI แบบ “มองไม่เห็น” ที่เน้นประสบการณ์ผู้ใช้ผ่าน Apple Intelligence ก็ได้ผลเช่นกัน ไตรมาส 1 ปีการเงิน 2026 Apple ทำรายได้ $143.8 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16% ปีต่อปี และกำไรต่อหุ้นขยับขึ้น 19% สู่ $2.84 ซึ่ง iPhone ทำสถิติรายได้รายไตรมาสสูงสุดตลอดกาล และ Services ก็แตะระดับ all-time high ที่ $30 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 14%

ต่อเนื่องในไตรมาส 2 Apple ก็ยังรักษาโมเมนตัมได้ โดยรายได้รวม $111.2 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17% ปีต่อปี และกำไรต่อหุ้นพุ่งขึ้น 22% สู่ $2.01 ซึ่งเป็น March quarter ที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท

จีนซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของ Apple กลับเป็นจุดเด่นในไตรมาสนี้ โดยรายได้จาก Greater China เพิ่มขึ้น 28% ทำสถิติใหม่ของไตรมาส March โดย iPhone เป็นสมาร์ตโฟนขายดีที่สุดในเมืองใหญ่ของจีน

CNBC รายงานว่า Apple มีแผนลงทุน data center $13 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งน้อยกว่าคู่แข่งมาก แต่กลยุทธ์ Private Cloud ของ Apple ดูเหมือนจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่า โดยราคาหุ้นขยับขึ้น 3.4% หลังรายงานผลประกอบการ

คลื่นลูกใหม่ของเซมิคอนดักเตอร์: AMD, Intel, Micron พาเหรดโตแซง Nvidia

ภาพที่น่าสนใจในปี 2026 คือการที่หุ้นเซมิคอนดักเตอร์รุ่นเก่าหลายตัวกลับมาร้อนแรงแซงหน้า Nvidia

ขณะที่ Nvidia เพิ่งขึ้นมา 15% ในปีนี้ หุ้นอย่าง Intel, AMD และ Micron กลับเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า โดย Intel นำโด่งด้วยการพุ่งขึ้นกว่า 200%

AMD เองก็น่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กัน โดยหุ้นขึ้นมาแล้ว 66% ในปี 2026 CEO Lisa Su ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของตลาด Server CPU ระยะ 3-5 ปี จาก 18% เป็น 35% ต่อปี

ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ PHLX SOX พุ่งขึ้นกว่า 65% ตั้งแต่ต้นปี 2026 โดยบันทึก 22 วันที่ปิดบวกจาก 23 วันทำการล่าสุด และทำ intraday all-time high ครั้งที่ 15 ของปีแล้ว

นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs และ Bernstein ต่างปรับ AMD เป็น Buy โดยอ้างถึงแรงหนุนจากการเติบโตของ CPU ดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะที่ JPMorgan Chase มองว่าผลประกอบการล่าสุดของ AMD แสดงให้เห็น “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” ในอุตสาหกรรม

เสียงเตือน: ฟองสบู่หรือการเติบโตที่ยั่งยืน?

ท่ามกลางความร้อนแรงนี้ เสียงเตือนก็ดังขึ้นเรื่อยๆ Jonathan Krinsky นักวิเคราะห์จาก BTIG เปรียบเทียบการพุ่งขึ้นของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์กับปี 1999 ก่อนที่ฟองสบู่ดอตคอมจะแตก โดยเตือนถึงโอกาสที่ดัชนี SOX อาจปรับลง 25-30%

ก่อนหน้านี้ Michael Burry ผู้มีชื่อเสียงจากภาพยนตร์ “Big Short” เคยเปิดเผยว่าถือสถานะ short ต่อ Nvidia และ Palantir และยังกล่าวหาว่า hyperscalers ปรับตัวเลขกำไรเพื่อให้ดูดีกว่าความจริง

อย่างไรก็ตาม ฝั่งที่มองบวกโต้ว่า ความต้องการ AI นั้นเป็นของจริง CEO Sundar Pichai ของ Alphabet เคยกล่าวในงานแถลงผลประกอบการว่า “รายได้ Cloud ของเราจะสูงกว่านี้ถ้ามี compute มากกว่านี้” สะท้อนว่าทุกบริษัทยังขาดแคลน compute และไม่มีใครได้ Nvidia เพียงพอ

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: โอกาสและความเสี่ยงที่ต้องจับตา

สำหรับนักลงทุนไทย คลื่นของ AI และเซมิคอนดักเตอร์นี้มีทั้งโอกาสและความท้าทายที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

กองทุนรวม Global Technology และ Semiconductor ที่จำหน่ายในไทยหลายกองมีสัดส่วนการลงทุนใน Nvidia, Apple, Microsoft และ AMD เป็นหุ้นหลัก นักลงทุนที่ถือกองทุนเหล่านี้ในช่วงที่ผ่านมาย่อมได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจ โดย Goldman Sachs ประเมินว่า Nvidia, Apple, Microsoft, Alphabet, Broadcom และ Meta จะรับผิดชอบการเติบโตกำไรของ S&P 500 ถึง 46% ในปี 2026

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่เคลื่อนไหวเทียบดอลลาร์สหรัฐ และภาษีนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์ที่สหรัฐกำลังพิจารณา อาจสร้างความผันผวนเพิ่มเติม ประกอบกับการที่ หุ้นเซมิคอนดักเตอร์บางตัวมีมูลค่าที่ตึงตัวมากจนนักวิเคราะห์เริ่มเปรียบเทียบกับยุคดอตคอม บ่งชี้ว่าการเข้าลงทุนในจังหวะนี้ต้องการ position sizing และ stop-loss ที่รัดกุม

สำหรับนักลงทุนระยะยาว การกระจายความเสี่ยงผ่านกองทุน ETF ที่ครอบคลุมทั้งหุ้น AI Infrastructure อย่าง Nvidia และ AMD รวมถึงหุ้น AI Enabler อย่าง Microsoft และ Alphabet น่าจะเป็นแนวทางที่สมดุลกว่าการทุ่มทั้งหมดในชิปตัวใดตัวหนึ่ง

ท้ายที่สุด แม้ตัวเลขกำไรในช่วงที่ผ่านมาจะน่าประทับใจ แต่ความสำเร็จในระยะยาวของหุ้นกลุ่มนี้ขึ้นอยู่กับว่าการลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์ใน AI จะสร้างรายได้และผลกำไรที่จับต้องได้จริงในระดับไหน ซึ่งคำตอบจะค่อยๆ เผยออกมาผ่านผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 นี้เอง

Similar Posts

  • |

    เศรษฐกิจโลกปี 2026: Stagflation ภัยคุกคาม ธนาคารกลางสู้ศึกดอกเบี้ยท่ามกลางสงครามอิหร่าน

    สัญญาณเตือนจากองค์กรการเงินระหว่างประเทศกำลังดังขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ซับซ้อนและน่ากังวลที่สุดนับตั้งแต่ยุคหลังโควิด-19 เมื่อสงครามอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้พลิกสมการทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ส่งผลให้ราคาพลังงานทะยานสูง เงินเฟ้อกลับมาหลอกหลอน และธนาคารกลางทั่วโลกต้องเผชิญกับ “กับดักสองทาง” อันโหดร้าย ระหว่างการสู้กับเงินเฟ้อที่ต้องขึ้นดอกเบี้ย กับการพยุงการเติบโตที่ต้องลดดอกเบี้ย — ซึ่งทั้งสองทิศทางล้วนขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง นักลงทุนทั่วโลก รวมถึงไทย กำลังจับตามองการประชุมสำคัญของธนาคารกลางหลายแห่งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยเฉพาะการประชุม FOMC ของเฟดวันที่ 16-17 มิถุนายน ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่ Kevin Warsh นั่งเก้าอี้ประธานเฟดอย่างเป็นทางการ IMF และ World Bank ส่งสัญญาณ: เศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ยังไม่ถึงขั้นล่มสลาย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 ลงมาอยู่ที่ 3.1% จากที่เคยคาดไว้สูงกว่านี้ในเดือนมกราคม โดย Kristalina Georgieva ผู้อำนวยการ IMF กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “หากไม่มีวิกฤตนี้ เราจะได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโต แต่ตอนนี้ แม้แต่สถานการณ์ที่ดีที่สุดของเราก็ยังต้องมีการปรับลด” ในสถานการณ์เลวร้าย หากราคาน้ำมัน Brent…

  • Apple แต่งตั้งซีอีโอคนใหม่: John Ternus รับไม้ต่อจาก Tim Cook

    บริษัท Apple ประกาศเมื่อวันจันทร์ว่า John Ternus จะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ของบริษัท โดยจะเข้ารับตำแหน่งแทน Tim Cook ซึ่งจะเปลี่ยนบทบาทไปเป็นประธานกรรมการบริหาร (Executive Chairman) ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน เป็นต้นไป นับเป็นการเปลี่ยนผู้นำระดับสูงครั้งสำคัญของบริษัทเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และอาจเป็นจุดเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ในทศวรรษถัดไปของบริษัท Ternus ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะกรรมการบริษัททันทีที่ขึ้นเป็น CEO ขณะเดียวกัน Arthur Levinson ประธานกรรมการที่ไม่ได้เป็นผู้บริหาร (nonexecutive chairman) จะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้อำนวยการอิสระหลัก (lead independent director) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญในการกำกับดูแลความโปร่งใสและความสมดุลของอำนาจภายในบอร์ด Apple ระบุในแถลงการณ์ว่า Cook จะยังคงทำหน้าที่ CEO ไปจนถึงช่วงฤดูร้อน เพื่อทำงานร่วมกับ Ternus อย่างใกล้ชิดในการส่งมอบงานและถ่ายทอดประสบการณ์ให้ราบรื่นที่สุด ซึ่งสะท้อนถึงการวางแผนสืบทอดตำแหน่งอย่างเป็นระบบ และลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผู้นำอย่างกะทันหัน นี่ถือเป็นการเปลี่ยน CEO ครั้งแรกของ Apple นับตั้งแต่ Cook เข้ารับตำแหน่งต่อจาก Steve Jobs…

  • | |

    ศึกหุ้นเทคโนโลยี Nvidia ประกาศงบคืนนี้ ท่ามกลางเงาฟองสบู่ AI

    ตลาดหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังจับตาช่วงเวลาสำคัญที่สุดของไตรมาสในค่ำวันพุธที่ 26 สิงหาคม 2569 ตามเวลาสหรัฐฯ เมื่อ Nvidia บริษัทผู้ผลิตชิปที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคปัญญาประดิษฐ์ เตรียมเปิดเผยผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ปีบัญชี 2570 (สิ้นสุด 27 กรกฎาคม 2569) ท่ามกลางบรรยากาศที่นักลงทุนแบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน ฝ่ายหนึ่งเชื่อมั่นว่ากระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังแข็งแกร่งและมีอนาคตยาวไกล ขณะที่อีกฝ่ายเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า เม็ดเงินลงทุนระดับ “แสนล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส” ที่บรรดายักษ์ใหญ่เทคโนโลยีทุ่มลงไปนั้น จะสร้างผลตอบแทนกลับมาคุ้มค่าจริงหรือไม่ และนี่คือคำถามที่ครอบงำ Wall Street มาตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้งบของ Nvidia รอบนี้มีน้ำหนักเป็นพิเศษ คือมันมาถึงในจังหวะที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เพิ่งผ่านช่วงปั่นป่วนรุนแรงในเดือนกรกฎาคมที่มูลค่าตลาดหายวับไปกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ พร้อมกับที่บิ๊กเทครายอื่น ทั้ง Apple, Microsoft, Alphabet, Amazon และ Meta ได้ทยอยประกาศงบไปก่อนหน้านี้เกือบหนึ่งเดือน สะท้อนภาพที่ขัดแย้งกันอย่างน่าสนใจ กล่าวคือแม้ผลประกอบการส่วนใหญ่จะออกมาแข็งแกร่งเกินคาด แต่ปฏิกิริยาของราคาหุ้นกลับสวนทาง เพราะตลาดไม่ได้โฟกัสที่ “ดีมานด์ AI มีจริงหรือไม่” อีกต่อไป แต่หันมาตั้งคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า กระแสเงินสดที่บริษัทเหล่านี้สร้างได้ ยังเพียงพอจะครอบคลุมงบลงทุนมหาศาลด้าน…

  • |

    วอลล์สตรีทร่วง หลังเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย ดาวโจนส์ -507 จุด

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบแรงในช่วงค่ำวันพุธตามเวลาสหรัฐฯ หลังจากการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) ครั้งแรกภายใต้การนำของประธานเฟดคนใหม่ “เควิน วอร์ช” ส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวกว่าที่ตลาดคาดไว้อย่างมีนัยสำคัญ โดย เฟดคงดอกเบี้ยไว้ที่ช่วง 3.50–3.75% ตามที่คาดการณ์ แต่สิ่งที่ตลาดไม่ได้คาดไว้คือ dot plot ชุดใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าเฟดมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 มีความจำเป็น โดยค่ากลางของอัตราดอกเบี้ยปลายปีปรับขึ้นมาอยู่ที่ 3.8% จาก 3.4% ในการประมาณการครั้งก่อน ผลที่ตามมาคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 2 ปีพุ่งขึ้นกว่า 16 basis points มาอยู่ที่ 4.216% ระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งปี ขณะที่ตลาดหุ้นทุกดัชนีหลักปิดลบ ดาวโจนส์ร่วง 507 จุด หรือ 0.98% ปิดที่ 51,492.55 จุด ขณะที่ S&P 500 หลุด 1.21% และ Nasdaq Composite ร่วง 1.34% ซึ่งเป็นการปิดที่อ่อนแอที่สุดในรอบหลายสัปดาห์ของตลาดนิวยอร์ก สัปดาห์ที่ผ่านมาวอลล์สตรีทเต็มไปด้วยเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ IPO…

  • | |

    โลกเศรษฐกิจในเงาสงคราม: ภูมิรัฐศาสตร์เขย่าการค้าโลก กระทบไทยอย่างไร 2569

    ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันหลายทิศทางพร้อมกันในลักษณะที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ การปิดช่องแคบฮอร์มุซที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าเป็น “การหยุดชะงักด้านอุปทานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก” ควบคู่กับสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “การแข่งขันแบบมีการจัดการ” หลังการประชุมสุดยอดทรัมป์-สีจิ้นผิงในกรุงปักกิ่งเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม และมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียที่กำลังดันให้เศรษฐกิจมอสโกเข้าสู่ภาวะซบเซาอย่างเป็นทางการ IMF ปรับลดคาดการณ์เติบโตเศรษฐกิจโลกในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน 2569 เหลือเพียง 3.1% ลดลงจาก 3.4% ในปี 2568 โดยตั้งชื่อรายงานครั้งนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า “Global Economy in the Shadow of War” หรือ “เศรษฐกิจโลกในเงาสงคราม” สะท้อนให้เห็นบรรยากาศความเสี่ยงที่ปกคลุมการตัดสินใจลงทุนทั่วโลก สำหรับประเทศไทย ผลกระทบเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทั้งในแง่ราคาน้ำมัน เสถียรภาพค่าเงินบาท การท่องเที่ยว และทิศทางของตลาดหุ้น SET ในช่วงที่เหลือของปี สงครามอิหร่าน: ช็อคพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ที่พลิกโฉมตลาดพลังงานโลกในปีนี้คือปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งนำมาซึ่งการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีน้ำมันดิบราว…

  • กลยุทธ์พอร์ตลงทุน 2026: ETF พันธบัตร และตลาดเกิดใหม่ฉายแสง

    ปี 2026 กำลังพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดการเงินโลก นับตั้งแต่ยุคดอกเบี้ยศูนย์ที่หลอกหลอนนักลงทุนในช่วงโควิด-19 ผ่านมาถึงวัฏจักรขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงที่สุดในรอบ 40 ปีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) วันนี้ภูมิทัศน์การลงทุนโลกกำลังเข้าสู่บทใหม่ที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยโอกาส ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงต่อเนื่อง ตลาดพันธบัตรฟื้นตัว และตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) กลายเป็นดาวรุ่งที่ Wall Street ต่างจับตา สำหรับนักลงทุนไทยที่กำลังพิจารณากระจายพอร์ตออกสู่สินทรัพย์ต่างประเทศ บทความนี้รวบรวมข้อมูลและมุมมองจากสำนักการเงินชั้นนำของโลก ไม่ว่าจะเป็น Bloomberg, CNBC, Goldman Sachs, J.P. Morgan, Fidelity, Charles Schwab, VanEck และ BlackRock เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ครอบคลุมที่สุดของแนวโน้มการลงทุนในปีนี้ ตลาดเกิดใหม่: จากดาวรองสู่ดาวเด่นของ Wall Street ตลาดเกิดใหม่เริ่มต้นปี 2026 ในฐานะธีมการลงทุนที่ได้รับความนิยมสูงสุดใน Wall Street โดยผู้จัดการกองทุนทั่วโลกต่างเชื่อว่าวัฏจักรการไหลเข้าของเม็ดเงินในตลาดเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไปอีกหลายปี ความเชื่อมั่นนี้มีรากฐานมาจากผลการดำเนินงานที่น่าทึ่งในปีที่ผ่านมา ตราสารหนี้ภาครัฐตลาดเกิดใหม่สกุลเงินดอลลาร์เป็นสินทรัพย์ตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในปี 2025 โดย J.P. Morgan EMBI Global Diversified Index…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *