วิเคราะห์วิกฤต สหรัฐฯ-อิหร่าน 24 ชั่วโมงล่าสุด และคลื่นกระแทกต่อตลาดโลก
|

วิเคราะห์วิกฤต สหรัฐฯ-อิหร่าน 24 ชั่วโมงล่าสุด และคลื่นกระแทกต่อตลาดโลก

ย้อนกลับไปเพียงไม่กี่วันก่อน โลกดูเหมือนจะมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์จากข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ทว่าในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา สถานการณ์กลับพลิกผันอย่างรุนแรงจนนำไปสู่ความกังวลว่าตะวันออกกลางกำลังก้าวเข้าสู่ “จุดแตกหัก” อีกครั้ง บทความนี้จะสรุปเหตุการณ์สำคัญในรอบ 1 วันที่ผ่านมา พร้อมบทวิเคราะห์เชิงลึกถึงสิ่งที่นักลงทุนต้องเตรียมรับมือ

1. สรุปสถานการณ์ 24 ชั่วโมงล่าสุด: “หยุดยิง” ที่ไร้ผล?

สถานการณ์ในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความสับสนและตึงเครียด โดยมีประเด็นหลักที่เกิดขึ้นดังนี้:

การตีความที่แตกต่างและภาวะสุญญากาศของข้อตกลง

แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แต่ปัญหาเกิดขึ้นทันทีเมื่อ “รายละเอียด” ในเอกสารของทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกัน อิหร่านอ้างว่าข้อตกลงนี้ต้องครอบคลุมถึงการหยุดโจมตีในเลบานอนโดยอิสราเอลด้วย ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอลยืนยันว่าการปะทะกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนเป็น “สมรภูมิแยก” ที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน

อิสราเอลเปิดฉากถล่มเลบานอนครั้งใหญ่

เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังการประกาศหยุดยิง กองทัพอิสราเอลได้ปฏิบัติการทางอากาศครั้งรุนแรงที่สุด โดยถล่มเป้าหมายกว่า 100 แห่งในเลบานอนภายในเวลาเพียง 10 นาที ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 250 ราย เหตุการณ์นี้กลายเป็นเชื้อไฟที่ทำให้อิหร่านประกาศว่า “ข้อตกลงหยุดยิงเป็นโมฆะ”

อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

เพื่อเป็นการตอบโต้ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านได้สั่งระงับการเดินเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซทันที ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก การกระทำนี้ถือเป็นการท้าทายคำขาดของสหรัฐฯ ที่เคยระบุว่าหากช่องแคบไม่เปิดภายในวันที่ 6 เมษายน สหรัฐฯ จะใช้มาตรการทางทหารขั้นเด็ดขาด

การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในกลุ่มประเทศอ่าว

มีรายงานการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธต่อโรงงานผลิตน้ำมันและโรงไฟฟ้าในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และบาห์เรน โดยกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านอ้างความรับผิดชอบ เพื่อกดดันพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาค

2. บทวิเคราะห์เชิงลึก: ทำไมข้อตกลงถึงล่มสลายเร็วขนาดนี้?

นักวิเคราะห์มองว่าความล้มเหลวครั้งนี้เกิดจาก “ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจเชิงโครงสร้าง” และการใช้กลยุทธ์กดดันสูงสุด (Maximum Pressure) ของทั้งสองฝ่าย

  • สหรัฐฯ กับยุทธศาสตร์แยกส่วน: ฝ่ายบริหารของทรัมป์พยายามแยกประเด็นนิวเคลียร์และอิหร่านออกจากความขัดแย้งในตัวแทน (Proxy Wars) อื่นๆ เพื่อให้ได้ชัยชนะทางการเมืองในระยะสั้น แต่ในทางปฏิบัติ อิหร่านมองว่าความมั่นคงของพันธมิตรใน “แนวร่วมแห่งการต่อต้าน” (Axis of Resistance) คือความมั่นคงของตนเอง
  • การเมืองภายในอิหร่าน: หลังการสูญเสียผู้นำระดับสูงจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลในช่วงก่อนหน้า (รวมถึงรายงานการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดในเดือนที่ผ่านมา) กลุ่มสายเหยี่ยวใน IRGC ต้องการแสดงศักยภาพเพื่อให้เห็นว่าอิหร่านยังไม่สิ้นฤทธิ์ การยอมรับเงื่อนไขหยุดยิงที่เสียเปรียบอาจทำให้เกิดความไม่สงบภายในประเทศได้

3. ผลกระทบต่อตลาดหุ้นอเมริกา (Wall Street)

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตกอยู่ในภาวะ “Shock” จากข่าวการล่มสลายของข้อตกลงหยุดยิง โดยมีปัจจัยกดดันดังนี้:

ความผันผวนของราคาพลังงาน (Energy Inflation)

การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง นักลงทุนกังวลว่า “ภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงาน” จะกลับมาฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงนานกว่าที่คาด

แรงเทขายในกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มเติบโต

หุ้นในกลุ่ม Big Tech (เช่น NVIDIA, Microsoft, Apple) ที่มีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยและสภาวะเศรษฐกิจโลกถูกเทขายเพื่อลดความเสี่ยง นักลงทุนหันไปหาหุ้นกลุ่มเชิงรับ (Defensive Stocks) เช่น กลุ่มสาธารณูปโภคและกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense Contractors) เช่น Lockheed Martin และ Northrop Grumman ที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากงบประมาณทางทหาร

จิตวิทยาการลงทุน (Market Sentiment)

ดัชนีความกลัวหรือ VIX Index พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนกำลังเตรียมรับมือกับ “Black Swan Event” หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นหากมีการปะทะกันโดยตรง (Direct Conflict) ระหว่างกองทัพสหรัฐฯ และอิหร่านในเร็วๆ นี้

4. ผลกระทบต่อราคาทองคำ: สัญญาณที่น่าฉงน

ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ราคาทองคำแสดงพฤติกรรมที่น่าสนใจและอาจทำให้นักลงทุนหลายคนประหลาดใจ:

การร่วงลงท่ามกลางความไม่แน่นอน

ปกติแล้วทองคำจะพุ่งสูงขึ้นเมื่อเกิดสงคราม แต่ในช่วงเช้าของวันที่ 9 เมษายน ราคาทองคำกลับปรับตัวลดลง (แม้จะยังทรงตัวในระดับสูงที่ประมาณ 4,400 – 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์) สาเหตุหลักมาจาก:

  1. การแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ: ในช่วงวิกฤต นักลงทุนไม่ได้มองหาแค่ทองคำ แต่ “เงินดอลลาร์” ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดและมีสภาพคล่องสูงสุด เมื่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้น จึงกดดันราคาทองคำให้ย่อตัวลง
  2. การทำกำไร (Profit Taking): เนื่องจากราคาทองคำพุ่งขึ้นมากว่า 10-15% ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาจากการเก็งกำไรเรื่องสงคราม เมื่อสถานการณ์มีความไม่ชัดเจน นักลงทุนบางส่วนจึงเลือกที่จะ “ขายทำกำไร” ออกมาก่อน

แนวโน้มระยะยาว: ทองคำยังเป็น “ผู้ชนะ”

นักวิเคราะห์จากหลายสำนักมองว่า การย่อตัวของทองคำเป็นเพียงระยะสั้น หากอิหร่านยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซและสหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการทางทหาร “Annihilate” ตามที่ขู่ไว้ ทองคำจะกลับมาทำ New High ได้ไม่ยาก เนื่องจากความเสี่ยงเรื่องระบบการเงินโลกและความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงเกินกว่าที่สกุลเงินใดจะรับไหว

5. สรุปและสิ่งที่ต้องจับตาใน 24-48 ชั่วโมงข้างหน้า

โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ นักลงทุนและผู้ติดตามข่าวสารควรจับตามองประเด็นเหล่านี้อย่างใกล้ชิด:

  1. การเปิด/ปิดช่องแคบฮอร์มุซ: หากมีการปะทะทางเรือเกิดขึ้นในบริเวณนี้ จะถือเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเต็มรูปแบบ
  2. ท่าทีของจีนและรัสเซีย: การแทรกแซงหรือการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยของมหาอำนาจอื่นจะมีผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างมาก
  3. การประชุมลับที่ปากีสถาน: มีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านอาจมีการเจรจาลับในวันเสาร์นี้ ผลการเจรจา (ถ้ามีจริง) จะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในสัปดาห์หน้า

คำแนะนำสำหรับนักลงทุน: ในสภาวะที่ข่าวสารเปลี่ยนแปลงทุกชั่วโมง การถือเงินสดในสัดส่วนที่เหมาะสมและการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลาย (Diversification) คือกลยุทธ์ที่ดีที่สุด หลีกเลี่ยงการใช้ Leverage สูงในการเทรดทองคำหรือหุ้นน้ำมันในช่วงนี้ เนื่องจากความผันผวนอาจรุนแรงจนล้างพอร์ตได้ในพริบตา

Similar Posts

  • | |

    GraniteShares เลื่อนเปิดตัว ETF XRP แบบ 3 เท่าครั้งที่ 5 ดันวันเปิดตัวไปถึง 7 พฤษภาคม

    ในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การเปิดตัวผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ มักต้องผ่านกำแพงกำกับดูแลที่ซับซ้อนและไม่แน่นอน และนั่นคือสิ่งที่ GraniteShares กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ บริษัทจัดการกองทุนรายนี้ได้เลื่อนการเปิดตัว ETF XRP แบบ Long 3 เท่า และ Short 3 เท่า รายวัน ออกไปจากวันที่ 23 เมษายน เป็น 7 พฤษภาคม นับเป็นการเลื่อนครั้งที่ห้าในช่วงเวลาเพียงสามสัปดาห์ และยิ่งตอกย้ำคำถามที่คาใจนักลงทุนและวงการคริปโตว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ หรือ SEC จะอนุมัติผลิตภัณฑ์คริปโตแบบ Leverage 3 เท่าหรือไม่ ภายใต้กรอบกฎหมายเดิมที่เคยใช้ปฏิเสธผลิตภัณฑ์ลักษณะเดียวกันของ ProShares ไปเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ประวัติการเลื่อน: ห้าครั้งในสามสัปดาห์ การเลื่อนครั้งล่าสุดนี้ดำเนินการผ่านการยื่นเอกสาร Rule 485 ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ปี 2476 ซึ่งเป็นช่องทางที่อนุญาตให้ผู้ออกกองทุนสามารถเปลี่ยนวันเปิดตัวได้โดยไม่ต้องเริ่มกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแลใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น เส้นทางการเลื่อนมีดังนี้ เริ่มต้นจากวันที่ 2 เมษายน เลื่อนไปเป็น 9 เมษายน จากนั้นเป็น 16 เมษายน…

  • | |

    วอลล์สตรีทพุ่งต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ติด แต่ระวัง! พันธบัตรส่งสัญญาณอันตราย ยุค “Warsh Fed” เพิ่งเริ่มต้น

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ล่าสุดในแดนบวกเป็นครั้งที่ 8 ติดต่อกัน ซึ่งนับเป็นสถิติชนะรายสัปดาห์ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 โดย ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดที่ 50,579.70 จุด บวก 294.04 จุด หรือ 0.58% พร้อมทำ All-Time High ใหม่ทั้งระหว่างวันและตอนปิดตลาด ขณะที่ S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.37% ปิดที่ 7,473.47 จุด และ Nasdaq Composite ขึ้น 0.19% ปิดที่ 26,343.97 จุด แต่ภาพรวมที่ดูสดใสนี้กำลังซ่อนความตึงเครียดลึกๆ ไว้ใต้พื้นผิว ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ เงินเฟ้อที่กลับมาร้อนแรง การเปลี่ยนผ่านผู้นำธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งสำคัญ และสงครามอิหร่านที่ยังไม่มีทีท่าจะจบ — ทั้งหมดนี้กำลังทดสอบความอดทนของตลาดวัวกระทิงที่กำลังวิ่งต่อเนื่องมาหลายเดือน สัปดาห์แห่งการทดสอบ: จากดิ่งเหวถึงฟื้นตัว สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นบทสะท้อนชัดเจนของตลาดที่เต็มไปด้วยความผันผวน เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยหุ้นสหรัฐฯ…

  • | |

    หุ้นเอเชียลุ้นระทึกก่อน Jackson Hole Nikkei-Hang Seng ผันผวน SET ย่อ บาทแข็ง

    ตลาดหุ้นเอเชียปิดสัปดาห์สุดท้ายของเดือนสิงหาคม 2569 ด้วยบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความระมัดระวังอย่างที่ไม่เห็นมานาน เมื่อนักลงทุนทั่วภูมิภาคต่างตรึงสายตาไปที่เวทีประชุมประจำปี Jackson Hole ที่รัฐไวโอมิง สหรัฐอเมริกา ซึ่งในปีนี้มีความหมายพิเศษยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะเป็นการขึ้นเวทีปาฐกถาครั้งแรกของ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ในฐานะประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตลาดการเงินโลกกำลังตั้งคำถามครั้งใหญ่ว่า เฟดยุคใหม่จะเดินหน้าไปในทิศทางใด และที่สร้างความประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือ ตลาดล่วงหน้ากำลังให้น้ำหนักกับความเป็นไปได้ที่เฟดอาจ “ขึ้น” ดอกเบี้ยในเดือนกันยายน แทนที่จะเป็นการ “ลด” ดอกเบี้ยตามความคาดหวังเดิมของนักลงทุนส่วนใหญ่ ภาพรวมตลอดสัปดาห์สะท้อนความสับสนของนักลงทุนได้เป็นอย่างดี ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นเผชิญแรงกดดันจากการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) จนหลุดระดับ 65,500 จุด ขณะที่ดัชนี Hang Seng ของฮ่องกงแกว่งตัวรุนแรงตามข่าวการระดมทุนก้อนใหญ่ของอาลีบาบา (Alibaba) เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ด้านตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET ย่อตัวลงหลังทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 1,600 จุด สวนทางกับ ค่าเงินบาท ที่ยังคงแข็งค่าอยู่ในระดับราว 32.7 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ได้แรงหนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2…

  • |

    วอลล์สตรีทรีบาวด์ก่อนศึกงบ Big Tech จับตา Alphabet-Tesla ทดสอบ AI

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาปิดในแดนบวกทั้งสามดัชนีหลักในการซื้อขายวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม ตัดวงจรขาลงติดต่อกันสามวันทำการ โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และผลประกอบการไตรมาสสองที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาดจากบริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำ ทว่าบรรยากาศการลงทุนโดยรวมยังถูกปกคลุมด้วยความไม่แน่นอนสามชั้นซ้อนกัน ทั้งการรอผลประกอบการของกลุ่ม Big Tech ที่จะเป็นบทพิสูจน์ครั้งใหญ่ที่สุดของเมกะเทรนด์ปัญญาประดิษฐ์ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้ประธานคนใหม่ที่มีท่าทีสายเหยี่ยว และสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังคงกดดันราคาน้ำมันและความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดโลก สัปดาห์นี้ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ต้องจับตาใกล้ชิดที่สุดของครึ่งหลังปี 2569 เพราะทิศทางของวอลล์สตรีทในไม่กี่วันข้างหน้าจะส่งผลต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ ค่าเงินบาท และดัชนี SET โดยตรง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดในเวลานี้ พร้อมประเมินผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ รีบาวด์ — สามดัชนีหลักตัดวงจรขาลงสามวัน จากรายงานของ CNBC การซื้อขายในวันอังคารปิดตลาดในแดนบวกทั้งกระดาน โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) บวกขึ้น 385.38 จุด หรือคิดเป็น 0.74% ปิดที่ระดับ 52,224.64 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดตลาดในวงกว้าง ปรับขึ้น 0.89% ปิดที่ 7,509.20 จุด ส่วนดัชนี…

  • เดนมาร์กเผชิญวิกฤตศูนย์ข้อมูล เมื่อโครงข่ายไฟฟ้าสะดุดรับมือความต้องการพลังงานที่พุ่งสูง

    ประเทศกลุ่มนอร์ดิกที่ถูกมองมานานว่าเป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูลจากทั่วโลก ด้วยภูมิอากาศที่เสถียรและพลังงานหมุนเวียนที่อุดมสมบูรณ์ กำลังพิจารณาวางข้อจำกัดต่อการเติบโตของสิ่งอำนวยความสะดวกที่กินไฟฟ้ามหาศาลเหล่านี้ เมื่อความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วบังคับให้ต้องทบทวนแนวทางกันใหม่ทั้งหมด เดนมาร์ก อยู่ที่ศูนย์กลางของการถกเถียงนี้ ในฐานะประเทศนอร์ดิกประเทศแรกที่เผชิญกับคำถามนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยการก่อตัวของรัฐบาลใหม่และการพุ่งขึ้นของคำขอเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าได้นำไปสู่การหยุดชั่วคราวสำหรับโครงการใหม่ๆ สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศเล็กๆ แห่งนี้ถือเป็นกระจกสะท้อนที่ชัดเจนของความขัดแย้งระดับโลกระหว่างความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ไม่มีขีดจำกัด กับข้อเท็จจริงทางฟิสิกส์ที่โครงข่ายพลังงานมีกำลังการรับรองที่จำกัด ตัวเลขที่บอกทุกอย่าง: ช่องว่างระหว่างความต้องการและความเป็นจริง ในเดือนมีนาคม Energinet ผู้ดำเนินการโครงข่ายไฟฟ้าของรัฐเดนมาร์ก ประกาศหยุดชั่วคราวในการทำข้อตกลงการเชื่อมต่อโครงข่ายใหม่ เนื่องจากมีคำขอกำลังการผลิตเข้ามา “อย่างระเบิด” ตามคำบอกเล่าของโฆษก โดยมีโครงการราว 60 GW ที่กำลังรอการเชื่อมต่อ ตัวเลขนี้ฟังดูน่าตกใจเมื่อเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริงว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของเดนมาร์กอยู่ที่ประมาณ 7 GW เท่านั้น นั่นหมายความว่าคำขอที่รออยู่มีปริมาณมากกว่าความต้องการสูงสุดของทั้งประเทศถึงเกือบ 9 เท่า และในจำนวน 60 GW นั้น ศูนย์ข้อมูลคิดเป็นเกือบหนึ่งในสี่หรือประมาณ 14 GW ซึ่งตัวเลขเหล่านี้อธิบายได้อย่างชัดเจนว่าทำไมทางการเดนมาร์กจึงต้องหยุดรับคำขอเพิ่มเติมเพื่อประเมินสถานการณ์ก่อน “Hunger Games” ของนโยบายพลังงาน: ใครได้ก่อน? Henrik Hansen CEO ของ Data Center Industry Association…

  • |

    เศรษฐกิจโลกครึ่งหลัง 2569 เงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอ แต่ฮอร์มุซป่วน

    เศรษฐกิจโลกเดินเข้าสู่ครึ่งหลังของปี 2569 ด้วยภาพที่ขัดแย้งกันเองมากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบทศวรรษ ด้านหนึ่ง ตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภคของสหรัฐฯ ประจำเดือนมิถุนายนที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 สร้างความหวังให้ตลาดว่าคลื่นเงินเฟ้อรอบใหม่ที่ถูกจุดชนวนโดยสงครามในตะวันออกกลางอาจกำลังผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว แต่อีกด้านหนึ่ง เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น การปะทะรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซก็ผลักราคาน้ำมันดิบกลับขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดในรอบหนึ่งเดือน พร้อมกับลากดัชนีหุ้นทั่วโลกให้ปิดสัปดาห์ในแดนลบ โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่เข้าสู่ภาวะตลาดหมีอย่างเป็นทางการ สำหรับนักลงทุนไทย สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงเป็นสัปดาห์ที่ต้องอ่านสัญญาณสองชั้นพร้อมกัน ชั้นแรกคือวัฏจักรนโยบายการเงินโลกที่กำลังแยกทางกันอย่างชัดเจนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ธนาคารกลางยุโรปเพิ่งขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสามปี ธนาคารกลางญี่ปุ่นดันดอกเบี้ยนโยบายแตะระดับ 1% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2538 ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้ผู้ว่าการคนใหม่ เควิน วอร์ช เลือกที่จะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ตลอดทั้งปีโดยไม่ยอมส่งสัญญาณล่วงหน้าใด ๆ ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงยืนดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2565 ชั้นที่สองคือความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลาย และเป็นตัวแปรที่ทำให้แบบจำลองเศรษฐกิจทุกสำนักต้องเขียนฉากทัศน์สำรองเอาไว้เสมอ รายงานฉบับนี้ประมวลข้อมูลจากสำนักข่าวและแหล่งข้อมูลต่างประเทศชั้นนำ ทั้ง CNBC, Al Jazeera, Bloomberg, Reuters, South China Morning Post, ธนาคารกลางสหรัฐฯ ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางญี่ปุ่น ธนาคารกลางอังกฤษ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *