เจาะลึกราคาทองคำมหาโหด: วิเคราะห์จุดสูงสุดประวัติศาสตร์และแนวโน้ม "สงกรานต์เลือดหรือลาภ" ปี 2569

เจาะลึกราคาทองคำมหาโหด: วิเคราะห์จุดสูงสุดประวัติศาสตร์และแนวโน้ม “สงกรานต์เลือดหรือลาภ” ปี 2569

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ตลาดทองคำโลกและตลาดทองคำไทยได้จารึกสถิติใหม่ที่น่าสะพรึงกลัวและน่าตื่นเต้นไปพร้อมๆ กัน เมื่อราคาทองคำพุ่งทะยานราวกับจรวดก่อนจะเกิดการปรับฐานอย่างรุนแรงในรอบ 24 ชั่วโมงล่าสุด ท่ามกลางบรรยากาศที่คนไทยกำลังเตรียมตัวเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ บทความนี้จะวิเคราะห์ภาพรวมสถานการณ์ราคาทองคำทั้งในตลาดโลก (Gold Spot) และราคาทองคำแท่งของไทยอย่างเจาะลึก พร้อมบทวิเคราะห์แนวโน้มที่นักลงทุนต้องรู้

1. อัปเดตราคาทองคำวันนี้ (9 เมษายน 2569)

สถานการณ์ราคาทองคำในเช้าวันนี้เปิดตลาดมาด้วยการปรับตัวลงแรง หลังจากที่เมื่อวานนี้ (8 เมษายน) ตลาดเกิดความผันผวนอย่างหนักจนมีการประกาศราคาสลับไปมามากกว่า 50 ครั้ง

ตารางราคาทองคำไทย (ประกาศครั้งที่ 1)

ประเภททองคำราคารับซื้อ (บาท)ราคาขายออก (บาท)เปลี่ยนแปลง
ทองคำแท่ง 96.5%71,70071,900↓ 600
ทองรูปพรรณ 96.5%70,26672,700↓ 600
  • Gold Spot (นิวยอร์ก): เคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 4,712 – 4,723 ดอลลาร์ต่อออนซ์
  • ค่าเงินบาท: ทรงตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่บริเวณ 31.90 – 32.00 บาทต่อดอลลาร์

วิเคราะห์ภาพรวม: แม้ราคาจะปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดของเมื่อวานที่เคยแตะระดับ 73,900 บาท (ทองรูปพรรณ) แต่ระดับราคาในปัจจุบันที่ 71,000 ปลายๆ ยังถือว่าเป็นระดับที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับช่วงปีที่ผ่านมา

2. ทำไมทองคำถึงพุ่งทะลุโลก? (บทวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน)

ปัจจัยที่ผลักดันให้ทองคำขึ้นมาแตะระดับ $4,700 – $4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปี 2569 นี้ ไม่ได้มาจากสาเหตุเดียว แต่เป็น “Perfect Storm” ของสามปัจจัยหลัก:

A. วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ขั้นสุดยอด (Geopolitical Chaos)

สถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาคือตัวแปรหลัก แม้จะมีข่าวการเจรจาหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ออกมาสั้นๆ จนทำให้ราคาทองคำย่อตัวลงมาในวันนี้ แต่ความไม่แน่นอนเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นชนักติดหลังที่ทำให้ไม่มีใครกล้าทิ้งทองคำอย่างถาวร ทองคำยังคงทำหน้าที่เป็น “สินทรัพย์หลบภัย” (Safe Haven) ที่ดีที่สุดในยามที่กลิ่นอายสงครามโลกครั้งที่ 3 เริ่มหนาหู

B. นโยบายการเงินและภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก

ในปี 2569 ธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (De-dollarization) ส่งผลให้มีการเข้าซื้อทองคำสำรองเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล โดยเฉพาะธนาคารกลางในเอเชียและตะวันออกกลาง ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงจากราคาพลังงานที่แพงขึ้น (น้ำมันแตะ $100) ทองคำจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ (Inflation Hedge)

C. พฤติกรรมตลาดทองคำไทยและค่าเงินบาท

สิ่งที่ทำให้ราคาทองไทย “โหด” กว่าทองโลกในบางช่วง คือค่าเงินบาทที่ผันผวนหนัก แม้ในวันนี้บาทจะแข็งค่าช่วยกดราคาทองให้ถูกลงบ้าง แต่หากดูเทรนด์ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงไปแตะ 34-35 บาทในช่วงก่อนหน้า ได้กลายเป็นตัวคูณที่ทำให้ทองคำแท่งในไทยพุ่งไปแตะหลัก 7 หมื่นบาทได้อย่างรวดเร็ว

3. แนวโน้มราคาทองคำในช่วง “สัปดาห์สงกรานต์”

สำหรับพี่น้องชาวไทยที่กำลังสงสัยว่า “ควรขายทองไปเที่ยวสงกรานต์” หรือ “ควรซื้อเก็บไว้ก่อนหยุดยาว” นี่คือบทวิเคราะห์คาดการณ์:

กรณีที่ 1: สถานการณ์สงครามยืดเยื้อ (Bullish Scenario)

หากในช่วงหยุดยาวสงกรานต์ (13-16 เมษายน) การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล้มเหลว หรือมีการปะทะกันทางทหาร ราคาทองคำ Gold Spot มีโอกาสพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ทันที ซึ่งจะดันให้ราคาทองไทยทะยานสู่ 75,000 – 80,000 บาท ในช่วงที่ตลาดบ้านเราปิดทำการ (แต่ร้านทองออนไลน์และแอปพลิเคชันยังคงวิ่งตามราคาโลก)

กรณีที่ 2: การเจรจาสันติภาพชั่วคราว (Bearish/Sideway Scenario)

หากในช่วงสงกรานต์มีการประกาศ “พักรบ” อย่างเป็นทางการ ทองคำอาจเกิดแรงเทขายทำกำไร (Sell on Fact) ราคามีโอกาสย่อตัวกลับมาทดสอบแนวรับสำคัญที่ 4,500 ดอลลาร์ หรือทองไทยอาจลงมาเห็นเลข 68,000 – 69,000 บาท อีกครั้ง

4. กลยุทธ์การลงทุนสำหรับนักลงทุนไทย

“ทองคำในราคา 7 หมื่นบาท ไม่ใช่สนามเล่นของมือสมัครเล่นอีกต่อไป”

  1. สำหรับผู้ที่มีทองในมือ: หากคุณมีกำไรสะสมมาตั้งแต่บาทละ 3-4 หมื่น การแบ่งขายทำกำไร (Partial Take Profit) 20-30% ในช่วงราคาเหนือ 7 หมื่นบาทก่อนวันหยุดสงกรานต์ถือเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัย เพื่อเก็บเงินสดไว้เตรียมรับความผันผวน
  2. สำหรับผู้ที่อยากซื้อเพิ่ม: ไม่แนะนำให้ “ไล่ราคา” ในขณะที่กราฟเป็นแนวดิ่ง ควรเล็งจังหวะที่ราคาย่อตัวลงมาแตะแนวรับ หรือใช้วิธี DCA (ทยอยซื้อเฉลี่ย) เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดดอยที่ความสูงระดับประวัติศาสตร์
  3. ระวังช่วงหยุดยาว: ในวันที่ 13-15 เมษายน ตลาดทองคำแท่งในประเทศจะปิดการประกาศราคาอย่างเป็นทางการ การซื้อขายผ่านแอปฯ จะมีความผันผวนของส่วนต่าง (Spread) ที่สูงขึ้น ควรตรวจสอบค่าธรรมเนียมให้ดี

5. บทสรุป: สงกรานต์ปี 2569 ปีแห่งทองคำสลัดสะบัด

ราคาทองคำในวันนี้ที่ระดับ 71,900 บาท เป็นเพียงจุดพักตัวท่ามกลางพายุภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่สงบ เทศกาลสงกรานต์ปีนี้อาจไม่ได้มีแค่สาดน้ำ แต่อาจมีการสาด “แรงเทขาย” หรือ “แรงไล่ซื้อ” อย่างหนักหน่วงในตลาดโลก นักลงทุนต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดชนิดรายชั่วโมง เพราะในโลกปี 2026 ข่าวเพียงหนึ่งทวีตหรือหนึ่งโดรนที่ตกผิดที่ สามารถเปลี่ยนราคาทองคำได้นับพันบาทในชั่วข้ามคืน

คำเตือน: การลงทุนในทองคำมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะในช่วงที่มีความตึงเครียดของสงคราม ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงที่ยอมรับได้ก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

Similar Posts

  • |

    สรุปตลาดหุ้นวันศุกร์: เงินเฟ้อ–AI–งบการเงิน ตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตา

    ตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงปลายสัปดาห์นี้กำลังอยู่ในจังหวะที่น่าสนใจอย่างมาก หลังจากที่ดัชนีหลักต่าง ๆ ฟื้นตัวต่อเนื่อง (relief rally) สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนอีกครั้ง ท่ามกลางปัจจัยสำคัญหลายด้าน ทั้งตัวเลขเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน ความเคลื่อนไหวของบริษัทเทคโนโลยี และการเริ่มต้นฤดูกาลประกาศงบการเงิน บทความนี้จะพาคุณไล่เรียงภาพรวมตลาดล่าสุด พร้อมวิเคราะห์ว่าอะไรคือ “ตัวขับเคลื่อน” ที่อาจส่งผลต่อการซื้อขายในวันถัดไป และในระยะสั้น ตลาดหุ้นฟื้นตัวแรง: สัปดาห์ที่แข็งแกร่งของนักลงทุน สัปดาห์นี้ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นสหรัฐมีแรงซื้อกลับอย่างชัดเจน โดยดัชนีหลักทั้งสามปรับตัวขึ้นพร้อมกัน: การฟื้นตัวลักษณะนี้มักถูกเรียกว่า relief rally ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากตลาดผ่านช่วงความกังวลหรือแรงขายหนักมาก่อน สิ่งที่น่าสนใจคือ การขึ้นต่อเนื่องหลายวันแบบนี้มักสะท้อนว่า “Sentiment” ของนักลงทุนกำลังดีขึ้น แต่ก็อาจนำไปสู่แรงขายทำกำไรได้ในระยะสั้นเช่นกัน ตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI): ตัวแปรสำคัญที่ตลาดจับตา หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดของวันศุกร์คือการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ของเดือนมีนาคม นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า: ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะจะเป็นตัวชี้นำทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาคือ “ราคาน้ำมัน” ซึ่งพุ่งขึ้นแรงจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่สูงขึ้นมักจะ “ดันเงินเฟ้อ” และอาจทำให้ Fed ชะลอการลดดอกเบี้ย กลุ่มพลังงาน–วัสดุ: ผู้ชนะในรอบเดือน ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มที่ทำผลงานดีที่สุดในตลาดคือ: การปรับตัวขึ้นของสองกลุ่มนี้สะท้อนว่า…

  • |

    ความหวังที่ระมัดระวัง: ผู้ถือหุ้น Berkshire ชั่งน้ำหนักอนาคตภายใต้ CEO คนใหม่ Greg Abel

    ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยทั้งความคาดหวังและความไม่แน่นอน งานช้อปปิ้งของผู้ถือหุ้นที่เป็นจุดเริ่มต้นของการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีของ Berkshire Hathaway ได้เปิดฉากขึ้นด้วยบรรยากาศที่ “ระมัดระวังแต่มองในแง่ดี” เมื่อนักลงทุนทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่มารวมตัวกันเพื่อชั่งน้ำหนักทิศทางของบริษัทภายใต้การนำของผู้บริหารสูงสุดคนใหม่ นี่คือการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งแรกอย่างเป็นทางการที่ Greg Abel จะขึ้นบนเวทีในฐานะ CEO ของ Berkshire Hathaway หลังจากเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม สืบทอดจาก Warren Buffett ตำนานนักลงทุนที่ครองบัลลังก์มานานกว่าครึ่งศตวรรษ และ Charlie Munger หุ้นส่วนคู่คิดผู้ล่วงลับ ซึ่งทั้งสองถูกจดจำในฐานะ “นักเล่าเรื่อง” และ “นักปราชญ์” ที่ดึงดูดผู้ถือหุ้นหลายหมื่นคนมาฟังปัญญาทุกปีในสิ่งที่ถูกเรียกว่า “Woodstock สำหรับนักลงทุน” ฝูงชนที่บางตากว่าเคย: สัญญาณของยุคใหม่ สิ่งแรกที่สะดุดตาในปีนี้คือจำนวนผู้เข้าร่วมที่สังเกตเห็นได้ว่า บางตากว่าปีก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านที่กำลังเกิดขึ้น เพราะส่วนหนึ่งของแรงดึงดูดของงานประชุม Berkshire ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา คือโอกาสที่จะได้เห็นและฟัง Buffett และ Munger พูดคุยอย่างเปิดเผยและฉลาดเฉลียวเป็นเวลาหลายชั่วโมง การที่ Buffett ไม่ได้นั่งบนเวทีในฐานะ CEO อีกต่อไป และ Munger จากไปแล้ว ทำให้สมการของงานนี้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ คำถามสำคัญที่ลอยอยู่ในอากาศตลอดทั้งวันคือ…

  • ตลาดคริปโตโปรแกรม: บิทคอยน์ดีดตัวแต่อีเธอเรียมยังอ่อนแอ

    สถานการณ์ตลาดคริปโตปัจจุบัน: ความผันผวนท่ามกลางความเกลือกระหว่างกระทิง-หมี บิทคอยน์คืนตัวขึ้นมาเหนือ 81,200 ดอลลาร์ หลังจากลดลงเหลือ 79,800 ดอลลาร์ เมื่อได้รับข้อมูลเงินเฟ้อสูงกว่าคาดหมาย ขณะที่ BNB เพิ่มขึ้น 2.5% ในการเทรด 24 ชั่วโมง และ Dogecoin เพิ่มขึ้น 1.3% โดย กองทุนคริปโตได้รับกระแสเงินไหลเข้ามากที่สุดในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาพรวมตลาดในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างเชื่อง ตามที่ มูลค่าตลาดคริปโตโลกอยู่ที่ 2.79 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเพิ่มขึ้น 0.2% ในช่วง 24 ชั่วโมง ส่วนปริมาณการเทรดรวมในวันนั้นอยู่ที่ 95.6 พันล้านดอลลาร์ โดยบิทคอยน์โดมิแนนซ์อยู่ที่ 58.3% และอีเธอเรียมโดมิแนนซ์อยู่ที่ 9.96% บิทคอยน์: สัญญาณบูลลิช ท่ามกลางความเกลือข้อมูลเศรษฐศาสตร์ ตัวชี้วัดวัฏจักรกระทิง-หมีของบิทคอยน์หันเป็นสีเขียวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีนาคม 2023 ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ 90,000 ดอลลาร์เป็นจุดสำคัญถัดไปที่อาจสร้างการเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง บิทคอยน์เทรดระหว่าง 79.8k ถึง 81.3k เนื่องจากตลาดดูดซึมข้อมูลเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาด โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่าการบูมล่าสุดสะท้อนระบบการ leverage-driven short squeeze ข้อเท็จจริงนี้ชี้ให้เห็นว่าการผลักดันราคาขึ้นมาในช่วงเวลาตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมนั้นได้รับพื้นฐานที่แข็งแกร่งจากตำแหน่งเทขาด ข้อมูลเงินเฟ้อที่ร้อนแรงยังคงมีผลกระทบต่อตลาด โดยบิทคอยน์เทรดที่…

  • กลยุทธ์พอร์ตการลงทุนปี 2569: ETF ตราสารหนี้ และตลาดเกิดใหม่คือโอกาสทองในยุคดอลลาร์อ่อนค่า

    ในช่วงกลางปี 2569 นักลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญกับสภาวะตลาดที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงกว่าร้อยละ 10 นับตั้งแต่ต้นปี การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ต่อเนื่อง และกระแสเงินทุนหลีกหนีจากสินทรัพย์สหรัฐที่ทำสถิติใหม่ ได้สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญที่นักวางกลยุทธ์พอร์ตการลงทุนต้องทบทวนแนวคิดใหม่ทั้งหมด ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Bonds) กำลังกลายเป็นดาวเด่นของปีนี้ ขณะที่ ETF ตราสารหนี้เชิงรุก (Active Fixed Income ETF) ทุบสถิติเงินไหลเข้าทุกรายงานที่ออกมา บทความนี้จะพาผู้อ่านสำรวจแนวโน้มสำคัญและกลยุทธ์ที่นักลงทุนไทยควรรู้ในครึ่งหลังของปีนี้ ดอลลาร์อ่อนค่า: แรงขับเคลื่อนหลักที่เปลี่ยนภูมิทัศน์การลงทุนโลก หัวใจของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตลาดโลกขณะนี้ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ย ไม่ใช่ตัวเลขเศรษฐกิจ แต่คือทิศทางของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่กำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่ บริษัทที่ปรึกษาการลงทุนระดับโลก Cambridge Associates ได้ออกคำแนะนำอย่างชัดเจนให้นักลงทุนพิจารณาลดการถือครองหุ้นสหรัฐ เนื่องจากประเมินว่าหุ้นตลาดเกิดใหม่อยู่ในเส้นทางที่จะให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดพัฒนาแล้วเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ท่ามกลางดอลลาร์ที่อ่อนค่า โดยระบุว่าคาดการณ์ว่าดอลลาร์จะอ่อนค่าต่อเนื่องในปี 2569 เริ่มต้นตลาดหมีหลายปี โดยมีปัจจัยกดดันจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจ สินทรัพย์ที่มูลค่าสูงเกินจริง และแรงกดดันทางการคลัง ตัวเลขสนับสนุนมุมมองนี้ชัดเจนมาก ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ร่วงลงกว่าร้อยละ 9 นับตั้งแต่ต้นปี และหุ้นนอกสหรัฐในตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่รวมกัน ให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นสหรัฐถึง 11.2 เปอร์เซ็นต์พอยท์ในหน่วยดอลลาร์ในปี…

  • น้ำมัน-ทองคำ-เงิน ผันผวนหนัก! วิกฤตฮอร์มุซพลิกโฉมตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกปี 2026

    โลกการเงินกำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลและอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้ส่งคลื่นกระแทกรุนแรงผ่านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก ตั้งแต่น้ำมันดิบที่พุ่งทะยานเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทองคำที่ขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์แล้วดิ่งลงอย่างน่าตกใจ ไปจนถึงเงินที่กำลังเปลี่ยนบทบาทจากโลหะมีค่าเป็นวัตถุดิบอุตสาหกรรมแห่งอนาคต บทความนี้จะพาคุณผ่านทุกมิติของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในขณะนี้ พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบที่นักลงทุนไทยควรเตรียมรับมือ น้ำมันดิบ: วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซและการหยุดชะงักครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอล ส่งผลให้การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักแทบทั้งหมด ซึ่งเป็นเส้นทางที่น้ำมันโลกราว 20% ต้องผ่านทุกวัน สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ตั้งชื่อเหตุการณ์นี้ว่า “การหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก” อย่างไม่มีข้อสงสัย ข้อมูลจาก IEA ระบุว่า การปิดกั้นเส้นทางขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ปริมาณน้ำมันที่ขาดหายไปจากการผลิตของประเทศในตะวันออกกลางสะสมแตะ 1 พันล้านบาร์เรลแล้ว โดยมีกำลังการผลิตที่หยุดชะงักถึง 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตัวเลขนี้มหาศาลถึงขนาดที่ทำให้นักวิเคราะห์หลายรายถึงกับเปรียบเทียบกับวิกฤตพลังงานในทศวรรษ 1970 ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นเกิน 6% แตะระดับ 118.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022 ขณะที่น้ำมัน WTI ของสหรัฐฯ ปิดตลาดที่ 106.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพื่อบรรเทาแรงกระแทก IEA ได้ตัดสินใจปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉิน 400 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ตาม…

  • เงินทุนโลกทะลักตลาดเกิดใหม่ ETF ทุบสถิติ 3.8 หมื่นล้านดอลล์ ท้าทายสูตรจัดพอร์ต

    ครึ่งแรกของปี 2569 กลายเป็นช่วงเวลาที่ตำราการจัดพอร์ตการลงทุนแบบเดิมถูกท้าทายอย่างรุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ เงินทุนจำนวนมหาศาลไหลออกจากการกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐ และเคลื่อนเข้าสู่สินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่ในอัตราที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ขณะเดียวกัน ตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกกำลังเผชิญคำถามพื้นฐานว่าบทบาท “เบาะรองรับความเสี่ยง” ที่พันธบัตรรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้วเคยทำหน้าที่มาตลอดสี่ทศวรรษ ยังใช้ได้อยู่หรือไม่ในโลกที่เงินเฟ้อไม่ยอมลงและหนี้สาธารณะพุ่งไม่หยุด ตัวเลขที่สะท้อนภาพนี้ชัดเจนที่สุดมาจากอุตสาหกรรมกองทุนอีทีเอฟ (ETF) กองทุนอีทีเอฟที่ลงทุนในตลาดเกิดใหม่ดูดเงินสุทธิได้ถึง 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงหกเดือนแรกของปี 2569 มากกว่ายอดทั้งปี 2568 ที่ทำสถิติไว้ที่ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์เสียอีก ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมอีทีเอฟทั่วโลกทะลุหลัก 1 ล้านล้านดอลลาร์ในครึ่งปีแรกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เป็นผลพวงของการปรับสมดุลพอร์ตครั้งใหญ่ที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกกำลังดำเนินการอย่างเงียบ ๆ สำหรับนักลงทุนไทย ภาพนี้มีนัยสองชั้น ชั้นแรกคือประเทศไทยเองกลายเป็นหนึ่งในผู้ได้ประโยชน์โดยตรงจากกระแสเงินทุนรอบนี้ ดัชนี SET ปิดครึ่งปีแรกด้วยผลตอบแทนกว่า 26% ติดกลุ่มตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลก ชั้นที่สองคือนักลงทุนไทยที่ถือกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) กำลังยืนอยู่บนจุดตัดสินใจสำคัญว่าจะไล่ตามกระแสตลาดเกิดใหม่ที่ร้อนแรงจนราคาแพงแล้ว หรือจะหันไปให้น้ำหนักกับตราสารหนี้ที่ผลตอบแทนกลับมาน่าสนใจอีกครั้งหลังธนาคารกลางสหรัฐพลิกท่าทีเป็นสายเหยี่ยว บทความนี้ประมวลข้อมูลจากรายงานของสำนักข่าวและสถาบันการเงินชั้นนำ ทั้ง Bloomberg, Reuters, South China Morning Post, Bangkok Post, Livemint และบทวิเคราะห์จาก State Street, J.P. Morgan,…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *