Bitwise ชี้ Bitcoin มีโอกาสแซงมูลค่า “ทองคำ”: การเปลี่ยนผ่านจากสินทรัพย์เก็งกำไรสู่โครงสร้างการเงินโลก
|

Bitwise ชี้ Bitcoin มีโอกาสแซงมูลค่า “ทองคำ”: การเปลี่ยนผ่านจากสินทรัพย์เก็งกำไรสู่โครงสร้างการเงินโลก

แนวคิดที่ว่า Bitcoin อาจกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดใหญ่กว่าทองคำ กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจาก Matt Hougan ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Bitwise Asset Management ออกมาแสดงมุมมองว่า Bitcoin อาจไม่ได้เป็นเพียง “ทองคำดิจิทัล” อีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่ “เครื่องมือทางการเงินระดับโลก”

Hougan ระบุว่า หาก Bitcoin สามารถทำหน้าที่ได้ทั้ง:

  • เป็นแหล่งเก็บมูลค่า (Store of Value)
  • และเป็นสกุลเงินสำหรับการใช้งานจริง (Medium of Exchange)

มูลค่าตลาดของมันอาจ “แซงหน้าทองคำ” ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 33–34 ล้านล้านดอลลาร์ได้ในอนาคต

แนวคิดหลัก: Bitcoin ไม่ได้แข่งกับทองคำเพียงอย่างเดียว

หนึ่งในข้อสรุปสำคัญจาก Hougan คือ นักลงทุนจำนวนมาก “ประเมิน Bitcoin ต่ำเกินไป” เพราะมองว่า Bitcoin ต้องแทนที่ทองคำทั้งหมดจึงจะเติบโตได้

วิเคราะห์เชิงลึก:

  • ในความเป็นจริง Bitcoin ไม่จำเป็นต้อง “ชนะ” ทองคำ
  • แต่เพียงแค่ “แบ่งส่วนตลาด” ของสินทรัพย์เก็บมูลค่า (Store-of-value market) ก็เพียงพอ

Hougan เคยประเมินว่า:

  • หาก Bitcoin ครองเพียง 17% ของตลาดนี้
  • ราคาอาจแตะระดับ 1 ล้านดอลลาร์ต่อเหรียญในระยะยาว

ขยายความ:

  • ตลาด Store of Value ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ “ขยายตัวตลอดเวลา”
  • ทองคำเองเติบโตจาก ~2.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2004 → มากกว่า 30 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน

ดังนั้น:

  • Bitcoin ไม่ได้แย่งเค้กก้อนเดิม
  • แต่กำลังเข้าไปอยู่ใน “เค้กที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ”

จุดเปลี่ยนสำคัญ: Bitcoin จากสินทรัพย์เก็งกำไร → เครื่องมือการเงินจริง

แนวคิดนี้เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น หลังมีรายงานว่าอิหร่านพิจารณาใช้ Bitcoin ในการชำระค่าผ่านทางในช่องแคบ Hormuz

วิเคราะห์เชิงลึก:

เหตุการณ์นี้สะท้อน 3 ประเด็นสำคัญ:

1. Bitcoin เริ่มถูกใช้ในระดับ “รัฐต่อรัฐ”

  • ไม่ใช่แค่การลงทุนรายบุคคล
  • แต่เป็นเครื่องมือในระบบเศรษฐกิจจริง

2. ลดการพึ่งพาระบบการเงินแบบดั้งเดิม

  • ระบบ SWIFT หรือธนาคารกลางอาจถูก bypass
  • Bitcoin กลายเป็น “ทางเลือกที่ไม่ขึ้นกับการเมือง”

3. การเงินโลกกำลังถูก “weaponized”

Hougan ระบุว่า:

  • ประเทศต่าง ๆ ใช้ระบบการเงินเป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์
  • Bitcoin จึงกลายเป็นทางเลือกที่ “เป็นกลาง”

บทบาทคู่ (Dual Role): Store of Value + Currency

หนึ่งในแนวคิดที่สำคัญที่สุดคือ Bitcoin อาจมี “บทบาทคู่”

1. เป็น Store of Value (เหมือนทองคำ)

คุณสมบัติ:

  • จำนวนจำกัด (21 ล้านเหรียญ)
  • ไม่ขึ้นกับรัฐบาล
  • ป้องกันเงินเฟ้อ

2. เป็น Currency (เหมือนดอลลาร์)

คุณสมบัติ:

  • โอนข้ามประเทศได้ทันที
  • ใช้ในธุรกรรมจริง
  • ไม่ต้องผ่านตัวกลาง

วิเคราะห์เชิงลึก: ทำไม “Dual Role” ถึงสำคัญมาก

หาก Bitcoin เป็นแค่ Store of Value:

  • มูลค่าจะถูกจำกัดโดยตลาดทองคำ

แต่ถ้าเป็นทั้ง 2 อย่าง:

  • จะเข้าไปอยู่ในตลาดที่ใหญ่กว่ามาก เช่น:
    • ระบบการชำระเงินโลก
    • Forex
    • Cross-border trade

ซึ่งมีมูลค่าหลายร้อยล้านล้านดอลลาร์

การใช้งานจริงกำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก

แม้ Bitcoin ยังมีมูลค่าตลาดประมาณ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ แต่การใช้งานจริงกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างประเทศที่ adoption สูง:

  • อาร์เจนตินา
  • ตุรกี
  • เวเนซุเอลา

วิเคราะห์เชิงลึก:

ประเทศเหล่านี้มีลักษณะร่วมกัน:

  • เงินเฟ้อสูง
  • ค่าเงินอ่อนค่า
  • ระบบการเงินไม่เสถียร

ผลลัพธ์:

  • ประชาชนใช้ Bitcoin เพื่อ “รักษามูลค่าเงิน”

Data สนับสนุน: การยอมรับในระดับประชาชน

ผลสำรวจจาก Coinbase พบว่า:

  • 87% ของชาวอาร์เจนตินาเชื่อว่า Blockchain คือทางสู่ “อิสรภาพทางการเงิน”

วิเคราะห์เพิ่มเติม:

นี่คือ “Bottom-up adoption”

  • ไม่ได้มาจากรัฐบาล
  • แต่มาจากประชาชน

ซึ่งมักมีความยั่งยืนมากกว่า

การยอมรับในระดับสถาบัน (Institutional Adoption)

นอกจากประชาชนแล้ว บริษัทและองค์กรต่าง ๆ ก็เริ่มถือ Bitcoin มากขึ้น

  • มากกว่า 1.5 ล้าน BTC อยู่ในงบดุลบริษัท
  • มูลค่าประมาณ 116 พันล้านดอลลาร์

วิเคราะห์เชิงลึก:

Institutional adoption มีผลสำคัญ:

1. เพิ่มความน่าเชื่อถือ

  • จากสินทรัพย์ speculative → กลายเป็น asset class

2. ลด volatility ในระยะยาว

  • นักลงทุนระยะยาวเข้ามาแทน speculative trader

3. สร้าง demand ต่อเนื่อง

  • เช่น ETF, hedge funds, family offices

การใช้งานเชิงพาณิชย์ (Merchant Adoption)

ข้อมูลจาก BTC Map ระบุว่า:

  • มีร้านค้าประมาณ 11,000 แห่งทั่วโลกที่รับ Bitcoin

วิเคราะห์:

แม้ตัวเลขยังไม่สูงมาก แต่มีความสำคัญในเชิง “โครงสร้าง”

  • Bitcoin กำลังเปลี่ยนจาก asset → payment network
  • การใช้งานจริง = foundation ของมูลค่า

วิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ: Bitcoin vs ทองคำ

จุดแข็งของทองคำ:

  • มีประวัติยาวนาน
  • เป็นที่ยอมรับทั่วโลก
  • มีการถือครองโดยธนาคารกลาง

จุดแข็งของ Bitcoin:

  • โอนง่ายกว่า
  • ไม่ต้องเก็บรักษาทางกายภาพ
  • ตรวจสอบได้ (transparent blockchain)

Hougan ชี้ว่า:

  • ทองคำมีข้อจำกัดด้าน logistics
  • ขณะที่ Bitcoin สามารถโอนข้ามโลกได้ทันที

วิเคราะห์เชิงมหภาค (Macro View)

1. ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

  • สงคราม
  • การคว่ำบาตร
  • ความตึงเครียดระหว่างประเทศ

→ เพิ่มความต้องการ “สินทรัพย์ที่เป็นกลาง”

2. หนี้สาธารณะทั่วโลก

  • เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
  • ทำให้ความเชื่อมั่นใน fiat currency ลดลง

3. ระบบการเงินกำลังเปลี่ยนผ่าน

จาก:

  • ธนาคาร → Blockchain
  • Fiat → Digital assets

ความท้าทายที่ยังต้องจับตา

แม้ภาพระยะยาวจะดูแข็งแกร่ง แต่ยังมีความเสี่ยงสำคัญ:

1. Regulation

  • รัฐบาลอาจควบคุมเข้มขึ้น

2. ความผันผวน

  • Bitcoin ยังมี volatility สูง

3. การยอมรับจากธนาคารกลาง

  • ปัจจุบันยังไม่ถือ BTC เป็น reserve

บทวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุน

มุมมองระยะยาว:

  • Bitcoin = Digital Gold + Payment Layer

มุมมองระยะกลาง:

  • ขึ้นอยู่กับ adoption rate

มุมมองระยะสั้น:

  • ยังมีความผันผวนสูง

บทสรุปเชิงลึก

แนวคิดของ Bitwise ไม่ได้บอกว่า Bitcoin จะ “แทนที่ทองคำ” ทันที

แต่ชี้ว่า:

  • โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่สินทรัพย์ดิจิทัลมีบทบาทมากขึ้น
  • และ Bitcoin อาจกลายเป็น “แกนกลาง” ของระบบนั้น

หาก Bitcoin สามารถ:

  • เป็นทั้ง Store of Value
  • และเป็น Currency

มูลค่าของมันจะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ตลาดทองคำ
แต่จะขยายไปสู่ระบบการเงินระดับโลก

ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้เชี่ยวชาญบางคนเริ่มมองว่า
Bitcoin อาจไม่ได้แค่ “ไล่ตามทองคำ”
แต่มีโอกาส “แซง” ในระยะยาว

Similar Posts

  • สงครามการค้า-คว่ำบาตรรัสเซียชุด 20 กระทบเศรษฐกิจโลกและไทยปี 2569

    เศรษฐกิจโลกในปี 2569 กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายทิศทางพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่ยังคุกรุ่น มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเป็นชุดที่ 20 ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบเส้นทางการค้าทางทะเล ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังถูกวาดแผนที่ใหม่ทั้งหมด ทั้งหมดนี้กำลังส่งผลกระทบลึกลงมาถึงภาคส่งออกไทย ซึ่ง IMF และธนาคารแห่งประเทศไทยต่างเตือนว่าอาจทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำสุดในรอบสามทศวรรษนับจากวิกฤตต้มยำกุ้ง ภาพรวมที่ดูเหมือนซับซ้อนนี้มีแกนกลางเดียวกันคือ โลกกำลังแตกออกเป็นหลายขั้วทางเศรษฐกิจ และประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศอย่างไทยกำลังยืนอยู่กลางพายุ สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน: จากสงครามภาษีสู่สงครามเทคโนโลยีและทรัพยากรยุทธศาสตร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ดูเหมือนจะยังคงรักษา “ข้อตกลงสงบศึกที่เปราะบาง” ในสงครามการค้าโลกนี้ไว้ได้หลังการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งในเดือนพฤษภาคม โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการแยกตัวออกจากกันอย่างสมบูรณ์ระหว่างสองเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกยังไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่ภาษีนำเข้าสูง ข้อจำกัดด้านแร่ธาตุหายาก และการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยียังคงเป็นจุดที่ยังตกลงกันไม่ได้ สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ประเมินว่าความตึงเครียดในสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่เลวร้ายที่สุดน่าจะผ่านพ้นไปแล้ว หลังสหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงลดภาษีในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราภาษีจาก 145% เหลือ 30% ส่วนจีนจะลดภาษีตอบโต้จาก 125% เหลือ 10% ทั้งสองฝ่ายยังตกลงระงับภาษีเพิ่มเติม 24% เป็นเวลา 90 วัน แต่ตลาดมองว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเจรจาที่ยาวและขรุขระ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ชัดว่านี่ไม่ใช่แค่สงครามการค้าอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจในวงกว้าง โดย IMF คาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี…

  • กลยุทธ์พอร์ตหุ้นของ Greg Abel: 60% ของ Berkshire ลงทุนใน 9 หุ้นหลัก บอกอะไรนักลงทุนได้บ้าง?

    การเปลี่ยนแปลงผู้นำจาก Warren Buffett ไปสู่ Greg Abel ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวบุคคล แต่เป็น “การเปลี่ยนโครงสร้างทางความคิด” ของหนึ่งในองค์กรลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Berkshire Hathaway ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา Berkshire ถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิดแบบ Buffett คือ: แต่เมื่อ Greg Abel เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ภาพที่เริ่มปรากฏคือ “การจัดระเบียบพอร์ต” ให้ชัดเจนขึ้นผ่านการสร้าง core holdings ที่มีน้ำหนักสูงมากในพอร์ต ซึ่งสะท้อนแนวคิดที่ต่างจาก Buffett เล็กน้อยในเชิง “โครงสร้างการบริหาร” แม้จะยังอยู่บนพื้นฐานเดียวกันในเชิง “คุณภาพของธุรกิจ” สิ่งที่น่าสนใจคือ Berkshire ไม่ได้ลดความซับซ้อนของพอร์ตเพียงเพราะความง่ายในการบริหาร แต่กำลังสะท้อนแนวคิดใหม่ว่า ในโลกที่ข้อมูลล้นและตลาดผันผวนสูง การมี “แกนหลักของพอร์ต” ที่ชัดเจนคือสิ่งจำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงของผลตอบแทนระยะยาว โครงสร้าง Core Holdings: 9 หุ้นที่กำหนดทิศทางพอร์ต 60% ของ Berkshire หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดคือการที่ 9 หุ้นหลักคิดเป็นประมาณ 60% ของพอร์ตหุ้นมูลค่ารวมกว่า 320,000…

  • กลยุทธ์พอร์ตการลงทุนปี 2569: ETF ตราสารหนี้ และตลาดเกิดใหม่คือโอกาสทองในยุคดอลลาร์อ่อนค่า

    ในช่วงกลางปี 2569 นักลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญกับสภาวะตลาดที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงกว่าร้อยละ 10 นับตั้งแต่ต้นปี การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ต่อเนื่อง และกระแสเงินทุนหลีกหนีจากสินทรัพย์สหรัฐที่ทำสถิติใหม่ ได้สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญที่นักวางกลยุทธ์พอร์ตการลงทุนต้องทบทวนแนวคิดใหม่ทั้งหมด ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Bonds) กำลังกลายเป็นดาวเด่นของปีนี้ ขณะที่ ETF ตราสารหนี้เชิงรุก (Active Fixed Income ETF) ทุบสถิติเงินไหลเข้าทุกรายงานที่ออกมา บทความนี้จะพาผู้อ่านสำรวจแนวโน้มสำคัญและกลยุทธ์ที่นักลงทุนไทยควรรู้ในครึ่งหลังของปีนี้ ดอลลาร์อ่อนค่า: แรงขับเคลื่อนหลักที่เปลี่ยนภูมิทัศน์การลงทุนโลก หัวใจของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตลาดโลกขณะนี้ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ย ไม่ใช่ตัวเลขเศรษฐกิจ แต่คือทิศทางของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่กำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่ บริษัทที่ปรึกษาการลงทุนระดับโลก Cambridge Associates ได้ออกคำแนะนำอย่างชัดเจนให้นักลงทุนพิจารณาลดการถือครองหุ้นสหรัฐ เนื่องจากประเมินว่าหุ้นตลาดเกิดใหม่อยู่ในเส้นทางที่จะให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดพัฒนาแล้วเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ท่ามกลางดอลลาร์ที่อ่อนค่า โดยระบุว่าคาดการณ์ว่าดอลลาร์จะอ่อนค่าต่อเนื่องในปี 2569 เริ่มต้นตลาดหมีหลายปี โดยมีปัจจัยกดดันจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจ สินทรัพย์ที่มูลค่าสูงเกินจริง และแรงกดดันทางการคลัง ตัวเลขสนับสนุนมุมมองนี้ชัดเจนมาก ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ร่วงลงกว่าร้อยละ 9 นับตั้งแต่ต้นปี และหุ้นนอกสหรัฐในตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่รวมกัน ให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นสหรัฐถึง 11.2 เปอร์เซ็นต์พอยท์ในหน่วยดอลลาร์ในปี…

  • นักเทรดบน Kalshi คาด WTI จะพุ่งทะลุ 125 ดอลลาร์ เกินสถิติสูงสุดในช่วงสงครามอิหร่าน

    ในขณะที่ตลาดน้ำมันดิบโลกยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นักเทรดบนแพลตฟอร์ม Kalshi ซึ่งเป็นตลาดทำนายเหตุการณ์ (Prediction Markets) ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ยังไม่ถึงจุดสูงสุดของปีนี้ และยังมีโอกาสที่จะพุ่งขึ้นไปสูงกว่าระดับสูงสุดในช่วงสงครามอีกมาก ตัวเลขที่ตลาดทำนายบอก: มากกว่าครึ่งหนึ่งเชื่อว่าจะแตะ 127 ดอลลาร์ ข้อมูลจาก Kalshi ระบุว่ามีโอกาส มากกว่า 50% ที่ราคา WTI จะแตะระดับ 127 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าระดับปิดสูงสุดในปัจจุบันที่ประมาณ 113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 7 เมษายนอย่างมีนัยสำคัญ และนักเทรดยังประเมินโอกาส 63% ที่ราคาจะข้ามระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคา WTI ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะประกาศหยุดยิง แต่ก็ยังสูงกว่าระดับต่ำสุดที่ 82.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 17 เมษายนอย่างมาก ราคาปัจจุบันกลับมาอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง…

  • |

    ราคาน้ำมันพุ่งหลัง Netanyahu เตือนความขัดแย้งกับอิหร่าน “ยังไม่จบ” ขณะ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของเตหะราน

    เมื่อวันจันทร์เริ่มต้นด้วยแรงกระแทกที่ตลาดพลังงานโลกไม่ได้คาดไว้ เมื่อนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนตันยาฮู ของอิสราเอลออกมาส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าความขัดแย้งกับอิหร่านยังไม่สิ้นสุด ตามมาด้วยการที่ประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ประกาศปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของอิหร่านอย่างหนักแน่น ทำให้ความหวังสันติภาพที่สั่นคลอนอยู่แล้วยิ่งเปราะบางลงอีก และราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทันทีเพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่กลับมาเพิ่มสูงขึ้น น้ำมันดิบ WTI สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้น 3.08% ไปอยู่ที่ 95.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ น้ำมันดิบ Brent มาตรฐานสากล สัญญาส่งมอบเดือนกรกฎาคม ขึ้น 3.16% มาอยู่ที่ 104.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การปรับตัวขึ้นในระดับนี้ภายในวันเดียวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดพลังงานยังคงอ่อนไหวอย่างมากต่อสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อออกไปอีก เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าการปรับตัวขึ้น 3% ในวันเดียวนั้นมีนัยสำคัญแค่ไหน ลองคิดว่าหากราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การขึ้น 3% หมายถึงราคาเพิ่มขึ้น 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเมื่อโลกบริโภคน้ำมันดิบประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน นั่นหมายความว่าต้นทุนพลังงานโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ต่อวัน จากข่าวเดียว ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนออิหร่าน: “ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง” หลังจากที่โลกรอคอยการตอบสนองของอิหร่านต่อข้อเสนอสันติภาพมาหลายวัน…

  • |

    Micron พุ่งเกือบ 38% ในสัปดาห์เดียว เมื่อการชุมนุมชิปหน่วยความจำพุ่งทะยานเป็นพาราโบลา

    ในสัปดาห์ที่ตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ Micron Technology กลายเป็นดาวเด่นที่สว่างที่สุดในกลุ่มชิปความจำ เมื่อราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 15% ในวันศุกร์เพียงวันเดียว ปิดที่ 746.81 ดอลลาร์ และสะสมผลตอบแทนสัปดาห์ที่น่าตะลึงถึง เกือบ 38% ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปหนึ่งเดือน หุ้นตัวนี้พุ่งขึ้นไปแล้วเกือบ 84% จากระดับก่อนหน้า ในช่วงหลังเวลาทำการ หุ้นยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องอีก 1.41% ไปแตะ 757.35 ดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่าความกระตือรือร้นของนักลงทุนไม่ได้ดับลงแม้ตลาดปิดทำการ และมูลค่าตลาดของบริษัทในขณะนี้อยู่เหนือ 840,000 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของ LSEG สัปดาห์นี้ถือเป็นสัปดาห์ที่ดีที่สุดของ Micron นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นช่วงที่หุ้นยังซื้อขายต่ำกว่า 5 ดอลลาร์ ในช่วงวิกฤตการเงินโลก เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้นคือ ณ ตอนนั้นบริษัทกำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่ตอนนี้กำลังพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดของคลื่น AI กระแสที่กว้างกว่า: ไม่ใช่แค่ Micron ที่พุ่ง ความแข็งแกร่งของ Micron ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสที่กวาดทั้งกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์พร้อมกัน AMD ปรับตัวขึ้น 26% ตลอดสัปดาห์ แตะระดับสูงสุดในรอบ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *