Bitwise ชี้ Bitcoin มีโอกาสแซงมูลค่า “ทองคำ”: การเปลี่ยนผ่านจากสินทรัพย์เก็งกำไรสู่โครงสร้างการเงินโลก
|

Bitwise ชี้ Bitcoin มีโอกาสแซงมูลค่า “ทองคำ”: การเปลี่ยนผ่านจากสินทรัพย์เก็งกำไรสู่โครงสร้างการเงินโลก

แนวคิดที่ว่า Bitcoin อาจกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดใหญ่กว่าทองคำ กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจาก Matt Hougan ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Bitwise Asset Management ออกมาแสดงมุมมองว่า Bitcoin อาจไม่ได้เป็นเพียง “ทองคำดิจิทัล” อีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่ “เครื่องมือทางการเงินระดับโลก”

Hougan ระบุว่า หาก Bitcoin สามารถทำหน้าที่ได้ทั้ง:

  • เป็นแหล่งเก็บมูลค่า (Store of Value)
  • และเป็นสกุลเงินสำหรับการใช้งานจริง (Medium of Exchange)

มูลค่าตลาดของมันอาจ “แซงหน้าทองคำ” ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 33–34 ล้านล้านดอลลาร์ได้ในอนาคต

แนวคิดหลัก: Bitcoin ไม่ได้แข่งกับทองคำเพียงอย่างเดียว

หนึ่งในข้อสรุปสำคัญจาก Hougan คือ นักลงทุนจำนวนมาก “ประเมิน Bitcoin ต่ำเกินไป” เพราะมองว่า Bitcoin ต้องแทนที่ทองคำทั้งหมดจึงจะเติบโตได้

วิเคราะห์เชิงลึก:

  • ในความเป็นจริง Bitcoin ไม่จำเป็นต้อง “ชนะ” ทองคำ
  • แต่เพียงแค่ “แบ่งส่วนตลาด” ของสินทรัพย์เก็บมูลค่า (Store-of-value market) ก็เพียงพอ

Hougan เคยประเมินว่า:

  • หาก Bitcoin ครองเพียง 17% ของตลาดนี้
  • ราคาอาจแตะระดับ 1 ล้านดอลลาร์ต่อเหรียญในระยะยาว

ขยายความ:

  • ตลาด Store of Value ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ “ขยายตัวตลอดเวลา”
  • ทองคำเองเติบโตจาก ~2.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2004 → มากกว่า 30 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน

ดังนั้น:

  • Bitcoin ไม่ได้แย่งเค้กก้อนเดิม
  • แต่กำลังเข้าไปอยู่ใน “เค้กที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ”

จุดเปลี่ยนสำคัญ: Bitcoin จากสินทรัพย์เก็งกำไร → เครื่องมือการเงินจริง

แนวคิดนี้เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น หลังมีรายงานว่าอิหร่านพิจารณาใช้ Bitcoin ในการชำระค่าผ่านทางในช่องแคบ Hormuz

วิเคราะห์เชิงลึก:

เหตุการณ์นี้สะท้อน 3 ประเด็นสำคัญ:

1. Bitcoin เริ่มถูกใช้ในระดับ “รัฐต่อรัฐ”

  • ไม่ใช่แค่การลงทุนรายบุคคล
  • แต่เป็นเครื่องมือในระบบเศรษฐกิจจริง

2. ลดการพึ่งพาระบบการเงินแบบดั้งเดิม

  • ระบบ SWIFT หรือธนาคารกลางอาจถูก bypass
  • Bitcoin กลายเป็น “ทางเลือกที่ไม่ขึ้นกับการเมือง”

3. การเงินโลกกำลังถูก “weaponized”

Hougan ระบุว่า:

  • ประเทศต่าง ๆ ใช้ระบบการเงินเป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์
  • Bitcoin จึงกลายเป็นทางเลือกที่ “เป็นกลาง”

บทบาทคู่ (Dual Role): Store of Value + Currency

หนึ่งในแนวคิดที่สำคัญที่สุดคือ Bitcoin อาจมี “บทบาทคู่”

1. เป็น Store of Value (เหมือนทองคำ)

คุณสมบัติ:

  • จำนวนจำกัด (21 ล้านเหรียญ)
  • ไม่ขึ้นกับรัฐบาล
  • ป้องกันเงินเฟ้อ

2. เป็น Currency (เหมือนดอลลาร์)

คุณสมบัติ:

  • โอนข้ามประเทศได้ทันที
  • ใช้ในธุรกรรมจริง
  • ไม่ต้องผ่านตัวกลาง

วิเคราะห์เชิงลึก: ทำไม “Dual Role” ถึงสำคัญมาก

หาก Bitcoin เป็นแค่ Store of Value:

  • มูลค่าจะถูกจำกัดโดยตลาดทองคำ

แต่ถ้าเป็นทั้ง 2 อย่าง:

  • จะเข้าไปอยู่ในตลาดที่ใหญ่กว่ามาก เช่น:
    • ระบบการชำระเงินโลก
    • Forex
    • Cross-border trade

ซึ่งมีมูลค่าหลายร้อยล้านล้านดอลลาร์

การใช้งานจริงกำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก

แม้ Bitcoin ยังมีมูลค่าตลาดประมาณ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ แต่การใช้งานจริงกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างประเทศที่ adoption สูง:

  • อาร์เจนตินา
  • ตุรกี
  • เวเนซุเอลา

วิเคราะห์เชิงลึก:

ประเทศเหล่านี้มีลักษณะร่วมกัน:

  • เงินเฟ้อสูง
  • ค่าเงินอ่อนค่า
  • ระบบการเงินไม่เสถียร

ผลลัพธ์:

  • ประชาชนใช้ Bitcoin เพื่อ “รักษามูลค่าเงิน”

Data สนับสนุน: การยอมรับในระดับประชาชน

ผลสำรวจจาก Coinbase พบว่า:

  • 87% ของชาวอาร์เจนตินาเชื่อว่า Blockchain คือทางสู่ “อิสรภาพทางการเงิน”

วิเคราะห์เพิ่มเติม:

นี่คือ “Bottom-up adoption”

  • ไม่ได้มาจากรัฐบาล
  • แต่มาจากประชาชน

ซึ่งมักมีความยั่งยืนมากกว่า

การยอมรับในระดับสถาบัน (Institutional Adoption)

นอกจากประชาชนแล้ว บริษัทและองค์กรต่าง ๆ ก็เริ่มถือ Bitcoin มากขึ้น

  • มากกว่า 1.5 ล้าน BTC อยู่ในงบดุลบริษัท
  • มูลค่าประมาณ 116 พันล้านดอลลาร์

วิเคราะห์เชิงลึก:

Institutional adoption มีผลสำคัญ:

1. เพิ่มความน่าเชื่อถือ

  • จากสินทรัพย์ speculative → กลายเป็น asset class

2. ลด volatility ในระยะยาว

  • นักลงทุนระยะยาวเข้ามาแทน speculative trader

3. สร้าง demand ต่อเนื่อง

  • เช่น ETF, hedge funds, family offices

การใช้งานเชิงพาณิชย์ (Merchant Adoption)

ข้อมูลจาก BTC Map ระบุว่า:

  • มีร้านค้าประมาณ 11,000 แห่งทั่วโลกที่รับ Bitcoin

วิเคราะห์:

แม้ตัวเลขยังไม่สูงมาก แต่มีความสำคัญในเชิง “โครงสร้าง”

  • Bitcoin กำลังเปลี่ยนจาก asset → payment network
  • การใช้งานจริง = foundation ของมูลค่า

วิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ: Bitcoin vs ทองคำ

จุดแข็งของทองคำ:

  • มีประวัติยาวนาน
  • เป็นที่ยอมรับทั่วโลก
  • มีการถือครองโดยธนาคารกลาง

จุดแข็งของ Bitcoin:

  • โอนง่ายกว่า
  • ไม่ต้องเก็บรักษาทางกายภาพ
  • ตรวจสอบได้ (transparent blockchain)

Hougan ชี้ว่า:

  • ทองคำมีข้อจำกัดด้าน logistics
  • ขณะที่ Bitcoin สามารถโอนข้ามโลกได้ทันที

วิเคราะห์เชิงมหภาค (Macro View)

1. ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

  • สงคราม
  • การคว่ำบาตร
  • ความตึงเครียดระหว่างประเทศ

→ เพิ่มความต้องการ “สินทรัพย์ที่เป็นกลาง”

2. หนี้สาธารณะทั่วโลก

  • เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
  • ทำให้ความเชื่อมั่นใน fiat currency ลดลง

3. ระบบการเงินกำลังเปลี่ยนผ่าน

จาก:

  • ธนาคาร → Blockchain
  • Fiat → Digital assets

ความท้าทายที่ยังต้องจับตา

แม้ภาพระยะยาวจะดูแข็งแกร่ง แต่ยังมีความเสี่ยงสำคัญ:

1. Regulation

  • รัฐบาลอาจควบคุมเข้มขึ้น

2. ความผันผวน

  • Bitcoin ยังมี volatility สูง

3. การยอมรับจากธนาคารกลาง

  • ปัจจุบันยังไม่ถือ BTC เป็น reserve

บทวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุน

มุมมองระยะยาว:

  • Bitcoin = Digital Gold + Payment Layer

มุมมองระยะกลาง:

  • ขึ้นอยู่กับ adoption rate

มุมมองระยะสั้น:

  • ยังมีความผันผวนสูง

บทสรุปเชิงลึก

แนวคิดของ Bitwise ไม่ได้บอกว่า Bitcoin จะ “แทนที่ทองคำ” ทันที

แต่ชี้ว่า:

  • โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่สินทรัพย์ดิจิทัลมีบทบาทมากขึ้น
  • และ Bitcoin อาจกลายเป็น “แกนกลาง” ของระบบนั้น

หาก Bitcoin สามารถ:

  • เป็นทั้ง Store of Value
  • และเป็น Currency

มูลค่าของมันจะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ตลาดทองคำ
แต่จะขยายไปสู่ระบบการเงินระดับโลก

ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้เชี่ยวชาญบางคนเริ่มมองว่า
Bitcoin อาจไม่ได้แค่ “ไล่ตามทองคำ”
แต่มีโอกาส “แซง” ในระยะยาว

Similar Posts

  • | |

    KOSPI ร่วงหนักสุดตั้งแต่ต้มยำกุ้ง ก่อนพุ่ง 17.91% ทำสถิติวันเดียวสูงสุดในประวัติศาสตร์

    ภายในเวลาเพียงห้าวันทำการ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ได้เขียนประวัติศาสตร์ทั้งด้านมืดและด้านสว่างพร้อมกัน ดัชนี KOSPI ดิ่งลงอย่างรุนแรงจนต้องใช้มาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราว (Circuit Breaker) สองวันติดต่อกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตลาดหลักทรัพย์เกาหลี ก่อนจะทะยานกลับขึ้นถึง 17.91% ในวันเดียวเมื่อวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2569 ปิดที่ระดับ 6,595.45 จุด นับเป็นการปรับตัวขึ้นวันเดียวที่มากที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งดัชนี และเป็นครั้งแรกที่ดัชนีบวกเกิน 1,000 จุดในหนึ่งวัน สัปดาห์นี้จึงกลายเป็นบทเรียนราคาแพงว่าด้วยความเปราะบางของตลาดที่ถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นเพียงไม่กี่ตัว เลเวอเรจของนักลงทุนรายย่อย และความกังวลเรื่องการแข่งขันจากจีนในอุตสาหกรรมชิปความจำ (Memory Chip) ห้าวันที่เหวี่ยงจากตื่นตระหนกสู่ความคลั่งไคล้ หากต้องสรุปสภาพตลาดหุ้นเกาหลีใต้ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคมด้วยชุดตัวเลข คงหนีไม่พ้นอัตราการเปลี่ยนแปลงรายวันของดัชนี KOSPI ตลอดห้าวันทำการที่ผ่านมา ได้แก่ +0.97%, -10.84%, -5.98%, -1.23% และ +17.91% ตัวเลขชุดนี้บอกเล่าเรื่องราวของตลาดที่แกว่งตัวจากภาวะตื่นตระหนกไปสู่ความคลั่งไคล้ภายในเวลาไม่กี่วัน จนนักวิเคราะห์บางรายเปรียบเปรยว่าตลาดกำลังซื้อขายราวกับผู้ป่วยที่มีอาการทางอารมณ์แปรปรวน จุดเริ่มต้นของพายุคือวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม ที่ดัชนียังทรงตัวได้ในแดนบวกเล็กน้อย ก่อนที่วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม ซึ่งสื่อต่างประเทศขนานนามว่าเป็น ‘Black Tuesday’ ดัชนี KOSPI จะร่วงลงถึง 10.84% ปิดที่…

  • | |

    ตลาดหุ้นเอเชียคึกคักรับกระแส AI นิกเกอิทะลุ 68,000 SET แกว่งตัว จับตาเฟด-บาทอ่อน

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดสัปดาห์กลางเดือนสิงหาคม 2569 ด้วยบรรยากาศที่ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงหนุนสองด้านอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งคือกระแสการลงทุนในหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเซมิคอนดักเตอร์ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะแผ่วลง ผลักดันให้ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นพุ่งทะลุระดับ 68,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และดัชนี TOPIX ทำสถิติสูงสุดใหม่เช่นกัน ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือความคาดหวังเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ช่วยคลายแรงกดดันต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยในระยะสั้น สำหรับนักลงทุนไทย ภาพรวมนี้มีความสำคัญไม่น้อย เพราะแม้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จะยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบและปิดในแดนลบเล็กน้อยที่ระดับราว 1,612 จุด แต่กระแสเงินทุนต่างชาติ ทิศทางค่าเงินบาท และราคาน้ำมันในตลาดโลก ล้วนเชื่อมโยงโดยตรงกับพอร์ตการลงทุนของคนไทย บทความนี้จะพาไปสำรวจภาพรวมตลาดหุ้นเอเชียและปัจจัยแวดล้อมที่กำลังกำหนดทิศทางการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบและกลยุทธ์ที่นักลงทุนไทยควรจับตา หัวข้อสำคัญที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ ได้แก่ ปรากฏการณ์นิวไฮของตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเมกะเทรนด์ AI, ภาพรวมตลาดฮ่องกง จีน และเกาหลีใต้, สมรภูมิการคาดการณ์นโยบายเฟดที่กำลังผันผวน, สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยและกระแสเงินทุนต่างชาติ, ทิศทางค่าเงินบาทและนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ปัจจัยราคาน้ำมันและความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ตลอดจนบทสรุปเชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นทำนิวไฮ นิกเกอิทะลุ 68,000 จุด รับแรงส่งเมกะเทรนด์ AI หากจะเลือกดาวเด่นของตลาดหุ้นเอเชียในปี 2569 คงหนีไม่พ้นตลาดหุ้นญี่ปุ่น…

  • วอลล์สตรีทปิดบวกท้ายสัปดาห์ ก่อนศึกใหญ่งบแบงก์-เงินเฟ้อ-เฟดสัปดาห์หน้า

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดตลาดวันศุกร์ (10 ก.ค.) ในแดนบวกอย่างระมัดระวัง ปิดฉากสัปดาห์ที่ผันผวนหนักด้วยชัยชนะรายสัปดาห์ของทั้งดัชนี S&P 500 และ Nasdaq โดยมีแรงหนุนจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Nvidia และ Meta พร้อมการเปิดตัวขายหุ้น IPO ของ SK Hynix ที่กลายเป็นการระดมทุนของบริษัทต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วอลล์สตรีท ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังกลั้นหายใจรอสัปดาห์หน้าที่อัดแน่นด้วยงบการเงินแบงก์ยักษ์ใหญ่ ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และการปรากฏตัวครั้งแรกต่อสภาคองเกรสของประธานเฟดคนใหม่ ‘เควิน วอร์ช’ ที่อาจกำหนดทิศทางตลาดในครึ่งปีหลัง ปิดตลาดวันศุกร์: ดัชนีหลักปิดบวก ปิดสัปดาห์ผันผวนด้วยชัยชนะ บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม ปิดท้ายสัปดาห์ด้วยโทนบวก โดยดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.42% ปิดที่ระดับ 7,575.39 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยี เพิ่มขึ้น 0.29% ปิดที่ 26,281.61 จุด ส่วนดัชนี Dow Jones Industrial…

  • เจาะลึกราคาทองคำมหาโหด: วิเคราะห์จุดสูงสุดประวัติศาสตร์และแนวโน้ม “สงกรานต์เลือดหรือลาภ” ปี 2569

    ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ตลาดทองคำโลกและตลาดทองคำไทยได้จารึกสถิติใหม่ที่น่าสะพรึงกลัวและน่าตื่นเต้นไปพร้อมๆ กัน เมื่อราคาทองคำพุ่งทะยานราวกับจรวดก่อนจะเกิดการปรับฐานอย่างรุนแรงในรอบ 24 ชั่วโมงล่าสุด ท่ามกลางบรรยากาศที่คนไทยกำลังเตรียมตัวเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ บทความนี้จะวิเคราะห์ภาพรวมสถานการณ์ราคาทองคำทั้งในตลาดโลก (Gold Spot) และราคาทองคำแท่งของไทยอย่างเจาะลึก พร้อมบทวิเคราะห์แนวโน้มที่นักลงทุนต้องรู้ 1. อัปเดตราคาทองคำวันนี้ (9 เมษายน 2569) สถานการณ์ราคาทองคำในเช้าวันนี้เปิดตลาดมาด้วยการปรับตัวลงแรง หลังจากที่เมื่อวานนี้ (8 เมษายน) ตลาดเกิดความผันผวนอย่างหนักจนมีการประกาศราคาสลับไปมามากกว่า 50 ครั้ง ตารางราคาทองคำไทย (ประกาศครั้งที่ 1) ประเภททองคำ ราคารับซื้อ (บาท) ราคาขายออก (บาท) เปลี่ยนแปลง ทองคำแท่ง 96.5% 71,700 71,900 ↓ 600 ทองรูปพรรณ 96.5% 70,266 72,700 ↓ 600 วิเคราะห์ภาพรวม: แม้ราคาจะปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดของเมื่อวานที่เคยแตะระดับ 73,900 บาท (ทองรูปพรรณ) แต่ระดับราคาในปัจจุบันที่ 71,000 ปลายๆ ยังถือว่าเป็นระดับที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับช่วงปีที่ผ่านมา 2….

  • | |

    ตลาดโลกผวาสงครามฮอร์มุซ ดาวโจนส์แกว่งใกล้ 5.3 หมื่นจุด เฟดเหยี่ยวกดบาทอ่อน

    ตลาดการเงินทั่วโลกในสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวอยู่บนเส้นด้ายที่ตึงเครียด ระหว่างความหวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะยืนระยะได้ กับความกลัวว่าไฟสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ปะทุขึ้นอีกครั้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซจะลุกลามจนฉุดราคาน้ำมันและเงินเฟ้อพุ่งกลับ นักลงทุนต้องชั่งน้ำหนักระหว่างแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ฟื้นตัวแรง กับสัญญาณ ‘เหยี่ยว’ ของธนาคารกลางสหรัฐยุคใหม่ภายใต้การนำของเควิน วอร์ช ที่เปิดทางขึ้นดอกเบี้ยแทนที่จะลด ผลพวงทั้งหมดสะท้อนตรงมายังนักลงทุนไทยผ่านค่าเงินบาทที่อ่อนทะลุ 33 บาทต่อดอลลาร์ ราคาทองที่ผันผวน และต้นทุนพลังงานที่ยังทรงตัวสูง ภาพรวมของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทในการซื้อขายวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม ปิดบวกได้สำเร็จ โดยได้แรงหนุนหลักจากการดีดกลับของหุ้นผู้ผลิตชิปและการอ่อนตัวลงของราคาน้ำมัน ทำให้บรรยากาศการลงทุนคลายความตึงเครียดลงบางส่วน แม้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจะยังไม่มีทีท่าคลี่คลาย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ระดับ 52,487.41 จุด เพิ่มขึ้น 139.02 จุด หรือราว 0.27% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.81% ปิดที่ 7,543.64 จุด และดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีทะยานขึ้นถึง 1.30% ปิดที่ 26,206.89 จุด ตามรายงานของ CNBC สะท้อนว่าแรงซื้อกลับเข้าสู่กลุ่มเทคโนโลยีอย่างชัดเจนหลังเผชิญแรงเทขายในช่วงต้นสัปดาห์ บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทีละประเด็นสำคัญที่กำลังกำหนดทิศทางตลาดโลก ตั้งแต่การฟื้นตัวของหุ้นชิปและความเสี่ยงของฟองสบู่ปัญญาประดิษฐ์ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซกับราคาน้ำมันและทองคำ การเปลี่ยนขั้วนโยบายของเฟดยุควอร์ช ความเคลื่อนไหวของตลาดคริปโทเคอร์เรนซี ไปจนถึงพลวัตของค่าเงินและตลาดหุ้นเอเชีย พร้อมประเมินผลกระทบที่จับต้องได้ต่อพอร์ตการลงทุนของคนไทย…

  • |

    ใครยิงก่อน? ช่องแคบฮอร์มุซร้อนระอุอีกครั้ง ขณะข้อตกลงหยุดยิงและตลาดน้ำมันตกอยู่ในอันตราย

    ในโลกที่ความขัดแย้งสมัยใหม่มักดำเนินไปในลักษณะ “หยุด-เริ่ม” อย่างไม่สม่ำเสมอ สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านพิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งในวันพฤหัสบดีว่า ทุกความหวังที่สร้างขึ้นมาสามารถถูกพังทลายลงได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เมื่อกองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากยิงใส่กันในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเป็นผู้ยิงก่อน ท่ามกลางความพยายามทางการทูตที่กำลังดำเนินอยู่และความหวังว่าสงครามกว่าสองเดือนจะสิ้นสุดลง “ใครยิงก่อน?”: คำถามที่ไม่มีคำตอบที่ง่าย หัวใจของวิกฤตในวันพฤหัสบดีคือการปะทะกันในช่องแคบฮอร์มุซที่ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากัน ในขณะที่ประธานาธิบดี Trump ยืนกรานว่าการหยุดยิงระหว่างวอชิงตันและเตหะรานยังคงมีผลบังคับใช้ แม้ว่าเขาจะอ้างว่าสหรัฐฯ “ทำลายล้างอย่างสมบูรณ์” ชาวอิหร่านที่เกี่ยวข้องในการปะทะ ฝ่ายอิหร่านให้เรื่องราวที่แตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง โดยระบุว่ากองกำลังสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่กำลังเดินทางจากน่านน้ำชายฝั่งมุ่งหน้าสู่ช่องแคบ ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่หากเป็นจริงจะถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ที่อิหร่านมีในน่านน้ำของตนเองและข้อตกลงหยุดยิง ความขัดแย้งระหว่างเรื่องเล่าของสองฝ่ายนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นอย่างมาก เพราะมันหมายความว่าทั้งสองฝ่ายสามารถอ้างได้ว่าตนเองกำลังตอบโต้การยั่วยุของอีกฝ่าย ไม่ใช่เริ่มการโจมตีก่อน ซึ่งในทางการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศมีความสำคัญอย่างมาก เส้นแบ่งระหว่างการหยุดยิงกับการสู้รบกำลังเลือนลางลงทุกวัน และนั่นคือสัญญาณที่น่ากังวลมากสำหรับทั้งกระบวนการทางการทูตและตลาดพลังงานโลก Shell CEO ส่งสัญญาณเตือน: ขาดแคลนน้ำมัน 1,000 ล้านบาร์เรล ในขณะที่ผู้นำทางการเมืองกำลังถกเถียงกันว่าใครยิงก่อน โลกธุรกิจพลังงานกำลังเผชิญกับความเป็นจริงที่โหดร้ายกว่านั้น Wael Sawan CEO ของ Shell บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ ออกมาเตือนนักลงทุนว่าตลาดน้ำมันกำลังเผชิญกับ การขาดแคลนน้ำมันถึง 1,000 ล้านบาร์เรล และสถานการณ์นี้จะยิ่งเลวร้ายลงทุกวันที่ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป ตัวเลข 1,000 ล้านบาร์เรลนั้นมหาศาลอย่างยิ่ง ในการเปรียบเทียบ ความต้องการน้ำมันดิบทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 100…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *