เศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลัง 2026: จ้างงานสหรัฐสะดุด เงินเฟ้อหนืด ธนาคารกลางแยกทาง
ตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่ครึ่งปีหลังของปี 2026 ด้วยภาพที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง ด้านหนึ่งตลาดหุ้นสหรัฐทำสถิติสูงสุดใหม่ในบางดัชนี ทองคำดีดตัวกลับ และราคาน้ำมันดิ่งลงจนคลายแรงกดดันเงินเฟ้อ แต่อีกด้านหนึ่งตัวเลขการจ้างงานล่าสุดกลับส่งสัญญาณว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มสะดุด ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบกว่า 3 ปี ท่ามกลางฉากหลังนี้ ธนาคารกลางรายใหญ่ของโลกกำลังเดินสวนทางกันอย่างชัดเจน โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ภายใต้ประธานคนใหม่ยืนดอกเบี้ยสูงและเปิดช่องขึ้นดอกเบี้ย ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นตัวแปรที่นักลงทุนไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
สัปดาห์สุดท้ายก่อนวันหยุดชาติสหรัฐ (Independence Day) กลายเป็นช่วงเวลาที่อัดแน่นด้วยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนมิถุนายนที่ออกมาต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ตลาดต้องปรับมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยเฟดใหม่ทั้งหมด CNBC รายงานว่าตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอลงช่วยลดความกังวลว่าเฟดจะรีบขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงกลับมาผ่อนคลายในช่วงท้ายสัปดาห์ บทความนี้จะพาผู้อ่านไล่เรียงภาพใหญ่ตั้งแต่ตลาดแรงงานสหรัฐ นโยบายการเงินของเฟดและ ECB ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันและทองคำ ไปจนถึงคำถามเรื่องฟองสบู่หุ้นเทคโนโลยี ก่อนจะประเมินว่าทั้งหมดนี้จะส่งผลต่อพอร์ตการลงทุนของคนไทยอย่างไร
ตลาดแรงงานสหรัฐส่งสัญญาณอ่อนแรง จ้างงานมิถุนายนต่ำสุดในรอบ 4 เดือน
หัวใจของสัปดาห์นี้อยู่ที่รายงานการจ้างงานเดือนมิถุนายน ซึ่งสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) เปิดเผยว่าเศรษฐกิจสหรัฐสร้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ในโพลของ Dow Jones คาดไว้ที่ราว 110,000–115,000 ตำแหน่งอย่างมาก และถือเป็นการเพิ่มขึ้นที่น้อยที่สุดในรอบ 4 เดือน CNBC ระบุว่าตัวเลขดังกล่าวชะลอลงชัดเจนจากเดือนพฤษภาคมที่ถูกปรับลดเหลือ 129,000 ตำแหน่ง สะท้อนภาพตลาดแรงงานที่เริ่มสูญเสียแรงส่ง
สิ่งที่ทำให้ภาพดูน่ากังวลยิ่งขึ้นคือการปรับลดตัวเลขย้อนหลัง โดยข้อมูลเดือนเมษายนถูกปรับลง 31,000 ตำแหน่ง เหลือ 148,000 ตำแหน่ง และเดือนพฤษภาคมถูกปรับลง 43,000 ตำแหน่ง เหลือ 129,000 ตำแหน่ง รวมสองเดือนหายไปจากตัวเลขเดิมถึง 74,000 ตำแหน่ง ขณะที่ค่าเฉลี่ยการจ้างงานตลอด 12 เดือนที่ผ่านมาอยู่ที่เพียง 36,000 ตำแหน่งต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งบ่งชี้ว่าโมเมนตัมการจ้างงานอ่อนแอกว่าที่ตลาดเคยเชื่อ
อย่างไรก็ตาม อัตราการว่างงานกลับลดลงมาอยู่ที่ 4.2% จาก 4.3% ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งฟังดูขัดกับตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอ แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่าการลดลงนี้มาจากเหตุผลที่ไม่สู้ดีนัก กล่าวคืออัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labor Force Participation Rate) ร่วงลง 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ สู่ระดับ 61.5% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021 สะท้อนว่าคนจำนวนมากถอนตัวออกจากตลาดแรงงาน มากกว่าที่จะเป็นเพราะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น
ในฝั่งการสำรวจครัวเรือน ตัวเลขยิ่งสะท้อนความเปราะบาง โดยจำนวนผู้มีงานทำลดลงถึง 507,000 คน ขณะที่กำลังแรงงานโดยรวมหดตัวราว 720,000 คน เมื่อแยกตามอุตสาหกรรม กลุ่มสันทนาการและการโรงแรม (Leisure and Hospitality) เป็นตัวฉุดหลัก โดยจ้างงานลดลง 61,000 ตำแหน่ง ซึ่ง BLS อธิบายว่าเป็นผลจากการจ้างงานตามฤดูกาลที่อ่อนแอกว่าปกติ แม้จะมีการคาดหวังว่ามหกรรมฟุตบอลโลกอาจช่วยหนุนการจ้างงานในภาคบริการก็ตาม ส่วนกลุ่มที่ยังเพิ่มขึ้นได้แก่ บริการวิชาชีพและธุรกิจ (+36,000) งานช่วยเหลือสังคม (+25,000) และการดูแลสุขภาพ (+22,000)
ด้านค่าจ้าง รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน และ 3.5% เมื่อเทียบรายปี มาอยู่ที่ 37.64 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ยังพอประคองกำลังซื้อไว้ได้ Seema Shah หัวหน้ากลยุทธ์ระดับโลกของ Principal Asset Management ให้ความเห็นผ่าน CNBC ว่าการชะลอตัวของการจ้างงานท้าทายเรื่องเล่าเรื่องตลาดแรงงานที่กลับมาแข็งแกร่ง แต่ในทางกลับกันก็ตอกย้ำว่าเฟดแทบไม่มีแรงกดดันที่จะต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย ผลลัพธ์คือ ตลาดปรับลดโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนลงเหลือราว 50% จากที่เคยสูงถึง 67% ก่อนหน้ารายงานฉบับนี้
เฟดยุค “เควิน วอร์ช” นโยบายสายเหยี่ยวและการยกเครื่องครั้งใหญ่
ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐในเวลานี้อยู่ภายใต้การนำของ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานเฟดคนใหม่ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อและวุฒิสภาให้การรับรองเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่วอร์ชนั่งเป็นประธาน มีมติเป็นเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50–3.75% ซึ่งเป็นระดับที่ตรึงมาตั้งแต่ปลายปี 2025 หลังจากที่เฟดปรับลดดอกเบี้ยรวม 0.75 จุดเปอร์เซ็นต์ในช่วงปลายปีก่อน
แม้การคงดอกเบี้ยจะเป็นไปตามคาด แต่รายละเอียดในการประชุมกลับสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงท่าทีอย่างมีนัยสำคัญ CNBC รายงานว่าเฟดได้ตัดถ้อยคำที่เคยบ่งชี้ถึงแนวโน้มการลดดอกเบี้ยออกจากแถลงการณ์ พร้อมทั้งย่อความยาวของแถลงการณ์ลงอย่างมาก และที่สำคัญคือ “dot plot” หรือแผนภาพคาดการณ์ดอกเบี้ยของกรรมการ ได้ลบสัญญาณการลดดอกเบี้ยในปีนี้ออก และเปิดทางว่าการขึ้นดอกเบี้ยเป็นไปได้ โดยกรรมการ 9 ใน 18 คน มองว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปี 2026 ทำให้ค่ากลางของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ณ สิ้นปีขยับขึ้นมาที่ 3.8% จาก 3.4% ในการคาดการณ์เดือนมีนาคม
เฟดยังปรับมุมมองเศรษฐกิจใหม่ โดยยกระดับคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2026 ขึ้นเป็น 3.6% สำหรับดัชนีทั่วไป และ 3.3% สำหรับอัตราพื้นฐาน (Core) ที่ไม่รวมอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดไว้ที่ 2.7% ทั้งสองรายการในเดือนมีนาคม ขณะเดียวกันก็ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ลงเล็กน้อยมาที่ 2.2% และปรับอัตราการว่างงานมาที่ 4.3% ทั้งนี้ เงินเฟ้อของสหรัฐยังคงสูง โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคมพุ่งขึ้นแตะ 4.2% ต่อปี ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2023 แม้อัตราพื้นฐานจะอยู่ที่ 2.9% ก็ตาม สะท้อนแรงกดดันจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นในช่วงสงครามอิหร่าน
จุดยืนของวอร์ชค่อนข้างชัดเจนในเรื่องการให้ความสำคัญกับเสถียรภาพราคา ในเวทีประชุม ECB Forum on Central Banking ที่เมืองซินตรา ประเทศโปรตุเกส เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม วอร์ชกล่าวว่าเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่สูงเกินไป แม้เจ้าหน้าที่เฟดจะเปิดใจมากขึ้นต่อบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อาจมีผลในทางลดเงินเฟ้อผ่านการเพิ่มผลิตภาพ วอร์ชยังเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ที่ไม่เชื่อในแนวทาง “forward guidance” หรือการส่งสัญญาณดอกเบี้ยล่วงหน้า โดยมองว่าเป็นการมัดมือธนาคารกลาง และเลือกที่จะไม่ส่งจุดคาดการณ์ดอกเบี้ยของตนเองใน dot plot
ปฏิกิริยาของตลาดต่อการประชุมวันที่ 17 มิถุนายนสะท้อนความประหลาดใจต่อท่าทีสายเหยี่ยวได้เป็นอย่างดี ในวันดังกล่าว ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ 507 จุด หรือ 0.98%, S&P 500 ลดลง 1.21% และ Nasdaq ร่วง 1.34% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 2 ปี ซึ่งอ่อนไหวต่อทิศทางดอกเบี้ยระยะสั้น พุ่งขึ้นถึง 16 จุดพื้นฐาน สู่ระดับ 4.21% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี ส่วนดัชนีดอลลาร์แข็งค่าราว 1% สะท้อนความคาดหวังว่าดอกเบี้ยจะ “สูงยาวนานขึ้น” (higher for longer) ด้าน Citi เคยวิเคราะห์ว่าการประชุมครั้งแรกของประธานเฟดคนใหม่มักถูกใช้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งวอร์ชก็ทำได้ตามคาด
ในมิติการเมือง แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะเคยกดดันให้เฟดลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในสมัยของอดีตประธานเจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) แต่คราวนี้ทรัมป์กลับแสดงท่าทีสนับสนุนวอร์ช โดยกล่าวว่า “เรามีคนที่ดีมากอยู่ที่นั่นแล้ว ผมจึงเดินตามสิ่งที่เขาต้องการ” ที่น่าสนใจคือพาวเวลล์เลือกที่จะดำรงตำแหน่งกรรมการในบอร์ดของเฟดต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่งประธาน โดยให้คำมั่นว่าจะวางตัวต่ำและไม่แข่งขันกับประธานคนใหม่ ทำให้โครงสร้างอำนาจภายในเฟดในเวลานี้มีความน่าจับตาเป็นพิเศษ
นอกจากนี้ วอร์ชยังประกาศตั้งคณะทำงาน 5 ชุด เพื่อทบทวนการดำเนินนโยบายการเงินในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่การสื่อสาร แหล่งข้อมูล ผลิตภาพ ตลาดแรงงาน ไปจนถึงสาเหตุของเงินเฟ้อ ซึ่งเจ้าตัวคาดว่าส่วนใหญ่จะสรุปผลได้ภายในฤดูใบไม้ร่วงหรือปลายปีนี้ Kay Haigh จาก Goldman Sachs Asset Management ให้ความเห็นว่าการประชุมครั้งนี้ยืนยันว่าการเปลี่ยนท่าทีเป็นสายเหยี่ยวของเฟดไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของราคาพลังงานที่สูงขึ้นเท่านั้น โดยมองว่ากรณีฐานคือเฟดน่าจะหลีกเลี่ยงการขึ้นดอกเบี้ยได้อย่างหวุดหวิด แต่เส้นทางนั้นแคบมากและขึ้นอยู่กับข้อมูลเงินเฟ้อที่จะทยอยออกมา ทั้งนี้ ตลาดจับตาการประชุม FOMC ครั้งถัดไปในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม และตัวเลข CPI เดือนมิถุนายนที่จะประกาศในวันที่ 14 กรกฎาคมเป็นพิเศษ
ECB ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 สัญญาณธนาคารกลางโลกแยกทาง
ขณะที่เฟดเลือกยืนดอกเบี้ยและจับตาเงินเฟ้อ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) กลับเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยสวนกระแส โดยในการประชุมวันที่ 11 มิถุนายน 2026 คณะกรรมการนโยบายการเงินของ ECB มีมติเป็นเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลักทั้งสามอัตราขึ้น 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (Deposit Facility) ขยับขึ้นเป็น 2.25% อัตรารีไฟแนนซ์หลักเป็น 2.40% และอัตราเงินกู้ marginal lending เป็น 2.65% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน
ECB ระบุว่าสงครามในตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อ และการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ “มีความหนักแน่น” ในหลากหลายฉากทัศน์ที่ประเมินว่าภาวะช็อกจะพัฒนาไปอย่างไร ในการคาดการณ์เศรษฐกิจชุดใหม่ ECB ปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปเป็นเฉลี่ย 3.0% ในปี 2026, 2.3% ในปี 2027 และ 2.0% ในปี 2028 ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานคาดไว้ที่ 2.5% ในปี 2026 และ 2027 และ 2.2% ในปี 2028 ขณะที่ด้านการเติบโต ECB ปรับลดคาดการณ์ GDP ของยูโรโซนลงมาที่ 0.8% ในปี 2026, 1.2% ในปี 2027 และ 1.5% ในปี 2028 สะท้อนผลกระทบจากสงครามต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ รายได้ที่แท้จริง และความเชื่อมั่น
คริสติน ลาการ์ด (Christine Lagarde) ประธาน ECB ยืนยันในเวทีซินตราและผ่านบทสัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Les Echos ว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ “ไม่ใช่การขึ้นเพื่อประกันความเสี่ยง” (not an insurance hike) โดยชี้ว่าหากไม่ขึ้นดอกเบี้ย เงินเฟ้อจะยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ต่อไปจนถึงปี 2028 แต่เมื่อขึ้นดอกเบี้ยแล้ว แบบจำลองชี้ว่าเงินเฟ้อจะกลับสู่เป้าหมายได้ในไตรมาสสี่ของปี 2027 ทั้งนี้ เงินเฟ้อของยูโรโซนเร่งตัวขึ้นเป็น 3.2% ในเดือนพฤษภาคม จาก 3.0% ในเดือนเมษายน ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 2.5% ลาการ์ดย้ำว่าการตัดสินใจต่อจากนี้จะขึ้นอยู่กับข้อมูลเป็นสำคัญ และ ECB จะไม่ผูกมัดตัวเองกับเส้นทางดอกเบี้ยที่ตายตัว โดยการประชุมครั้งถัดไปมีกำหนดในวันที่ 24 กรกฎาคม
แม้จะขึ้นดอกเบี้ย แต่เศรษฐกิจยูโรโซนก็ยังเปราะบาง โดยรายงานของ ECB ระบุว่า GDP ที่แท้จริงของยูโรโซนขยายตัวเพียง 0.3% เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาสในไตรมาสแรกของปี 2026 หลังปรับความผันผวนจากไอร์แลนด์แล้ว การที่ ECB เลือกขึ้นดอกเบี้ยในภาวะที่เศรษฐกิจโตช้าจึงสะท้อนการชั่งน้ำหนักที่ยากลำบากระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการประคองการเติบโต ก่อนหน้านี้รายงานการประชุมเดือนเมษายนของ ECB เปิดเผยว่ากรรมการหลายคนเคยพร้อมสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่ตอนนั้นหากมีการเสนอ ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่การตัดสินใจในเดือนมิถุนายน
อีกด้านหนึ่งของโลก ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ยังอยู่ในเส้นทางที่แตกต่าง โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของค่าจ้างและการบริโภค ทำให้มีการคาดการณ์ว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ส่วนจีนกลับเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างในภาคอสังหาริมทรัพย์และหนี้ภาครัฐ ทำให้ธนาคารกลางจีนเลือกใช้แนวทางลดดอกเบี้ยแบบเจาะจงและตอบสนองเป็นราย ๆ มากกว่าการลดแบบวงกว้าง ความแตกต่างของจังหวะนโยบายเช่นนี้ยิ่งตอกย้ำภาพ “การแยกทางเดินของนโยบายการเงินโลก” ที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
ภาพที่เกิดขึ้นคือการแยกทางเดินของนโยบายการเงินโลกอย่างชัดเจน ระหว่างเฟดที่คงดอกเบี้ยระดับสูงและเปิดช่องขึ้น กับ ECB ที่เพิ่งเริ่มวงจรขึ้นดอกเบี้ยรอบใหม่ ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ตามการประเมินของ Goldman Sachs Research ยังมีแนวโน้มลดดอกเบี้ยต่อเนื่องอีก 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ในปีนี้ สู่ระดับ 3% การที่ธนาคารกลางรายใหญ่เคลื่อนไหวไปคนละทิศทาง สร้างความผันผวนให้กับตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและกระแสเงินทุนทั่วโลก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยต้องรับมือ
น้ำมันดิ่ง-ทองคำพุ่ง คลื่นกระเพื่อมจากช่องแคบฮอร์มุซและการเจรจาสันติภาพ
ตัวแปรที่อยู่เบื้องหลังทั้งเงินเฟ้อและนโยบายการเงินในเวลานี้คือราคาพลังงาน หลังจากสงครามอิหร่านที่ปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ผลักดันให้ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อพุ่งสูง แต่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์กลับพลิกทิศ เมื่อความตึงเครียดเริ่มคลี่คลายและการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซทยอยฟื้นตัว ประกอบกับความคืบหน้าในการเจรจาทางอ้อมระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว
ราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงลงมาอยู่ที่ราว 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงเกือบ 20% ในช่วงสองสัปดาห์ และเข้าใกล้ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม ซึ่งเป็นวันทำการแรกหลังสงครามอิหร่านเริ่มต้น ส่วนราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ราว 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การลดลงของราคาน้ำมันนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการคลายแรงกดดันด้านต้นทุนที่เป็นต้นตอของเงินเฟ้อในหลายประเทศ Deloitte ประเมินว่าทิศทางเงินเฟ้อของสหรัฐ ยุโรป และประเทศอื่น ๆ ในระยะข้างหน้าจะขึ้นอยู่กับความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันเป็นสำคัญ
ในทางกลับกัน ทองคำกลับได้อานิสงส์จากทั้งราคาน้ำมันที่ลดลงและตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอ โดยราคาทองคำดีดตัวขึ้นเข้าใกล้ระดับ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน หลังนักลงทุนลดการเก็งว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำที่ไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ย ทั้งนี้ ในช่วงก่อนหน้าที่เฟดส่งสัญญาณสายเหยี่ยว ราคาทองคำเคยปรับลงแรงกว่า 2% เนื่องจากดอลลาร์แข็งค่าและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับสูงขึ้น สะท้อนว่าทองคำยังคงอ่อนไหวต่อทิศทางดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์อย่างมาก ส่วนราคาโลหะเงิน (Silver) เคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 58 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะผ่อนคลายลง แต่ความเสี่ยงยังไม่หมดไป องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เตือนในรายงานล่าสุดว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลายเป็นแรงกดดันหลักที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก โดยวางฉากทัศน์ไว้สองแบบ ทั้งแบบที่การหยุดชะงักเป็นเพียงชั่วคราวและแบบที่ยืดเยื้อ ซึ่งหากเป็นกรณีหลัง ราคาพลังงานที่สูงและภาวะการเงินที่ตึงตัวจะสร้างผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในเอเชีย ยุโรป และประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน นักลงทุนจึงยังต้องเฝ้าระวังความเปราะบางของข้อตกลงสันติภาพที่ยังมีความเสี่ยงจะสะดุดหรือปะทุขึ้นใหม่ได้ตลอดเวลา
ประเด็นราคาพลังงานยังเชื่อมโยงกับพลวัตของเศรษฐกิจจีนอย่างแยกไม่ออก Deloitte รายงานว่าในเดือนพฤษภาคม การส่งออกของจีน (ในรูปดอลลาร์) เพิ่มขึ้นถึง 19.6% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นสูงเป็นอันดับสองนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2022 โดยได้แรงหนุนจากความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น เซมิคอนดักเตอร์ที่ส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 110% อย่างไรก็ตาม การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของจีนในช่วง 5 เดือนแรกของปีกลับลดลง 4.1% ซึ่งเป็นการหดตัวรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2020 โดยเฉพาะการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ดิ่งลง 16.2% สะท้อนว่าเศรษฐกิจจีนยังพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศยังอ่อนแอ ซึ่งเป็นความเปราะบางที่ต้องจับตา หากหลายประเทศเริ่มใช้มาตรการกีดกันสินค้าจีน
วอลล์สตรีทระหว่างสถิติใหม่กับคำถามเรื่องฟองสบู่หุ้น AI
ในฝั่งตลาดหุ้น ภาพรวมสัปดาห์สุดท้ายก่อนวันหยุดยาวเป็นบวก โดยดัชนี S&P 500 ปิดที่ราว 7,504 จุด เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม เพิ่มขึ้น 0.28% ในวันดังกล่าว แม้จะปรับลง 1.06% ในรอบเดือน แต่ยังสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 20.45% ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones) ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 52,844 จุด โดยพุ่งขึ้น 539 จุด หรือ 1.03% ในวันที่ 2 กรกฎาคม สำหรับภาพรวมทั้งสัปดาห์ S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.8%, Nasdaq เพิ่มขึ้น 2.1% และดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 2% ทั้งนี้ ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรสหรัฐปิดทำการในวันที่ 3 กรกฎาคม เนื่องในวันหยุด Independence Day
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังสถิติที่สวยงามของดาวโจนส์ กลับมีความปั่นป่วนในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและ AI ที่เริ่มก่อตัว นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่าความคาดหวังต่อ AI ได้ผลักดันมูลค่าหุ้นให้พุ่งเกินพื้นฐานไปแล้วหรือไม่ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มชิปเผชิญแรงเทขายต่อเนื่อง โดย Micron ร่วง 7%, Applied Materials ลดลง 7.4%, AMD ลดลง 4.3% ขณะที่ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ (PHLX Semiconductor Index หรือ SOX) ปรับลง 6.7% หลังจากที่เคยเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในไตรมาสสอง ด้านหุ้น Tesla ร่วง 7.5% แม้จะรายงานยอดส่งมอบรถที่แข็งแกร่งก็ตาม
แรงกดดันในกลุ่มเทคโนโลยียังมาจากข่าวเชิงโครงสร้างหลายชิ้น มีรายงานว่า OpenAI อยู่ระหว่างการเจรจาขายหุ้น 5% ให้กับรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่ Meta (ปรับลง 4.9%) ส่งสัญญาณว่าอาจนำกำลังประมวลผล (compute) ส่วนเกินออกมาสร้างรายได้ ซึ่งตลาดตีความว่าเป็นสัญญาณว่าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI อาจมากเกินความจำเป็น นอกจากนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์เมื่อ SpaceX เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ซึ่งถูกระบุว่าเป็นการเสนอขายหุ้น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
แม้จะมีความผันผวนในกลุ่มเทค แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการหมุนเวียนของเม็ดเงิน (rotation) ไปยังกลุ่มดั้งเดิม โดยหุ้นอย่าง Apple พุ่งขึ้น 4.8%, McDonald’s เพิ่มขึ้น 4.07% และ Walt Disney เพิ่มขึ้น 3.84% ซึ่งช่วยหนุนให้ดาวโจนส์ทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ นักวิเคราะห์จาก Schwab Center for Financial Research มองว่ารายงานจ้างงานที่อ่อนแอจะเปิดโอกาสให้เฟดใช้แนวทาง “รอดูสถานการณ์” มากกว่าที่จะรีบขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงบรรยากาศการลงทุนโดยรวม แต่ก็สะท้อนว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการนำโดยหุ้นเทคขนาดใหญ่ ไปสู่การกระจายตัวมากขึ้น
ภาพเศรษฐกิจโลก องค์กรระหว่างประเทศพร้อมใจหั่นคาดการณ์การเติบโต
เมื่อขยับออกมามองภาพใหญ่ องค์กรเศรษฐกิจระหว่างประเทศต่างปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกลงอย่างพร้อมเพรียง ธนาคารโลก (World Bank) ระบุในรายงาน Global Economic Prospects ฉบับเดือนมิถุนายนว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะชะลอลงจาก 2.9% ในปี 2025 เหลือ 2.5% ในปี 2026 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 โดยมีสาเหตุหลักจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาพลังงานให้พุ่งสูง กระตุ้นแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่ และก่อให้เกิดความคาดหวังต่อการดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้น
ธนาคารโลกยังเตือนว่า หากการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้และมาพร้อมกับภาวะตึงเครียดทางการเงิน การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจร่วงลงเหลือเพียง 1.3% ในปี 2026 นอกจากนี้ ยังชี้ว่าหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้นกำลังเป็นความท้าทายสำคัญของกลุ่มตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา (EMDEs) เพราะผลักดันให้ต้นทุนการกู้ยืมและภาระการชำระหนี้สูงขึ้น โดยนับตั้งแต่ปี 2010 หนี้ที่เพิ่มขึ้นของกลุ่ม EMDE สัมพันธ์กับส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่กว้างขึ้นราว 110 จุดพื้นฐาน
ด้าน OECD ประเมินว่า GDP ของสหรัฐจะเติบโต 2.0% ในปี 2026 ก่อนชะลอเป็น 1.8% ในปี 2027 ส่วนยูโรโซนจะโตเพียง 0.8% และจีนจะชะลอลงเหลือ 4.5% พร้อมคาดว่าเงินเฟ้อของกลุ่มประเทศ G20 จะเพิ่มขึ้นเป็น 4.0% ในปี 2026 จาก 3.4% ในปี 2025 ก่อนจะค่อย ๆ ลดลง ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ตั้งชื่อรายงาน World Economic Outlook ฉบับเดือนเมษายนไว้อย่างมีนัยว่า “เศรษฐกิจโลกภายใต้เงาสงคราม” (Global Economy in the Shadow of War) สะท้อนว่าปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ได้กลายเป็นตัวแปรหลักที่บดบังทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกมุมมองจะมองในแง่ร้าย Goldman Sachs Research คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตอย่าง “แข็งแรง” ที่ 2.9% ในปี 2026 สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดที่ 2.7% โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ทยอยลดลงในหลายประเทศ และผลกระทบจากภาษีนำเข้าที่ลดลง สำหรับสหรัฐ Goldman คาดว่า GDP จะขยายตัว 2.8% จากการที่แรงฉุดของภาษีนำเข้าเริ่มจางลง และได้แรงหนุนจากมาตรการลดภาษีในกฎหมาย One Big Beautiful Bill Act ปัจจัยที่ต้องจับตายังรวมถึงบทบาทของ AI ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นตัวเร่งการเติบโตของผลิตภาพในระยะกลาง ซึ่งอาจช่วยชดเชยแรงกดดันจากปัจจัยลบอื่น ๆ ได้
เมื่อเจาะลึกเป็นรายประเทศ Goldman Sachs Research มองว่าสหรัฐจะเป็นเศรษฐกิจที่โดดเด่นที่สุด โดยคาดว่าเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดที่เฟดให้ความสำคัญ จะลดลงจาก 3% ในปี 2025 เหลือ 2.2% ในเดือนธันวาคม 2026 เมื่อผลของภาษีนำเข้าจางลง ส่วนยูโรโซนคาดว่าจะโต 1.3% โดยสเปนจะเป็นเศรษฐกิจหลักที่เติบโตดีที่สุดที่ราว 2.4% ด้านสหราชอาณาจักรคาดว่า GDP จะขยายตัว 1.5% พร้อมกับที่ธนาคารกลางอังกฤษน่าจะลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 3% ทั้งนี้ IMF ได้จำลองฉากทัศน์รุนแรงไว้ว่า หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 80% ตั้งแต่ไตรมาสสองของปี 2026 จะทำให้ความคาดหวังเงินเฟ้อล่วงหน้า 1 ปี ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเพิ่มขึ้นราว 100 จุดพื้นฐาน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ยังไม่อาจมองข้าม แม้ราคาน้ำมันในปัจจุบันจะปรับลดลงแล้วก็ตาม
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยและกลยุทธ์รับมือครึ่งปีหลัง
สำหรับประเทศไทย ทิศทางนโยบายการเงินสวนทางกับเฟดและ ECB อย่างสิ้นเชิง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ในการประชุมเดือนมิถุนายน 2026 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 โดยมองว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันยังเหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูง ที่น่าสนใจคือ ธปท. ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยเป็น 2.3% ในปี 2026 และ 1.8% ในปี 2027 ซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่เคยประเมินไว้ โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกสินค้าที่แข็งแกร่ง การลงทุนภาคเอกชนที่เชื่อมโยงกับวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI รวมถึงมาตรการของภาครัฐที่ช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน
ด้านเงินเฟ้อ ธปท. คงมุมมองว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะเฉลี่ยอยู่ที่ 2.8% ในปี 2026 และ 1.4% ในปี 2027 โดยแรงกดดันด้านราคาที่ผ่านมาส่วนใหญ่มาจากปัจจัยด้านอุปทาน ซึ่งคาดว่าจะคลี่คลายลง ปัจจัยที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือการเปลี่ยนผ่านผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ ซึ่งเป็นผู้ที่สนับสนุนแนวทางการลดดอกเบี้ย และภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงราว 86–87% ของ GDP ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการบริโภคภายในประเทศและทำให้ธนาคารพาณิชย์ยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ
ในฝั่งตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET ปิดที่ 1,548.22 จุด เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน โดยนักวิเคราะห์มองว่าการที่ ธปท. ส่งสัญญาณชัดเจนเรื่องดอกเบี้ยช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนและให้ความชัดเจนต่อกลุ่มธนาคาร ขณะที่เงินบาทที่อ่อนค่าและราคาน้ำมันที่ลดลงถูกประเมินว่าจะเป็นปัจจัยหนุนหุ้นบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการหมุนเวียนของเม็ดเงิน สำหรับปัจจัยด้านการค้า สหรัฐได้กำหนดภาษีนำเข้าสินค้าไทยที่อัตรา 19% ซึ่งแม้จะสูงกว่าเดิม แต่ก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศอาเซียนรายใหญ่อื่น ๆ ช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของไทยไว้ได้ในระดับหนึ่ง
ในรายละเอียดของข้อตกลงการค้า ไทยได้ตกลงกับสหรัฐว่าจะลดยอดเกินดุลการค้าลง 70% ภายใน 5 ปี ผ่านการเพิ่มการนำเข้าพลังงาน สินค้าเกษตร และอากาศยานจากสหรัฐ ซึ่งแม้อาจกดดันดุลการค้าสินค้าของไทย แต่การจัดหาเชิงกลยุทธ์และการกระจายซัพพลายเออร์อาจช่วยบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน กลุ่มอุตสาหกรรมที่อาจได้รับผลกระทบจากภาษีมากกว่ากลุ่มอื่น ได้แก่ เครื่องจักร ชิ้นส่วนยานยนต์ ยางพารา และเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งนักลงทุนที่ถือหุ้นในกลุ่มส่งออกเหล่านี้ควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด
ด้านเป้าหมายดัชนี SET ปี 2026 บริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งประเมินกรอบไว้ที่ราว 1,350–1,400 จุด โดยคาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนจะเติบโตราว 6% ได้แรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยว เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่กลุ่มที่ได้อานิสงส์จากกระแส AI อย่างศูนย์ข้อมูล (Data Center) แผงวงจรพิมพ์ (PCB) และเซมิคอนดักเตอร์ ยังเห็นการยื่นขอส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในระดับสูง สวนทางกับกลุ่มที่อยู่ภายใต้แรงกดดัน เช่น ยานยนต์ที่เผชิญการแข่งขันจากรถ EV การผลิตแบบดั้งเดิม และอสังหาริมทรัพย์ที่เผชิญภาวะอุปทานล้นตลาด
สำหรับนักลงทุนไทย ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญในการวางกลยุทธ์ครึ่งปีหลัง 2026 มีดังนี้:
- ความเสี่ยงค่าเงินและกระแสเงินทุน: การที่เฟดคงดอกเบี้ยสูงขณะที่ ธปท. อยู่ในโหมดผ่อนคลาย ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยกว้างขึ้น ซึ่งอาจกดดันค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนไหลออกในบางช่วง นักลงทุนที่ถือสินทรัพย์ต่างประเทศควรบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบ
- จับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ: ตัวเลข CPI เดือนมิถุนายนที่จะประกาศวันที่ 14 กรกฎาคม จะเป็นตัวชี้ขาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนหรือไม่ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อทิศทางตลาดหุ้นโลกและราคาทองคำ
- ระวังความผันผวนของหุ้นเทค/AI: แรงเทขายในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และ AI สะท้อนว่าตลาดเริ่มตั้งคำถามเรื่องมูลค่า นักลงทุนที่มีสัดส่วนหุ้นเทคสูงในพอร์ตควรพิจารณากระจายความเสี่ยงและไม่ไล่ราคาในช่วงที่ valuation ตึงตัว
- เน้นหุ้นปันผลและกลุ่มตั้งรับ: ในภาวะดอกเบี้ยไทยต่ำและเศรษฐกิจโตช้า หุ้นปันผลสูงและกลุ่มตั้งรับ เช่น โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ที่เกาะกระแส AI และกลุ่มสุขภาพ ยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่แสวงหาผลตอบแทนเหนือพันธบัตรรัฐบาล
- กระจายสู่สินทรัพย์ปลอดภัย: ทองคำยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงได้ดีในภาวะภูมิรัฐศาสตร์ที่เปราะบาง แต่ต้องระวังความอ่อนไหวต่อทิศทางดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์
บทสรุป: เดินบนเส้นทางแคบระหว่างเงินเฟ้อกับการชะลอตัว
ภาพเศรษฐกิจโลกในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ครึ่งปีหลัง 2026 คือภาพของการเดินบนเส้นทางที่แคบและเปราะบาง ตลาดแรงงานสหรัฐที่เริ่มอ่อนแรงเปิดโอกาสให้เฟดผ่อนคลายท่าที แต่เงินเฟ้อที่ยังสูงก็ยังไม่อนุญาตให้ประมาท ธนาคารกลางรายใหญ่ที่เดินสวนทางกัน ราคาพลังงานที่ผันผวนตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง และคำถามเรื่องฟองสบู่หุ้น AI ล้วนเป็นตัวแปรที่จะกำหนดทิศทางตลาดในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
สำหรับนักลงทุนไทย บทเรียนสำคัญคือการไม่ยึดติดกับเรื่องเล่าเดียว แต่ต้องติดตามข้อมูลเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด บริหารความเสี่ยงด้านค่าเงินและ valuation อย่างมีวินัย และให้ความสำคัญกับการกระจายการลงทุนทั้งในแง่ประเภทสินทรัพย์และภูมิภาค ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูง การรักษาสภาพคล่องและการเลือกลงทุนในกิจการที่มีงบดุลแข็งแกร่งและกระแสเงินสดชัดเจน จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในครึ่งปีหลังนี้
