ดาวโจนส์ทะลุ 52,000 จุดเป็นครั้งแรก หุ้นเทคสหรัฐฯ ฟื้นตัวแรง ตลาดจับตารายงานการจ้างงานเดือนมิถุนายน
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดท้ายสัปดาห์การซื้อขายช่วงสั้นก่อนวันหยุดยาว Fourth of July ด้วยบรรยากาศคึกคักเกินคาด เมื่อดัชนีดาวโจนส์อุตสาหกรรม (Dow Jones Industrial Average) ปิดตลาดเหนือระดับ 52,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีพุ่งขึ้นถึง 2% และดัชนี S&P 500 บวกแรง 1.2% หลังจากทั้งสองดัชนีปิดสัปดาห์ก่อนหน้าด้วยการร่วงลงอย่างหนัก แรงหนุนสำคัญมาจากการที่หุ้น Alphabet บริษัทแม่ของ Google เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของดัชนีดาวโจนส์อย่างเป็นทางการแทนที่ Verizon ประกอบกับสัญญาณคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่ปกป้องความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่ตลาดกำลังประเมินทิศทางการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ใหม่อีกครั้ง หลังผ่านพ้นช่วงการเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ครั้งใหญ่ในเดือนมิถุนายนที่ทำให้มูลค่าตลาดของกลุ่มชิปหายไปกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามทิศทางตลาดโลก สัปดาห์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะนอกจากการฟื้นตัวของหุ้นเทคโนโลยีแล้ว ตลาดยังต้องจับตารายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนมิถุนายนที่จะประกาศในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งเลื่อนขึ้นมาจากกำหนดการปกติเนื่องจากตลาดจะปิดทำการในวันศุกร์เพื่อหยุดยาวประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นปัจจัยชี้วัดสำคัญต่อทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟดในช่วงครึ่งปีหลัง ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นว่าเฟดอาจพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยในบางช่วงของปีนี้ ซึ่งสวนทางกับความคาดหวังเดิมของตลาดที่เคยมองไปทางการลดดอกเบี้ย
ดาวโจนส์ทะลุ 52,000 จุด หุ้น Alphabet จุดพลุตลาด
ข้อมูลจาก Yahoo Finance ระบุว่า ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดวันจันทร์ที่ระดับ 52,183 จุด เพิ่มขึ้น 307 จุด หรือคิดเป็น 0.59% ทำสถิติสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์ โดยหุ้นที่ขึ้นนำตลาดได้แก่ Alphabet ที่พุ่งขึ้นกว่า 4% ในวันแรกที่เข้าเป็นส่วนประกอบของดัชนี ตามมาด้วย Caterpillar และ Cisco Systems ที่บวกกว่า 3% ขณะที่หุ้นที่ฉุดตลาดมากที่สุดคือ Honeywell International ที่ร่วงกว่า 6% รองลงมาคือ UnitedHealth และ Chevron การที่ Alphabet เข้ามาแทนที่ Verizon ในดัชนีดาวโจนส์ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่มีนัยสำคัญ เพราะสะท้อนว่าคณะกรรมการดัชนีให้น้ำหนักกับหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่มากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการลดสัดส่วนหุ้นกลุ่มโทรคมนาคมดั้งเดิมที่เผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันและหนี้สินมาอย่างต่อเนื่อง
ด้านดัชนี Nasdaq Composite ปิดตลาดบวก 2.07% หรือเพิ่มขึ้น 522.53 จุด มาอยู่ที่ 25,820.15 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 1.2% หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เรียกกันว่ากลุ่ม Magnificent Seven ต่างปรับตัวขึ้นแรงในวันเดียวกัน โดย Tesla พุ่งขึ้นถึง 8.45% Amazon เพิ่มขึ้น 3.18% และ Meta Platforms บวก 2.2% สอดคล้องกับรายงานของ TheStreet ที่ระบุว่ากลุ่มหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่และผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (hyperscalers) ฟื้นตัวกลับมาอย่างแข็งแกร่งหลังจากผลงานที่ย่ำแย่ในสัปดาห์ก่อนหน้า โดยดัชนี Nasdaq-100 พุ่งขึ้นกว่า 2.25% ในวันเดียว นอกจากนี้ยังมีไฮไลต์เฉพาะกลุ่มที่น่าสนใจคือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอวกาศ ซึ่งบริษัท Rocket Lab ประกาศเข้าซื้อกิจการ Iridium Communications ด้วยมูลค่าดีลราว 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้หุ้น Rocket Lab พุ่งขึ้นเกือบ 16% และหุ้น Iridium ทะยานขึ้นกว่า 25% ในวันเดียว
ศาลฎีกาสหรัฐฯ ปกป้องความเป็นอิสระของเฟด คลายความกังวลนักลงทุน
ปัจจัยบวกสำคัญอีกประการที่หนุนตลาดให้ปรับตัวขึ้นแรงคือคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่ให้ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ Lisa Cook ยังคงดำรงตำแหน่งต่อไปได้ในระหว่างนี้ โดยปฏิเสธความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ที่ต้องการปลดเธอออกจากตำแหน่ง แม้ศาลจะขยายขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดีในการปลดเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอิสระอื่น ๆ แต่ก็ได้กำหนดข้อยกเว้นเฉพาะสำหรับความเป็นอิสระของเฟดไว้อย่างชัดเจน คำตัดสินดังกล่าวสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น เนื่องจากความเป็นอิสระของธนาคารกลางถือเป็นเสาหลักสำคัญของเสถียรภาพทางการเงินในมุมมองของนักลงทุนสถาบันทั่วโลก ความกังวลก่อนหน้านี้ที่ว่าฝ่ายบริหารอาจเข้าแทรกแซงกระบวนการกำหนดนโยบายการเงินของเฟดเริ่มคลี่คลายลง ซึ่งช่วยลดความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะ 10 ปีที่ปรับตัวลงมาต่ำกว่าระดับ 4.5% ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน
ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ก่อนหน้า ก็เริ่มมีสัญญาณคลี่คลาย โดยทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะ ระงับการตอบโต้กันชั่วคราว และเดินหน้าเจรจารอบใหม่ในวันอังคาร หลังเกิดการปะทะกันบริเวณใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าการเจรจาสันติภาพกับอิหร่านมีกำหนดจะกลับมาดำเนินต่อในวันอังคารนี้ ความคืบหน้าดังกล่าวช่วยลดแรงกดดันต่อราคาน้ำมันและบรรเทาความกังวลของตลาดเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานโลก สอดคล้องกับการวิเคราะห์ของ Trading Economics ที่ระบุว่าบรรยากาศการลงทุนได้รับแรงหนุนทั้งจากการคลี่คลายของสถานการณ์ตะวันออกกลางและการที่นักลงทุนกลับมาประเมินทิศทางการลงทุนในธีม AI อีกครั้งหลังการเทขายในช่วงก่อนหน้า
บทเรียนจากการเทขายหุ้นกลุ่ม AI และชิป มูลค่าหายกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์
ก่อนหน้าการฟื้นตัวในสัปดาห์นี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพิ่งผ่านพ้นช่วงเวลาที่ผันผวนที่สุดช่วงหนึ่งของปี 2569 เมื่อหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และ AI เผชิญแรงเทขายอย่างหนักในช่วงต้นเดือนมิถุนายน จุดเริ่มต้นของแรงสั่นสะเทือนมาจากผลประกอบการของ Broadcom ที่แม้จะรายงานรายได้จากธุรกิจ AI สูงถึง 1.08 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 143% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ตัวเลขรายได้จากธุรกิจเครือข่าย (AI networking) ที่ทำได้เพียง 4.1 พันล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 4.8 พันล้านดอลลาร์ ก็เพียงพอที่จะจุดชนวนความกังวลเรื่องการเติบโตของอุตสาหกรรมชิป AI ที่อาจเริ่มชะลอตัวลง ผลกระทบลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังหุ้นในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด โดย Bloomberg และ CNBC รายงานตรงกันว่าหุ้น AMD ร่วงลงกว่า 10% Intel ร่วงกว่า 11% ขณะที่ Nvidia ซึ่งเป็นผู้นำตลาดชิป AI สูญเสียมูลค่าตลาดจนหลุดจากระดับ 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว
ดัชนี Nasdaq Composite ร่วงลงแรงถึง 4.18% ในวันที่ 6 มิถุนายน ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ความปั่นป่วนจากนโยบายภาษีศุลกากรในต้นปี 2568 ส่วนดัชนี S&P 500 ร่วงลง 2.64% และดาวโจนส์ลดลง 695 จุด หรือ 1.35% สาเหตุส่วนหนึ่งยังมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้นหลังตัวเลขการจ้างงานเดือนพฤษภาคมออกมาแข็งแกร่งเกินคาดที่ 172,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ประเมินไว้เพียง 80,000 ตำแหน่ง โดยนักเศรษฐศาสตร์จาก Bank of America ตั้งข้อสังเกตว่าตัวเลขที่เพิ่มขึ้นผิดปกตินี้ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการจ้างงานชั่วคราวในภาคบริการและการท่องเที่ยวที่เกี่ยวเนื่องกับมหกรรมฟุตบอลโลกที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพร่วม
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตลาดเริ่มฟื้นตัวกลับมาคือผลประกอบการไตรมาสที่สามของ Micron Technology ที่ประกาศเมื่อปลายเดือนมิถุนายน โดยบริษัทผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายนี้รายงานกำไรต่อหุ้นแบบปรับปรุงที่ 25.11 ดอลลาร์สหรัฐฯ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 20.78 ดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมให้แนวโน้มรายได้ไตรมาสถัดไปที่ระดับ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าฉันทามติของตลาดที่ 4.36 หมื่นล้านดอลลาร์ ข้อมูลจาก Fortune ระบุว่า สิ่งที่สร้างความประทับใจให้นักวิเคราะห์มากกว่าตัวเลขกำไรคือโครงสร้างสัญญาระยะยาวรูปแบบใหม่ของ Micron ที่กำหนดพื้นฐานราคาขั้นต่ำ (price floor) ไว้สูงกว่าระดับกำไรขั้นต้นที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทเอง ซึ่งนักวิเคราะห์จาก Stifel มองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่จะช่วยให้รายได้ของอุตสาหกรรมหน่วยความจำมีความสามารถในการคาดการณ์ได้มากขึ้นในระยะยาว ด้าน Dan Ives นักวิเคราะห์เทคโนโลยีชื่อดังจาก Wedbush Securities เรียกผลประกอบการครั้งนี้ว่าเป็น ไตรมาสที่ทำให้นักลงทุนต้องอ้าปากค้าง และระบุว่าธีมการลงทุนด้าน AI ยังอยู่เพียงช่วงต้นของวัฏจักรเท่านั้น
มุมมองนักวิเคราะห์: ปรับฐานเชิงสุขภาพ ไม่ใช่ฟองสบู่แตก
นักกลยุทธ์ตลาดส่วนใหญ่มองว่าการเทขายหุ้นกลุ่ม AI ในเดือนมิถุนายนเป็นการปรับฐานเพื่อรีเซ็ตความคาดหวังที่ตึงตัวเกินไป มากกว่าจะเป็นสัญญาณของฟองสบู่ที่กำลังแตก โดยให้เหตุผลว่ากำไรของกลุ่มเทคโนโลยีในดัชนี S&P 500 ยังคงมีแนวโน้มเติบโตสูงกว่า 22% ในปี 2569 ขณะที่ทั้ง Nvidia และ AMD ต่างรายงานผลประกอบการที่สูงกว่าคาดในไตรมาสล่าสุด พร้อมยังคงให้แนวโน้มรายได้ในระดับสูง Rick Gardner ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุนของ RGA Investments ให้ความเห็นกับ CNBC ว่าการปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีถือเป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพของตลาด เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นมาในระดับที่ตึงตัวเกินไปแล้ว และการปรับฐานครั้งนี้สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มตระหนักว่าความคาดหวังด้านกำไรของหุ้นเทคโนโลยีอยู่ในระดับสูงมาก ซึ่งจะทำให้การจะผ่านเกณฑ์ความคาดหวังในฤดูกาลประกาศผลประกอบการช่วงกลางเดือนกรกฎาคมเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้น
ขณะเดียวกัน Nathan Peterson ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์ตราสารอนุพันธ์ของ Schwab Center for Financial Research ตั้งข้อสังเกตว่าการที่ดัชนี S&P 500 Equal Weight และดัชนีหุ้นขนาดเล็ก Russell 2000 ยังคงปรับตัวขึ้นได้ในช่วงที่หุ้นเทคโนโลยีร่วงลง สะท้อนถึงการหมุนเวียนเม็ดเงินลงทุน (sector rotation) ออกจากหุ้นเทคโนโลยีไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ มากกว่าจะเป็นสัญญาณการเทขายแบบไม่เลือกหน้าทั้งตลาด ทั้งนี้ ผลสำรวจแนวโน้มกลุ่มอุตสาหกรรมรายเดือนของ Schwab ระบุว่ากลุ่มที่ได้รับน้ำหนักเชิงบวกมากที่สุดในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรม วัสดุก่อสร้าง สุขภาพ และสื่อสาร ขณะที่กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยและอสังหาริมทรัพย์ได้รับน้ำหนักเชิงลบมากที่สุด สอดคล้องกับมุมมองที่ว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญต่อกลุ่มอุตสาหกรรมและวัสดุก่อสร้างต่อไป
อีกประเด็นที่นักวิเคราะห์เฝ้าจับตาคือความเข้มข้นของน้ำหนักหุ้นกลุ่ม Magnificent Seven ในดัชนี S&P 500 ที่พุ่งสูงขึ้นถึงระดับที่หุ้น 10 อันดับแรกในดัชนีมีสัดส่วนคิดเป็นเกือบ 83% ของผลตอบแทนรวมของดัชนีนับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของผลตอบแทนในหุ้นกลุ่มเล็ก ๆ ที่อาจทำให้ตลาดเปราะบางต่อความผันผวนได้ง่ายเมื่อความเชื่อมั่นเปลี่ยนทิศทางอย่างฉับพลัน ดังที่เกิดขึ้นในช่วงการเทขายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักแนะนำให้นักลงทุนพิจารณากระจายการลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่บางส่วน เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัว แม้จะยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อธีมการลงทุนด้าน AI ในระยะยาวก็ตาม
จับตารายงานการจ้างงานเดือนมิถุนายน และถ้อยแถลงของประธานเฟด Kevin Warsh
สัปดาห์นี้ถือเป็นสัปดาห์สำคัญสำหรับทิศทางตลาดในระยะสั้น เนื่องจากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ จะประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนมิถุนายนในวันพฤหัสบดี ซึ่งเลื่อนเร็วขึ้นหนึ่งวันจากกำหนดการปกติเนื่องจากวันศุกร์ตลาดจะปิดทำการเพื่อหยุดยาว ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นข้อมูลสำคัญที่เฟดใช้ประกอบการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินในการประชุมครั้งถัดไป โดยปัจจุบันตลาดเริ่มมีการประเมินความเป็นไปได้ที่เฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในบางช่วงของปีนี้มากขึ้น ซึ่งต่างจากมุมมองเดิมที่ตลาดเคยคาดหวังว่าเฟดจะเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง นอกจากนี้ ประธานเฟด Kevin Warsh มีกำหนดจะกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมที่ยุโรปในวันพุธ ซึ่งนักลงทุนจะจับตาฟังสัญญาณบ่งชี้ทิศทางนโยบายการเงินอย่างใกล้ชิด
ในเชิงเทคนิค นักวิเคราะห์จาก Schwab ชี้ว่าทั้งดัชนี S&P 500 และดัชนี PHLX Semiconductor (SOX) กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญทางเทคนิคที่อาจกำหนดทิศทางก่อนฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาสสองจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม โดยดัชนี S&P 500 เพิ่งปิดตลาดต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน หากดัชนียังคงปิดต่ำกว่าระดับดังกล่าวต่อเนื่องหลายวัน อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้การเปลี่ยนแปลงแนวโน้มระยะสั้น ขณะที่ดัชนี Nasdaq-100 ยังคงทรงตัวอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วันเล็กน้อยเมื่อเริ่มต้นสัปดาห์นี้ ความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะ 10 ปี ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในช่วงที่อัตราผลตอบแทนต่ำกว่า 4.5% เม็ดเงินมักไหลเข้าสู่กลุ่มอุตสาหกรรมนอกเหนือจากเทคโนโลยี แต่เมื่อใดที่อัตราผลตอบแทนปรับขึ้นแตะหรือสูงกว่าระดับดังกล่าว เม็ดเงินมักไหลกลับเข้าสู่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอีกครั้ง
ราคาน้ำมัน ทองคำ และคริปโทเคอร์เรนซีเคลื่อนไหวอย่างไรในสัปดาห์นี้
นอกเหนือจากตลาดหุ้น สินทรัพย์อื่น ๆ ก็เคลื่อนไหวสอดคล้องกับบรรยากาศการคลี่คลายความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เช่นกัน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้นราว 1% แต่ยังคงเคลื่อนไหวต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วันที่ระดับประมาณ 75 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล สะท้อนว่าความกังวลเรื่องความเสี่ยงด้านอุปทานยังคงผ่อนคลายลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่ราคาน้ำมันเคยพุ่งขึ้นแรงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ด้านราคาทองคำปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับประมาณ 4,050 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ เนื่องจากนักลงทุนหันกลับไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นที่ฟื้นตัว ขณะที่ราคาเงินก็ปรับตัวลงในทิศทางเดียวกัน หลังจากเคยฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงก่อนหน้านี้
สำหรับตลาดคริปโทเคอร์เรนซี ราคา Bitcoin และ Ethereum ปรับตัวลดลงราว 1% ในช่วงเช้าของวันจันทร์ โดย Bitcoin เผชิญแรงกดดันในการรักษาระดับเหนือ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนที่ทั้งสองสกุลจะพลิกกลับมาปรับตัวขึ้นในช่วงท้ายวัน ความเคลื่อนไหวของคริปโทเคอร์เรนซียังคงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทิศทางหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและความเสี่ยงเชิงมหภาคโดยรวม นักลงทุนที่ติดตามสินทรัพย์ดิจิทัลจึงควรเฝ้าระวังความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญในสัปดาห์นี้เช่นกัน
ผลกระทบและข้อพิจารณาสำหรับนักลงทุนไทย
สำหรับนักลงทุนไทยที่มีพอร์ตการลงทุนในหุ้นต่างประเทศหรือกองทุนรวมที่อ้างอิงดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ การฟื้นตัวของดาวโจนส์ เอสแอนด์พี 500 และแนสแด็กในสัปดาห์นี้ถือเป็นสัญญาณบวกในระยะสั้น แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานเดือนมิถุนายนที่จะประกาศในวันพฤหัสบดีนี้ หากตัวเลขออกมาแข็งแกร่งเกินคาดเช่นเดียวกับเดือนพฤษภาคม อาจกระตุ้นให้ตลาดกลับมากังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดอีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ และอาจสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทยเองด้วย
นักลงทุนไทยที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ หรือกองทุน ETF ที่อ้างอิงดัชนี Nasdaq และ S&P 500 ควรพิจารณาความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของผลตอบแทนในหุ้นกลุ่ม Magnificent Seven อย่างรอบคอบ แม้ภาพรวมระยะยาวของธีมการลงทุนด้าน AI ยังคงได้รับการสนับสนุนจากนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ แต่ความผันผวนระยะสั้นที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในปีนี้ ทั้งจากการเทขายหุ้นกลุ่มชิปในเดือนมิถุนายนและความไม่แน่นอนของผลประกอบการรายไตรมาส สะท้อนว่าการกระจายความเสี่ยงไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรม วัสดุก่อสร้าง และสุขภาพ อาจช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนโดยรวมได้ในระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ การที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มคลี่คลาย ก็เป็นปัจจัยที่นักลงทุนไทยควรติดตามต่อเนื่อง เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงมีผลโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงานของไทย หากการเจรจาระหว่างสองฝ่ายดำเนินไปด้วยดีและสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซสงบลงอย่างถาวร จะเป็นปัจจัยบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก ในทางกลับกัน หากสถานการณ์พลิกกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ก็อาจสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันและต้นทุนการผลิตในประเทศได้เช่นกัน
โดยสรุป ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ระหว่างการฟื้นความเชื่อมั่นในธีมการลงทุน AI หลังผ่านพ้นช่วงเทขายรุนแรง กับความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินที่ยังรอความชัดเจนจากตัวเลขเศรษฐกิจและถ้อยแถลงของเฟดในสัปดาห์นี้ นักลงทุนไทยที่มีสัดส่วนการลงทุนในตลาดสหรัฐฯ ควรติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด พร้อมพิจารณาบริหารความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับระดับความผันผวนที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วงก่อนฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาสสองที่จะเริ่มต้นขึ้นในกลางเดือนกรกฎาคมนี้
แรงกดดันจากตลาดเอเชียและยุโรปในช่วงการเทขายหุ้นชิป
การเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐฯ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดวอลล์สตรีทเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปยังตลาดหุ้นเอเชียและยุโรปอย่างรวดเร็ว โดยดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ซึ่งมีน้ำหนักหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหน่วยความจำสูง ปรับตัวลดลงถึง 10% ในวันเดียว นำโดยหุ้น SK Hynix และ Samsung Electronics ที่ร่วงลงมากกว่า 12% ทั้งที่ราคาหุ้นทั้งสองบริษัทเคยปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงก่อนหน้า โดย SK Hynix เคยทำผลตอบแทนสูงถึงกว่า 800% ในรอบ 12 เดือน และ Samsung เคยปรับขึ้นกว่า 160% นับตั้งแต่ต้นปี สะท้อนให้เห็นถึงความร้อนแรงของการเก็งกำไรในธีม AI ก่อนการปรับฐานครั้งนี้ ด้านตลาดยุโรป ดัชนี Stoxx 600 ปรับตัวลดลงราว 1% โดยดัชนีกลุ่มเทคโนโลยี Stoxx 600 Technology ร่วงลงถึง 3% นำโดยหุ้น STMicroelectronics ผู้ผลิตชิปสัญชาติฝรั่งเศส-อิตาลี และ ASMI ผู้ผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์จากเนเธอร์แลนด์ ที่ต่างปรับตัวลดลงมากกว่า 7%
ปัจจัยหนึ่งที่ซ้ำเติมความผันผวนในช่วงดังกล่าวคือการปรับฐานอย่างรุนแรงของหุ้น SpaceX ซึ่งเพิ่งเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ด้วยราคาเปิดตัวที่ระดับ 150 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหุ้น ก่อนจะพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ราว 225 ดอลลาร์ แต่หลังจากนั้นราคาหุ้นกลับร่วงลงอย่างหนัก รวมมูลค่าตลาดที่หายไปจากจุดสูงสุดมากกว่า 915,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเฉพาะการร่วงลงเกือบ 17% ในวันเดียวซึ่งคิดเป็นมูลค่าความเสียหายราว 400,000 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นการสูญเสียมูลค่าตลาดในวันเดียวที่มากเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตามข้อมูลของ Bloomberg แรงเทขายดังกล่าวเกิดขึ้นหลังบริษัทประกาศแผนออกพันธบัตรชุดแรกเพื่อระดมทุนสนับสนุนการขยายธุรกิจด้าน AI ซึ่งสร้างความกังวลให้นักลงทุนเกี่ยวกับภาระหนี้สินและความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของบริษัทในระยะต่อไป
ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาสสองที่กำลังจะมาถึง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ด้วยความคาดหวังที่สูงขึ้นต่อฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาสสองที่จะเริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดให้น้ำหนักความคาดหวังด้านการเติบโตของรายได้และกำไรในระดับสูงต่อเนื่อง นักวิเคราะห์จากหลายสำนักเตือนว่าบาร์ความคาดหวังที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ อาจทำให้การจะสร้างความประหลาดใจเชิงบวกให้กับตลาดเป็นเรื่องที่ยากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่หุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Microsoft, Alphabet, Amazon และ Meta Platforms ยังคงเดินหน้าทุ่มงบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างต่อเนื่อง โดยงบลงทุนรวมของทั้งสี่บริษัทในปี 2569 มีมูลค่าสูงเกิน 452,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเริ่มสร้างความกังวลให้นักลงทุนสถาบันบางส่วนเกี่ยวกับความสามารถในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนมหาศาลดังกล่าวในระยะยาว
นอกจากนี้ ผลการทดสอบภาวะวิกฤต (stress test) ประจำปีของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ประกาศผลเมื่อปลายเดือนมิถุนายน ซึ่งประเมินความสามารถของธนาคารขนาดใหญ่ 32 แห่งภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจถดถอยรุนแรงระดับโลก ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนกลุ่มการเงินจับตา ผลการทดสอบจะเป็นตัวกำหนดเพดานเงินทุนสำรองที่ส่งผลต่อความสามารถของธนาคารในการจ่ายเงินปันผลและซื้อหุ้นคืนให้กับผู้ถือหุ้น โดยสำหรับปี 2569 หน่วยงานกำกับดูแลได้ตรึงเพดานเงินทุนสำรองไว้เท่าเดิมจนถึงปี 2570 ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับนักลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ที่จะยังสามารถรักษาระดับการคืนเงินทุนให้ผู้ถือหุ้นได้ตามแผนเดิม
กลยุทธ์การลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง: มุมมองจากนักวิเคราะห์วอลล์สตรีท
เมื่อมองไปข้างหน้าสู่ครึ่งปีหลังของปี 2569 นักวิเคราะห์จากหลายสำนักแนะนำให้นักลงทุนปรับกลยุทธ์การลงทุนให้สมดุลมากขึ้นระหว่างหุ้นเทคโนโลยีกลุ่มผู้นำตลาดกับหุ้นกลุ่มอื่น ๆ ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งแต่ยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก แนวคิดเรื่องการกระจายความเสี่ยง (broadening) ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะหลังจากที่ดัชนีหุ้นขนาดเล็ก Russell 2000 เริ่มแสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งกว่าดัชนีหุ้นเทคโนโลยีในบางช่วง นักวิเคราะห์มองว่าหากแนวโน้มดังกล่าวดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง จะเป็นการยืนยันธีมการหมุนเวียนเม็ดเงินลงทุนที่ดีต่อสุขภาพของตลาดโดยรวม แต่หากดัชนีหุ้นขนาดเล็กพลิกกลับมาร่วงลงพร้อมกับหุ้นเทคโนโลยีอีกครั้ง ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดกำลังเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง (risk-off) ในวงกว้างมากขึ้น
สำหรับนักลงทุนระยะยาวที่เชื่อมั่นในศักยภาพการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI การปรับฐานในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาถูกมองจากนักวิเคราะห์หลายรายว่าเป็นโอกาสในการเข้าซื้อสะสมหุ้นคุณภาพดีในราคาที่น่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่มีรายได้จาก AI ที่ชัดเจน มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง และมีตำแหน่งทางการแข่งขันที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรม เช่น Nvidia ที่ยังคงได้รับคำแนะนำซื้อจากนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ในตลาด ด้วยราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่สะท้อนถึงโอกาสปรับตัวขึ้นอีกราว 20% จากระดับปัจจุบัน และมีปัจจัยหนุนจากการเปิดตัวแพลตฟอร์มชิปรุ่นใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่บริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับธีม AI เพียงผิวเผินโดยไม่มีรายได้ที่ชัดเจนรองรับ อาจเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องในการปรับฐานครั้งต่อ ๆ ไป ซึ่งนักวิเคราะห์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นกระบวนการคัดกรองผู้ชนะที่แท้จริงออกจากบริษัทที่เพียงแค่อาศัยกระแสความนิยมในธีม AI
สรุปประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้
เมื่อประมวลภาพรวมของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 จะเห็นได้ว่ามีปัจจัยสำคัญหลายประการที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดควบคู่กันไป ปัจจัยแรกคือทิศทางของหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่งฟื้นตัวกลับมาหลังการเทขายรุนแรง ซึ่งความยั่งยืนของการฟื้นตัวครั้งนี้จะขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในฤดูกาลประกาศผลที่กำลังจะมาถึง ปัจจัยที่สองคือทิศทางนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งจะมีความชัดเจนมากขึ้นหลังการประกาศตัวเลขการจ้างงานเดือนมิถุนายนในวันพฤหัสบดี และถ้อยแถลงของประธานเฟด Kevin Warsh ในเวทียุโรป ปัจจัยที่สามคือสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่แม้จะเริ่มมีสัญญาณคลี่คลายแต่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และปัจจัยสุดท้ายคือพัฒนาการของหุ้นรายตัวที่มีเหตุการณ์เฉพาะตัว เช่น การปรับโครงสร้างของ Comcast ที่ประกาศแยกธุรกิจ NBCUniversal และ Sky ออกเป็นบริษัทจดทะเบียนใหม่ ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้น Comcast พุ่งขึ้นถึง 25% ในการซื้อขายช่วงก่อนเปิดตลาด สะท้อนว่าการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อปลดล็อกมูลค่าที่ซ่อนอยู่ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่ตลาดให้การตอบรับเชิงบวกอย่างมาก
ท้ายที่สุดแล้ว ภาพรวมของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในขณะนี้สะท้อนถึงความสมดุลที่ละเอียดอ่อนระหว่างความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตระยะยาวของเทคโนโลยี AI กับความระมัดระวังต่อความเสี่ยงด้านการประเมินมูลค่าที่ตึงตัวและความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน นักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดต่างประเทศควรใช้ข้อมูลจากหลายแหล่งประกอบการตัดสินใจ ไม่ยึดติดกับความเคลื่อนไหวระยะสั้นมากเกินไป และให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ครึ่งปีหลังที่ยังมีตัวแปรสำคัญหลายประการรอการคลี่คลายในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
