เศรษฐกิจโลกเดือด: เฟดคงดอกเบี้ย น้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อกลับมา กระทบหุ้นไทย
สัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม 2569 กลายเป็นหนึ่งในช่วงที่ตลาดการเงินโลกผันผวนรุนแรงที่สุดของปี เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% เป็นครั้งที่ห้าติดต่อกัน ด้วยมติที่แตกเป็น 9 ต่อ 3 เสียง ท่ามกลางเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัวจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นกว่า 23% ในเดือนเดียว ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวเพียง 1.5% ในไตรมาสสอง ต่ำกว่าที่ตลาดคาด และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยืดเยื้อ และความเสี่ยงที่ธนาคารกลางทั่วโลกอาจตกอยู่ในภาวะ “ตามหลัง” เงินเฟ้ออีกครั้ง
เฟดคงดอกเบี้ยครั้งที่ 5 ท่ามกลาง “ศึกในครอบครัว” — วอร์ชยืนกรานเป้า 2%
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ต่อเนื่องเป็นการประชุมครั้งที่ห้า นับเป็นการตอกย้ำท่าทีระมัดระวังของเฟดตลอดทั้งปี หลังจากที่ปรับลดดอกเบี้ยไปสามครั้งในช่วงปลายปี 2568 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้การประชุมครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ คือความเห็นที่แตกแยกภายในคณะกรรมการอย่างชัดเจน โดยมีกรรมการถึงสามคนลงมติคัดค้าน ต้องการให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยทันที 0.25%
กรรมการที่ลงมติสวนทาง ได้แก่ เบ็ธ แฮมแมค ประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์, นีล แคชคารี ประธานเฟดสาขามินนีแอโปลิส และลอรี โลแกน ประธานเฟดสาขาดัลลัส ทั้งสามคนแสดงความกังวลว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของเฟดต่อเนื่องมานานกว่าห้าปี และไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าจะชะลอลง แรงกดดันด้านราคาส่วนใหญ่มาจากมาตรการภาษีนำเข้าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศใช้ ประกอบกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งกับอิหร่าน
ประธานเฟด เควิน วอร์ช ซึ่งเข้ารับตำแหน่งในปี 2569 ได้แสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวต่อการควบคุมเงินเฟ้อ โดยระหว่างการแถลงข่าว เขาใช้คำว่า “ศึกในครอบครัว” (family fight) เพื่ออธิบายความเห็นที่แตกต่างภายในคณะกรรมการ พร้อมกล่าวติดตลกว่า “ผมขอให้มีการถกเถียงกันอย่างจริงจัง และผมก็ได้มันมา” CNBC รายงานว่า วอร์ชเคยกล่าวย้ำหลายครั้งว่าเงินเฟ้อ “เป็นทางเลือก” (a choice) และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดึงราคาให้กลับสู่กรอบเป้าหมาย โดยเขาปฏิเสธแนวทางการให้สัญญาณล่วงหน้า (forward guidance) แบบที่เฟดเคยปฏิบัติมา ทำให้ตลาดต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนมากขึ้นเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต
ตัวเลขที่สร้างความกังวลมากที่สุดคือดัชนีราคาค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ ได้เร่งตัวขึ้นจาก 3.0% ในเดือนธันวาคม 2568 มาอยู่ที่ 3.4% ในเดือนพฤษภาคม 2569 ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทั่วไปในเดือนมิถุนายนพุ่งแตะระดับ 4.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบสามปี สถานการณ์นี้ทำให้ก่อนหน้าการประชุม ตลาดประเมินโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยไว้ราว 35% และหลังการประชุม นักลงทุนกลับมาคาดการณ์ว่าเฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยระหว่างหนึ่งถึงสองครั้งก่อนสิ้นปีนี้ ซึ่งเป็นการพลิกกลับจากต้นปีที่ตลาดส่วนใหญ่คาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ย
ในแถลงการณ์หลังการประชุม เฟดระบุว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคง “ขยายตัวในอัตราที่มั่นคง” แม้จะเผชิญความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยการเติบโตของผลิตภาพและการลงทุนยังคงแข็งแกร่ง ขณะที่การจ้างงานเติบโตสอดคล้องกับกำลังแรงงาน และอัตราการว่างงานเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ความน่าสนใจอยู่ที่การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงเรียกร้องให้เฟดลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับจุดยืนของวอร์ชที่ต้องการรักษาความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ
เพื่อให้เข้าใจบริบทของสถานการณ์ปัจจุบัน จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูเส้นทางนโยบายการเงินของเฟดในช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ เคยพุ่งขึ้นเหนือระดับ 9% ในปี 2565 เฟดได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่าทศวรรษ ก่อนจะเริ่มผ่อนคลายด้วยการลดดอกเบี้ยสามครั้งในช่วงปลายปี 2568 ตามภาวะเงินเฟ้อที่ดูเหมือนจะชะลอลง แต่แล้วสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ปะทุขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ก็พลิกสถานการณ์ทั้งหมด ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงกลายเป็นตัวเร่งเงินเฟ้อรอบใหม่ ทำให้เฟดต้องหยุดวงจรการลดดอกเบี้ยและกลับเข้าสู่โหมดระมัดระวัง
การที่ประธานวอร์ชปฏิเสธการส่งประมาณการเศรษฐกิจรายบุคคล (dot plot) ในการประชุมเดือนมิถุนายน สร้างความไม่พอใจให้กับนักลงทุนบางส่วนที่คุ้นเคยกับความโปร่งใสในยุคก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ในการประชุมเดือนมิถุนายน คณะกรรมการโดยรวมได้บันทึกความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ภายในสิ้นปี 2569 และมีกรรมการเกือบครึ่งหนึ่งที่ระบุว่าพร้อมสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปี ปรากฏการณ์ “ศึกในครอบครัว” จึงไม่ใช่เพียงวาทกรรม แต่สะท้อนถึงรอยแยกที่แท้จริงระหว่างกลุ่มสายเหยี่ยวที่ต้องการปราบเงินเฟ้อให้เด็ดขาด กับกลุ่มที่ต้องการรอดูข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ
GDP สหรัฐโตแค่ 1.5% — “หัวข่าวอ่อน แต่แกนกลางแข็งแกร่ง”
หนึ่งวันหลังการประชุมเฟด สำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐฯ (BEA) เปิดเผยตัวเลขประมาณการเบื้องต้นของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาสสองของปี 2569 ซึ่งขยายตัวในอัตรา 1.5% ต่อปี ลดลงจาก 2.1% ในไตรมาสแรก และต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ที่สำรวจโดย Reuters และ FactSet คาดการณ์ไว้ที่ราว 2.0-2.1% ตัวเลขนี้สร้างความประหลาดใจให้กับตลาด และสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ซับซ้อนกว่าที่เห็นในหัวข่าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาลึกลงไปในรายละเอียด นักเศรษฐศาสตร์หลายรายชี้ว่าตัวเลขที่อ่อนแอนี้เป็นเพียง “ภาพลวงตา” ที่เกิดจากปัจจัยผันผวนอย่างการค้าระหว่างประเทศและสินค้าคงคลัง หากตัดสองส่วนนี้ออก ยอดขายสุดท้ายที่แท้จริงต่อผู้ซื้อภาคเอกชนในประเทศ (real final sales to private domestic purchasers) ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ภายในที่แท้จริง กลับเร่งตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งถึง 3.9% ต่อปี สะท้อนว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจภายในประเทศยังคงทำงานได้ดี
การใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่าสองในสามของกิจกรรมเศรษฐกิจสหรัฐฯ เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ 3.2% เทียบกับเพียง 0.5% ในไตรมาสแรก โดยได้รับแรงหนุนจากการคืนภาษีจำนวนมากภายใต้กฎหมาย One Big Beautiful Bill ของทรัมป์ และการใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับมหกรรมฟุตบอลโลก การลงทุนภาคธุรกิจในอุปกรณ์ประมวลผลข้อมูลและทรัพย์สินทางปัญญาที่เชื่อมโยงกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยการลงทุนในอุปกรณ์เติบโตถึง 15.2%
ในทางกลับกัน การค้าระหว่างประเทศเป็นตัวฉุดหลัก โดยลดทอนการเติบโตลง 1.0 จุดเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากการนำเข้ายังคงแข็งแกร่งท่ามกลางความต้องการอุปกรณ์เทคโนโลยีที่สูง และความพยายามของภาคธุรกิจในการปรับห่วงโซ่อุปทานให้เข้ากับภูมิทัศน์ภาษีที่ถาวรมากขึ้น ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐหดตัว 0.8% และการลดลงของสินค้าคงคลังภาคเอกชนฉุดการเติบโตลงอีก 0.67 จุดเปอร์เซ็นต์ นักเศรษฐศาสตร์จาก EY ระบุว่ายังคงคาดการณ์การเติบโตในระดับปานกลางต่อเนื่องไปถึงปี 2570 โดยมีการบริโภคและการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นแรงหนุน แต่ความเสี่ยงด้านลบที่สำคัญที่สุดยังคงเป็นการยืดเยื้อของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ประเด็นที่นักลงทุนควรจับตาคืออัตราการออมของครัวเรือนสหรัฐฯ ที่ลดลงมาอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบสี่ปีที่ 3.0% สะท้อนว่าผู้บริโภคกำลังดึงเงินออมออกมาใช้จ่ายเพื่อรักษาระดับการบริโภค ขณะที่การเติบโตของค่าจ้างแทบจะตามไม่ทันเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด หากปัจจัยหนุนชั่วคราวเหล่านี้จางหายไป การใช้จ่ายของผู้บริโภคอาจชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงครึ่งหลังของปี
สงครามการค้าและภาษีนำเข้า: อีกหนึ่งแรงกดดันเงินเฟ้อที่ถูกมองข้าม
นอกเหนือจากราคาพลังงาน อีกหนึ่งปัจจัยที่หล่อเลี้ยงเงินเฟ้อในสหรัฐฯ คือมาตรการภาษีนำเข้าภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งกลายเป็นภูมิทัศน์ที่ถาวรมากขึ้นเรื่อยๆ ภาคธุรกิจสหรัฐฯ กำลังปรับตัวจากมาตรการชั่วคราวภายใต้ Section 122 ไปสู่มาตรการที่ถาวรกว่าอย่าง Section 301 ขณะที่การเจรจาข้อตกลง USMCA ระหว่างสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สร้างความปั่นป่วนต่อกระแสการค้าและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก
ผลกระทบของภาษีนำเข้าปรากฏชัดในตัวเลข GDP ไตรมาสสอง ที่การนำเข้าซึ่งเพิ่มขึ้น 11.5% กลายเป็นตัวฉุดการเติบโต เนื่องจากภาคธุรกิจเร่งนำเข้าสินค้าและอุปกรณ์เทคโนโลยีก่อนที่ภาษีจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ ข้อมูลจากการจำลองสถานการณ์ที่ CNBC อ้างถึงระบุว่า การส่งออกของจีนไปยังสหรัฐฯ อาจลดลงถึง 4.85 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2570 ซึ่งสะท้อนถึงการปรับโครงสร้างการค้าโลกครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้น นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากภาษีเหล่านี้ในที่สุดจะถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภค ทำให้เงินเฟ้อยิ่งฝังตัวลึกขึ้น
รายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดจะเป็นเครื่องชี้วัดสำคัญว่าภาคธุรกิจกำลังดูดซับแรงกดดันด้านต้นทุนจากภาษีและราคาพลังงานไว้เอง หรือส่งต่อไปยังผู้บริโภค ซึ่งข้อมูลกำไรของบริษัทที่ BEA จะเผยแพร่พร้อมกับการประมาณการ GDP ครั้งที่สองในวันที่ 26 สิงหาคม จะให้ภาพที่ชัดเจนขึ้น ความตึงเครียดทางการค้ายังลุกลามไปถึงพันธมิตรของสหรัฐฯ โดยทรัมป์เคยขู่จะขึ้นภาษีสินค้าจากแคนาดาถึง 100% และเตือนสเปนเรื่องการลดการค้า สะท้อนถึงความไม่แน่นอนที่ปกคลุมนโยบายการค้าโลกในปัจจุบัน
น้ำมันพุ่ง 23% ทองคำผันผวน — ช่องแคบฮอร์มุซกดดันเงินเฟ้อทั่วโลก
หัวใจของวิกฤตเงินเฟ้อรอบใหม่นี้อยู่ที่ราคาพลังงาน ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปิดที่ระดับ 84.67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ปรับตัวขึ้นราว 23% ในเดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียว ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นรายเดือนที่แรงที่สุดในรอบหลายปี ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานโลก ทะยานขึ้นเหนือระดับ 88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นกว่า 24% ในเดือนเดียวกัน
ต้นตอของการพุ่งขึ้นมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่เริ่มต้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และกลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม หลังจากข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวล่มสลาย ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก คิดเป็นสัดส่วนราวหนึ่งในห้าของการค้าน้ำมันโลก หรือประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน กลายเป็นจุดศูนย์กลางของความขัดแย้ง Al Jazeera รายงานว่าในช่วงที่สถานการณ์ตึงเครียดที่สุด มีเรือเพียงหกลำที่ผ่านช่องแคบในช่วง 12 ชั่วโมง เทียบกับปกติที่มีเรือผ่านราว 130 ลำต่อวันในยามสงบ
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านสกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันบางลำไม่ให้ผ่านช่องแคบ ขณะที่กลุ่มฮูตีในเยเมนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการโจมตีเส้นทางเดินเรือทะเลแดง ทำให้ซาอุดีอาระเบียต้องเจรจากับตัวแทนจาก 43 ประเทศเพื่อจัดตั้งกองกำลังทางทะเลปกป้องเส้นทางเดินเรือ นอกจากนี้ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานส่งออกน้ำมันใกล้ทะเลดำของรัสเซีย รวมถึงท่อส่ง Caspian Pipeline Consortium ยังเพิ่มความกังวลต่ออุปทานน้ำมันของคาซัคสถานที่ป้อนให้โรงกลั่นในยุโรป Wood Mackenzie คาดการณ์ว่าหากราคาเบรนท์เฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภาคน้ำมันและก๊าซต้นน้ำทั่วโลกจะสร้างกระแสเงินสดอิสระได้ถึง 4.95 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2569
ประเด็นที่นักวิเคราะห์กังวลคือ ราคาน้ำมันในปัจจุบันยังห่างไกลจากจุดสูงสุดของวิกฤต ในช่วงต้นสงครามเมื่อเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2569 ราคาน้ำมัน WTI เคยพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์และแตะจุดสูงสุดราว 113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เทียบกับระดับ 57 ดอลลาร์ในช่วงต้นปี นักวิเคราะห์บางรายเตือนว่าหากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นอย่างสมบูรณ์และความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจพุ่งไปถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะเป็นหายนะต่อเศรษฐกิจโลกและเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม การที่ปริมาณการขนส่งผ่านช่องแคบเริ่มฟื้นตัวในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ช่วยบรรเทาความกังวลด้านอุปทานลงได้บ้าง
ในด้านทองคำ ราคาโลหะมีค่าเคยพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ราว 5,598 ดอลลาร์ต่อออนซ์เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ก่อนจะปรับตัวลงมาซื้อขายในช่วง 4,100-4,200 ดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม สาเหตุสำคัญของการปรับฐานคือความคาดหวังที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับนโยบายดอกเบี้ยของเฟด เมื่อตลาดหันมาคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยแทนการลดดอกเบี้ย ซึ่งกระทบต่อทองคำที่ไม่ให้ผลตอบแทน อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ โดยซื้อสุทธิถึง 244 ตันในไตรมาสแรก สูงกว่าค่าเฉลี่ยห้าปี ขณะที่ Goldman Sachs และ JPMorgan ยังคงมองเป้าหมายราคาทองคำในระดับสูงที่ 4,900 และ 4,500 ดอลลาร์ตามลำดับสำหรับสิ้นปีนี้ ส่วนราคาเงิน (silver) เคยทะลุระดับ 107 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล บิตคอยน์ (Bitcoin) เคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับทองคำในช่วงต้นปี โดยร่วงลงมาซื้อขายราว 62,000 ดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม ลดลงราว 30% จากจุดสูงสุดที่ 126,000 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคม 2568 สะท้อนการหมุนเวียนสภาพคล่องออกจากสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงที่ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินสูงขึ้น และแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูง
ธนาคารกลางโลกแตกแถว — ECB คงดอกเบี้ย BOJ เผชิญศึกเงินเยน
ความปั่นป่วนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในสหรัฐฯ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (deposit rate) ไว้ที่ 2.25% ในการประชุมเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม หลังจากที่เพิ่งปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2566 ประธาน ECB คริสติน ลาการ์ด ระบุว่าแนวโน้มราคาพลังงานแม้จะผันผวนสูง แต่ปัจจุบันอยู่ใกล้เคียงกับสมมติฐานพื้นฐานในการคาดการณ์เดือนมิถุนายน และยังสูงกว่าระดับก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างมาก
เงินเฟ้อในยูโรโซนชะลอลงมาอยู่ที่ 2.8% ในเดือนมิถุนายน จาก 3.2% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งช่วยลดแรงกดดันในการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่ยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ ECB ขณะที่การคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของยูโรโซนอยู่ที่เพียง 0.8% ในการคาดการณ์พื้นฐานใหม่ ECB มองว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะเฉลี่ยที่ 3.0% ในปี 2569, 2.3% ในปี 2570 และกลับสู่เป้าหมาย 2.0% ในปี 2571 ลาการ์ดย้ำว่าคณะกรรมการกำลังติดตามความรุนแรงและระยะเวลาของภาวะช็อกด้านพลังงานอย่างใกล้ชิด รวมถึงผลกระทบทางอ้อมและผลกระทบรอบสอง
ทางฝั่งเอเชีย ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% ในการประชุมเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2538 หลังจากที่เพิ่งปรับขึ้น 0.25% ในเดือนมิถุนายน มติดังกล่าวผ่านด้วยคะแนน 8 ต่อ 1 เสียง โดยกรรมการ ฮาจิเมะ ทาคาตะ ลงมติคัดค้าน ต้องการให้ปรับขึ้นเป็น 1.25% BOJ เตือนว่าเงินเฟ้อพื้นฐานอาจเกินเป้าหมาย 2% แต่ในรายงานแนวโน้มรายไตรมาส BOJ กลับปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อปีงบประมาณ 2569 ลงเหลือ 2.5% จาก 2.8% โดยสะท้อนมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาต้นทุนพลังงานภาคครัวเรือนในช่วงฤดูร้อน พร้อมกับปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโต GDP ขึ้นเล็กน้อยเป็น 0.6% จาก 0.5%
ประเด็นที่สร้างความตื่นตัวในตลาดเงินคือค่าเงินเยนที่อ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง Bloomberg รายงานว่าทางการญี่ปุ่นได้เข้าแทรกแซงตลาดในช่วงคืนวันพฤหัสบดี ควบคู่กับการที่ทางการสหรัฐฯ ดำเนินการ “rate check” ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนก่อนการแทรกแซงจริง ขณะที่ Goldman Sachs ปรับคาดการณ์ค่าเงิน USD/JPY ในรอบ 12 เดือนเป็น 165 เยนต่อดอลลาร์ จากเดิม 155 เยน นับเป็นหนึ่งในมุมมองที่มองเงินเยนอ่อนค่าที่สุดในตลาด กรรมการ BOJ สายเหยี่ยวอย่าง นาโอกิ ทามูระ ยังเรียกร้องให้ขึ้นดอกเบี้ยทุกไม่กี่เดือน โดยมองว่าอัตราดอกเบี้ยควรค่อยๆ ปรับเข้าสู่ระดับที่เป็นกลางราว 2%
ตลาดหุ้นสหรัฐผันผวนหนัก — พันธบัตรส่งสัญญาณเตือนเฟด “ตามหลัง” เงินเฟ้อ
เดือนกรกฎาคมปิดฉากด้วยความผันผวนที่รุนแรง หลังการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดิ่งลงอย่างหนัก โดยดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงถึง 1,153 จุด หรือ 2.19% ปิดที่ 51,594 จุด ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรายวันที่แรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ขณะที่ดัชนี S&P 500 ร่วง 1.52% สาเหตุหลักไม่ได้มาจากการตัดสินใจคงดอกเบี้ยโดยตรง แต่มาจากตลาดพันธบัตรที่ส่งสัญญาณว่าเฟดอาจกำลัง “ตามหลัง” ในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ตาม ในวันถัดมา ตลาดฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยดัชนี Nasdaq พุ่งขึ้น 2.8% ยุติการปรับตัวลงหกวันติดต่อกัน นำโดยหุ้นไมโครซอฟท์ที่ทะยานขึ้น 16% หลังรายงานการเติบโตของธุรกิจคลาวด์ Azure และหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศใน S&P 500 เพิ่มขึ้นเกือบ 5% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นรายวันที่แรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568
ในวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันทำการสุดท้ายของเดือน ตลาดปิดในแดนบวกท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวน The Washington Post รายงานว่า Wall Street พุ่งขึ้นปิดฉากเดือนกรกฎาคมที่ปั่นป่วน โดยหุ้น Amazon พุ่งขึ้น 15.3% จากการเติบโตของธุรกิจคลาวด์ ขณะที่หุ้น Apple ร่วงลง 7.3% หลังปัญหาขาดแคลนชิปทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและลดการผลิตในไตรมาสเดือนมิถุนายน ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,489.72 จุด เพิ่มขึ้น 0.7% ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 52,485.03 จุด และ Nasdaq ปิดที่ 25,373.85 จุด
สำหรับภาพรวมทั้งเดือนกรกฎาคม ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลงเล็กน้อย 0.1% ขณะที่ Nasdaq ร่วง 3.2% สะท้อนแรงเทขายในกลุ่มเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน AI ท่ามกลางความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยระยะยาว ในทางกลับกัน ดาวโจนส์กลับสวนทางด้วยการปรับขึ้น 0.3% ทำสถิติปรับตัวขึ้นรายเดือนติดต่อกันเป็นเดือนที่สี่
ฤดูกาลรายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่กลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของความผันผวนในช่วงปลายเดือน กระแสการลงทุนใน AI ยังคงเป็นธีมหลักที่หนุนหุ้นซอฟต์แวร์และกลุ่ม hyperscaler โดยในวันศุกร์ Alphabet ปรับขึ้น 6.9-7.1%, Microsoft เพิ่มขึ้นราว 3% และ Meta ขยับขึ้น 3.3% ขณะที่ Nvidia บวก 3.46% อย่างไรก็ตาม ภาพไม่ได้สดใสไปทั้งหมด หุ้น Apple ร่วงลงหนักหลังปัญหาขาดแคลนชิปกระทบต้นทุนและการผลิต ส่วน ExxonMobil ปรับลง 1% เนื่องจากข้อจำกัดด้านกำลังการกลั่นทำให้บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ไม่สามารถทำกำไรจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้อย่างเต็มที่
ในภาคเซมิคอนดักเตอร์ ความต้องการหน่วยความจำที่เร่งตัวจาก AI แบบ agentic กำลังเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรม โดย UBS คาดว่าความต้องการ DRAM จะเติบโตถึง 36% ในปี 2570 เพิ่มขึ้นจาก 22% ในปี 2569 ขณะที่ SK Hynix กำลังเร่งเจรจาสัญญาระยะยาวสำหรับชิป HBM และขยายกำลังการผลิต ซึ่งอาจหนุนอัตรากำไรและการเติบโตในระยะยาว แนวโน้มนี้เป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ในเอเชีย รวมถึงประเทศไทยที่มีบทบาทในการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
สัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดมาจากตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับ 5.25% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 ขณะที่พันธบัตรอายุ 10 ปี ทะลุระดับ 4.7% สูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนสะท้อนว่านักลงทุนเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นในความมุ่งมั่นของประธานเฟด เควิน วอร์ช ในการควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่อันตราย เพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวเป็นตัวกำหนดต้นทุนการกู้ยืมสำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยและภาคธุรกิจ โดยอัตราดอกเบี้ยจำนอง 30 ปีในสหรัฐฯ ได้ขยับขึ้นใกล้ระดับสูงสุดในรอบหนึ่งปีแล้ว
ดัชนีวัดความผันผวน CBOE (VIX) ซึ่งมักถูกเรียกว่า “ดัชนีความกลัว” เคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 16 จุด ณ สิ้นเดือน แม้จะไม่ได้อยู่ในระดับตื่นตระหนก แต่การที่ตลาดหุ้นสามารถฟื้นตัวได้แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูง สะท้อนถึงการต่อสู้ระหว่างสองแรงขับเคลื่อน คือความเชื่อมั่นในการเติบโตของ AI ที่หนุนหุ้นเทคโนโลยี กับความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่กดดันการประเมินมูลค่าหุ้น นักวิเคราะห์เตือนว่าหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังคงพุ่งต่อเนื่อง แรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มเติบโตที่มีการประเมินมูลค่าสูงจะทวีความรุนแรงขึ้น
มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: ระหว่าง “ความน่าเชื่อถือ” และ “ความเจ็บปวด”
นักวิเคราะห์ในตลาดมีมุมมองที่แตกต่างกันต่อสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเฟด คริสเตียน ฮอฟฟ์มันน์ หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้รายหนึ่ง อธิบายว่าการคงดอกเบี้ยครั้งนี้เป็น “การคงดอกเบี้ยที่อึดอัด” (uncomfortable hold) เนื่องจากความเห็นที่แตกแยกภายในคณะกรรมการสะท้อนถึงความยากลำบากในการหาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการประคองการเติบโต
โอเล่ ฮันเซ่น หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์จาก Saxo Bank ให้ความเห็นเกี่ยวกับตลาดน้ำมันว่า การเคลื่อนไหวล่าสุดของราคาน้ำมันสะท้อนถึงตลาดที่กำลังเสริมความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีอยู่แล้วให้แข็งแกร่งขึ้น เมื่อเส้นเลือดใหญ่ด้านน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลกกลับมาอยู่ในระยะที่ความขัดแย้งเอื้อมถึงได้อีกครั้ง โดยปกติตลาดมักจะมองข้ามความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่พลวัตนี้จะเปลี่ยนไปเมื่อความขัดแย้งสามารถกระทบต่อตลาดน้ำมันโลกได้โดยตรง ซึ่งส่งผลต่อราคาสินค้าผู้บริโภคและการตัดสินใจของภาคธุรกิจ
ในด้านนโยบายการเงิน กรรมการเฟด คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ได้แสดงความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ โดยระบุว่าอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยหากไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน แม้ว่าในการประชุมครั้งนี้เขาจะลงมติสนับสนุนการคงดอกเบี้ยก็ตาม ด้านนักเศรษฐศาสตร์จาก JPMorgan เคยปรับลดคาดการณ์การเติบโต GDP ลงเหลือ 1.5% จาก 2.0% ก่อนหน้าการประกาศตัวเลข ซึ่งสะท้อนความระมัดระวังที่เพิ่มขึ้นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี
โดยรวมแล้ว ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ตัวแปรชี้ขาดของทิศทางตลาดในช่วงที่เหลือของปี 2569 คือราคาน้ำมันและพัฒนาการของสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน หากความขัดแย้งยืดเยื้อและราคาน้ำมันยังคงสูง เฟดอาจถูกบีบให้ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะส่งผลให้ภาวะการเงินตึงตัวขึ้น กดดันการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ในทางกลับกัน หากสถานการณ์คลี่คลายและราคาน้ำมันปรับลง เฟดจะมีพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายมากขึ้น
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: บาทอ่อน SET ผันผวน และโอกาสในความเสี่ยง
สำหรับนักลงทุนไทย ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกคือค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง เงินบาทเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 33.64 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นจุดอ่อนค่าที่สุดของปี 2569 คิดเป็นการอ่อนค่าลงราว 8.78% นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปัจจัยหลักมาจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างเฟด (3.50-3.75%) กับธนาคารแห่งประเทศไทย (1.00%) ที่กว้างถึง 250-275 จุดพื้นฐาน ซึ่งทำให้สินทรัพย์สกุลดอลลาร์มีความน่าดึงดูดในการทำ carry trade มากกว่า ประกอบกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ต้นทุนการนำเข้าพลังงานและความต้องการดอลลาร์เพิ่มขึ้น
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติเป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ในการประชุมเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ต่อเนื่องจากการคงดอกเบี้ยในเดือนเมษายน โดย ธปท. คาดว่าเงินเฟ้อจะเกินกรอบเป้าหมาย 1-3% ในช่วงที่เหลือของปี 2569 ก่อนจะค่อยๆ ปรับลดลงในปี 2570 พร้อมกับปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโต GDP หลังจากที่รัฐบาลอนุมัติการกู้ยืมฉุกเฉินเพิ่มเติมเพื่อลดค่าครองชีพ ทั้งนี้ JPMorgan คาดว่า ธปท. จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.00% ตลอดปี 2569-2570 เนื่องจากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้
ในด้านตลาดหุ้น ดัชนี SET ปิดที่ 1,624.47 จุดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม โดยตลาดหุ้นไทยได้รับแรงหนุนจากการที่หุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เช่น PTTEP และกลุ่มธนาคาร ช่วยพยุงดัชนีไม่ให้ปรับตัวลงแรง ท่ามกลางราคาน้ำมันที่สูงขึ้น Maybank Securities (Thailand) ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบ เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาน้ำมันสูงขึ้น ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นและกระตุ้นให้ธนาคารกลางทั่วโลกคงนโยบายการเงินที่ตึงตัว
อย่างไรก็ตาม ในเชิงกลยุทธ์ระยะกลาง JPMorgan ได้ปรับเพิ่มมุมมองต่อหุ้นไทยเป็น “Neutral” โดยตั้งเป้าหมายดัชนี SET ในรอบ 12 เดือนไว้ที่ 1,400 จุด (กรณีเลวร้าย), 1,800 จุด (กรณีฐาน) และ 2,000 จุด (กรณีดีที่สุด) สะท้อนการปรับเพิ่มประมาณการกำไรราว 9% โดยมองว่าเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศกำลังหนุนการใช้จ่ายภาครัฐและความเชื่อมั่นทางธุรกิจ พร้อมชูหุ้น TRUE, CPALL และ BBL เป็นตัวเลือกเด่น นอกจากนี้ ธนาคารยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มที่เชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับโลก โดยเฉพาะการขยายตัวของการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ที่เป็นโอกาสสำหรับบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ไทย
ที่น่าสังเกตคือ แม้เงินบาทจะอ่อนค่า แต่กระแสเงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก Asia Plus Securities ระบุว่าตั้งแต่ต้นปีจนถึงช่วงต้นเดือนกรกฎาคม นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยราว 2.7 หมื่นล้านบาท ให้ผลตอบแทนถึง 26.3% สวนทางกับหลายตลาดในภูมิภาคที่ต่างชาติเป็นผู้ขายสุทธิ ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยรับรองพระราชกำหนดกู้เงินฉุกเฉิน 4 แสนล้านบาทว่าสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นและกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก CGS International มองว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะแตะจุดต่ำสุดในไตรมาสสองจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ก่อนจะทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี โดยประเมินว่าดัชนี SET จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,620-1,650 จุด ทั้งนี้ การปรับขึ้นของดัชนีในระยะต่อไปจำเป็นต้องอาศัยการรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสสอง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารและกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก
สิ่งที่นักลงทุนไทยควรจับตาในระยะข้างหน้าคือการประชุม ธปท. ในวันที่ 26 สิงหาคม ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อทิศทางค่าเงินบาทและตลาดหุ้น รวมถึงตัวเลขการส่งออกของไทยที่ยังเผชิญแรงกดดันจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ระดับ 19% และการขาดดุลการค้าที่สูงถึงราว 8.75 แสนล้านบาทในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม ทั้งนี้ นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าการอ่อนค่าของเงินบาทอาจไม่ใช่เรื่องน่ากังวลทั้งหมด เพราะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกและหนุนรายได้จากการท่องเที่ยว ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังคาดว่าจะเติบโตเกิน 2% ในปี 2569
ในเชิงกลยุทธ์การจัดพอร์ต นักลงทุนไทยอาจพิจารณาความสมดุลระหว่างสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนและราคาพลังงานสูง เช่น หุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำและกลุ่มส่งออก กับการป้องกันความเสี่ยงผ่านสินทรัพย์ปลอดภัย ทองคำแม้จะปรับฐานลงจากจุดสูงสุด แต่ยังคงเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงที่สำคัญในช่วงที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังสูง สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ การอ่อนค่าของเงินบาทเป็นดาบสองคม เพราะแม้จะเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ต่างประเทศเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท แต่ก็เพิ่มต้นทุนในการลงทุนใหม่เช่นกัน
บทสรุป: ทางเลือกของนักลงทุนในโลกที่เงินเฟ้อกลับมา
ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2569 คือภาวะที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเผชิญกับโจทย์ที่ยากที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตเงินเฟ้อปี 2565 นั่นคือการต่อสู้กับเงินเฟ้อที่ถูกกระตุ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน (ราคาพลังงานและภาษีนำเข้า) ซึ่งเป็นสิ่งที่นโยบายดอกเบี้ยจัดการได้ยาก ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว การที่เฟดเลือกคงดอกเบี้ยแต่มีเสียงคัดค้านถึงสามเสียง และการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูง สะท้อนว่าตลาดกำลังตั้งคำถามต่อความสามารถของธนาคารกลางในการนำพาเศรษฐกิจสู่ทางลงอย่างนุ่มนวล
มองไปข้างหน้า ปฏิทินเศรษฐกิจในเดือนสิงหาคมและกันยายนจะเต็มไปด้วยเหตุการณ์สำคัญที่อาจกำหนดทิศทางตลาดในช่วงที่เหลือของปี ไม่ว่าจะเป็นการประกาศตัวเลข GDP ครั้งที่สองของสหรัฐฯ ในวันที่ 26 สิงหาคม พร้อมข้อมูลกำไรบริษัท การประชุม ธปท. ในวันเดียวกัน และการประชุมเฟดในเดือนกันยายนที่หลายฝ่ายมองว่าอาจเป็นบททดสอบแรกที่แท้จริงว่าเงินเฟ้อกำลังปรับตัวดีขึ้นหรือไม่ ตลาดจะจับตาเป็นพิเศษว่าราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นกว่า 20% ในเดือนกรกฎาคมจะสะท้อนเข้าสู่ตัวเลข CPI หรือไม่ และเงินเฟ้อพื้นฐานจะยังคงแนวโน้มชะลอตัวตามที่ข้อมูล Core PCE ไตรมาสล่าสุดบ่งชี้หรือไม่
สำหรับนักลงทุนไทย บทเรียนสำคัญคือการกระจายความเสี่ยงและการเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวน ในสภาวะที่ค่าเงินบาทอ่อน หุ้นกลุ่มส่งออกและกลุ่มพลังงานอาจได้รับประโยชน์ ขณะที่กลุ่มที่พึ่งพาการนำเข้าและกลุ่มที่อ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงานอาจเผชิญแรงกดดัน การติดตามพัฒนาการของสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ทิศทางราคาน้ำมัน และการประชุมของธนาคารกลางสำคัญ จะเป็นกุญแจสำคัญในการปรับกลยุทธ์การลงทุน ท้ายที่สุด ในโลกที่เงินเฟ้อกลับมาและอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้น การลงทุนอย่างมีวินัย มองระยะยาว และไม่ตื่นตระหนกไปกับความผันผวนรายวัน ยังคงเป็นหลักการที่ช่วยให้นักลงทุนผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้
