เฟดสายเหยี่ยวกดบิตคอยน์หลุด 63,000 ดอลลาร์ Ethereum Foundation เผชิญวิกฤตผู้บริหารลาออก
ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกเผชิญแรงเทขายรอบใหม่ในสัปดาห์นี้ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช ส่งสัญญาณ “สายเหยี่ยว” ที่เหนือความคาดหมายของตลาดในการประชุมนโยบายการเงินครั้งแรกของเขาเมื่อวันที่ 16-17 มิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้มูลค่าตลาดคริปโตทั่วโลกที่เคยทรงตัวอยู่ราว 2.26 ล้านล้านดอลลาร์ปรับตัวลงแรงกว่า 4% ในช่วง 24 ชั่วโมง บิตคอยน์ (Bitcoin) ร่วงทะลุระดับ 63,000 ดอลลาร์ และแตะจุดต่ำสุดในรอบวันที่ 62,236 ดอลลาร์ ส่วนอีเทอเรียม (Ethereum) ที่เผชิญทั้งแรงกดดันจากภาวะมหภาคและปัญหาภายในองค์กรพร้อมกัน ร่วงลงมาซื้อขายในกรอบ 1,650-1,740 ดอลลาร์ ขณะที่ดัชนี Fear & Greed Index ของตลาดคริปโตดิ่งลงไปแตะระดับ 8-15 จุด เข้าสู่โซน “Extreme Fear” หรือความกลัวสุดขั้วอย่างเป็นทางการ
สถานการณ์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นคือ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังคงเป็นปัจจัยแทรกซ้อนสำคัญ โดยมีกำหนดการลงนามสันติภาพอย่างเป็นทางการที่สวิตเซอร์แลนด์ในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าอาจเป็นปัจจัยบวกตัวสุดท้ายของสัปดาห์ที่จะช่วยลดราคาน้ำมันและเปิดทางให้เงินเฟ้อชะลอตัวลงในระยะถัดไป ในขณะเดียวกัน Ethereum Foundation กำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นจากการที่ผู้บริหารระดับสูงทยอยลาออกรวมแล้วอย่างน้อย 8-9 คนในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ล่าสุดคือการลาออกของ Hsiao-Wei Wang ผู้อำนวยการบริหารร่วม ซึ่งกำลังสร้างคำถามใหญ่ต่อทิศทางการกำกับดูแลเครือข่ายที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก
สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดคริปโตอย่างใกล้ชิด ช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะที่ต้องจับตาดูปัจจัยหลายชั้นไปพร้อมกัน ทั้งทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนสไตล์การสื่อสารอย่างสิ้นเชิง สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางที่ยังไม่นิ่ง และโครงสร้างพื้นฐานของอีเทอเรียมที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านผู้นำ
เฟดยุคใหม่ภายใต้เควิน วอร์ช: จุดเปลี่ยนที่ตลาดคริปโตยังปรับตัวไม่ทัน
การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) เมื่อวันที่ 16-17 มิถุนายน 2026 ถือเป็นการประชุมครั้งแรกที่ เควิน วอร์ช ทำหน้าที่ประธานเฟดอย่างเต็มตัว หลังเข้ารับตำแหน่งต่อจาก เจอโรม พาวเวลล์ ที่พ้นวาระไปเมื่อเดือนพฤษภาคม ผลการประชุมออกมาตรงตามที่ตลาดคาดการณ์ในส่วนของการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ด้วยมติเป็นเอกฉันท์ 12-0 เสียง ซึ่งเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 ของปีนี้
แต่สิ่งที่สร้างความปั่นป่วนให้ตลาดจริงๆ ไม่ใช่มติเรื่องดอกเบี้ย หากแต่เป็น “dot plot” หรือแผนภูมิคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของเจ้าหน้าที่เฟดแต่ละคน ซึ่งเปิดเผยว่าจากเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 18 คน มีถึง 9 คนที่มองว่าจะมีการ “ขึ้น” ดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งภายในปี 2026 และในจำนวนนี้ 6 คนมองว่าจะขึ้นถึง 2 ครั้ง ทั้งที่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดเลยที่คาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย The Block รายงานว่าเจ้าหน้าที่เฟดปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อขึ้น และคาดว่าเส้นทางการลดดอกเบี้ยจะช้ากว่าที่เคยประเมินไว้ในเดือนมีนาคม แม้สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์จะคลี่คลายลงและราคาพลังงานเริ่มปรับตัวลงแล้วก็ตาม
แมตต์ เมนา นักวิเคราะห์อาวุโสด้านคริปโตจาก 21Shares ให้ความเห็นกับ The Block ว่าการคงดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว แต่มีน้ำหนักผิดปกติเพราะเป็นการประชุมครั้งแรกที่วอร์ชเป็นประธาน โดยสัญญาณที่แท้จริงมาจากการคาดการณ์ที่ปรับปรุงใหม่ ซึ่งสะท้อนว่าผู้กำหนดนโยบายยังกังวลเรื่องแรงกดดันเงินเฟ้อ
อีกประเด็นที่นักลงทุนคริปโตต้องจับตาเป็นพิเศษคือสไตล์การสื่อสารของวอร์ชที่เปลี่ยนไปจากยุคพาวเวลล์อย่างสิ้นเชิง วอร์ชเลือกที่จะ “ตัดทอน” การให้แนวทางล่วงหน้า (forward guidance) ซึ่งเป็นเครื่องมือสื่อสารที่เฟดใช้มานานหลายทศวรรษ โดยใช้ถ้อยคำอย่าง “first principles” และ “remit” ของเฟด แทนภาษาที่ตรงไปตรงมาแบบพาวเวลล์ที่มักให้สัญญาณชัดเจนแก่นักลงทุน นักวิเคราะห์มองว่าการที่เฟดหยุด “ส่งสัญญาณ” แบบเดิม ทำให้ตลาดต้องตีความเองมากขึ้น และอาจสร้างความผันผวนในรูปแบบใหม่ที่ตลาดยังไม่คุ้นชิน
ที่น่าสนใจคือ ก่อนเข้ารับตำแหน่ง วอร์ชเปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินที่แสดงให้เห็นว่าเขาเคยมีพอร์ตคริปโตเชื่อมโยงมากกว่า 20 รายการ มูลค่ารวมกว่า 100 ล้านดอลลาร์ รวมถึง Solana, Compound, dYdX และหุ้นในบริษัทสตาร์ทอัพด้านการชำระเงินบิตคอยน์ชื่อ Flashnet แต่ภายใต้กฎจริยธรรมของเฟด เขาต้องขายทรัพย์สินเหล่านี้ทั้งหมดก่อนเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งหมายความว่ามุมมองส่วนตัวที่อาจเคยมีต่อคริปโตในอดีตจะไม่มีผลต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายอีกต่อไป
ผลจากความไม่แน่นอนนี้ทำให้บิตคอยน์ไม่ได้ฟื้นตัวไปพร้อมกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ดัชนีแนสแด็กยังสามารถบวกได้ราว 1.5% ในวันถัดมา ขณะที่บิตคอยน์กลับร่วงลงไปแตะจุดต่ำสุดในรอบวันที่ 62,236 ดอลลาร์ สะท้อนว่าตลาดคริปโตยังตีความความไม่แน่นอนของเฟดในแง่ลบมากกว่าตลาดหุ้นทั่วไป
ราคาบิตคอยน์-อีเทอเรียมล่าสุด: แรงขายทำสถิติใหม่ ฐานผู้ถือระยะยาวยังสะสมต่อเนื่อง
ข้อมูลล่าสุดจาก CoinGecko และ The Block ระบุว่า ณ วันที่ 18 มิถุนายน บิตคอยน์ซื้อขายอยู่ในกรอบ 63,900-64,200 ดอลลาร์ ลดลงประมาณ 2.2% ในรอบ 24 ชั่วโมง ส่วนอีเทอเรียมปรับตัวลงรุนแรงกว่าที่ 3.6% มาอยู่ที่ระดับประมาณ 1,650-1,740 ดอลลาร์ เหรียญอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกันอย่าง XRP และ Solana ก็ปรับตัวลงราว 3% เช่นกัน มีเพียง Hyperliquid (HYPE) ที่เพิ่งทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลในวันก่อนหน้า ที่ยังคงรักษาระดับได้ค่อนข้างดีแม้จะย่อตัวลงเล็กน้อยมาที่ 72 ดอลลาร์
หากมองภาพรวมทั้งปี ข้อมูลจาก Charlie Bilello ที่ถูกอ้างอิงในรายงานของ CryptoPotato ชี้ว่า บิตคอยน์และทองคำเป็นสินทรัพย์หลักเพียงสองประเภทที่ยังติดลบสำหรับปี 2026 โดยบิตคอยน์ติดลบไปแล้วราว 27% นับจากต้นปี ขณะที่ดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ กลับบวกได้ถึง 9% และหุ้นกลุ่มบริษัทขนาดเล็ก (small-cap) ทำผลตอบแทนได้ถึง 19% สะท้อนว่าปีนี้เป็นปีที่คริปโตเคอเรนซีตกขบวนเมื่อเทียบกับสินทรัพย์เสี่ยงประเภทอื่น
อย่างไรก็ตาม ข้อมูล on-chain หรือข้อมูลธุรกรรมบนเครือข่ายกลับบอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่างออกไปบ้าง โดยกลุ่มผู้ถือบิตคอยน์ระยะยาว (Long-term holders) หรือกระเป๋าเงินที่ถือครองเหรียญมานานกว่า 155 วันและมีโอกาสน้อยที่จะขายออกในช่วงความผันผวนระยะสั้น ได้เข้าซื้อสะสมเพิ่มถึง 125,000 BTC ในช่วงเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์การสะสมรายเดือนที่ใหญ่ที่สุดของวัฏจักรตลาดรอบนี้ ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นความขัดแย้งที่น่าสนใจระหว่างแรงเทขายระยะสั้นจากนักลงทุนสถาบันผ่านกองทุน ETF กับการสะสมเงียบๆ ของกลุ่มผู้ถือเหรียญรายใหญ่ที่มีสายป่านยาว
ด้านกระแสเงินทุนในกองทุน ETF บิตคอยน์สปอตของสหรัฐฯ ภาพรวมในเดือนมิถุนายนยังคงเผชิญแรงกดดันหนัก ข้อมูลจาก Galaxy Research ที่ The Block และ BeInCrypto รายงานระบุว่า ช่วงวันที่ 15 พฤษภาคม ถึง 3 มิถุนายน กองทุน ETF บิตคอยน์สปอตเผชิญแรงไหลออกต่อเนื่องยาวนานถึง 13 วันทำการ ซึ่งเป็นสถิติยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เปิดตัวผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในปี 2024 รวมเม็ดเงินไหลออกกว่า 4.33 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 59,351 BTC ขณะที่กองทุน ETF อีเทอเรียมสปอตเผชิญสถิติเลวร้ายกว่า ด้วยการไหลออกต่อเนื่อง 17 วันทำการ ซึ่งเป็นสถิติยาวนานที่สุดเช่นกัน
แม้สถานการณ์จะดูน่าเป็นห่วง แต่ อีริค บัลชูนาส นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Bloomberg ที่ถูกอ้างอิงใน BeInCrypto ก็ยังมองในแง่ดีว่า กองทุน IBIT ของ BlackRock และกองทุนพี่น้องอีกหลายตัวยังคงให้ผลตอบแทนบวกตั้งแต่ต้นปี และเม็ดเงินไหลเข้าสะสมตลอดอายุกองทุนยังอยู่ที่ระดับใกล้เคียง 55,000 ล้านดอลลาร์ ห่างจากจุดสูงสุดไม่ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเขามองว่าไม่ถือว่าแย่นักเมื่อเทียบกับการปรับฐานในระดับนี้ โดยเปรียบเทียบกับกรณีกองทุนทองคำ GLD ที่ก็เคยเผชิญการไหลออกหนักในลักษณะเดียวกันหลังเปิดตัวไม่กี่ปี
สถานการณ์เริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายลงบ้างในช่วงต้นเดือนมิถุนายน เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน กองทุน ETF บิตคอยน์สปอตสามารถพลิกกลับมามีเงินไหลเข้าสุทธิ 3.05 ล้านดอลลาร์ ยุติสถิติการไหลออก 13 วันทำการ และกองทุนอีเทอเรียมก็ยุติสถิติไหลออก 17 วันด้วยเงินไหลเข้า 19.30 ล้านดอลลาร์เช่นกัน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับมาผันผวนอีกครั้งในกลางเดือนเมื่อความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น โดยข้อมูลล่าสุดในสัปดาห์นี้ระบุว่ากองทุนบิตคอยน์และอีเทอเรียมรวมกันเผชิญแรงไหลออกราว 111 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 17 มิถุนายนเพียงวันเดียว สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันยังคงเปราะบางและพร้อมจะสวิงไปตามข่าวมหภาคแต่ละชิ้น
วิกฤตผู้บริหารที่ Ethereum Foundation: สัญญาณอันตรายหรือการปรับโครงสร้างตามแผน?
ขณะที่ตลาดมหภาคกำลังสร้างความปั่นป่วนให้ราคา อีเทอเรียมยังเผชิญแรงกดดันเฉพาะตัวจากปัญหาภายในองค์กรที่ดูแลการพัฒนาเครือข่าย Ethereum Foundation (EF) ซึ่งล่าสุด CoinDesk รายงานว่า Hsiao-Wei Wang ผู้อำนวยการบริหารร่วมและสมาชิกคณะกรรมการ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งทันทีหลังกลับจากช่วงพักงาน (sabbatical) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน โดยระบุว่าช่วงเวลาที่พักออกไปทำให้เธอได้ทบทวนลำดับความสำคัญในชีวิตและตัดสินใจว่าถึงเวลาที่เหมาะสมในการถอยออกมา
การลาออกของหวังถือเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญลำดับที่ 8 ของ EF ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ตามหลังการลาออกของ Tomasz Stańczak ผู้อำนวยการบริหารร่วมอีกคนที่ลาออกไปก่อนหน้านี้เพียง 11 เดือนหลังเข้ารับตำแหน่งร่วมกับหวังเมื่อเดือนมีนาคม 2025 ทั้งคู่เคยเข้ามารับตำแหน่งต่อจาก Aya Miyaguchi ที่ขยับไปดำรงตำแหน่งประธานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025
รายชื่อผู้บริหารและนักวิจัยระดับสูงที่ลาออกจาก EF ในปีนี้ยังรวมถึง Carl Beek, Julian Ma, Barnabé Monnot, Tim Beiko, Trent Van Epps และ Josh Stark ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุคคลสำคัญใน “Protocol Cluster” หรือทีมวิจัยพัฒนาโปรโตคอลหลักของเครือข่าย โดยมีรายงานจาก CryptoPotato ว่าการลาออกที่โดดเด่นถึง 4 รายเกิดขึ้นในช่วงเวลาห่างกันเพียงประมาณ 4 สัปดาห์ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม
ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ มีข้อสังเกตจากนักวิจัยคริปโตอย่าง Nick Sawinyh ที่ระบุถึงข้อกล่าวอ้างที่ยังไม่ได้รับการยืนยันในโลกออนไลน์ว่า พนักงานบางส่วนถูกขอให้ปรับตัวให้สอดคล้องกับ “พันธกิจใหม่” (Mandate) ขององค์กร แม้ทาง EF เองยังไม่ได้ยืนยันข้อกล่าวอ้างดังกล่าวอย่างเป็นทางการ และไม่มีผู้ลาออกคนใดระบุพันธกิจใหม่นี้เป็นเหตุผลหลักในการตัดสินใจ ขณะที่อดีตนักวิจัย EF อย่าง Dankrad Feist ได้โพสต์ข้อความผ่าน X เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม เรียกร้องให้มีการจัดตั้งองค์กรอิสระใหม่ที่มุ่งเน้นการพัฒนาอีเทอเรียมโดยเฉพาะ ซึ่งมีรายงานว่าอาจมีเงินทุนสนับสนุนสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์
ปฏิกิริยาจากชุมชนแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ฝ่ายหนึ่งมองว่านี่เป็นการปรับโครงสร้างที่จำเป็นหลังจากหลายปีที่ผลงานไม่เข้าเป้า ขณะที่อีกฝ่ายกังวลว่าการเกิดศูนย์อำนาจคู่แข่งอาจทำให้การกำกับดูแลเครือข่ายแตกกระจายมากขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้สนับสนุนแนวทางปัจจุบันชี้ว่าการพัฒนาโปรโตคอลของอีเทอเรียมไม่ได้พึ่งพาเฉพาะบุคลากรของ EF เท่านั้น เนื่องจากทีมพัฒนาไคลเอนต์อย่าง Geth, Nethermind, Lighthouse และ Prysm ต่างดำเนินงานอย่างเป็นอิสระจากกัน และการอัปเกรดเครือข่ายครั้งใหญ่ล่าสุดอย่าง Fusaka ที่นำเทคโนโลยี PeerDAS มาใช้ ก็เปิดตัวสำเร็จในเดือนธันวาคม 2025 โดยไม่มีปัญหาขัดข้องแต่อย่างใด
ประเด็นที่นักลงทุนควรติดตามต่อไปคือการอัปเกรดครั้งสำคัญถัดไปที่ชื่อ “Glamsterdam” ซึ่งจะนำเทคโนโลยี Proposer-Builder Separation (ePBS) และ Block-Level Access Lists (BALs) มาใช้ เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับการประมวลผลแบบขนานและปูทางไปสู่ความสามารถในการประมวลผลที่สูงขึ้นบนเลเยอร์ 1 เดิมมีกำหนดเปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2026 แต่ปัจจุบันมีความเป็นไปได้สูงที่จะเลื่อนไปเป็นไตรมาส 3 ของปีนี้ เนื่องจากการทดสอบบนเครือข่าย devnet หลายไคลเอนต์ยังดำเนินอยู่ ทีม Protocol ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการลาออกได้แต่งตั้งผู้นำร่วมชุดใหม่ 3 คน ได้แก่ Will Corcoran, Kev Wedderburn และ Fredrik Svantes เพื่อเข้ามารับช่วงต่อ
สิ่งที่ควรเข้าใจคือ ความล่าช้าของ Glamsterdam ไม่ได้แปลว่าโปรโตคอลล้มเหลว แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงอยู่ที่จังหวะเวลา หากการอัปเกรดเลื่อนไปถึงไตรมาส 4 หรือต้นปี 2027 และการประสานงานระหว่างทีมพัฒนาต่างๆ เริ่มเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด นั่นจะเป็นสัญญาณที่ชี้ว่าความเสี่ยงด้านสถาบันกำลังกลายเป็นเรื่องจริง นักลงทุนที่ถือครองอีเทอเรียมจึงควรติดตามจังหวะการอัปเกรดและความเป็นอิสระของทีมไคลเอนต์มากกว่าจำนวนพนักงานของ EF ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดที่มีความหมายมากกว่าในระยะยาว
ทั้งนี้ ราคาอีเทอเรียมร่วงลงมาแล้วกว่า 57% จากจุดสูงสุดในปี 2025 ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ความผิดหวังในชุมชนทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อผนวกกับสถานะ “price-agnostic” หรือการไม่ยึดติดกับราคาเหรียญของ EF ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีระยะยาวมากกว่าการพยุงราคา ก็เป็นอีกประเด็นที่สร้างความไม่พอใจให้กับผู้ถือเหรียญบางกลุ่ม
ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์: สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ กับสองหน้าของผลกระทบต่อคริปโต
ตลอดปี 2026 ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้กลายเป็นปัจจัยแทรกซ้อนสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางราคาบิตคอยน์ในรูปแบบที่ซับซ้อนกว่าที่หลายคนคาดคิด นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นไปสูงสุดเกือบ 64% จากระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มเติมที่ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อแนวทางนโยบายการเงินของเฟด
จุดที่น่าสนใจคือ ในช่วงแรกของความขัดแย้ง บิตคอยน์แสดงความสามารถในการต้านทานผลกระทบได้ดีกว่าที่คาด ราคาไม่ได้ร่วงลงอย่างรุนแรงนัก แต่ผลกระทบทางอ้อมผ่านช่องทางราคาพลังงานที่สูงขึ้น กลับเป็นตัวบั่นทอนแผนการลดดอกเบี้ยของเฟดมากกว่า ซึ่งสุดท้ายก็ย้อนกลับมากดดันสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทรวมถึงคริปโต
สถานการณ์ผันผวนไปมาตลอดช่วงไตรมาสที่ 2 โดยในวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา มีกรอบข้อตกลงสันติภาพระยะ 60 วัน ครอบคลุมประเด็นการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ของอิหร่าน การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร เงินทุนอิหร่านที่ถูกอายัด และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยมีปากีสถานและกาตาร์เป็นตัวกลางเจรจา ส่งผลให้บิตคอยน์พุ่งขึ้นเหนือ 66,000 ดอลลาร์ ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียในโตเกียวและโซลบวกขึ้นกว่า 5% และราคาน้ำมันเบรนท์ร่วงลง 4.26%
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการรีไพร์ซิ่งของตลาดในภาพรวม มากกว่าจะเป็นเรื่องเฉพาะของคริปโตเพียงอย่างเดียว และที่สำคัญกว่านั้นคือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข่าวการหยุดยิงสร้างแรงบวกให้บิตคอยน์ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 21 เมษายน ก็มีข่าวการสงบศึกครั้งหนึ่งที่ส่งให้บิตคอยน์พุ่งจาก 65,000 ดอลลาร์ ไปแตะ 78,000 ดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 15-20% ก่อนที่ข้อตกลงครั้งนั้นจะล่มและราคาคืนกลับมาเกือบทั้งหมด ความทรงจำจากความล้มเหลวครั้งก่อนทำให้นักลงทุนระมัดระวังในการตอบสนองต่อข่าวกรอบข้อตกลงครั้งใหม่นี้มากขึ้น แม้กระทั่งกำหนดการลงนามอย่างเป็นทางการที่สวิตเซอร์แลนด์ในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ ก็ยังถูกมองด้วยความระมัดระวังว่าจะยั่งยืนกว่าครั้งก่อนหรือไม่
ความเปราะบางของสถานการณ์ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เมื่อสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านอีกครั้งหลังเฮลิคอปเตอร์ Apache ของสหรัฐฯ ถูกยิงตกเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ทำลายข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางอยู่แล้ว ส่งผลให้บิตคอยน์ร่วงลงต่ำกว่า 62,000 ดอลลาร์ในทันที ลดลงประมาณ 2% ในรอบ 24 ชั่วโมง สะท้อนว่าบิตคอยน์ยังคงซื้อขายในลักษณะสินทรัพย์เสี่ยงสูงที่เคลื่อนไหวสอดคล้องกับตลาดหุ้นในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน มากกว่าจะเป็น “ทองคำดิจิทัล” ที่ปลอดภัยตามที่ผู้สนับสนุนหลายคนเคยอ้างไว้
สำหรับนักลงทุนไทย ความเชื่อมโยงระหว่างราคาน้ำมัน นโยบายการเงินสหรัฐฯ และราคาคริปโตในลักษณะนี้ เป็นสิ่งที่ต้องเข้าใจให้ลึกซึ้ง เพราะแม้ประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ แต่ผลกระทบทางอ้อมผ่านราคาพลังงานนำเข้าและทิศทางดอกเบี้ยโลกที่ส่งผลต่อค่าเงินบาทและการไหลของเงินทุนระหว่างประเทศ ก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อพอร์ตการลงทุนคริปโตของนักลงทุนไทยอยู่ดี
มุมมองนักวิเคราะห์: ตลาดยังแบ่งขั้วระหว่างความกลัวระยะสั้นกับการสะสมระยะยาว
ท่ามกลางความผันผวนที่เกิดขึ้น มุมมองของนักวิเคราะห์ในตลาดยังแบ่งออกเป็นหลายทิศทาง บางส่วนมองในแง่ลบจากปัจจัยมหภาคที่ยังไม่นิ่ง ขณะที่บางส่วนเริ่มมองหาสัญญาณการฟื้นตัวจากข้อมูลเชิงเทคนิคและ on-chain
Gracy Chen ซีอีโอของ Bitget มองว่าการประชุมเฟดครั้งนี้เป็นหนึ่งในเหตุการณ์มหภาคที่สำคัญที่สุดสำหรับตลาดคริปโตในปีนี้ โดยระบุว่าสถานการณ์มีความซับซ้อนอย่างแท้จริง เนื่องจากเงินเฟ้อยังคงเหนียวแน่น ขณะที่ทำเนียบขาวต้องการให้สภาพคล่องผ่อนคลายลง ในขณะที่เฟดเองก็ดูเหมือนจะมีความเห็นแตกแยกภายในมากกว่าที่เคยเป็นมาในรอบหลายปี
นักวิเคราะห์จาก Bitunix มองว่าประเด็นใหญ่ที่สุดสำหรับตลาดไม่ใช่ว่าดอกเบี้ยจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ แต่เป็นว่าวอร์ชต้องการลดการพึ่งพาการให้แนวทางล่วงหน้าหรือไม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง จะทำให้รูปแบบความผันผวนของตลาดเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ด้าน Sondergaard นักวิเคราะห์อีกรายให้ความเห็นว่าหากเฟดส่งสัญญาณแนวทางที่เข้มงวดกว่าเดิม จะทำให้สภาพคล่องยังคงตึงตัวและกดดันความต้องการของนักลงทุนสถาบัน แต่หากแนวทางผ่อนคลายลงก็อาจสนับสนุนการไหลเข้าของเงินทุนใหม่ได้ พร้อมเสริมว่าราคาน้ำมันที่ลดลงจากข้อตกลงอิหร่านที่ยั่งยืนอาจช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อได้ แต่นั่นคือกลไกการส่งผ่านที่ต้องจับตา มากกว่าตัวข่าวการหยุดยิงเอง
ในส่วนของแนวโน้มเทคนิค ข้อมูลจาก CoinDesk ชี้ว่าตลาดพันธบัตรกำลังส่งสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ย ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มที่มองบิตคอยน์ในเชิงบวก (bitcoin bulls) ควรให้ความสนใจ ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Marex มองว่าการจัดวางสถานะของตลาดในปัจจุบันอยู่ในลักษณะ “ตั้งรับและเบาบาง” หลังการประชุมเฟด สะท้อนความระมัดระวังของนักลงทุนสถาบันที่ยังไม่กล้าเข้าซื้อแบบเต็มที่
สำหรับมุมมองระยะยาว มีรายงานบางส่วนที่อ้างถึงการวิเคราะห์ของ Standard Chartered ที่ยังคงมุมมองเชิงบวกต่ออีเทอเรียมในระยะยาว โดยคาดการณ์ว่าราคาอาจไปแตะระดับ 40,000 ดอลลาร์ได้ภายในปี 2030 แม้จะมีความผันผวนรุนแรงในระยะสั้นก็ตาม สะท้อนมุมมองที่ว่าการปรับฐานในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรตลาดตามปกติ มากกว่าจะเป็นจุดจบของแนวโน้มขาขึ้นระยะยาว
อีกประเด็นที่นักวิเคราะห์ติดตามคือสถานการณ์การซื้อบิตคอยน์ของบริษัทมหาชนรายใหญ่อย่าง Strategy (เดิมคือ MicroStrategy) ซึ่งมีรายงานว่าหุ้นบุริมสิทธิ์ STRC ของบริษัทร่วงลงทำสถิติต่ำสุดต่ำกว่าราคาพาร์ ส่งผลให้การขายหุ้นเพิ่มทุนเหนือราคาพาร์ที่บริษัทใช้เป็นช่องทางระดมทุนซื้อบิตคอยน์ต้องหยุดชะงักลงชั่วคราว ซึ่งเป็นหุ้นตัวเดียวกันที่เงินปันผลของมันบีบให้บริษัทต้องขายบิตคอยน์ออกเป็นครั้งแรกในเดือนนี้ สถานการณ์นี้สร้างความกังวลเพิ่มเติมว่าผู้ซื้อสถาบันรายใหญ่ที่เคยเป็นแรงหนุนสำคัญของตลาดอาจมีข้อจำกัดทางการเงินมากขึ้นในระยะข้างหน้า
บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย
จากข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมได้ ภาพรวมของตลาดคริปโตในขณะนี้สามารถสรุปได้เป็น 3 ประเด็นหลักที่นักลงทุนไทยควรนำไปประกอบการตัดสินใจ
ประเด็นแรก ทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ ภายใต้เควิน วอร์ช ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญทั้งในเชิงเนื้อหาและรูปแบบการสื่อสาร การที่เจ้าหน้าที่เฟดครึ่งหนึ่งเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ทั้งที่เมื่อไม่กี่เดือนก่อนไม่มีใครคาดการณ์เช่นนั้น เป็นการเปลี่ยนมุมมองที่รุนแรงพอจะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องโลกในระยะถัดไป นักลงทุนไทยที่ลงทุนในคริปโตควรเตรียมใจรับมือกับความผันผวนที่อาจสูงขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า โดยเฉพาะหากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่จะประกาศในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมยังคงออกมาสูงกว่าคาด
ประเด็นที่สอง ความแตกต่างระหว่างพฤติกรรมนักลงทุนสถาบันผ่านกองทุน ETF ที่ยังคงเทขายออกเป็นหลัก กับกลุ่มผู้ถือเหรียญระยะยาวที่ยังสะสมเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณที่ชี้ว่าตลาดยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนเป็นเอกฉันท์ การที่กลุ่มผู้ถือระยะยาวสะสมเพิ่มถึง 125,000 BTC ในเดือนเดียว อาจเป็นสัญญาณเชิงบวกในระยะยาวสำหรับผู้ที่เชื่อในปัจจัยพื้นฐานของบิตคอยน์ แต่นักลงทุนไทยที่มีกรอบเวลาการลงทุนสั้นกว่าก็ควรระมัดระวังความผันผวนรายวันที่ยังมีโอกาสสูงอยู่
ประเด็นที่สาม สำหรับผู้ที่ถือครองหรือสนใจลงทุนในอีเทอเรียม ความไม่แน่นอนด้านการกำกับดูแลของ Ethereum Foundation เป็นปัจจัยเฉพาะตัวที่ต้องติดตามแยกจากปัจจัยมหภาค แม้โครงสร้างทางเทคนิคของเครือข่ายจะยังคงทำงานได้ตามปกติผ่านทีมพัฒนาไคลเอนต์ที่เป็นอิสระ แต่ความล่าช้าของการอัปเกรด Glamsterdam หากยืดเยื้อออกไปนานเกินไป อาจกระทบความเชื่อมั่นของนักพัฒนาและนักลงทุนในระยะยาวได้
สำหรับนักลงทุนไทยโดยทั่วไป สิ่งสำคัญที่ควรตระหนักคือ ตลาดคริปโตในขณะนี้กำลังเผชิญปัจจัยกดดันพร้อมกันหลายชั้น ทั้งนโยบายการเงิน ภูมิรัฐศาสตร์ และปัจจัยเฉพาะตัวของแต่ละเหรียญ การกระจายความเสี่ยง การไม่ใช้เงินที่จำเป็นต้องใช้ในระยะสั้นมาลงทุน และการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดโดยไม่ตื่นตระหนกไปกับความผันผวนรายวัน ยังคงเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลาที่ตลาดยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้ บทความนี้นำเสนอข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจเท่านั้น มิได้เป็นคำแนะนำการลงทุน นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและประเมินความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ก่อนตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลทุกประเภท
