สงครามการค้า-คว่ำบาตรรัสเซียชุด 20 กระทบเศรษฐกิจโลกและไทยปี 2569

สงครามการค้า-คว่ำบาตรรัสเซียชุด 20 กระทบเศรษฐกิจโลกและไทยปี 2569

เศรษฐกิจโลกในปี 2569 กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายทิศทางพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่ยังคุกรุ่น มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเป็นชุดที่ 20 ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบเส้นทางการค้าทางทะเล ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังถูกวาดแผนที่ใหม่ทั้งหมด ทั้งหมดนี้กำลังส่งผลกระทบลึกลงมาถึงภาคส่งออกไทย ซึ่ง IMF และธนาคารแห่งประเทศไทยต่างเตือนว่าอาจทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำสุดในรอบสามทศวรรษนับจากวิกฤตต้มยำกุ้ง

ภาพรวมที่ดูเหมือนซับซ้อนนี้มีแกนกลางเดียวกันคือ โลกกำลังแตกออกเป็นหลายขั้วทางเศรษฐกิจ และประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศอย่างไทยกำลังยืนอยู่กลางพายุ

สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน: จากสงครามภาษีสู่สงครามเทคโนโลยีและทรัพยากรยุทธศาสตร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ดูเหมือนจะยังคงรักษา “ข้อตกลงสงบศึกที่เปราะบาง” ในสงครามการค้าโลกนี้ไว้ได้หลังการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งในเดือนพฤษภาคม โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการแยกตัวออกจากกันอย่างสมบูรณ์ระหว่างสองเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกยังไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่ภาษีนำเข้าสูง ข้อจำกัดด้านแร่ธาตุหายาก และการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยียังคงเป็นจุดที่ยังตกลงกันไม่ได้

สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ประเมินว่าความตึงเครียดในสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่เลวร้ายที่สุดน่าจะผ่านพ้นไปแล้ว หลังสหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงลดภาษีในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราภาษีจาก 145% เหลือ 30% ส่วนจีนจะลดภาษีตอบโต้จาก 125% เหลือ 10% ทั้งสองฝ่ายยังตกลงระงับภาษีเพิ่มเติม 24% เป็นเวลา 90 วัน แต่ตลาดมองว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเจรจาที่ยาวและขรุขระ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ชัดว่านี่ไม่ใช่แค่สงครามการค้าอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจในวงกว้าง โดย IMF คาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะอยู่ที่ราว 3.3% แต่เตือนว่าภาษีนำเข้ายังคงฉุดการค้าและเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ส่วนการเติบโตของจีนคาดอยู่ที่ 4.2-4.5% โดยได้รับแรงหนุนจากการเบนทิศทางการส่งออกไปยังเอเชียและยุโรปมากขึ้น

สถาบัน PIIE ชี้ว่าศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ตัดสินให้ภาษีจำนวนมากของทรัมป์ในปี 2568 ขัดต่อกฎหมาย ทำให้ฝ่ายบริหารต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่ทั้งหมด รัฐบาลทรัมป์จึงประกาศการสอบสวนใหม่ภายใต้มาตรา 301 ของพระราชบัญญัติการค้า ครอบคลุมจีน เวียดนาม ไต้หวัน เม็กซิโก ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และอีกนับสิบประเทศ

ข้อมูลจาก Tax Foundation ระบุว่าภาษีของทรัมป์ถือเป็นการขึ้นภาษีครั้งใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2536 คิดเป็นภาระภาษีเพิ่มขึ้นเฉลี่ยครัวเรือนละ 1,500 ดอลลาร์ต่อปีในปี 2569

มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียชุดที่ 20: หมากใหม่ในเกมภูมิรัฐศาสตร์

หนึ่งในพัฒนาการสำคัญที่สุดของเดือนเมษายนที่ผ่านมาคือการประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียชุดที่ 20 โดยสหภาพยุโรป ซึ่งนับเป็นมาตรการที่เข้มงวดที่สุดนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน และมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อห่วงโซ่อุปทานโลก

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 สหภาพยุโรปประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียชุดที่ 20 ซึ่งเป็นการเพิ่มรายชื่อบุคคลและนิติบุคคลในบัญชีดำจำนวนมากที่สุดในรอบสองปี โดยครอบคลุมข้อจำกัดด้านพลังงาน บริการทางการเงิน และสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมทั้งเน้นย้ำการปิดช่องโหว่การหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรอย่างจริงจัง และที่น่าสังเกตคือ มาตรการนี้ยังครอบคลุมนิติบุคคลในจีน ฮ่องกง ไทย ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วย

ชุดมาตรการที่ 20 ยังได้กำหนดเป้าหมายใหม่ต่อสกุลเงินดิจิทัลของรัฐ คล้ายกับจุดยืนของ OFAC ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 เนื่องจากสกุลเงินดิจิทัลถูกใช้เป็นช่องทางทำธุรกรรมข้ามพรมแดนของประเทศที่ถูกคว่ำบาตรมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมีการกำหนดธนาคารรัสเซียเพิ่มอีก 20 แห่ง และตัดขาดธนาคารในอาเซอร์ไบจาน คีร์กีซสถาน และลาว ที่ช่วยรัสเซียหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

ข้อมูลจากรายงานของ TRM Labs ชี้ว่ารัสเซียเป็นตลาดคริปโตใหญ่อันดับสามของโลก โดยมีมูลค่าธุรกรรมสูงถึง 48,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปี 2569

ที่น่าสนใจคือ EU ได้เปิดใช้งาน “เครื่องมือต่อต้านการหลีกเลี่ยง” เป็นครั้งแรก โดยมุ่งเป้าไปที่คีร์กีซสถาน ซึ่งมูลค่าการนำเข้าสินค้าควบคุมจาก EU พุ่งสูงขึ้น 800% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนสงคราม และการส่งออกต่อไปยังรัสเซียเพิ่มสูงถึง 1,200%

ผลกระทบที่สำคัญอีกประการคือ บริษัทในประเทศที่สาม รวมถึงไทย ที่มีห่วงโซ่อุปทานเกี่ยวข้องกับรัสเซีย จะต้องตรวจสอบและปรับกรอบการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเร่งด่วน เพราะความเสี่ยงด้าน compliance กำลังขยายตัวสู่ผู้ประกอบการในประเทศกำลังพัฒนาด้วย

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและวิกฤตเส้นทางการค้าทะเล

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งสินค้าทางทะเลยังคงเป็นตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ โดยเฉพาะผลกระทบต่อราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์โลก

องค์การการค้าโลก (WTO) รายงานในเดือนมีนาคมว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังซ้ำเติมการคาดการณ์การค้าที่ชะลอตัวอยู่แล้ว โดยภายใต้สถานการณ์พื้นฐาน การเติบโตของปริมาณการค้าสินค้าโลกจะชะลอลงเหลือ 1.9% ในปี 2569 จากระดับ 4.6% ในปี 2568 ส่วนในสถานการณ์ราคาพลังงานสูง การเติบโตการค้าอาจเหลือเพียง 1.4% เท่านั้น ผู้อำนวยการใหญ่ WTO เตือนว่าราคาพลังงานที่สูงอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลลุกลามต่อความมั่นคงทางอาหารและต้นทุนผู้บริโภค

ความขัดแย้งในอิหร่านและเวเนซุเอลากำลังเพิ่มความไม่แน่นอนอีกชั้นต่อพลังงานและกระแสการค้าโลก ในต้นปี 2569 การแทรกแซงของสหรัฐฯ ในภาคน้ำมันเวเนซุเอลาทำให้กลับมาผลิตได้อีกครั้ง แต่ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าต้องใช้เวลา 2-3 ปีกว่าจะส่งผลต่อปริมาณอุปทานโลกอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่สหรัฐฯ ยังเรียกเก็บภาษี 25% จากประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน ทำให้ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบในเส้นทางการค้าโลกสูงขึ้น

สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เข้าสู่ปีที่สี่โดยไม่มีทีท่าจะสิ้นสุด ยังคงรบกวนห่วงโซ่อุปทานอาหารและพลังงานโลก ยูเครนเป็นผู้ส่งออกข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ประมาณ 25% ของโลก แต่การเข้าถึงท่าเรือในทะเลดำยังถูกจำกัด ความจุโกดังเก็บธัญพืช 15% ถูกทำลาย และมีข้าวสาลีราว 8 ล้านตันถูกยึดจากดินแดนที่รัสเซียครอบครอง

Terry Sandven นักยุทธศาสตร์หุ้นหลักของ U.S. Bank Asset Management Group กล่าวว่า “นักลงทุนกำลังรับมือกับปัจจัยเคลื่อนไหวหลายด้านในปี 2569 ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงผู้นำ Fed และการเลือกตั้งกลางเทอม” พร้อมเตือนว่า “เงินเฟ้อคือยาพิษสำหรับมูลค่าหุ้น ถ้าราคาพลังงานพุ่งและราคาสินค้าอื่นตาม ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นจะกดดันกำไรของบริษัท”

การแตกสลายของห่วงโซ่อุปทานโลก: ระเบียบใหม่ที่กำลังก่อตัว

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ลึกที่สุดที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือการวาดแผนที่ห่วงโซ่อุปทานโลกใหม่ทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การย้ายโรงงาน แต่เป็นการปรับโครงสร้างระบบการผลิตและการค้าโลกในระยะยาว

รายงานจาก McKinsey Global Institute ที่เผยแพร่ในเดือนมีนาคมชี้ว่า สินค้าอิเล็กทรอนิกส์เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานครั้งใหญ่ การนำเข้าจากจีนของสหรัฐฯ ลดลงในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค ขณะที่ ASEAN และอินเดียได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนและแล็ปท็อป ส่วนจีนหันมาส่งออกชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูป เช่น ชิ้นส่วนโทรศัพท์และชิป ไปยังพันธมิตรในเอเชีย ซึ่งกำลังวาดรูปแบบการค้าภูมิภาคใหม่

รายงานจาก World Economic Forum ระบุว่า มีมาตรการนโยบายการค้าและอุตสาหกรรมใหม่กว่า 3,000 รายการถูกนำเสนอทั่วโลกในปี 2568 ซึ่งมากกว่าสามเท่าของระดับเฉลี่ยรายปีเมื่อทศวรรษก่อน ขณะที่ผู้นำธุรกิจเกือบสามในสี่ราย หรือ 74% กำลังให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านความยืดหยุ่น โดยมองว่าเป็นแหล่งขับเคลื่อนการเติบโต ไม่ใช่เพียงต้นทุน

UNCTAD รายงานว่า South-South trade หรือการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันได้เติบโตจากราว 0.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2538 เป็น 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 และปัจจุบัน 57% ของการส่งออกของประเทศกำลังพัฒนาไปยังตลาดกำลังพัฒนาด้วยกัน นำโดยห่วงโซ่มูลค่าภูมิภาคของเอเชีย

บริษัทต่างๆ กำลังเร่งลงทุนในโรงงานผลิตในภูมิภาคต่างๆ ทั่วอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชีย เพื่อลดการพึ่งพาพื้นที่ห่างไกล กลยุทธ์คลังสินค้าก็กำลังเปลี่ยนโฉม โดยกระจายศูนย์กระจายสินค้าให้ใกล้กับตลาดหลักมากขึ้น

UNCTAD ประเมินว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกโดยรวมจะอยู่ที่ 2.6% ในปี 2569 สหรัฐฯ คาดเติบโตเพียง 1.5% ลดจาก 1.8% ในปี 2568 ส่วนจีนอยู่ที่ 4.6% ลดจาก 5% โดยการเติบโตที่ชะลอลงทำให้ความต้องการสินค้าส่งออกอ่อนแอ เงื่อนไขการเงินตึงตัว และเปิดรับความเสี่ยงจากแรงกระแทกภายนอกมากขึ้น

ASEAN ท่ามกลางพายุ: โอกาสที่แทรกซ่อนอยู่กับความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ภูมิภาคอาเซียนอยู่ในจุดที่น่าสนใจอย่างยิ่งในวิกฤตนี้ เป็นทั้งผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานผลิตออกจากจีน และในขณะเดียวกันก็เป็นเป้าหมายที่ถูกภาษีนำเข้าสหรัฐฯ กดดันอย่างหนัก

ในช่วง “Liberation Day” ของทรัมป์ หลายประเทศ ASEAN เผชิญภาษีที่สูงอย่างน่าตกใจ โดยกัมพูชา ลาว เวียดนาม และเมียนมาร์ถูกภาษีสูงถึง 44-49% ขณะที่ไทยและอินโดนีเซียถูกเรียกเก็บที่ 36% และ 34% ตามลำดับ

นักวิเคราะห์ชี้ว่าบรรยากาศการลงทุนในจีนที่เต็มไปด้วยความระแวดระวัง กำลังต่อเนื่องด้วยการกระจายห่วงโซ่อุปทานไปยังอินเดีย มาเลเซีย และเวียดนาม Kimberly Kirkendall ที่ปรึกษาด้านการดำเนินงานระหว่างประเทศระบุว่า “ลูกค้าของฉันรอความปกติมาหลายปีแล้ว ทุกครั้งก็หวังว่าหลังจากการประชุม Fed ครั้งต่อไป หรือการประชุมจีน-สหรัฐฯ ครั้งต่อไป สถานการณ์จะมั่นคง แต่รถไฟเหาะนี้ยังไม่มีทีท่าชะลอ”

UNDP เตือนว่ามูลค่าการส่งออก ASEAN ไปยังสหรัฐฯ อาจลดลงสูงถึง 9.7% จากผลของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ส่วนเวียดนามซึ่งได้รับผลกระทบหนักสุด อาจสูญเสียรายได้ส่งออกสูงถึง 25,000 ล้านดอลลาร์ภายในหนึ่งปีในสถานการณ์เลวร้าย

IMF ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ ASEAN จาก 4.8% ในปี 2567 เหลือ 4.1% ในปี 2568 และลดต่อไปอีกเหลือ 3.9% ในปี 2569 โดย Rupa Duttagupta รองผู้อำนวยการแผนกเอเชียแปซิฟิกของ IMF ระบุว่าภูมิภาค ASEAN ที่พึ่งพาการส่งออกสูงถึงราว 50% ของ GDP นั้นเผชิญอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ เฉลี่ยสูงถึง 30% ซึ่งถือเป็นแรงกดดันมหาศาล

ผลกระทบต่อไทย: เศรษฐกิจที่กำลังเดินบนเส้นด้าย

ไทยอาจเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดในภูมิภาค เพราะต้องเผชิญทั้งแรงกดดันจากภายนอกและปัจจัยเปราะบางภายในพร้อมกัน

ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่า GDP จะขยายตัวเพียง 1.6% ในปี 2569 ลดจากราว 2.2% ในปี 2568 ขณะที่ IMF และธนาคารโลกมีประมาณการใกล้เคียงกันที่ 1.6-1.7% ส่วน SCB Economic Intelligence Center ประเมินต่ำสุดที่ 1.5% ซึ่งจะเป็นการขยายตัวต่ำสุดในรอบสามทศวรรษนอกเหนือจากช่วงวิกฤต

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (TPSO) คาดการณ์ว่าการส่งออกไทยในปี 2569 จะอยู่ในช่วง -3.1% ถึง +1.1% โดยการที่กระแส front-loading จากปีที่แล้วจะจางหายไปและผลกระทบเต็มปีจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ เป็นปัจจัยเสี่ยงลบหลัก นอกจากนี้ การเติบโตส่งออกไปจีนคาดอยู่ที่ 1.2% ลดจาก 13.6% ในปี 2568 เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างของจีนและนโยบายพึ่งพาตนเอง

ภาคส่งออกหลักของไทยโดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า กำลังเผชิญความเสี่ยงสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ โดยเฉพาะจากการแข่งขันกับประเทศที่ได้รับภาษีตอบโต้ต่ำกว่า เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ ASEAN ด้วยกัน ยิ่งกว่านั้น ไทยยังอาจเผชิญความเสี่ยงจากภาษีที่เกี่ยวข้องกับการ transhipment คล้ายกับที่เวียดนามถูกดำเนินการ รวมถึงการตรวจสอบกฎแหล่งกำเนิดสินค้าที่เข้มงวดขึ้น

ในแง่ของมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย บริษัทไทยที่มีห่วงโซ่อุปทานเกี่ยวข้องกับรัสเซีย เบลารุส คีร์กีซสถาน จีน ฮ่องกง ตุรกี หรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ควรต้องทบทวนว่ากิจกรรมทางธุรกิจ ข้อตกลงทางสัญญา หรือกรอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบปัจจุบันของตนได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดใหม่หรือไม่

ปัจจัยภายในที่ซ้ำเติมสถานการณ์ ได้แก่ วิกฤตหนี้ครัวเรือนที่กดดันกำลังซื้อภายใน การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวจากจีนที่ยังอ่อนแอ และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ล่าช้าการดำเนินนโยบายการคลัง ทำให้เศรษฐกิจไทยมีเครื่องมือน้อยมากในการรับมือกับแรงกระแทกจากภายนอก

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “geoeconomic fragmentation” หรือการแตกสลายทางเศรษฐกิจภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งต่างจากยุคโลกาภิวัตน์แบบเดิมที่เน้นประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำ ระเบียบใหม่นี้เน้นความมั่นคงและการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก

ศาสตราจารย์ Anton Muscatelli จาก University of Glasgow ชี้ว่าตั้งแต่ปี 2568 เศรษฐกิจโลกมีความยืดหยุ่นเกินคาดท่ามกลางภาษีนำเข้าที่สูงของทรัมป์ แต่ OECD คาดว่าการเติบโตโลกจะชะลอลงเล็กน้อยเป็น 2.9% ในปี 2569 เนื่องจากผลกระทบสะสมของกำแพงภาษีหลายชั้น

สำหรับนักลงทุนไทย สถานการณ์ดังกล่าวมีนัยสำคัญหลายประการที่ควรติดตาม:

ด้านตลาดหุ้นและการลงทุน: หุ้นกลุ่มส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และอาหารที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง ยังคงเผชิญความเสี่ยงจากภาษีนำเข้า ขณะที่บริษัทที่กระจายตลาดไปยัง ASEAN หรือตลาดเกิดใหม่อื่นๆ อาจมีความยืดหยุ่นมากกว่า

ด้านค่าเงินบาท: เงินบาทที่แข็งค่าซึ่งส่วนหนึ่งมาจากดุลบัญชีเดินสะพัดที่ยังเกินดุล กำลังกดดันความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทย ทำให้ภาษีนำเข้าซ้ำเติมปัญหาการสูญเสียส่วนแบ่งตลาด

ด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance): บริษัทที่มีธุรกรรมเกี่ยวพันกับรัสเซีย เบลารุส หรือประเทศที่ถูกคว่ำบาตร ต้องเร่งตรวจสอบความเสี่ยงและปรับกระบวนการ compliance ตามมาตรการใหม่ของ EU ชุดที่ 20

ด้านโอกาสใหม่: การที่ห่วงโซ่อุปทานกำลังปรับโครงสร้างใหม่เปิดโอกาสให้ไทยดึงดูดการลงทุนจากบริษัทที่กำลัง “friend-shoring” หรือ “nearshoring” แต่ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐาน ทักษะแรงงาน และนโยบายที่มีเสถียรภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้ยังคงเป็นจุดอ่อนของไทยในปัจจุบัน

UNCTAD เตือนว่านโยบายที่เปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งเพิ่มความไม่แน่นอน ยับยั้งการลงทุน และรบกวนห่วงโซ่อุปทาน โดยประเทศขนาดเล็กที่กระจายสินค้าน้อยมีความเปราะบางสูงสุดต่อต้นทุนที่สูงขึ้นและความผันผวนของการค้า

ในโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นตัวแปรหลักทางเศรษฐกิจ ไทยไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ กระจายตลาดส่งออก และสร้างความยืดหยุ่นให้กับห่วงโซ่การผลิตภายใน ก่อนที่หน้าต่างแห่งโอกาสจะปิดตัวลงในระลอกถัดไปของความขัดแย้งทางเศรษฐกิจโลก

Similar Posts

  • |

    ราคาน้ำมันพุ่งต่อเนื่อง หลัง Trump ขู่อิหร่านรอบใหม่ Brent ทะลุ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ตลาดน้ำมันโลกยังคงร้อนแรงไม่หยุด เมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอีกครั้งในวันพุธ ขณะที่นักเทรดต้องชั่งน้ำหนักระหว่างสองปัจจัยที่กำลังสั่นสะเทือนตลาดพร้อมกัน ทั้งการที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตัดสินใจถอนตัวออกจาก OPEC อย่างกะทันหันจนตลาดตกใจ และสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าสงครามอิหร่านจะไม่สิ้นสุดลงในเร็ววันอย่างที่หลายฝ่ายเคยหวัง น้ำมันดิบ Brent มาตรฐานสากล สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้น 2.8% มาอยู่ที่ 114.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 7:18 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ต่อเนื่องจากการปรับตัวขึ้นในเซสชันวันอังคารที่ทำให้ Brent บันทึกสถิติการปรับตัวขึ้นเป็นบวก 7 เซสชันติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานหลายปี ขณะที่น้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐฯ สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน พุ่งขึ้น 3.3% ไปอยู่ที่ 103.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อจากที่ปิดบวก 3.7% ในเซสชันก่อนหน้า และเมื่อมองภาพรวมนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 WTI สะสมกำไรไว้มากกว่า 49%…

  • |

    เฟดวอร์ชส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย หุ้นเกาหลีทุบสถิติ น้ำมันร่วงหลังดีลอิหร่าน

    สัปดาห์นี้ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ตลาดการเงินโลกเผชิญความผันผวนสูงที่สุดในรอบหลายเดือน เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) จัดการประชุมนัดแรกในตำแหน่งเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2026 และส่งสัญญาณที่ตลาดตีความว่า “hawkish” หรือสายแข็งเกินคาด ด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่สิ่งที่ทำให้นักลงทุนตกใจคือ dot plot หรือแผนภาพคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของเจ้าหน้าที่เฟด ที่เผยให้เห็นว่าคณะกรรมการส่วนใหญ่เริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ของการ “ขึ้น” ดอกเบี้ยในปี 2026 ซึ่งสวนทางกับความคาดหวังเดิมที่ตลาดเคยปักใจเชื่อว่าเฟดจะเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ในอีกมุมหนึ่งของโลก ตลาดหุ้นเอเชียกลับสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ โดยดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ทะลุ 9,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ขณะที่ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นก็ทะลุ 71,000 จุดเป็นครั้งแรกเช่นกัน แรงหนุนหลักมาจากกระแสความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับ AI ที่ร้อนแรงไม่หยุด นำโดย SK Hynix และ Samsung Electronics ส่วนในตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันดิบร่วงลงเกือบ 5% หลังประธานาธิบดีโดนัลด์…

  • |

    CEO Eutelsat เผย ความต้องการจากสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง แม้ SpaceX กดดันให้ตัดการเข้าถึงตลาดของคู่แข่งยุโรป

    ในโลกที่การแข่งขันด้านอวกาศเชิงพาณิชย์กำลังร้อนแรงขึ้นทุกวัน และเส้นแบ่งระหว่างธุรกิจกับภูมิรัฐศาสตร์เริ่มเลือนลางลงอย่างต่อเนื่อง Jean-Francois Fallacher ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Eutelsat ผู้ให้บริการดาวเทียมสัญชาติยุโรปที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลก ออกมาส่งสัญญาณความมั่นใจว่าความต้องการบริการดาวเทียมทางเลือกจากบริษัทในสหรัฐฯ รวมถึงกองทัพสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งและไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะเผชิญกับแรงกดดันทางกฎหมายและการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นจาก SpaceX ของ Elon Musk ก็ตาม การให้สัมภาษณ์กับ Reuters ครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ตึงเครียดอย่างยิ่ง หลังจากที่ SpaceX เพิ่งยื่นจดหมายถึง Federal Communications Commission (FCC) หรือสำนักงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้จำกัดการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ สำหรับผู้ให้บริการดาวเทียมต่างชาติที่รัฐบาลของตนปิดกั้นหรือเอาเปรียบผู้ประกอบการสหรัฐฯ ในตลาดของตน SpaceX เดินหมากทางการเมือง: จดหมายถึง FCC ที่เขย่าอุตสาหกรรม เนื้อหาของจดหมายที่ SpaceX ส่งถึง FCC นั้นสร้างแรงสั่นสะเทือนในอุตสาหกรรมดาวเทียมโลกอย่างมาก เพราะไม่ใช่แค่การร้องเรียนทั่วไปในเชิงธุรกิจ แต่เป็นการเรียกร้องให้ใช้กลไกของรัฐเพื่อกดดันคู่แข่งต่างชาติโดยตรง SpaceX ยกตัวอย่าง SES ผู้ให้บริการดาวเทียมที่มีฐานอยู่ใน ลักเซมเบิร์ก ว่าเป็นบริษัทยุโรปที่ได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ แต่กลับไม่ได้ให้ความเท่าเทียมกันแก่ผู้ให้บริการอเมริกันในตลาดยุโรปอย่างเป็นธรรม แม้ว่าจดหมายดังกล่าวจะไม่ได้ระบุชื่อ Eutelsat โดยตรง…

  • | |

    สงครามการค้าปะทุ! สหรัฐฯ เก็บภาษีแคนาดา 50% คว่ำบาตรอิหร่าน กระทบนักลงทุนไทย

    ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 กำลังเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนหลายด้านพร้อมกันอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อสหรัฐอเมริกาเดินหน้าใช้ “เครื่องมือทางเศรษฐกิจ” เป็นอาวุธหลักในการกดดันทั้งพันธมิตรและปรปักษ์ในเวลาเดียวกัน ด้านหนึ่งคือการปะทุรอบใหม่ของสงครามการค้ากับแคนาดา หลังการเจรจาล่มไม่เป็นท่าจนนำไปสู่การเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูงถึง 50% อีกด้านหนึ่งคือการยกระดับ “สงครามเศรษฐกิจ” กับอิหร่านที่ลากยาวมาเกือบหกเดือน โดยล่าสุดกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ยังปิดตายและกดดันราคาพลังงานทั่วโลก สำหรับนักลงทุนไทยและนักลงทุนทั่วเอเชีย ประเด็นเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะทุกความเคลื่อนไหวสะท้อนกลับมายังราคาน้ำมัน ค่าเงิน อัตราดอกเบี้ย และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ส่งผลโดยตรงต่อพอร์ตการลงทุน บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทีละประเด็นสำคัญ พร้อมประเมินผลกระทบและกลยุทธ์รับมือ โดยอ้างอิงข้อมูลล่าสุดจากสำนักข่าวและสถาบันการเงินชั้นนำระดับโลก 1. ศึกภาษีสหรัฐฯ–แคนาดาปะทุ เจรจาล่มนาทีสุดท้าย เปิดฉากตอบโต้ “ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” จุดร้อนที่สุดของสัปดาห์นี้อยู่ที่พรมแดนอเมริกาเหนือ เมื่อการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาที่ยืดเยื้อมาเกือบสองสัปดาห์ต้องล้มครืนลงในคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ก่อนถึงเส้นตายเที่ยงคืนเพียงไม่กี่ชั่วโมง CNBC รายงานว่า สหรัฐฯ ได้เริ่มบังคับใช้ภาษีนำเข้าอัตรา 50% กับสินค้าแคนาดามูลค่าราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์ตั้งแต่เช้าวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่ไม้ฮอกกี้ วัสดุก่อสร้าง เครื่องเรือน พลาสติก ไม้อัด ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าและเสื้อผ้าบางประเภท มาตรการภาษีชุดนี้ออกมาภายใต้มาตรา 338 ของกฎหมาย Tariff Act…

  • เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน: สงครามตะวันออกกลาง เงินเฟ้อพุ่ง และยุคใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ

    เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งสำคัญในรอบหลายปี เมื่อสงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นต้นปี 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระตุ้นให้เงินเฟ้อทั่วโลกกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ขณะที่ธนาคารกลางสำคัญต่าง ๆ ยังคงต้องเดินหน้าต่อสู้กับแรงกดดันด้านราคา ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งประวัติศาสตร์ วิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง: ตัวแปรที่พลิกทุกสมการ จุดเริ่มต้นของความปั่นป่วนในปีนี้มาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกพลังงานโลก โดยเฉพาะการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบทางทะเลราว 35% ของโลก ธนาคารโลกระบุในรายงาน Commodity Markets Outlook ประจำเดือนเมษายนว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการหยุดชะงักของการขนส่งในช่องแคบ Hormuz ก่อให้เกิดการลดลงของอุปทานน้ำมันโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยอุปทานลดลงในช่วงแรกประมาณ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับต้นปี Indermit Gill หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ให้ความเห็นไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “สงครามกำลังกระทบเศรษฐกิจโลกเป็นระลอก ๆ ต่อเนื่องกัน ทั้งจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ราคาอาหารที่ตามมา และสุดท้ายเงินเฟ้อที่จะดันดอกเบี้ยขึ้นและทำให้หนี้แพงขึ้นอีก คนจนที่สุดจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับอาหารและพลังงาน” กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน โดยในกรณีฐาน…

  • | |

    วอลล์สตรีทปิดสัปดาห์แดง! พายุพันธบัตร-น้ำมัน-เฟดถล่มหุ้นสหรัฐ

    บทวิเคราะห์ชิ้นนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทุกแรงขับเคลื่อนที่เกิดขึ้นในสัปดาห์แห่งความปั่นป่วน ตั้งแต่กลไกในตลาดตราสารหนี้ ไปจนถึงสมรภูมิพลังงาน คริปโทเคอร์เรนซีที่สวนกระแสพุ่งแรง ทองคำที่ยืนเหนือระดับสูงสุด และที่สำคัญที่สุดคือ “ผลกระทบที่ส่งตรงถึงกระเป๋าเงินของนักลงทุนไทย” ในทุกมิติ สิ่งที่ทำให้สัปดาห์นี้แตกต่างจากช่วงก่อนหน้า คือการที่ตลาดต้องเผชิญ “แรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน” (multiple headwinds) ในเวลาเดียวกัน แทนที่จะเป็นปัจจัยเดี่ยว ๆ ที่ตลาดพอจะรับมือได้ ทั้งความเสี่ยงด้านการคลัง ความเสี่ยงด้านนโยบายการเงิน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความกังวลเรื่องมูลค่าหุ้นที่ตึงตัว ได้ประดังเข้ามาในจังหวะเดียวกัน จนทำให้ความสงบในช่วงต้นเดือนสิงหาคมกลายเป็นเพียงความสงบก่อนพายุ และเปิดฉากสู่ช่วงเวลาที่นักลงทุนต้องกลับมาให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอย่างจริงจังอีกครั้ง 1. ภาพรวมสัปดาห์: สามดัชนีปิดลบยกแผง แม้วันศุกร์ดีดกลับ บรรยากาศการซื้อขายในสัปดาห์ที่ผ่านมาสะท้อนคำว่า “กระตุกขึ้น-ทรุดลง” ได้อย่างชัดเจน ตลาดเปิดสัปดาห์ด้วยแรงขายต่อเนื่อง ก่อนจะสลับบวก-ลบรายวันตามข่าวสารที่ไหลเข้ามาอย่างไม่หยุด และแม้จะจบสัปดาห์ด้วยการฟื้นตัว แต่ก็ไม่เพียงพอจะลบล้างความเสียหายสะสมได้ ในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม ดัชนี S&P 500 ปิดบวก 0.43% ที่ระดับ 7,674.37 จุด ดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต บวก 0.43% ปิดที่ 26,180.45 จุด ขณะที่ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์เป็นพระเอกของวัน ด้วยการพุ่งขึ้นถึง…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *