โลกในไฟสงคราม: ช่องแคบฮอร์มุซ สงครามการค้า และจุดเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์โลก พ.ศ. 2569

โลกในไฟสงคราม: ช่องแคบฮอร์มุซ สงครามการค้า และจุดเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์โลก พ.ศ. 2569

โลกในกลางปี 2569 กำลังเผชิญกับพายุสามลูกที่ซ้อนทับกันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ได้แก่ สงครามในตะวันออกกลางที่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ วิกฤตพลังงานที่กระหน่ำซัดเศรษฐกิจเอเชีย และการประชุมสุดยอดสหรัฐฯ-จีนที่กรุงปักกิ่งซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การค้าโลกได้อีกครั้ง นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตามองอย่างใจจดใจจ่อว่าปัจจัยเหล่านี้จะสร้างโอกาสหรือความเสียหายครั้งใหญ่เพียงใด

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: ภัยพิบัติพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการค้าพลังงานโลกก็แทบจะปิดตายสนิท การหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบดังกล่าวก่อให้เกิดการหยุดชะงักการจัดหาครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก ผู้อำนวยการบริหารของ IEA ถึงกับบรรยายสถานการณ์นี้ว่าเป็น “ภัยคุกคามด้านความมั่นคงพลังงานโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

การไหลของน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงจากประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวันก่อนสงคราม เหลือเพียงกว่า 2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าโลกกำลังสูญเสียน้ำมันไปกว่า 90% ของปริมาณที่เคยไหลผ่านช่องแคบนี้ทุกวัน

ตลาดน้ำมันตอบสนองอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงเกิน 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย และการขนส่งที่สูงขึ้น รวมถึงค่าระวางเรือ ราคาเชื้อเพลิงสำหรับเรือ และเบี้ยประกันภัย อาจส่งผลให้ต้นทุนอาหารเพิ่มสูงขึ้นและกดดันค่าครองชีพ โดยเฉพาะกับกลุ่มเปราะบางที่สุด

Bloomberg รายงานว่า ราคาเชื้อเพลิงกลั่นอย่างดีเซลและน้ำมันเครื่องบินพุ่งสูงอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา บางครั้งทะลุ 200 ดอลลาร์ นำมาซึ่งสัญญาณแรกของการชะลอความต้องการในตลาดเอเชียซึ่งพึ่งพาน้ำมันดิบและก๊าซปิโตรเลียมเหลวจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก

ในส่วนของก๊าซธรรมชาติ สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่า การหยุดชะงักของการขนส่ง LNG ผ่านช่องแคบทำให้ปริมาณ LNG จากกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ลดลงกว่า 300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวันนับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม โรงงาน Ras Laffan ในกาตาร์ซึ่งเป็นโรงงานผลิต LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลกหยุดดำเนินการตั้งแต่ถูกโจมตีเมื่อวันที่ 2 มีนาคม

ไทยและอาเซียน: แนวหน้าของวิกฤตพลังงาน

ไทยกำลังเผชิญผลกระทบโดยตรงในฐานะหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางสูงมาก ไทยนำเข้าน้ำมัน 57% จากตะวันออกกลางซึ่งต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้นจาก 29.94 บาทต่อลิตรในเดือนกุมภาพันธ์ สู่ระดับสูงสุดที่ 50.54 บาทต่อลิตรเมื่อวันที่ 7 เมษายน

JP Morgan ระบุในรายงานว่า เศรษฐกิจอาเซียนอยู่ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากความขัดแย้งนี้ เนื่องจากพึ่งพาพลังงานนำเข้าจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง โดยฟิลิปปินส์ประกาศสภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานแห่งชาติหลังราคาน้ำมันพุ่งสูงกว่าเท่าตัว อินโดนีเซียและเวียดนามใช้มาตรการปันส่วนพลังงาน และภาคประมงของไทยเริ่มหยุดดำเนินการเนื่องจากต้นทุนน้ำมันเรือพุ่งสูง

CNN Business รายงานว่า เอเชียซึ่งพึ่งพาตะวันออกกลางด้านพลังงานเป็นอย่างมากได้รับผลกระทบจากราคาที่สูงขึ้นก่อน โดยเฉพาะประเทศอย่างอินเดีย ฟิลิปปินส์ และไทย ที่เศรษฐกิจพึ่งพาการผลิตแบบดั้งเดิมและภาคบริการ กำลังเผชิญความยากลำบากในการจัดหาเชื้อเพลิงมากกว่า

ภาคเกษตรไทยกำลังเจ็บปวดหนัก นอกจากน้ำมันแล้ว ปุ๋ยยูเรียที่ต้องอาศัยก๊าซธรรมชาติในการผลิตก็หายากขึ้นและราคาพุ่งสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการเกษตรโดยตรง IMF คาดการณ์ว่า ในสถานการณ์ฐาน ซึ่งสมมติว่าความขัดแย้งสั้นและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ด้านพลังงานเพิ่มขึ้น 19% ในปี 2569 การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะอยู่ที่เพียง 3.1% และเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 4.4%

สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน: จากไฟสงครามสู่โต๊ะเจรจาปักกิ่ง

ขณะที่วิกฤตพลังงานยังลุกโชน ความสนใจของโลกการเงินก็จับจ้องไปที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์เดินทางพบกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา

CNBC รายงานว่า การประชุมสุดยอดครั้งนี้ต่อยอดจากการพบกันของทรัมป์และสีจิ้นผิงในเกาหลีใต้เมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งนำมาสู่การละลายความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศ โดยทรัมป์เรียกกลุ่มนี้ว่า G2 จุดประกายความหวังว่าจะมีการขยายการสงบศึก

วอชิงตันและปักกิ่งเคยติดหล่มในสงครามการค้าอันขมขื่นเมื่อปีที่แล้ว โดยความขัดแย้งส่วนใหญ่มีศูนย์กลางอยู่ที่นโยบายภาษีศุลกากรที่ก้าวร้าวของทรัมป์และการตอบโต้ของจีน ความตึงเครียดเริ่มคลายลงในช่วงปลายปีหลังการเจรจาระหว่างนักเจรจาการค้าสหรัฐฯ กับฝ่ายจีน

ประเด็นเทคโนโลยีเป็นจุดร้อนหลักของการประชุม CNBC รายงานว่า หลังจากทรัมป์พบสีจิ้นผิงในวันพฤหัสบดี Reuters รายงานว่าวอชิงตันได้อนุมัติการขายชิป AI รุ่น H200 ของ Nvidia ให้กับบริษัทเทคโนโลยีจีนรายใหญ่หลายราย

McKinsey Global Institute ชี้ให้เห็นภาพใหญ่ว่า ภาษีศุลกากรก่อให้เกิดการปรับโครงสร้างการค้า โดยการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนลดลงประมาณ 30% สหรัฐฯ ชดเชยส่วนที่ขาดไปราว 2 ใน 3 ด้วยการนำเข้าจากประเทศอื่น ขณะที่ผู้ส่งออกจีนในสินค้าอุปโภคบริโภคตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าจนถึงของเล่น ลดราคาเฉลี่ย 8% เพื่อหาผู้ซื้อในตลาดใหม่ และอาเซียนได้ประโยชน์จากการเพิ่มการค้ากับทั้งสองเศรษฐกิจ

มาตรการคว่ำบาตรและสงครามแร่หายาก: อาวุธเศรษฐกิจยุคใหม่

ความจริงที่ว่าโลกพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐในการทำธุรกรรมระหว่างธนาคาร ให้อำนาจสหรัฐฯ ในการคุกคามประเทศอื่นด้วยมาตรการคว่ำบาตรทางการเงิน โดยผลักออกจากระบบดอลลาร์ ขณะที่จีนกำลังพัฒนาจุดคอขวดของตัวเอง ที่โดดเด่นที่สุดคือแร่ธาตุสำคัญ

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออกมาตรการคว่ำบาตรบริษัทในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมาน และฮ่องกง ที่ถูกกล่าวหาว่าอำนวยความสะดวกในการขายน้ำมันอิหร่านให้จีน ส่งผลให้ตลาดน้ำมันตึงตัวขึ้น โดยนักวิเคราะห์ที่ Saxo Bank เตือนว่าราคา Brent อาจเกิน 110 ดอลลาร์หากภาวะชะงักงันทางการทูตยังดำเนินต่อไ

ในฝั่งจีน การที่จีนควบคุมแร่ธาตุสำคัญและแร่หายากเป็นปัจจัยสำคัญในการตอบโต้ภาษีสหรัฐฯ ปี 2568 โดยปักกิ่งจำกัดการส่งออกบางส่วนไปสหรัฐฯ ก่อนที่การสงบศึกทางการค้าจะมีผลบังคับใช้ แม้ภายใต้การสงบศึกดังกล่าว การควบคุมการส่งออกแร่หายากหนักและแม่เหล็กบางส่วนของจีนก็ยังไม่ได้รับการยกเลิกอย่างสมบูรณ์

Foreign Policy วิเคราะห์ว่า จีนพบอาวุธอสมมาตรที่สมบูรณ์แบบในรูปแบบการจำกัดแร่หายากที่สร้างต้นทุนเพียงเล็กน้อยแก่เศรษฐกิจจีนเอง ขณะที่สร้างความเสียหายอย่างมากต่ออุตสาหกรรมสหรัฐฯ

เศรษฐกิจโลกแตกขั้ว: IMF และธนาคารโลกปรับลดการคาดการณ์

IMF ออกรายงาน World Economic Outlook ฉบับเดือนเมษายน 2569 ภายใต้ชื่อ “เศรษฐกิจโลกในเงามืดของสงคราม” สงครามในตะวันออกกลางได้หยุดยั้งโมเมนตัมการเติบโตที่คาดว่าจะพาเศรษฐกิจโลกเติบโต 3.4% ในปี 2569 การปิดช่องแคบฮอร์มุซและความเสียหายต่อสิ่งอำนวยความสะดวกสำคัญในภูมิภาคที่เป็นศูนย์กลางการจัดหาไฮโดรคาร์บอนของโลก ก่อให้เกิดความเสี่ยงของวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่หากการสู้รบยังดำเนินต่อไป

ในสถานการณ์เลวร้ายที่การหยุดชะงักด้านพลังงานยืดเยื้อไปจนถึงปีหน้า ความคาดหวังด้านเงินเฟ้อจะถูกปล่อยออกจากกรอบอย่างชัดเจน และภาวะทางการเงินจะตึงตัวอย่างรุนแรง การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะลดลงเหลือ 2% ในปีนี้และปีหน้า ขณะที่เงินเฟ้อจะเกิน 6%

ในส่วนของจีน แม้จะรายงานการเติบโต GDP ที่ 5% ในไตรมาสแรกปี 2569 การตรวจสอบอย่างละเอียดเผยให้เห็นการบริโภคที่อ่อนแอ วิธีการรายงานข้อมูลที่ขาดความสม่ำเสมอ และปัจจัยลมหัวจากแรงกดดันเงินเฟ้อที่เกิดจากสงครามในอิหร่าน

ขณะที่ยุโรปเผชิญแรงกดดันสองทาง ยูโรโซนกำลังต่อสู้กับการผลิตอุตสาหกรรมที่หยุดนิ่งและขาดแคลนตัวเร่งทางการคลังที่ชัดเจน โดยมีอัตราการเติบโต GDP เพียง 0.1%

บทสรุป: ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยและกลยุทธ์รับมือ

สำหรับนักลงทุนไทย วิกฤตหลายชั้นที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันสร้างทั้งความเสี่ยงและโอกาสที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ความเสี่ยงเร่งด่วน ได้แก่ เงินเฟ้อในประเทศที่จะยังคงสูงตราบใดที่ราคาน้ำมันยังไม่ลดลง ต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมและเกษตรที่สูงขึ้น และความผันผวนของค่าเงินบาทท่ามกลางความไม่แน่นอน ราคาพลังงานที่สูงส่งผลโดยตรงต่อเงินเฟ้ออาหาร ซึ่งคิดเป็น 25-35% ของตะกร้าดัชนีผู้บริโภคในอาเซียน กดดันกำลังซื้อครัวเรือนและฉุดการบริโภค

โอกาสที่น่าจับตา ได้แก่ หุ้นพลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งวิกฤตครั้งนี้เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เป้าหมายของอาเซียนที่จะมีกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน 45% ภายในปี 2573 จะเป็นธีมการลงทุนระยะยาวที่สำคัญ นอกจากนี้ หากการเจรจาสหรัฐฯ-จีนสำเร็จ ไทยในฐานะฐานการผลิตที่ได้รับอานิสงส์จากการ Diversify Supply Chain จะยังคงได้รับการลงทุนจากต่างชาติต่อเนื่อง

คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ สำหรับนักลงทุนในช่วงนี้ควรกระจายความเสี่ยงโดยลดสัดส่วนสินทรัพย์ที่ไวต่อราคาพลังงาน พิจารณาสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงอย่างทองคำที่มักแข็งค่าในช่วงภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด และรอจับตาสัญญาณจากการประชุม OPEC+ และความคืบหน้าการเจรจา Trump-Xi ว่าจะนำมาซึ่งเสถียรภาพหรือความวุ่นวายรอบใหม่

ในโลกที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนด้านกฎระเบียบกำลังปรับเปลี่ยนการค้าโลกในปี 2569 ความสำเร็จขึ้นอยู่กับความสามารถในการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลง ปรับตัวอย่างรวดเร็ว และสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น โปร่งใส และพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน

โลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจถูกทดสอบโดยภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนที่เข้าใจพลวัตนี้และวางกลยุทธ์รับมืออย่างรอบคอบจะอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าในเกมระยะยาว

Similar Posts

  • |

    การส่งออกของสหราชอาณาจักรไปสหรัฐฯ ดิ่งลง 25% หลัง ทรัมป์ ประกาศภาษีนำเข้าชุด “Liberation Day”

    ผลกระทบของนโยบายภาษีนำเข้าที่ก้าวร้าวที่สุดในประวัติศาสตร์การค้าสมัยใหม่เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนในตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ เมื่อสำนักงานสถิติแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (ONS) รายงานในวันศุกร์ว่า สินค้าส่งออกของสหราชอาณาจักรที่ส่งไปยังสหรัฐอเมริกา ไม่รวมโลหะมีค่า ลดลงถึง 1,500 ล้านปอนด์ หรือ 24.7% หลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษีนำเข้าชุดที่เขาเรียกว่า “Liberation Day” ในเดือนเมษายน 2568 และยอดส่งออกยังคงซบเซาต่อเนื่องมานับตั้งแต่นั้น ตัวเลขที่ออกมานี้ไม่ใช่เพียงสถิติทางเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง แต่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของผลกระทบจริงที่ธุรกิจและแรงงานชาวอังกฤษกำลังเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน และยังตั้งคำถามสำคัญว่าข้อตกลงการค้าที่สหราชอาณาจักรเจรจาได้เป็นรายแรกกับรัฐบาล ทรัมป์ นั้นเพียงพอที่จะปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอังกฤษได้มากน้อยแค่ไหน ขนาดของความเสียหาย: ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือผลกระทบในโลกจริง การลดลง 25% ของมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ อาจฟังดูเป็นตัวเลขนามธรรม แต่เมื่อพิจารณาว่า สหรัฐอเมริกาคือตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร ความสำคัญของตัวเลขนี้จึงยิ่งใหญ่ขึ้นอย่างมากในเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาค ผลกระทบที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษคือในภาคยานยนต์ โดย ONS ระบุว่า การส่งออกรถยนต์จากสหราชอาณาจักรไปยังสหรัฐฯ ลดลงและยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนมีภาษีนำเข้า ตลอด 12 เดือนนับตั้งแต่เมษายน 2568 อุตสาหกรรมยานยนต์ของอังกฤษซึ่งมีศูนย์กลางที่โรงงานหลายแห่งในภาคกลางและภาคเหนือของประเทศ เป็นแหล่งจ้างงานสำคัญที่มีความเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนในวงกว้าง การที่ยอดส่งออกยังคงซบเซาต่อเนื่องบ่งชี้ว่าปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับตัวชั่วคราว แต่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืนกว่านั้นมาก สิ่งที่ซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงคือในขณะที่การส่งออกดิ่งลง การนำเข้าสินค้ากลับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี 2569 ส่งผลให้สหราชอาณาจักร ขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ ติดต่อกันสามเดือนติดต่อกัน…

  • ทรัมป์ ประกาศ “Project Freedom” ปลดปล่อยเรือที่ติดค้างในช่องแคบฮอร์มุซ

    ตลาดน้ำมันดิบโลกเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยความผันผวนและไม่มีทิศทางที่ชัดเจนในวันจันทร์ ขณะที่ผู้เข้าร่วมตลาดพยายามย่อยและประเมินผลกระทบของการประกาศล่าสุดของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ตั้งใจจะ “ปลดปล่อย” เรือสินค้าที่ติดค้างอยู่อันเป็นผลจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังคงคุกรุ่นระหว่างเตหะรานและวอชิงตันที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลายในเร็ววัน น้ำมันดิบ Brent สัญญาส่งมอบเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล ปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 101.94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่น้ำมันดิบ WTI สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 0.15% มาอยู่ที่ 108.33 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามของน้ำมันสองชนิดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสับสนและการชั่งน้ำหนักของตลาดต่อปัจจัยหลายอย่างที่กำลังดึงราคาในทิศทางที่แตกต่างกัน ช่องแคบฮอร์มุซ: หัวใจของวิกฤต ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเผชิญกับการปิดกั้น ทำให้การจราจรผ่านเส้นทางน้ำพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลกแห่งนี้แทบหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง ก่อนสงคราม ช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางผ่านของพลังงานโลกประมาณ หนึ่งในห้า ซึ่งครอบคลุมทั้งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลว และพลังงานในรูปแบบอื่นๆ การที่เส้นทางนี้ถูกปิดตั้งแต่สงครามเริ่มต้นได้สร้างผลกระทบลูกโซ่ที่ซับซ้อนและลึกซึ้งต่อตลาดพลังงานโลก เหตุการณ์ล่าสุดที่ยืนยันถึงอันตรายในภูมิภาคนี้คือรายงานจาก United Kingdom Maritime Trade Operations (UKMTO) ในวันจันทร์ว่า เรือบรรทุกน้ำมันถูกยิงด้วยกระสุนปืน ทางตอนเหนือของเมือง Fujairah ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องสำหรับเรือที่พยายามเดินเรือในภูมิภาคตะวันออกกลาง และอธิบายได้ว่าทำไมเรือสินค้าจำนวนมากจึงตัดสินใจหยุดรอแทนที่จะเสี่ยงเดินทาง Project Freedom: ปฏิบัติการทางทหารเพื่อเส้นทางการค้า ทรัมป์ ประกาศบน…

  • |

    ราคาน้ำมัน Brent พุ่งทะลุ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล่มสลาย

    ตลาดพลังงานโลกเปิดสัปดาห์ด้วยความปั่นป่วนอีกครั้ง เมื่อราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นประมาณ 2% ในวันอาทิตย์ หลังจากความหวังในการเจรจาสันติภาพรอบที่สองระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านต้องดับสูญลงอย่างกะทันหัน ไม่ใช่เพียงแค่ล่าช้า แต่ล่มสลายโดยสมบูรณ์ก่อนที่จะเริ่มต้นด้วยซ้ำ การพัฒนาการครั้งนี้ทำให้ตลาดพลังงานซึ่งเพิ่งเริ่มหายใจได้หลังจากความตึงเครียดชุดก่อน ต้องกลับมาเผชิญกับความไม่แน่นอนที่ลึกกว่าเดิม น้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นมาตรฐานอ้างอิงระดับนานาชาติ พุ่งขึ้นมากกว่า 2% ไปแตะระดับ 107.89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 18:27 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ในขณะที่น้ำมันดิบ WTI หรือ West Texas Intermediate ของสหรัฐฯ ก็ปรับตัวขึ้นมากกว่า 2% เช่นกัน ไปอยู่ที่ 96.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเคลื่อนไหวในช่วงสุดสัปดาห์ที่รุนแรงเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องปกติในตลาดน้ำมัน และบ่งบอกถึงระดับความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในหมู่นักลงทุนและผู้ค้าพลังงานทั่วโลก เส้นทางสู่การล่มสลายของการเจรจา เพื่อเข้าใจว่าเหตุใดการล่มสลายครั้งนี้จึงส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างรุนแรง จำเป็นต้องย้อนดูบริบทของกระบวนการทางการทูตที่ผ่านมาก่อน ในช่วงก่อนหน้า ประธานาธิบดี Trump ได้ขยายระยะเวลาหยุดยิงฝ่ายเดียวออกไปอีกสองสัปดาห์ โดยให้เหตุผลว่ารัฐบาลอิหร่านกำลัง “แตกแยกอย่างรุนแรง” และไม่สามารถนำเสนอจุดยืนที่เป็นเอกภาพได้ ในเวลาเดียวกัน ปากีสถานได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดเวทีการเจรจา โดยนายกรัฐมนตรี Shehbaz Sharif และจอมพล Asim Munir…

  • |

    อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังเรือพาณิชย์ถูกยิง ขณะที่ทรัมป์เตือนห้ามใช้เป็นเครื่องต่อรอง

    สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดอีกครั้ง เมื่ออิหร่านประกาศ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” อีกครั้งในวันเสาร์ เพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากเพิ่งเปิดให้เรือพาณิชย์ผ่านได้ ส่งผลให้ตลาดพลังงานและการขนส่งทั่วโลกกลับเข้าสู่ภาวะไม่แน่นอน ในขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีสหรัฐ Donald Trump ออกมาเตือนว่า อิหร่านไม่สามารถใช้การปิดช่องแคบเพื่อ “แบล็กเมล” สหรัฐได้ อิหร่านสั่งปิดช่องแคบ พร้อมคำเตือนรุนแรงต่อเรือทุกลำ กองทัพเรือของหน่วยพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปิดจนกว่าสหรัฐจะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล พร้อมออกคำเตือนอย่างชัดเจนว่า: วิเคราะห์เชิงลึก คำเตือนนี้ถือเป็นการ “ยกระดับความตึงเครียด” อย่างมีนัยสำคัญ เพราะ: ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือการใช้ “chokepoint” ที่สำคัญที่สุดของโลกเป็นเครื่องมือกดดัน เกิดเหตุยิงเรือจริงในพื้นที่ ศูนย์ United Kingdom Maritime Trade Operations ของกองทัพอังกฤษรายงานว่า: นอกจากนี้: วิเคราะห์เชิงลึก เหตุการณ์นี้สำคัญมาก เพราะ: ความย้อนแย้ง: เพิ่งเปิด แต่กลับปิดทันที ก่อนหน้านี้เพียง 1 วัน อิหร่านเพิ่งประกาศเปิดช่องแคบภายใต้เงื่อนไขช่วงหยุดยิง แต่ล่าสุดกลับระบุว่า: สื่อ IRIB ของรัฐอิหร่านระบุว่า:…

  • |

    ทรัมป์ เผย อิหร่านเตรียมระงับโครงการนิวเคลียร์ ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดอีกครั้ง

    ประธานาธิบดีสหรัฐ Donald Trump เปิดเผยว่า อิหร่านได้ตกลงที่จะ “ระงับโครงการนิวเคลียร์อย่างไม่มีกำหนด” ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกครั้งสำคัญที่อาจนำไปสู่ข้อตกลงยุติสงครามระหว่างทั้งสองประเทศ หลังจากที่เตหะรานประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้การเดินเรือพาณิชย์กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เมื่อวันศุกร์ ทรัมป์ยืนยันว่า ข้อตกลงในการหยุดกิจกรรมนิวเคลียร์ของอิหร่านจะเป็นแบบ “ไม่มีกำหนดสิ้นสุด” หรือกล่าวได้ว่าเป็นการระงับแบบถาวร “ประเด็นสำคัญส่วนใหญ่ตกลงกันได้แล้ว และทุกอย่างน่าจะดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว” ทรัมป์กล่าว ขณะเดียวกัน เขายังปฏิเสธข้อเรียกร้องสำคัญของอิหร่านอย่างชัดเจน นั่นคือ การปล่อยเงินที่ถูกอายัดไว้ โดยยืนยันว่า สหรัฐจะไม่คืนเงินดังกล่าวให้ รายละเอียดข้อตกลงยังไม่ชัดเจน แม้ทรัมป์จะแสดงความมั่นใจ แต่รายละเอียดของข้อตกลงยังคงไม่ชัดเจน และทางอิหร่านเองก็ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อคำกล่าวอ้างนี้ ประเด็นสำคัญคือ ข้อเสนอเรื่องการระงับโครงการนิวเคลียร์นั้น อาจขัดแย้งกับจุดยืนเดิมของอิหร่าน ที่ยืนยันมาโดยตลอดว่าประเทศมี “สิทธิในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม” เพื่อการพัฒนาด้านพลังงาน สัญญาณบวกเพิ่มขึ้นหลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ในวันเดียวกัน ผู้นำอิหร่านประกาศว่า ช่องแคบฮอร์มุซเปิดให้เรือพาณิชย์ผ่านได้ หลังจากที่อิสราเอลตกลงหยุดยิงในเลบานอน หลังการประกาศดังกล่าว มีเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 8 ลำ ที่ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย รีบเคลื่อนตัวเข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซทันที เพื่อทดสอบว่าการเปิดเส้นทางครั้งนี้เป็นจริงหรือไม่ ทรัมป์ส่งสัญญาณเชิงบวกเพิ่มเติม ระหว่างเดินทางกลับกรุงวอชิงตันด้วยเครื่อง Air Force One ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาได้รับ “ข่าวดีบางอย่าง” ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน แม้จะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด เขายังระบุว่า…

  • |

    Lululemon แต่งตั้งอดีตผู้บริหาร Nike “Heidi O’Neill” นั่งเก้าอี้ CEO คนใหม่

    ท่ามกลางกระแสความปั่นป่วนที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ในองค์กร Lululemon บริษัทเครื่องแต่งกายกีฬาและไลฟ์สไตล์ชื่อดังระดับโลกได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวันพุธที่ผ่านมา ด้วยการแต่งตั้ง Heidi O’Neill อดีตผู้บริหารระดับสูงจาก Nike ให้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ โดยมีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 8 กันยายนเป็นต้นไป การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ละเอียดอ่อนและเต็มไปด้วยแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากผลประกอบการที่น่าผิดหวังมาตลอดกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา การแข่งขันในตลาดที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น รวมถึงศึกภายในองค์กรที่กำลังร้อนระอุจาก Chip Wilson ผู้ก่อตั้งบริษัทซึ่งออกมาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานอย่างต่อเนื่องและเปิดฉากการต่อสู้แย่งชิงอำนาจในที่ประชุมผู้ถือหุ้นอย่างเปิดเผย ตลาดตอบรับด้วยความกังวล แม้การแต่งตั้ง CEO คนใหม่มักถูกมองว่าเป็นสัญญาณบวกของการเปลี่ยนแปลงและฟื้นฟูองค์กร แต่ปฏิกิริยาของตลาดหุ้นกลับไม่เป็นไปในทิศทางนั้น หลังจากมีการประกาศข่าว ราคาหุ้นของ Lululemon ดิ่งลงมากกว่า 5% ในการซื้อขายช่วง Extended Trading หรือนอกเวลาทำการปกติ สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนบางส่วนยังคงมีความกังวลและข้อสงสัยเกี่ยวกับทิศทางของบริษัทในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นความสามารถของผู้นำคนใหม่ในการพลิกฟื้นธุรกิจ หรือประวัติการทำงานบางส่วนของ O’Neill ที่อาจเป็นจุดด้อยในสายตาของนักวิเคราะห์และนักลงทุน ใคร คือ Heidi O’Neill? Heidi O’Neill ไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการเครื่องแต่งกายกีฬาและแฟชั่นแต่อย่างใด เธอมีประสบการณ์การทำงานในระดับผู้บริหารมาอย่างยาวนานและหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งใน Nike บริษัทเครื่องแต่งกายกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเธอมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์ยักษ์ใหญ่แห่งนี้ นอกจาก Nike แล้ว…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *