เฟดเปลี่ยนยุค! "เควิน วอร์ช" รับตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่ง-ECB คุมเชิง
|

เฟดเปลี่ยนยุค! “เควิน วอร์ช” รับตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่ง-ECB คุมเชิง

ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่บทใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เพิ่งผ่านการเปลี่ยนผู้นำครั้งประวัติศาสตร์ ขณะที่เงินเฟ้อในสหรัฐฯ กลับมาพุ่งสูงเกิน 3.8% ต่อปี และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็เลือกยืนดอกเบี้ยท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ยังคุกรุ่น สถานการณ์เหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงไทย ที่ต้องเฝ้าติดตามทิศทางนโยบายการเงินโลกอย่างใกล้ชิด

เฟดเปลี่ยนยุค: “เควิน วอร์ช” ขึ้นแท่นประธานคนที่ 17

วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติ 54 ต่อ 45 เสียง รับรองนายเควิน วอร์ช อายุ 56 ปี ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนที่ 17 สืบต่อจากเจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งครบวาระในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 การโหวตครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในมติที่มีความขัดแย้งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การแต่งตั้งประธานเฟด สะท้อนให้เห็นว่าความเป็นอิสระของธนาคารกลางกลายเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างเต็มตัว

วอร์ชได้รับการยืนยันจากวุฒิสภาเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 และจะเข้ารับตำแหน่งต่อจากพาวเวลล์ที่หมดวาระประธาน สิ่งที่น่าสนใจคือ พาวเวลล์จะยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการ Fed ต่อไป หลังการสืบสวนทางอาญาของกระทรวงยุติธรรมที่เกี่ยวกับการปรับปรุงอาคารสำนักงาน Fed ทำให้เขาตัดสินใจอยู่ต่อ โดยเขาย้ำว่าการโจมตีสถาบันเฟดคุกคามความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินโดยปราศจากปัจจัยทางการเมือง

ตลอดวาระที่สองของทรัมป์ เขาแสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายของพาวเวลล์อย่างเปิดเผย และการแต่งตั้งวอร์ชถือเป็นหมากสำคัญในการพยายามส่งอิทธิพลต่อทิศทางนโยบายการเงิน วอร์ชจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและฮาร์วาร์ด ก่อนทำงานในวาณิชธนกิจที่ Morgan Stanley และเคยดำรงตำแหน่งกรรมการเฟดมาก่อนในช่วงปี 2549–2554

ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก: วอร์ชอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยแทนที่จะลด

ประธานเฟดคนใหม่กำลังเผชิญกับความท้าทายที่ขัดแย้งกับความคาดหวังของตลาดอย่างสิ้นเชิง วอร์ชเข้ารับตำแหน่งในช่วงที่เงินเฟ้อในสหรัฐฯ ยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของเฟดมากว่า 5 ปี และยังถูกกดดันเพิ่มเติมจากภาษีนำเข้าและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ล่าสุดพุ่งขึ้น 3.8% ต่อปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 3.7% ขณะที่ CPI พื้นฐาน (ไม่รวมอาหารและพลังงาน) ปรับตัวขึ้น 2.8% นอกจากนี้ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ก็ออกมาร้อนแรงกว่าคาด ส่งสัญญาณว่าแรงกดดันเงินเฟ้อยังไม่หมดไป

ราคาน้ำมัน Brent อยู่เหนือ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI เกิน 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่การขาดดุลการคลังของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ อยู่ที่กว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีตามข้อมูลของ CBO

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าดอกเบี้ยจะทรงตัวในช่วงหลายเดือนข้างหน้า Bank of America คาดการณ์ว่าเฟดจะยังไม่ลดดอกเบี้ยจนกว่าจะเป็นช่วงครึ่งหลังของปี 2570 โดยอ้างถึงเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัวและตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่ง

เฟดคุมเชิงดอกเบี้ยสามครั้งติด: พาวเวลล์ส่งมอบมรดกอันซับซ้อน

การประชุม FOMC เดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งอาจเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของพาวเวลล์ในฐานะประธาน มีมติคงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่กรอบ 3.5%–3.75% ท่ามกลางการลงมติที่แตกแยกผิดปกติ โดยมีกรรมการถึง 4 คนออกเสียงไม่เห็นด้วย ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนของทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต

สมาชิก FOMC ลงมติ 11 ต่อ 1 เสียงเพื่อรักษาอัตราดอกเบี้ยกองทุน Fed ไว้ที่ 3.5%–3.75% ในการประชุมเดือนมีนาคม โดยให้เหตุผลว่าเงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย แรงงานมีสัญญาณผสมผสาน และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ยากจะประเมิน

ตั้งแต่ปลายปี 2565 ถึงกลางปี 2566 เฟดขึ้นดอกเบี้ยอย่างเข้มข้นจนช่วยดึงเงินเฟ้อ PCE พื้นฐานจากจุดสูงสุดกว่า 5.5% ในปี 2565 มาอยู่ที่ 3.0% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แต่เป้าหมาย 2% ยังอยู่ไกล

พาวเวลล์แถลงในการแถลงข่าวครั้งสุดท้ายในฐานะประธานว่า ศูนย์กลางของคณะกรรมการกำหนดนโยบายกำลังเคลื่อนไปสู่ “จุดที่เป็นกลางมากขึ้น” นั่นคือการรอดูและห่างไกลจากการลดดอกเบี้ย ขณะที่ตลาดฟิวเจอร์สให้ความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคมที่ 20% และในเดือนธันวาคมที่ 30%

ECB ยืนดอกเบี้ย: ยุโรปเผชิญภาวะ “เศรษฐกิจชะลอ-เงินเฟ้อพุ่ง”

ฝั่งยุโรปก็ไม่ต่างกัน เมื่อ ECB ตัดสินใจคุมเชิงนโยบายการเงินเช่นกัน ECB คงอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (Deposit Facility Rate) ที่ 2% ในการประชุมเดือนเมษายน ถือเป็นการคงดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่สาม โดย ECB ระบุว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ขณะที่ความเสี่ยงด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง

ข้อมูลเบื้องต้นที่เปิดเผยออกมาในวันเดียวกับการประชุม ชี้ว่าเงินเฟ้อในยูโรโซนพุ่งขึ้นแตะ 3% ในเดือนเมษายน ขับเคลื่อนหลักจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ขณะที่การเติบโตของ GDP ชะลอตัวลงเหลือ 0.8% ต่อปีในไตรมาสแรกของปี 2569

การคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่ ECB ชี้ว่าเงินเฟ้อจะเฉลี่ยอยู่ที่ 2.6% ในปี 2569 และ 2.0% ในปี 2570 ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจคาดว่าจะอยู่ที่เพียง 0.9% ในปีนี้ โดยมีการปรับลดประมาณการลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์

ประธาน ECB คริสตีน ลาการ์ด กล่าวว่า “สงครามในตะวันออกกลางยังคงเป็นความเสี่ยงขาลงสำหรับเศรษฐกิจยูโรโซน บวกกับสภาพแวดล้อมนโยบายโลกที่ผันผวน” พร้อมยืนยันว่า ECB จะไม่ผูกมัดตนเองกับเส้นทางดอกเบี้ยใดๆ เป็นการล่วงหน้า และนักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองว่าการประชุมเดือนมิถุนายนอาจเป็นจุดที่ ECB ปรับขึ้นดอกเบี้ย 25 basis points สู่ระดับ 2.25%

ตลาดตอนนี้ให้น้ำหนักกับการขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งของ ECB ในปี 2569 โดยครั้งแรกอาจเกิดขึ้นเร็วสุดในเดือนมิถุนายน ซึ่งจะเป็นทิศทางที่ตรงข้ามกับสิ่งที่ตลาดคาดหวังต้นปีนี้อย่างสิ้นเชิง

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: ความเสี่ยงสูง ความไม่แน่นอนสูงกว่า

นักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำมีมุมมองที่แตกต่างกัน แต่เห็นตรงกันในหนึ่งประเด็น นั่นคือความไม่แน่นอนอยู่ในระดับสูงผิดปกติ

นักวิเคราะห์จาก JPMorgan เตือนว่า “จะยังไม่มีเสียงส่วนใหญ่สนับสนุนการพิจารณาลดดอกเบี้ยอีกครั้ง จนกว่า Fed จะยืนยันได้ว่าเงินเฟ้อจากภาษีนำเข้ากำลังลดลง ราคาน้ำมันส่งผลต่อเนื่องเพียงชั่วคราว และภาคบริการหลักเริ่มเย็นลงอย่างต่อเนื่อง”

ศาสตราจารย์ Randall Kroszner จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งกรรมการเฟดร่วมกับวอร์ช กล่าวว่า “ประธานเฟดมีอำนาจในการโน้มน้าว แต่ก็ยังคงต้องโน้มน้าวกรรมการคนอื่นๆ อยู่ดี” สะท้อนว่าวอร์ชจะไม่สามารถเปลี่ยนนโยบายได้ตามใจชอบ

Yael Selfin หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ KPMG มองว่ามีโอกาสที่ดอกเบี้ยจะถูกปรับขึ้นในระยะใกล้ โดยชี้ว่าภาวะที่เงินเฟ้ออยู่เกือบ 4% ขณะที่อัตราว่างงานอยู่ที่ 4.3% ไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่ธนาคารกลางมักจะลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรง

ในฝั่งยุโรป Deutsche Bank มองว่าสถานการณ์พื้นฐานคือ ECB จะคงดอกเบี้ยที่ 2% ตลอดปี 2569 และการขยับครั้งต่อไปน่าจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงกลางปี 2570 โดยขับเคลื่อนด้วยนโยบายการคลังที่ผ่อนคลาย ตลาดแรงงานที่ตึงตัว และความเสี่ยงเงินเฟ้อในอนาคต

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

ภาพรวมนโยบายการเงินโลกในช่วงนี้สามารถสรุปได้ว่า โลกกำลังเผชิญกับ “กับดักของเงินเฟ้อ” ที่ธนาคารกลางหลักทั้ง Fed และ ECB ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้อย่างที่ตลาดเคยคาด เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูง กดดันทั้งเงินเฟ้อและการเติบโตพร้อมกัน

สำหรับนักลงทุนไทย มีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามดังนี้

ค่าเงินบาท: ดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูงที่ 3.5–3.75% และไม่มีสัญญาณลดลงในเร็วๆ นี้ ยังคงสนับสนุนค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อเงินบาท และเพิ่มต้นทุนการนำเข้าสินค้า รวมถึงราคาพลังงานในประเทศ

ตลาดหุ้น: ดอกเบี้ยที่สูงในระดับโลกส่งผลให้ความน่าดึงดูดของสินทรัพย์เสี่ยงลดลง นักลงทุนต่างชาติอาจชะลอการลงทุนในตลาดเกิดใหม่อย่างไทย หุ้นที่มีหนี้สูงหรือพึ่งพาต้นทุนทางการเงินต่ำจะยังคงได้รับแรงกดดัน

ราคาน้ำมัน: ราคา Brent เหนือ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระทบต้นทุนพลังงานในไทยโดยตรง ทั้งราคาน้ำมัน ก๊าซ และค่าไฟฟ้า ซึ่งจะไหลเข้าสู่ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชน

ทิศทาง กนง.: ธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะธนาคารกลางของไทยอาจเผชิญแรงกดดันจากทั้งเงินเฟ้อนำเข้า (จากราคาพลังงาน) และค่าเงินบาทที่อ่อนแอ ทำให้การลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

กลยุทธ์การลงทุน: ในภาวะที่ดอกเบี้ยโลกยังสูงและมีความไม่แน่นอนสูง สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคงที่อย่างพันธบัตรรัฐบาล กองทุนตลาดเงิน หรือหุ้นกลุ่มพลังงานที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันสูง อาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในช่วงนี้ ขณะที่ควรระวังหุ้นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยสูง เช่น อสังหาริมทรัพย์และพลังงานทดแทน

ยุคสมัยใหม่ของ Fed ภายใต้ “เควิน วอร์ช” เพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้าไม่ได้เล็กน้อยแต่อย่างใด การจับตาสัญญาณจากการประชุม FOMC ครั้งถัดไปในเดือนมิถุนายน รวมถึงการประชุม ECB ในช่วงเดียวกัน จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าธนาคารกลางโลกจะเดินเกมนโยบายการเงินในทิศทางไหน

Similar Posts

  • |

    โภคภัณฑ์โลกเดือดร้อน: น้ำมันพุ่ง ทองยืนสูง เงินผันผวน เมื่อฮอร์มุซยังคับแคบ

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกยังคงอยู่ในภาวะปั่นป่วนสูงในเดือนพฤษภาคม 2569 หลังวิกฤตการณ์ตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ กระทบการส่งออกน้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 1 ใน 5 ของอุปทานโลก ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ประมาณ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ทองคำซื้อขายบริเวณ 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และตลาดพลังงานโลกก็เผชิญกับความตึงเครียดที่ไม่เคยพบเห็นในรอบหลายทศวรรษ นักลงทุนไทยและภาคธุรกิจไม่อาจเมินเฉยต่อคลื่นยักษ์ลูกนี้ได้อีกต่อไป ช่องแคบฮอร์มุซ: หัวใจที่หยุดเต้นของตลาดพลังงานโลก เหตุการณ์ที่เริ่มปะทุขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของตลาดพลังงานโลก เมื่อความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางลุกลามจนนำไปสู่การปิดตัวของช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีนัยสำคัญ การปิดช่องแคบดังกล่าวนับเป็นการปิดที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ โดยก่อนเกิดความขัดแย้ง มีน้ำมันดิบราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านช่องแคบแห่งนี้ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมดในโลก ผลกระทบปรากฏชัดเจนในทันที รัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรประเมินว่าอิรัก ซาอุดีอาระเบีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน รวมกันลดการผลิตน้ำมันดิบลงถึง 10.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง…

  • ศึกธนาคารกลางโลก! เฟดยุค Warsh ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย ECB-BOJ นำหน้าไปแล้ว

    สัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เข้มข้นที่สุดของปีสำหรับตลาดการเงินโลก เมื่อธนาคารกลางหลักของโลกถึง 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต่างจัดประชุมกำหนดทิศทางดอกเบี้ยในกรอบเวลาห่างกันเพียงไม่กี่วัน ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่พุ่งสูงจากผลพวงสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่ในจังหวะเดียวกันก็มีข่าวดีเรื่องข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบร่วงลงอย่างรวดเร็ว สร้างความผันผวนสองด้านที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ไฮไลต์สำคัญที่สุดอยู่ที่การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ครั้งแรกของ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งแม้จะยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.5-3.75% ตามคาด แต่กลับส่งสัญญาณที่ตลาดตีความว่าเป็น “hawkish” อย่างชัดเจน ด้วยการตัดวลี “เอียงไปทางผ่อนคลายนโยบาย” ออกจากแถลงการณ์ พร้อมเปิดเผยว่ากรรมการเฟด 9 จาก 18 คน คาดการณ์ว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งภายในปีนี้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเทขายอย่างหนักในวันประกาศ ก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาได้ในช่วงปลายสัปดาห์ เฟดยุควอร์ชเปิดตัวด้วยท่าที Hawkish เหนือความคาดหมาย การประชุม FOMC วันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯ เพราะเป็นครั้งแรกที่เควิน วอร์ช นั่งหัวโต๊ะในฐานะประธานเฟดคนใหม่…

  • เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน: สงครามตะวันออกกลาง เงินเฟ้อพุ่ง และยุคใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ

    เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งสำคัญในรอบหลายปี เมื่อสงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นต้นปี 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระตุ้นให้เงินเฟ้อทั่วโลกกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ขณะที่ธนาคารกลางสำคัญต่าง ๆ ยังคงต้องเดินหน้าต่อสู้กับแรงกดดันด้านราคา ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งประวัติศาสตร์ วิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง: ตัวแปรที่พลิกทุกสมการ จุดเริ่มต้นของความปั่นป่วนในปีนี้มาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกพลังงานโลก โดยเฉพาะการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบทางทะเลราว 35% ของโลก ธนาคารโลกระบุในรายงาน Commodity Markets Outlook ประจำเดือนเมษายนว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการหยุดชะงักของการขนส่งในช่องแคบ Hormuz ก่อให้เกิดการลดลงของอุปทานน้ำมันโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยอุปทานลดลงในช่วงแรกประมาณ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับต้นปี Indermit Gill หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ให้ความเห็นไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “สงครามกำลังกระทบเศรษฐกิจโลกเป็นระลอก ๆ ต่อเนื่องกัน ทั้งจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ราคาอาหารที่ตามมา และสุดท้ายเงินเฟ้อที่จะดันดอกเบี้ยขึ้นและทำให้หนี้แพงขึ้นอีก คนจนที่สุดจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับอาหารและพลังงาน” กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน โดยในกรณีฐาน…

  • ดาวโจนส์ทะลุ 52,000 จุดเป็นครั้งแรก หุ้นเทคสหรัฐฯ ฟื้นตัวแรง ตลาดจับตารายงานการจ้างงานเดือนมิถุนายน

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดท้ายสัปดาห์การซื้อขายช่วงสั้นก่อนวันหยุดยาว Fourth of July ด้วยบรรยากาศคึกคักเกินคาด เมื่อดัชนีดาวโจนส์อุตสาหกรรม (Dow Jones Industrial Average) ปิดตลาดเหนือระดับ 52,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีพุ่งขึ้นถึง 2% และดัชนี S&P 500 บวกแรง 1.2% หลังจากทั้งสองดัชนีปิดสัปดาห์ก่อนหน้าด้วยการร่วงลงอย่างหนัก แรงหนุนสำคัญมาจากการที่หุ้น Alphabet บริษัทแม่ของ Google เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของดัชนีดาวโจนส์อย่างเป็นทางการแทนที่ Verizon ประกอบกับสัญญาณคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่ปกป้องความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่ตลาดกำลังประเมินทิศทางการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ใหม่อีกครั้ง หลังผ่านพ้นช่วงการเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ครั้งใหญ่ในเดือนมิถุนายนที่ทำให้มูลค่าตลาดของกลุ่มชิปหายไปกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามทิศทางตลาดโลก สัปดาห์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะนอกจากการฟื้นตัวของหุ้นเทคโนโลยีแล้ว ตลาดยังต้องจับตารายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนมิถุนายนที่จะประกาศในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งเลื่อนขึ้นมาจากกำหนดการปกติเนื่องจากตลาดจะปิดทำการในวันศุกร์เพื่อหยุดยาวประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นปัจจัยชี้วัดสำคัญต่อทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟดในช่วงครึ่งปีหลัง ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นว่าเฟดอาจพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยในบางช่วงของปีนี้…

  • ดอลลาร์แข็งค่าชั่วคราว เยนรอ BOJ อัตราแลกเปลี่ยนโลกมิถุนายน 2569 กระทบบาทอย่างไร

    ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนโลกในเดือนมิถุนายน 2569 เต็มไปด้วยแรงดึงดูดที่ขัดแย้งกันอย่างซับซ้อน เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นกลับมาสู่ระดับ 99.54 จุดบนดัชนี DXY ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน หลังตลาดเริ่มตระหนักว่าเฟดอาจยังไม่รีบลดดอกเบี้ยอีกครั้ง ขณะที่เงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าเกินกว่า 159 เยนต่อดอลลาร์ ท่ามกลางการรอผลประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันที่ 15-16 มิถุนายนนี้ ซึ่งตลาดมองว่าอาจเป็นจุดพลิกผันสำคัญของนโยบายการเงินเอเชีย ส่วนเงินบาทไทยยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ 32.66-32.73 บาทต่อดอลลาร์ สะท้อนแรงกดดันจากหลายทิศทางที่กดขาลงของสกุลเงินภูมิภาคเอเชีย บทความนี้จะพาผู้อ่านวิเคราะห์ภาพรวมตลาดอัตราแลกเปลี่ยนโลกล่าสุด ตั้งแต่ทิศทางดอลลาร์ เงินยูโร เงินเยน ไปจนถึงผลกระทบที่มีต่อเงินบาทและนักลงทุนไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ดอลลาร์แข็งค่าแบบ “เปราะบาง” เฟดยังถือไพ่ไว้ในมือ ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ที่ปรับตัวขึ้นมาแตะระดับ 99.54 จุดเมื่อต้นเดือนมิถุนายน ดูเผินๆ เหมือนเป็นสัญญาณฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ตีความว่านี่คือการแข็งค่าแบบ “เปราะบาง” มากกว่าการพลิกฟื้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการวิเคราะห์ของ Cambridge Currencies พบว่าดัชนี DXY ซื้อขายอยู่ใกล้ระดับ 99 จุดในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ปรับขึ้นประมาณ 1% เมื่อเทียบกับต้นเดือน โดยปัจจัยหนุนหลักมาจากเงินเฟ้อสหรัฐที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายของเฟด และความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงหนุนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยเป็นระยะๆ ด้าน…

  • | |

    ตลาดโลกผวาสงครามฮอร์มุซ ดาวโจนส์แกว่งใกล้ 5.3 หมื่นจุด เฟดเหยี่ยวกดบาทอ่อน

    ตลาดการเงินทั่วโลกในสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวอยู่บนเส้นด้ายที่ตึงเครียด ระหว่างความหวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะยืนระยะได้ กับความกลัวว่าไฟสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ปะทุขึ้นอีกครั้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซจะลุกลามจนฉุดราคาน้ำมันและเงินเฟ้อพุ่งกลับ นักลงทุนต้องชั่งน้ำหนักระหว่างแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ฟื้นตัวแรง กับสัญญาณ ‘เหยี่ยว’ ของธนาคารกลางสหรัฐยุคใหม่ภายใต้การนำของเควิน วอร์ช ที่เปิดทางขึ้นดอกเบี้ยแทนที่จะลด ผลพวงทั้งหมดสะท้อนตรงมายังนักลงทุนไทยผ่านค่าเงินบาทที่อ่อนทะลุ 33 บาทต่อดอลลาร์ ราคาทองที่ผันผวน และต้นทุนพลังงานที่ยังทรงตัวสูง ภาพรวมของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทในการซื้อขายวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม ปิดบวกได้สำเร็จ โดยได้แรงหนุนหลักจากการดีดกลับของหุ้นผู้ผลิตชิปและการอ่อนตัวลงของราคาน้ำมัน ทำให้บรรยากาศการลงทุนคลายความตึงเครียดลงบางส่วน แม้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจะยังไม่มีทีท่าคลี่คลาย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ระดับ 52,487.41 จุด เพิ่มขึ้น 139.02 จุด หรือราว 0.27% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.81% ปิดที่ 7,543.64 จุด และดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีทะยานขึ้นถึง 1.30% ปิดที่ 26,206.89 จุด ตามรายงานของ CNBC สะท้อนว่าแรงซื้อกลับเข้าสู่กลุ่มเทคโนโลยีอย่างชัดเจนหลังเผชิญแรงเทขายในช่วงต้นสัปดาห์ บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทีละประเด็นสำคัญที่กำลังกำหนดทิศทางตลาดโลก ตั้งแต่การฟื้นตัวของหุ้นชิปและความเสี่ยงของฟองสบู่ปัญญาประดิษฐ์ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซกับราคาน้ำมันและทองคำ การเปลี่ยนขั้วนโยบายของเฟดยุควอร์ช ความเคลื่อนไหวของตลาดคริปโทเคอร์เรนซี ไปจนถึงพลวัตของค่าเงินและตลาดหุ้นเอเชีย พร้อมประเมินผลกระทบที่จับต้องได้ต่อพอร์ตการลงทุนของคนไทย…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *