เฟดเปลี่ยนยุค! “เควิน วอร์ช” รับตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่ง-ECB คุมเชิง
ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่บทใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เพิ่งผ่านการเปลี่ยนผู้นำครั้งประวัติศาสตร์ ขณะที่เงินเฟ้อในสหรัฐฯ กลับมาพุ่งสูงเกิน 3.8% ต่อปี และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็เลือกยืนดอกเบี้ยท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ยังคุกรุ่น สถานการณ์เหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงไทย ที่ต้องเฝ้าติดตามทิศทางนโยบายการเงินโลกอย่างใกล้ชิด
เฟดเปลี่ยนยุค: “เควิน วอร์ช” ขึ้นแท่นประธานคนที่ 17
วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติ 54 ต่อ 45 เสียง รับรองนายเควิน วอร์ช อายุ 56 ปี ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนที่ 17 สืบต่อจากเจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งครบวาระในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 การโหวตครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในมติที่มีความขัดแย้งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การแต่งตั้งประธานเฟด สะท้อนให้เห็นว่าความเป็นอิสระของธนาคารกลางกลายเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างเต็มตัว
วอร์ชได้รับการยืนยันจากวุฒิสภาเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 และจะเข้ารับตำแหน่งต่อจากพาวเวลล์ที่หมดวาระประธาน สิ่งที่น่าสนใจคือ พาวเวลล์จะยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการ Fed ต่อไป หลังการสืบสวนทางอาญาของกระทรวงยุติธรรมที่เกี่ยวกับการปรับปรุงอาคารสำนักงาน Fed ทำให้เขาตัดสินใจอยู่ต่อ โดยเขาย้ำว่าการโจมตีสถาบันเฟดคุกคามความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินโดยปราศจากปัจจัยทางการเมือง
ตลอดวาระที่สองของทรัมป์ เขาแสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายของพาวเวลล์อย่างเปิดเผย และการแต่งตั้งวอร์ชถือเป็นหมากสำคัญในการพยายามส่งอิทธิพลต่อทิศทางนโยบายการเงิน วอร์ชจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและฮาร์วาร์ด ก่อนทำงานในวาณิชธนกิจที่ Morgan Stanley และเคยดำรงตำแหน่งกรรมการเฟดมาก่อนในช่วงปี 2549–2554
ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก: วอร์ชอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยแทนที่จะลด
ประธานเฟดคนใหม่กำลังเผชิญกับความท้าทายที่ขัดแย้งกับความคาดหวังของตลาดอย่างสิ้นเชิง วอร์ชเข้ารับตำแหน่งในช่วงที่เงินเฟ้อในสหรัฐฯ ยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของเฟดมากว่า 5 ปี และยังถูกกดดันเพิ่มเติมจากภาษีนำเข้าและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ล่าสุดพุ่งขึ้น 3.8% ต่อปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 3.7% ขณะที่ CPI พื้นฐาน (ไม่รวมอาหารและพลังงาน) ปรับตัวขึ้น 2.8% นอกจากนี้ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ก็ออกมาร้อนแรงกว่าคาด ส่งสัญญาณว่าแรงกดดันเงินเฟ้อยังไม่หมดไป
ราคาน้ำมัน Brent อยู่เหนือ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI เกิน 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่การขาดดุลการคลังของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ อยู่ที่กว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีตามข้อมูลของ CBO
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าดอกเบี้ยจะทรงตัวในช่วงหลายเดือนข้างหน้า Bank of America คาดการณ์ว่าเฟดจะยังไม่ลดดอกเบี้ยจนกว่าจะเป็นช่วงครึ่งหลังของปี 2570 โดยอ้างถึงเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัวและตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่ง
เฟดคุมเชิงดอกเบี้ยสามครั้งติด: พาวเวลล์ส่งมอบมรดกอันซับซ้อน
การประชุม FOMC เดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งอาจเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของพาวเวลล์ในฐานะประธาน มีมติคงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่กรอบ 3.5%–3.75% ท่ามกลางการลงมติที่แตกแยกผิดปกติ โดยมีกรรมการถึง 4 คนออกเสียงไม่เห็นด้วย ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แน่นอนของทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต
สมาชิก FOMC ลงมติ 11 ต่อ 1 เสียงเพื่อรักษาอัตราดอกเบี้ยกองทุน Fed ไว้ที่ 3.5%–3.75% ในการประชุมเดือนมีนาคม โดยให้เหตุผลว่าเงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย แรงงานมีสัญญาณผสมผสาน และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ยากจะประเมิน
ตั้งแต่ปลายปี 2565 ถึงกลางปี 2566 เฟดขึ้นดอกเบี้ยอย่างเข้มข้นจนช่วยดึงเงินเฟ้อ PCE พื้นฐานจากจุดสูงสุดกว่า 5.5% ในปี 2565 มาอยู่ที่ 3.0% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แต่เป้าหมาย 2% ยังอยู่ไกล
พาวเวลล์แถลงในการแถลงข่าวครั้งสุดท้ายในฐานะประธานว่า ศูนย์กลางของคณะกรรมการกำหนดนโยบายกำลังเคลื่อนไปสู่ “จุดที่เป็นกลางมากขึ้น” นั่นคือการรอดูและห่างไกลจากการลดดอกเบี้ย ขณะที่ตลาดฟิวเจอร์สให้ความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคมที่ 20% และในเดือนธันวาคมที่ 30%
ECB ยืนดอกเบี้ย: ยุโรปเผชิญภาวะ “เศรษฐกิจชะลอ-เงินเฟ้อพุ่ง”
ฝั่งยุโรปก็ไม่ต่างกัน เมื่อ ECB ตัดสินใจคุมเชิงนโยบายการเงินเช่นกัน ECB คงอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (Deposit Facility Rate) ที่ 2% ในการประชุมเดือนเมษายน ถือเป็นการคงดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่สาม โดย ECB ระบุว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ขณะที่ความเสี่ยงด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง
ข้อมูลเบื้องต้นที่เปิดเผยออกมาในวันเดียวกับการประชุม ชี้ว่าเงินเฟ้อในยูโรโซนพุ่งขึ้นแตะ 3% ในเดือนเมษายน ขับเคลื่อนหลักจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ขณะที่การเติบโตของ GDP ชะลอตัวลงเหลือ 0.8% ต่อปีในไตรมาสแรกของปี 2569
การคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่ ECB ชี้ว่าเงินเฟ้อจะเฉลี่ยอยู่ที่ 2.6% ในปี 2569 และ 2.0% ในปี 2570 ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจคาดว่าจะอยู่ที่เพียง 0.9% ในปีนี้ โดยมีการปรับลดประมาณการลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์
ประธาน ECB คริสตีน ลาการ์ด กล่าวว่า “สงครามในตะวันออกกลางยังคงเป็นความเสี่ยงขาลงสำหรับเศรษฐกิจยูโรโซน บวกกับสภาพแวดล้อมนโยบายโลกที่ผันผวน” พร้อมยืนยันว่า ECB จะไม่ผูกมัดตนเองกับเส้นทางดอกเบี้ยใดๆ เป็นการล่วงหน้า และนักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองว่าการประชุมเดือนมิถุนายนอาจเป็นจุดที่ ECB ปรับขึ้นดอกเบี้ย 25 basis points สู่ระดับ 2.25%
ตลาดตอนนี้ให้น้ำหนักกับการขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งของ ECB ในปี 2569 โดยครั้งแรกอาจเกิดขึ้นเร็วสุดในเดือนมิถุนายน ซึ่งจะเป็นทิศทางที่ตรงข้ามกับสิ่งที่ตลาดคาดหวังต้นปีนี้อย่างสิ้นเชิง
มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: ความเสี่ยงสูง ความไม่แน่นอนสูงกว่า
นักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำมีมุมมองที่แตกต่างกัน แต่เห็นตรงกันในหนึ่งประเด็น นั่นคือความไม่แน่นอนอยู่ในระดับสูงผิดปกติ
นักวิเคราะห์จาก JPMorgan เตือนว่า “จะยังไม่มีเสียงส่วนใหญ่สนับสนุนการพิจารณาลดดอกเบี้ยอีกครั้ง จนกว่า Fed จะยืนยันได้ว่าเงินเฟ้อจากภาษีนำเข้ากำลังลดลง ราคาน้ำมันส่งผลต่อเนื่องเพียงชั่วคราว และภาคบริการหลักเริ่มเย็นลงอย่างต่อเนื่อง”
ศาสตราจารย์ Randall Kroszner จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งกรรมการเฟดร่วมกับวอร์ช กล่าวว่า “ประธานเฟดมีอำนาจในการโน้มน้าว แต่ก็ยังคงต้องโน้มน้าวกรรมการคนอื่นๆ อยู่ดี” สะท้อนว่าวอร์ชจะไม่สามารถเปลี่ยนนโยบายได้ตามใจชอบ
Yael Selfin หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ KPMG มองว่ามีโอกาสที่ดอกเบี้ยจะถูกปรับขึ้นในระยะใกล้ โดยชี้ว่าภาวะที่เงินเฟ้ออยู่เกือบ 4% ขณะที่อัตราว่างงานอยู่ที่ 4.3% ไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่ธนาคารกลางมักจะลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรง
ในฝั่งยุโรป Deutsche Bank มองว่าสถานการณ์พื้นฐานคือ ECB จะคงดอกเบี้ยที่ 2% ตลอดปี 2569 และการขยับครั้งต่อไปน่าจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงกลางปี 2570 โดยขับเคลื่อนด้วยนโยบายการคลังที่ผ่อนคลาย ตลาดแรงงานที่ตึงตัว และความเสี่ยงเงินเฟ้อในอนาคต
บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย
ภาพรวมนโยบายการเงินโลกในช่วงนี้สามารถสรุปได้ว่า โลกกำลังเผชิญกับ “กับดักของเงินเฟ้อ” ที่ธนาคารกลางหลักทั้ง Fed และ ECB ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้อย่างที่ตลาดเคยคาด เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูง กดดันทั้งเงินเฟ้อและการเติบโตพร้อมกัน
สำหรับนักลงทุนไทย มีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามดังนี้
ค่าเงินบาท: ดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูงที่ 3.5–3.75% และไม่มีสัญญาณลดลงในเร็วๆ นี้ ยังคงสนับสนุนค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อเงินบาท และเพิ่มต้นทุนการนำเข้าสินค้า รวมถึงราคาพลังงานในประเทศ
ตลาดหุ้น: ดอกเบี้ยที่สูงในระดับโลกส่งผลให้ความน่าดึงดูดของสินทรัพย์เสี่ยงลดลง นักลงทุนต่างชาติอาจชะลอการลงทุนในตลาดเกิดใหม่อย่างไทย หุ้นที่มีหนี้สูงหรือพึ่งพาต้นทุนทางการเงินต่ำจะยังคงได้รับแรงกดดัน
ราคาน้ำมัน: ราคา Brent เหนือ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระทบต้นทุนพลังงานในไทยโดยตรง ทั้งราคาน้ำมัน ก๊าซ และค่าไฟฟ้า ซึ่งจะไหลเข้าสู่ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชน
ทิศทาง กนง.: ธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะธนาคารกลางของไทยอาจเผชิญแรงกดดันจากทั้งเงินเฟ้อนำเข้า (จากราคาพลังงาน) และค่าเงินบาทที่อ่อนแอ ทำให้การลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
กลยุทธ์การลงทุน: ในภาวะที่ดอกเบี้ยโลกยังสูงและมีความไม่แน่นอนสูง สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคงที่อย่างพันธบัตรรัฐบาล กองทุนตลาดเงิน หรือหุ้นกลุ่มพลังงานที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันสูง อาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในช่วงนี้ ขณะที่ควรระวังหุ้นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยสูง เช่น อสังหาริมทรัพย์และพลังงานทดแทน
ยุคสมัยใหม่ของ Fed ภายใต้ “เควิน วอร์ช” เพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้าไม่ได้เล็กน้อยแต่อย่างใด การจับตาสัญญาณจากการประชุม FOMC ครั้งถัดไปในเดือนมิถุนายน รวมถึงการประชุม ECB ในช่วงเดียวกัน จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าธนาคารกลางโลกจะเดินเกมนโยบายการเงินในทิศทางไหน
