ดอลลาร์สหรัฐร่วง ยูโร-เยนพุ่ง ส่งผลบาทไทยและนักลงทุนอย่างไร
|

ดอลลาร์สหรัฐร่วง ยูโร-เยนพุ่ง ส่งผลบาทไทยและนักลงทุนอย่างไร

ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนโลกกำลังเผชิญกับพายุที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายปี เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026 ดอลลาร์สหรัฐยังคงถูกกดดันจากสามทิศทางพร้อมกัน ได้แก่ ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่เพิ่งขู่จะขึ้นภาษีสหภาพยุโรปถึง 50% แล้วยื้อเส้นตายออกไปจนถึงวันที่ 9 กรกฎาคม ความคาดหวังในตลาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะยังคงเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อ และการฟื้นตัวที่น่าจับตาของเยนญี่ปุ่นท่ามกลางนโยบายการเงินขาขึ้นของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ขณะที่บาทไทยก็ยืนอยู่บนเส้นด้าย ท่ามกลางพลวัตเหล่านี้ นักลงทุนและนักธุรกิจไทยต้องทำความเข้าใจแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังเพื่อรับมือกับความผันผวนที่อาจยืดเยื้อออกไปอีกหลายเดือน

ดอลลาร์อ่อนค่าต่อเนื่อง: ระหว่างสงครามภาษีและความเชื่อมั่นที่สั่นคลอน

หัวใจของความปั่นป่วนในตลาด Forex ในช่วงนี้คือการกลับมาของ “สงครามภาษี 2.0” ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง ดอลลาร์สหรัฐยังคงอ่อนค่าลงต่อเนื่องในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อนักลงทุนยังคงระมัดระวังต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ หลังประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาขู่คำรามเรื่องภาษีนำเข้าอีกครั้ง

ทรัมป์ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่าจะแนะนำให้เก็บภาษีนำเข้าสหภาพยุโรปในอัตรา “ตรงๆ 50 เปอร์เซ็นต์” โดยระบุว่าการเจรจากำลัง “ไปไม่ถึงไหน” ก่อนที่ในวันอาทิตย์ เขาจะประกาศตกลงขยายเส้นตายการเรียกเก็บภาษี 50% ออกไปจนถึงวันที่ 9 กรกฎาคม หลังได้คุยโทรศัพท์กับประธานคณะกรรมาธิการยุโรป อูร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน

ท่าทีที่แกว่งไปมาของทรัมป์ในช่วงเวลาเพียงสองวันทำให้ตลาดเงินตราต้องรับมือกับความผันผวนอย่างหนัก ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) แกว่งตัวอยู่บริเวณ 99 จุด ขณะที่นักลงทุนจับตาความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันและแรงกดดันเงินเฟ้อได้

นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ตั้งข้อสังเกตว่าพฤติกรรมของดอลลาร์ในยุคนี้ต่างจากอดีตอย่างชัดเจน เอริก เบรการ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความเสี่ยง Forex จาก Silver Gold Bull ในโตรอนโต ระบุว่า หนึ่งในความท้าทายที่เขาพบในตลาด Forex ยุคหลังมาตรการภาษีนำเข้าแบบตอบโต้ คือเราไม่ได้เห็นพฤติกรรม “Risk-on, Risk-off” แบบดั้งเดิมที่ดอลลาร์มักแข็งค่าเมื่อตลาดกลัวและอ่อนค่าเมื่อตลาดกล้าอีกต่อไป

สิ่งนี้บ่งชี้ว่าดอลลาร์กำลังสูญเสียสถานะ “Safe Haven” ที่เคยยึดครองมาหลายทศวรรษ ตามข้อมูลของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ปริมาณการซื้อขาย Forex พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวันในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งสะท้อนถึงระดับความตื่นตระหนกของตลาดที่เคยตกใจกับขนาดของภาษีนำเข้าของทรัมป์และรีบป้องกันความเสี่ยงค่าเงินหลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว

ยูโรขึ้นทะยาน แต่เส้นทางข้างหน้ายังขรุขระ

สกุลเงินที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากความอ่อนแอของดอลลาร์คือยูโร ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา ยูโรแข็งค่าขึ้นกว่า 11% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ นับตั้งแต่ต้นปี 2025 และยังมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากนโยบายการคลังของเยอรมนีที่กำลังเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและโครงสร้างพื้นฐาน

คู่เงิน EUR/USD พุ่งขึ้นสู่ระดับ 1.1415 ในช่วงต้นสัปดาห์ เพิ่มขึ้น 0.48% ในวันเดียว หลังทรัมป์ขยายเส้นตายภาษี 50% ออกไปจนถึงวันที่ 9 กรกฎาคม ซึ่งช่วยพยุงค่าเงินยูโรในระยะสั้น ก่อนหน้านี้ Bloomberg รายงานว่าการขู่ขึ้นภาษี 50% ของทรัมป์จะกระทบการค้าระหว่างสหรัฐ-สหภาพยุโรปมูลค่า 321,000 ล้านดอลลาร์ และอาจกดดัน GDP สหรัฐให้หดตัวเกือบ 0.6%

อย่างไรก็ตาม ทิศทางของยูโรในระยะกลางยังคงไม่ชัดเจนนัก สมาชิกคณะกรรมการนโยบายการเงิน ECB ยานนิส สตูร์นาราส ระบุว่า ธนาคารกลางยุโรปอาจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ระยะหนึ่งหลังปรับลดในเดือนมิถุนายน โดย ECB จะยังคงใช้แนวทางพิจารณาตามการประชุมและข้อมูล ทั้งนี้ ตลาดได้ตั้งราคาว่ามีโอกาสเกือบ 90% ที่ ECB จะปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 5 มิถุนายน

สำหรับแนวโน้มระยะยาว ABN AMRO ประเมินว่าดอลลาร์ยังคงถูกประเมินมูลค่าสูงเกินจริง และอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ในปี 2026 โดยมีปัจจัยหนุนยูโรจากสองด้าน คือ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย Fed-ECB ที่กำลังแคบลง และแผนเพิ่มงบประมาณกลาโหมและโครงสร้างพื้นฐานของเยอรมนีที่จะหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ปัญหาการคลังของฝรั่งเศสอาจเป็นปัจจัยฉุดรั้งการแข็งค่าของยูโร

MUFG คาดว่าดอลลาร์จะอ่อนค่าลงอีกประมาณ 5% ในปี 2026 วัดจากดัชนี DXY โดยประเมินว่า EUR/USD อาจแตะระดับ 1.2400 และ USD/JPY อาจลดลงสู่ระดับ 146 ณ สิ้นปี 2026 ตัวเลขเหล่านี้แตกต่างจากปัจจุบันค่อนข้างมาก และสะท้อนว่าตลาดกำลังเดิมพันกับการเปลี่ยนทิศทางครั้งใหญ่ของดอลลาร์

เยนญี่ปุ่นในวังวนระหว่าง BOJ และแรงกดดันภายนอก

เยนญี่ปุ่นคือสกุลเงินที่มีเรื่องราวซับซ้อนที่สุดในวงการ Forex ขณะนี้ ตลอดปี 2025 เยนแข็งค่าขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์ แต่อ่อนค่าลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับยูโร จากระดับ 163 เยนต่อยูโร มาอยู่ที่กว่า 182-183 เยนต่อยูโร

ญี่ปุ่นเผชิญกับความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน โดยรายงานระบุว่าญี่ปุ่นใช้เงินถึง 10 ล้านล้านเยนเพื่อเข้าแทรกแซงค่าเงินในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม อย่างไรก็ดี ยังมีสัญญาณบวกจากเศรษฐกิจที่เติบโต 2.1% (annualized) ในไตรมาสแรกของปี 2026 ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง

ตัวแปรสำคัญคือนโยบายของ BOJ นักวิเคราะห์ ING คาดว่า BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไปในเดือนตุลาคม 2026 หากเยนยังแข็งค่าอยู่ใต้ระดับ 155 เยนต่อดอลลาร์ แต่หากเยนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องและดันราคานำเข้าให้สูงขึ้น อาจเร่งให้ BOJ ขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้นเป็นไตรมาสที่ 2 ของปี 2026

MUFG คาดว่า BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยสองครั้งในปี 2026 ในจังหวะทุก 6 เดือน ดันอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นสู่ระดับ 1.25% ณ สิ้นปี 2026 ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่นลงอย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่น่าสนใจคือบทบาทของเยนในดัชนีดอลลาร์ เยนมีน้ำหนักถึง 13.6% ในตะกร้า DXY หากเยนแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นั่นอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้ทรัมป์บรรลุเป้าหมายในการดัน DXY ให้อ่อนค่าลงตามที่เขาต้องการ อย่างไรก็ดี หากเกิดการคลายตัวของ Carry Trade ขนาดใหญ่ ย่อมส่งผลลบต่อตลาดหุ้นโลกด้วย

ในทางเทคนิค บรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่า หากธนาคารกลางสหรัฐมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น USD/JPY อาจเคลื่อนตัวลงสู่ระดับ 140 ในขอบเขต 6-12 เดือน ซึ่งนั่นหมายความว่าเยนอาจแข็งค่าขึ้นได้อีกกว่า 10% จากระดับปัจจุบัน

บาทไทย: สกุลเงินที่อยู่ระหว่างแรงกดดันภายในและภายนอก

ท่ามกลางความวุ่นวายของค่าเงินโลก บาทไทยมีสถานการณ์เฉพาะของตัวเองที่ทั้งสะท้อนและต่างออกจากเทรนด์โลก อัตราแลกเปลี่ยน USD/THB อยู่ที่ 32.6010 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ลดลง 0.27% จากวันก่อน โดยในช่วงเดือนที่ผ่านมาบาทอ่อนค่าลง 0.31% แต่ยังแข็งค่าขึ้น 0.36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

เจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ไทยกำลังล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเนื่องจากความต้องการในประเทศที่อ่อนแอ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนทางการเมือง นอกจากนี้ยังเตือนว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อาจกดดันการเติบโตต่อไป ผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นและการบั่นทอนอำนาจซื้อ ขณะที่การท่องเที่ยวอาจชะลอตัวลงด้วย

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในช่วงที่เหลือของปี นักวิเคราะห์จากหลายสำนักคาดการณ์ว่า USD/THB อาจขึ้นไปแตะระดับ 32.672 ภายในเดือนมิถุนายน 2026 ก่อนจะค่อยๆ ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 31.830 ณ สิ้นปี 2026 ซึ่งหมายความว่าบาทอาจแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายปี หากดอลลาร์อ่อนค่าตามที่ตลาดคาด

ประเด็นที่ผู้ประกอบการไทยต้องจับตาเป็นพิเศษคือผลกระทบของภาษีนำเข้าสหรัฐ สหรัฐได้กำหนดภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตรา 19% มีผลตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม ลดลงจากอัตรา 36% ที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้า แต่ยังคงสูงกว่าอัตรา 10% ที่ใช้ในเดือนเมษายน โดยกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบมากกว่าได้แก่ เครื่องจักร ชิ้นส่วนยานยนต์ ยางพารา และเสื้อผ้า

ในฐานะส่วนหนึ่งของข้อตกลงสหรัฐ-ไทย ไทยให้คำมั่นว่าจะลดส่วนเกินดุลการค้ากับสหรัฐ 70% ของมูลค่า 46,000 ล้านดอลลาร์ในระยะ 5 ปี ด้วยการเพิ่มการนำเข้าพลังงาน เกษตร และอากาศยานจากสหรัฐ ซึ่งอาจกดดันดุลการค้าไทย แต่การกระจายแหล่งซัพพลายเชนอาจช่วยบรรเทาได้บางส่วน

ธนาคารกลางโลก: ความแตกต่างที่กำหนดทิศทางค่าเงิน

หัวใจสำคัญของความเคลื่อนไหวในตลาด Forex คือความแตกต่างของนโยบายการเงินระหว่างธนาคารกลางหลักของโลก ซึ่งกำลังเดินในเส้นทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนในปี 2026 นี้

Federal Reserve: บิล เมิร์ซ หัวหน้าฝ่ายวิจัยตลาดทุนของ U.S. Bank Asset Management Group อธิบายว่า ความคาดหวังในการลดดอกเบี้ยของ Fed ส่งผลต่อดอลลาร์ผ่านการเปลี่ยนแปลงกระแสทุนโลก ตลาดกำลังชั่งน้ำหนักการลดดอกเบี้ยที่อาจเกิดขึ้นของ Fed ในช่วงที่เหลือของปี เทียบกับเส้นทางนโยบายของธนาคารกลางอื่น หาก ECB, BOJ และ Bank of England คงดอกเบี้ยสูงกว่า นั่นอาจจำกัดการอ่อนค่าของดอลลาร์

Cambridge Currencies คาดการณ์ว่าดัชนี DXY จะซื้อขายในช่วง 90-100 ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2026 โดย Goldman Sachs คาดว่า DXY จะอยู่ในระดับต่ำ 90 ในไตรมาส 4 ซึ่งกิจกรรมสำคัญที่ตลาดจับตา ได้แก่ การประชุม FOMC วันที่ 16-17 มิถุนายน และวันที่ 28-29 กรกฎาคม

ธนาคารกลางยุโรป (ECB): ตลาดกำลังเผชิญกับความสับสน เมื่อ ECB อาจต้องเลือกระหว่างการปกป้องการเติบโตด้วยการลดดอกเบี้ย กับการรับมือแรงกดดันเงินเฟ้อที่อาจมาจากภาษีนำเข้าของสหรัฐ สำหรับปี 2026 นั้น ECB ดูเหมือนจะมีนโยบายที่ “ฝืน” ทิศทางของ Fed ซึ่งอาจเป็นแรงหนุนให้ยูโรแข็งค่าขึ้นได้อีก

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ): เป็นตัวแปรที่น่าสนใจที่สุด เพราะกำลังเดินในทิศทางตรงข้ามกับทั่วโลก ในขณะที่ธนาคารกลางอื่นกำลังคิดจะผ่อนคลาย BOJ กลับกำลังขึ้นดอกเบี้ย CNBC รายงานว่าอัตราเงินเฟ้อ core ของญี่ปุ่นชะลอตัวลง แต่นักวิเคราะห์จาก DBS ชี้ว่าการที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัว 2.1% ในไตรมาสแรกดีกว่าคาด อาจให้ BOJ มีความมั่นใจพอที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้

ผลกระทบต่อตลาดทุนและนักลงทุนไทย: โอกาสในกลุ่มหุ้นส่งออก ความเสี่ยงในกลุ่มนำเข้า

สถานการณ์ค่าเงินที่ซับซ้อนในปัจจุบันมีนัยสำคัญต่อนักลงทุนไทยหลายด้าน ทั้งในแง่ของพอร์ตการลงทุนและธุรกิจในชีวิตประจำวัน

กลุ่มส่งออก: บริษัทไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน การอ่อนค่าของดอลลาร์อาจส่งผลเชิงลบต่อรายได้ที่วัดเป็นบาท ในทางกลับกัน หากบาทอ่อนค่าลงในระยะสั้นตามที่คาด ผู้ส่งออกไทยอาจได้ประโยชน์จากความสามารถในการแข่งขันด้านราคาที่ดีขึ้น

ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยางพาราและชิ้นส่วนยานยนต์ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะเป็นกลุ่มที่ระบุว่าอาจถูกกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐในอัตรา 19% ซึ่งอาจบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันกับสินค้าจากประเทศที่มีภาษีต่ำกว่า แม้อัตรา 19% จะใกล้เคียงกับประเทศ ASEAN อื่นๆ ซึ่งยังช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันสัมพัทธ์ไว้ได้

กลุ่มนำเข้าและพลังงาน: ธุรกิจที่นำเข้าสินค้าจากสหรัฐและยุโรปอาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าในระยะสั้น หากดอลลาร์อ่อนค่าตามคาด แต่ต้องระวังความผันผวนระหว่างทาง โดยเฉพาะหากการเจรจาภาษีสหรัฐ-สหภาพยุโรปสะดุด

การลงทุนในต่างประเทศ: สำหรับนักลงทุนไทยที่ถือหุ้นสหรัฐหรือกองทุน FIF ที่ลงทุนในสินทรัพย์ดอลลาร์ ต้องพิจารณาความเสี่ยงจากค่าเงินอย่างระมัดระวัง หากดอลลาร์อ่อนค่าลงตามที่หลายสำนักคาด กำไรจากหุ้นสหรัฐในสกุลดอลลาร์อาจถูกลบล้างบางส่วนเมื่อแปลงกลับเป็นบาท

ตราสารหนี้: ตลาดพันธบัตรทั่วโลกกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยน โดยเฉพาะในญี่ปุ่น ที่ BOJ กำลังเดินหน้าปรับนโยบาย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี (JGB) ทะลุระดับ 2% แล้ว ซึ่งก่อให้เกิดคำถามว่าหากเยนแข็งค่าขึ้นอย่างมาก จะเกิดการคลายตัวของ Carry Trade ขนาดใหญ่ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกหรือไม่

กองทุนทองคำและ Safe Haven: ในช่วงที่ดอลลาร์อ่อนแอและความไม่แน่นอนยังสูง ทองคำมักเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนหันหาเป็นที่หลบภัย แม้ว่าการคาดการณ์ระยะยาวจะชี้ว่าตลาดอาจไม่ได้เห็นการพุ่งขึ้นแบบเดียวกับปี 2025 แต่การถือครองทองคำบางส่วนในพอร์ตยังคงมีความหมายในสภาวะไม่แน่นอนเช่นนี้

สรุป: ฉากทัศน์สำหรับครึ่งปีหลัง 2026

ภาพรวมของตลาด Forex ในช่วงครึ่งปีที่เหลือของ 2026 กำลังจะถูกกำหนดโดยสามปัจจัยหลักที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ปัจจัยแรก คือผลลัพธ์ของการเจรจาภาษีสหรัฐ-สหภาพยุโรปก่อนเส้นตาย 9 กรกฎาคม หากทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงลดภาษี ยูโรอาจแข็งค่าขึ้นอีก และดอลลาร์อาจอ่อนค่าลงเร็วกว่าคาด แต่หากการเจรจาล้มเหลวและทรัมป์ใช้มาตรการ 50% จริง ตลาดจะเจอความผันผวนครั้งใหม่

ปัจจัยที่สอง คือจังหวะการลดดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางดอลลาร์ระยะกลาง หากเฟดลดดอกเบี้ยเร็วและแรงกว่าที่ตลาดคาด ดอลลาร์จะอ่อนค่าต่อ และสกุลเงินเอเชียรวมถึงบาทจะได้รับแรงหนุน

ปัจจัยที่สาม คือความเคลื่อนไหวของ BOJ ซึ่งหากขึ้นดอกเบี้ยตามกำหนดในไตรมาส 4 ปี 2026 จะดึงให้เยนแข็งค่าขึ้น และกระทบตลาด Carry Trade ทั่วโลก ซึ่งรวมถึงกระแสเงินทุนในเอเชียด้วย

สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการไทย กลยุทธ์ที่เหมาะสมในสภาวะนี้คือการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินผ่านเครื่องมือ Forward Contract หรือ Options สำหรับธุรกรรมสำคัญ กระจายพอร์ตไปยังสินทรัพย์หลายสกุลเงิน และหลีกเลี่ยงการเดิมพันทิศทางค่าเงินระยะสั้นในตลาดที่ยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของนโยบายที่ไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการค้า การเงิน หรือภูมิรัฐศาสตร์

ดอลลาร์สหรัฐที่เคยครองโลกมาหลายทศวรรษกำลังอยู่ในช่วงการทดสอบอัตลักษณ์ครั้งสำคัญ และทิศทางของมันในครึ่งปีหลัง 2026 จะเป็นบทพิสูจน์ว่าโลกการเงินกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่สมดุลอำนาจกระจายออกไปมากขึ้น หรือดอลลาร์ยังคงครองบัลลังก์ต่อไป

Similar Posts

  • | |

    เศรษฐกิจโลกเดือด: เฟดคงดอกเบี้ย น้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อกลับมา กระทบหุ้นไทย

    สัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม 2569 กลายเป็นหนึ่งในช่วงที่ตลาดการเงินโลกผันผวนรุนแรงที่สุดของปี เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% เป็นครั้งที่ห้าติดต่อกัน ด้วยมติที่แตกเป็น 9 ต่อ 3 เสียง ท่ามกลางเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัวจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นกว่า 23% ในเดือนเดียว ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวเพียง 1.5% ในไตรมาสสอง ต่ำกว่าที่ตลาดคาด และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยืดเยื้อ และความเสี่ยงที่ธนาคารกลางทั่วโลกอาจตกอยู่ในภาวะ “ตามหลัง” เงินเฟ้ออีกครั้ง เฟดคงดอกเบี้ยครั้งที่ 5 ท่ามกลาง “ศึกในครอบครัว” — วอร์ชยืนกรานเป้า 2% เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ต่อเนื่องเป็นการประชุมครั้งที่ห้า นับเป็นการตอกย้ำท่าทีระมัดระวังของเฟดตลอดทั้งปี หลังจากที่ปรับลดดอกเบี้ยไปสามครั้งในช่วงปลายปี 2568 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้การประชุมครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ คือความเห็นที่แตกแยกภายในคณะกรรมการอย่างชัดเจน โดยมีกรรมการถึงสามคนลงมติคัดค้าน ต้องการให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยทันที 0.25% กรรมการที่ลงมติสวนทาง…

  • |

    การส่งออกของสหราชอาณาจักรไปสหรัฐฯ ดิ่งลง 25% หลัง ทรัมป์ ประกาศภาษีนำเข้าชุด “Liberation Day”

    ผลกระทบของนโยบายภาษีนำเข้าที่ก้าวร้าวที่สุดในประวัติศาสตร์การค้าสมัยใหม่เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนในตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ เมื่อสำนักงานสถิติแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (ONS) รายงานในวันศุกร์ว่า สินค้าส่งออกของสหราชอาณาจักรที่ส่งไปยังสหรัฐอเมริกา ไม่รวมโลหะมีค่า ลดลงถึง 1,500 ล้านปอนด์ หรือ 24.7% หลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษีนำเข้าชุดที่เขาเรียกว่า “Liberation Day” ในเดือนเมษายน 2568 และยอดส่งออกยังคงซบเซาต่อเนื่องมานับตั้งแต่นั้น ตัวเลขที่ออกมานี้ไม่ใช่เพียงสถิติทางเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง แต่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของผลกระทบจริงที่ธุรกิจและแรงงานชาวอังกฤษกำลังเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน และยังตั้งคำถามสำคัญว่าข้อตกลงการค้าที่สหราชอาณาจักรเจรจาได้เป็นรายแรกกับรัฐบาล ทรัมป์ นั้นเพียงพอที่จะปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอังกฤษได้มากน้อยแค่ไหน ขนาดของความเสียหาย: ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือผลกระทบในโลกจริง การลดลง 25% ของมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ อาจฟังดูเป็นตัวเลขนามธรรม แต่เมื่อพิจารณาว่า สหรัฐอเมริกาคือตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร ความสำคัญของตัวเลขนี้จึงยิ่งใหญ่ขึ้นอย่างมากในเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาค ผลกระทบที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษคือในภาคยานยนต์ โดย ONS ระบุว่า การส่งออกรถยนต์จากสหราชอาณาจักรไปยังสหรัฐฯ ลดลงและยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนมีภาษีนำเข้า ตลอด 12 เดือนนับตั้งแต่เมษายน 2568 อุตสาหกรรมยานยนต์ของอังกฤษซึ่งมีศูนย์กลางที่โรงงานหลายแห่งในภาคกลางและภาคเหนือของประเทศ เป็นแหล่งจ้างงานสำคัญที่มีความเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนในวงกว้าง การที่ยอดส่งออกยังคงซบเซาต่อเนื่องบ่งชี้ว่าปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับตัวชั่วคราว แต่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืนกว่านั้นมาก สิ่งที่ซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงคือในขณะที่การส่งออกดิ่งลง การนำเข้าสินค้ากลับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี 2569 ส่งผลให้สหราชอาณาจักร ขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ ติดต่อกันสามเดือนติดต่อกัน…

  • | |

    วอลล์สตรีทถอยจากจุดสูงสุด น้ำมันพุ่ง บอนด์ยีลด์ทะยาน ก่อนเปิดรายงานเฟด

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยอาการ “ถอยเพื่อตั้งหลัก” หลังไต่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันในสัปดาห์ก่อนหน้า โดยแรงกดดันหลักมาจากสามปัจจัยที่ประดังเข้ามาพร้อมกัน ได้แก่ ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจากความไม่แน่นอนของวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวที่ทะยานแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ และความกังวลต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ที่ตลาดยังอ่านทางไม่ออก ท่ามกลางกระแสการลงทุนในหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังคงเป็นเสาค้ำยันสำคัญเพียงหนึ่งเดียวที่พยุงบรรยากาศไม่ให้ทรุดลงแรง ในการซื้อขายวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2026 ดัชนีหลักทั้งสามตัวของวอลล์สตรีทปิดในแดนลบพร้อมกัน ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ร่วงลง 272.63 จุด หรือราว 0.51% ปิดที่ 53,459.78 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นมาตรวัดตลาดในวงกว้าง ลดลง 0.52% มาอยู่ที่ 7,745.06 จุด และดัชนี Nasdaq Composite ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยี ปรับลง 0.32% ปิดที่ 26,644.91…

  • คู่มือพื้นฐานการลงทุนฉบับเข้าใจง่าย: เรียนรู้สินทรัพย์และบันไดความเสี่ยงก่อนเริ่มลงทุน

    สำหรับหลายคน “การลงทุน” อาจดูเหมือนเป็นเรื่องซับซ้อน เต็มไปด้วยศัพท์เทคนิค ตัวเลข และกลยุทธ์ที่เข้าใจยาก จนทำให้รู้สึกว่าการเริ่มต้นนั้นยากเกินไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว การลงทุนที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้สูตรคณิตศาสตร์ขั้นสูง หรือเทคนิคที่ซับซ้อนเหมือนในภาพยนตร์เกี่ยวกับ Wall Street เลย สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความเข้าใจพื้นฐาน” และการมีวินัยในการลงทุนระยะยาว หัวใจของการเริ่มต้นลงทุนอยู่ที่การเข้าใจว่า สินทรัพย์แต่ละประเภท (Asset Classes) คืออะไร มีความเสี่ยงและผลตอบแทนแบบไหน และควรนำมาจัดพอร์ตอย่างไรให้เหมาะกับเป้าหมายของเรา ตั้งแต่เงินฝากที่ปลอดภัย ไปจนถึงหุ้นหรือการลงทุนทางเลือกที่มีความผันผวนสูง ทุกอย่างสามารถจัดเรียงได้บนสิ่งที่เรียกว่า “บันไดความเสี่ยงของการลงทุน (Investment Risk Ladder)” ซึ่งจะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของโลกการลงทุนได้ชัดเจนมากขึ้น บันไดความเสี่ยงของการลงทุนคืออะไร? บันไดความเสี่ยงคือแนวคิดที่ใช้จัดลำดับสินทรัพย์จาก “ความเสี่ยงต่ำ” ไปสู่ “ความเสี่ยงสูง” โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งความเสี่ยงสูง โอกาสในการได้ผลตอบแทนก็ยิ่งสูงตามไปด้วย แต่ก็มีโอกาสขาดทุนมากขึ้นเช่นกัน การเข้าใจลำดับนี้จะช่วยให้คุณสามารถเลือกการลงทุนที่เหมาะกับตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ต้องการความปลอดภัย หรือคนที่พร้อมรับความเสี่ยงเพื่อการเติบโต เงินสด (Cash): จุดเริ่มต้นของทุกการลงทุน เงินสดหรือเงินฝากธนาคารถือเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุด เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น เพราะ: อย่างไรก็ตาม ข้อเสียสำคัญคือ ผลตอบแทนต่ำ และมักไม่สามารถเอาชนะ “เงินเฟ้อ” ได้…

  • วอลล์สตรีทปิดลบ หุ้นชิปฉุดตลาด TSMC กำไรทุบสถิติ Netflix ดิ่ง 8%

    หลังแรงเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลับมากดดันตลาดอีกครั้ง แม้บริษัทผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่อย่าง TSMC จะรายงานกำไรทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ตาม ขณะเดียวกัน Netflix ก็สร้างความผิดหวังด้วยรายได้ที่พลาดเป้าและแนวโน้มไตรมาสหน้าที่อ่อนแอ ส่งผลให้ราคาหุ้นดิ่งลงกว่า 8% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ ท่ามกลางแรงกดดันจากนโยบายการเงินที่ยังคงเข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคุกรุ่น ภาพรวมการซื้อขายในวันพฤหัสบดีสะท้อนภาวะ “ความคาดหวังสูงเกินไป” ที่ครอบงำตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นักลงทุนเผชิญกับความย้อนแย้งที่น่าสนใจ กล่าวคือ ผลประกอบการของบริษัทชั้นนำหลายแห่งออกมาแข็งแกร่งเกินคาด แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลดลง ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าตลาดได้ซึมซับข่าวดีเข้าไปในราคาไปมากแล้ว (priced in) และกำลังมองหาปัจจัยกระตุ้นใหม่ที่จะผลักดันดัชนีให้ทำจุดสูงสุดใหม่ต่อไป ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ระดับ 52,552.97 จุด ลดลง 105.67 จุด หรือราว 0.20% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง 0.51% และดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยี ร่วงลงหนักที่สุดถึง 1.47% ด้านดัชนี Russell 2000…

  • | |

    วอลล์สตรีทปิดสัปดาห์แดง! พายุพันธบัตร-น้ำมัน-เฟดถล่มหุ้นสหรัฐ

    บทวิเคราะห์ชิ้นนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทุกแรงขับเคลื่อนที่เกิดขึ้นในสัปดาห์แห่งความปั่นป่วน ตั้งแต่กลไกในตลาดตราสารหนี้ ไปจนถึงสมรภูมิพลังงาน คริปโทเคอร์เรนซีที่สวนกระแสพุ่งแรง ทองคำที่ยืนเหนือระดับสูงสุด และที่สำคัญที่สุดคือ “ผลกระทบที่ส่งตรงถึงกระเป๋าเงินของนักลงทุนไทย” ในทุกมิติ สิ่งที่ทำให้สัปดาห์นี้แตกต่างจากช่วงก่อนหน้า คือการที่ตลาดต้องเผชิญ “แรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน” (multiple headwinds) ในเวลาเดียวกัน แทนที่จะเป็นปัจจัยเดี่ยว ๆ ที่ตลาดพอจะรับมือได้ ทั้งความเสี่ยงด้านการคลัง ความเสี่ยงด้านนโยบายการเงิน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความกังวลเรื่องมูลค่าหุ้นที่ตึงตัว ได้ประดังเข้ามาในจังหวะเดียวกัน จนทำให้ความสงบในช่วงต้นเดือนสิงหาคมกลายเป็นเพียงความสงบก่อนพายุ และเปิดฉากสู่ช่วงเวลาที่นักลงทุนต้องกลับมาให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอย่างจริงจังอีกครั้ง 1. ภาพรวมสัปดาห์: สามดัชนีปิดลบยกแผง แม้วันศุกร์ดีดกลับ บรรยากาศการซื้อขายในสัปดาห์ที่ผ่านมาสะท้อนคำว่า “กระตุกขึ้น-ทรุดลง” ได้อย่างชัดเจน ตลาดเปิดสัปดาห์ด้วยแรงขายต่อเนื่อง ก่อนจะสลับบวก-ลบรายวันตามข่าวสารที่ไหลเข้ามาอย่างไม่หยุด และแม้จะจบสัปดาห์ด้วยการฟื้นตัว แต่ก็ไม่เพียงพอจะลบล้างความเสียหายสะสมได้ ในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม ดัชนี S&P 500 ปิดบวก 0.43% ที่ระดับ 7,674.37 จุด ดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต บวก 0.43% ปิดที่ 26,180.45 จุด ขณะที่ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์เป็นพระเอกของวัน ด้วยการพุ่งขึ้นถึง…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *