วิกฤตฮอร์มุซเขย่าตลาดโภคภัณฑ์โลก: ทองคำ เงิน และน้ำมัน ในพายุภูมิรัฐศาสตร์ปี 2026
|

วิกฤตฮอร์มุซเขย่าตลาดโภคภัณฑ์โลก: ทองคำ เงิน และน้ำมัน ในพายุภูมิรัฐศาสตร์ปี 2026

ตลาดโภคภัณฑ์โลกกำลังเผชิญกับพายุที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซอันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่เริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้กลายเป็นแรงกระแทกอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดพลังงานยุคใหม่ ผลสะเทือนลุกลามออกไปไกลกว่าแค่ราคาน้ำมัน — ทองคำที่เคยพุ่งทะยานในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยกลับต้องพลิกทิศ เงินกลายเป็นตัวแปรที่ซับซ้อนระหว่างอุปสงค์อุตสาหกรรมและแรงขายทำกำไร ขณะที่ประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิกำลังแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นในทุกมิติ

ณ วันที่ 27-28 พฤษภาคม 2026 ตลาดกำลังลุ้นกับสัญญาณที่ยังสับสน: ราคาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ ดิ่งลงต่ำกว่า 89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังมีรายงานว่าอิหร่านพร้อมฟื้นฟูการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซภายในหนึ่งเดือนหลังบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ แต่ตลาดยังคงระแวดระวัง หลังทำเนียบขาวออกมาปฏิเสธว่ารายงานดังกล่าวเป็น “การสร้างข้อมูลเท็จโดยสิ้นเชิง” ความผันผวนของเหตุการณ์แต่ละชั่วโมงในสัปดาห์นี้สะท้อนว่าตลาดพลังงานโลกยังไม่เห็นทางออกที่ชัดเจนในเร็ววัน

วิกฤตฮอร์มุซ: แรงกระแทกอุปทานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์พลังงาน

ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2026 กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ ข่มขู่และโจมตีเรือที่พยายามเดินผ่านช่องแคบ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักสำหรับน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ส่งออกสู่ตลาดโลก.

ในแง่ของปริมาณอุปทานที่หายไป การปิดช่องแคบฮอร์มุซปี 2026 ถือเป็นวิกฤตอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันยุคใหม่ เมื่อวัดจากปริมาณน้ำมันที่หายออกจากระบบ ซึ่งหนักกว่าทั้งวิกฤตน้ำมันปี 1973 และการปฏิวัติอิหร่านปี 1979

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุในรายงานตลาดน้ำมันเดือนพฤษภาคมว่า อุปทานน้ำมันโลกลดลงอีก 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน รวมการสูญเสียทั้งหมดตั้งแต่กุมภาพันธ์แตะ 12.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยผลผลิตจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียที่ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบต่ำกว่าระดับก่อนสงครามถึง 14.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน

สำนักงานสารสนเทศพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยในรายงานเดือนพฤษภาคมว่า ราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยอยู่ที่ 117 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนเมษายน ซึ่งสูงกว่าเดือนกุมภาพันธ์ถึง 46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเป็นราคาเฉลี่ยรายเดือนสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022 หลังรัสเซียบุกยูเครน โดยราคาในช่วงพีคสูงสุดแตะ 138 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันที่ 7 เมษายน

Goldman Sachs ปรับการประเมินใหม่ครั้งสำคัญในเดือนมีนาคม โดยระบุว่าวิกฤตครั้งนี้คือ “แรงกระแทกอุปทานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก” ธนาคารยักษ์ใหญ่ปรับคาดการณ์ราคา Brent เฉลี่ยทั้งปี 2026 ขึ้นเป็น 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จาก 77 ดอลลาร์ก่อนหน้า โดยนักวิเคราะห์ Daan Struyven ระบุว่า Goldman คาดการณ์ว่า Brent จะเฉลี่ยประมาณ 110 ดอลลาร์ผ่านช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน

ทว่าสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม ภาพเริ่มเปลี่ยนแปลง ราคาน้ำมัน WTI ร่วงลงมาอยู่ที่บริเวณ 88.39 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2026 โดยในช่วงสี่สัปดาห์ที่ผ่านมา น้ำมัน WTI สูญเสียมูลค่าไปแล้วกว่า 11.28%

David Oxley หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์จาก Capital Economics ประเมินว่า “ราคาน้ำมันจะมีแนวโน้มลดลงได้ก็ต่อเมื่อพื้นฐานของตลาดน้ำมันปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งดูเหมือนจะยืดออกไปถึงปี 2027”

ทองคำกับ “ปรากฏการณ์ที่ผิดปกติ”: ปลอดภัยแต่ราคาดิ่ง

ปรากฏการณ์ที่นักลงทุนหลายคนรับไม่ได้ในช่วงหลังเกิดวิกฤตคือ ทองคำ — สินทรัพย์ที่ควรพุ่งขึ้นในยามสงคราม — กลับไม่ตอบสนองตามหลักทฤษฎี

ราคาทองคำ ณ วันที่ 4 พฤษภาคม 2026 อยู่ที่ประมาณ 4,584 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลง 0.63% จากการปิดของวันก่อนหน้า แม้ในวันเดียวกันจะมีทั้งเหตุการณ์โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ และข้อมูล ISM Prices Paid ที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2022

ทำไมทองคำถึงไม่ขึ้น? คำตอบซับซ้อนกว่าที่คิด วันที่ 19 มีนาคม 2026 เป็นตัวอย่างชัดเจน เมื่อทองคำดิ่งลง 5.9% มาปิดที่ 4,600.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในขณะที่เงินยิ่งหนักกว่า ร่วงลง 8.2% ปิดที่ 70.902 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งนักวิเคราะห์อธิบายว่าเกิดจาก “Geopolitical Paradox” — สินทรัพย์ปลอดภัยดิ่งพร้อมกับความไม่มั่นคงที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากแรงขายจากการ margin call และท่าทีที่เข้มแข็งของธนาคารกลางทั่วโลก

กลไกเบื้องหลังคือ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงกระตุ้นเงินเฟ้อ ซึ่งบีบให้ธนาคารกลางหลักต้องคงอัตราดอกเบี้ยสูงไว้นานขึ้น แทนที่จะปรับลด ซึ่งโดยปกติจะเอื้อต่อทองคำ ข้อมูล ISM Prices Paid เดือนเมษายน 2026 พุ่งขึ้นถึง 84.6 ซึ่งเป็นการกระโดดขึ้น 25.6 จุดในสามเดือน — ถือเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในประวัติศาสตร์ชุดข้อมูลนี้ ขณะที่ดัชนีการจ้างงานดิ่งลงมาอยู่ที่ 46.4 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของปี 2026 ภาวะ “stagflation” ในภาคการผลิตทำให้เฟดติดกับดัก ไม่สามารถปรับขึ้นหรือลงดอกเบี้ยได้อย่างสะดวก

ทองคำยืนต่ำกว่าระดับก่อนเกิดความขัดแย้งราวหนึ่งในสิบห้า เนื่องจากความกังวลว่าราคาพลังงานที่พุ่งสูงจะกระตุ้นเงินเฟ้อและทำให้ธนาคารกลางหลักคงนโยบายการเงินที่เข้มงวดไว้ยาวนานขึ้น

แต่สถานการณ์ปลายเดือนพฤษภาคมเริ่มพลิก ทองคำในตลาด spot ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 4,446.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันพุธ โดยราคาดิ่งลงพร้อมกับราคาน้ำมันที่ร่วงลง เนื่องจากความคาดหวังเชิงบวกต่อการแก้ไขข้อพิพาททางการทูตเรื่องช่องแคบฮอร์มุซทำให้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยอ่อนตัวลง

ถึงกระนั้น นักวิเคราะห์ระยะยาวมองว่ากรณีพื้นฐานของทองคำยังแข็งแกร่ง Goldman Sachs ยังคงเป้าหมายราคาทองคำปลายปี 2026 ที่ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยให้เหตุผลว่าเมื่อตลาดยอมรับว่าเฟดไม่สามารถเข้มงวดได้เพียงพอที่จะทำลายวงจรนี้ อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงจะลดลงและทองคำจะเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง

เงิน: ดาวเด่นที่มีสองหน้า

เงินในปี 2026 กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่น่าจับตามากที่สุดตัวหนึ่ง เพราะต้องแบกรับแรงดึงจากสองทิศทางที่ขัดแย้งกัน

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2026 เงินพุ่งขึ้นเกือบ 2% ทะลุ 95 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สูงสุดในรอบกว่าหนึ่งเดือน เมื่อความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยพุ่งขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านร่วมกันอย่างรุนแรง ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวอย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ราคาก็ผันผวนตามกระแสการเจรจา เงินในตลาด spot ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 74.545 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงกลางสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม โดยราคาอ่อนตัวลงพร้อมกับทองคำในขณะที่ความหวังต่อการบรรลุข้อตกลงฮอร์มุซเพิ่มขึ้น

นักวิเคราะห์ฝั่งโครงสร้างระยะยาวยังมองบวก หลังจากทะลุกรอบแนวต้านสำคัญด้วยการพุ่งขึ้น 120% ในปี 2025 เงินได้เข้าสู่ช่วง “price discovery” โดยการขาดแคลนอุปทานต่อเนื่องเป็นปีที่ห้าและอุปสงค์จากภาคอุตสาหกรรมที่เร่งตัวขึ้น สนับสนุนเป้าหมายราคาที่เกิน 65 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยธนาคารรายใหญ่คาดการณ์เฉลี่ยไว้ที่ 56-65 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่โมเดลเชิงเทคนิคชี้เป้าสูงกว่าที่ 72 และ 88 ดอลลาร์

ปัจจัยสนับสนุนระยะยาวมาจากทั้งฝั่งพลังงานสะอาด อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งล้วนต้องการเงินเป็นวัตถุดิบ ในขณะที่อุปทานยังตึงตัวต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนสถาบันมองเงินในฐานะ “โอกาสที่ไม่สมมาตรที่น่าสนใจที่สุดในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์” ตามที่นักวิเคราะห์ IG ระบุไว้ในรายงาน Commodities Outlook

ตลาดน้ำมัน: ระหว่างการทูตและการปะทะ

ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม ตลาดน้ำมันอยู่ในสภาวะที่นักเทรดเรียกกันว่า “ยาพิษและยาแก้” อยู่ในข่าวเดียวกัน

วันที่ 26-27 พฤษภาคม มีทั้งข่าวที่สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านเพื่อ “ป้องกันตัว” และในขณะเดียวกันก็มีรายงานว่า Brent ปรับขึ้นหลังอิหร่านขู่จะตอบโต้การละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ตลอดจนข่าว UAE ถอนตัวจาก OPEC

ตลาดฟิวเจอร์ส Brent ดิ่งกลับมาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 98.76 ดอลลาร์ในคืนวันอาทิตย์ ลดลง 4.62% จากวันศุกร์ หลังประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณว่าข้อตกลงกับอิหร่านอาจเป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการตกลงที่เปิดช่องแคบได้ ตลาดพลังงานยังคงต้องเผชิญกับความวุ่นวายอีกหลายเดือน

BMI หน่วยงานของ Fitch Solutions ปรับคาดการณ์ราคา Brent เฉลี่ยปี 2026 ขึ้นเป็น 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จาก 81.50 ดอลลาร์ก่อนหน้า เพื่อสะท้อนภาวะขาดแคลนอุปทาน ระยะเวลาที่ต้องใช้ในการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลาง และหน้าต่างการฟื้นตัวหกถึงแปดสัปดาห์หลังสงคราม

IEA คาดว่าหากการไหลผ่านช่องแคบค่อยๆ ฟื้นคืนตั้งแต่เดือนมิถุนายน อุปทานน้ำมันโลกก็จะทยอยฟื้นตัว ขณะที่การคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันโลกปี 2026 ปรับลดลง 420,000 บาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ 104 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งน้อยกว่าการคาดการณ์ก่อนสงครามถึง 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน

นักวิเคราะห์ประเมินว่าแม้จะมีการหยุดยิงในทันที ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองเดือนก่อนที่การส่งออกจะฟื้นกลับสู่ภาวะปกติ ขณะที่การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้นมาก และความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์จะถูกฝังเป็น “premium ถาวร” ในราคาน้ำมันอ่าวเปอร์เซียแม้หลังการไหลทางกายภาพจะกลับมาเป็นปกติ

เอเชียในศูนย์กลางพายุ: จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และเส้นทางพลังงานใหม่

ประมาณ 84% ของน้ำมันดิบและ 83% ของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซในปี 2024 ล้วนมุ่งหน้าสู่เอเชีย โดยจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้คิดเป็นเกือบ 70% ของการขนส่งน้ำมันทางเรือ

สำหรับมหาอำนาจเอเชีย วิกฤตครั้งนี้ส่งผลสะเทือนโดยตรง บริษัทอย่าง SK Innovation ของเกาหลีใต้และ ENEOS Holdings ของญี่ปุ่นเผชิญกับแรงกดดันต่อมูลค่าหุ้น ขณะที่ Korea Gas Corp กำลังเผชิญฝันร้ายด้านอุปทาน เมื่อเรือบรรทุก LNG ของกาตาร์ยังติดอยู่หลังแนวปิดกั้น

ในทางกลับกัน ผู้ผลิตพลังงานนอก Persian Gulf กลายเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักจากวิกฤตอุปทาน เมื่อผู้ซื้อในเอเชียหันมาหาก๊าซจากบริษัทอย่าง Cheniere Energy ของสหรัฐฯ และ Woodside Energy ของออสเตรเลีย

อินเดียหันไปพึ่งพา “มิตรที่ไว้วางใจ” อย่างรัสเซียในการจัดหาน้ำมัน โดยทั้งสองฝ่ายมุ่งรักษาการค้าพลังงานให้ไหลเวียนต่อเนื่องแม้จะมีแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตร

ผู้นำเข้าหลักในเอเชีย ยุโรป และที่อื่นๆ กำลังประเมินอย่างจริงจังว่าจะลดการพึ่งพาโครงสร้างต่อน้ำมันที่ขนส่งผ่านฮอร์มุซอย่างไร โดยผู้ได้รับประโยชน์หลักจากการกระจายแหล่งซื้อนี้คือผู้ผลิตในแอตแลนติก เบซิน

การคาดการณ์ของ IEA ระบุว่าการเติบโตของอุปทานจากทวีปอเมริกาถูกปรับเพิ่มขึ้นกว่า 600,000 บาร์เรลต่อวันนับตั้งแต่ต้นปี รวมเป็น 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันโดยเฉลี่ย

ผลกระทบต่อไทย: เศรษฐกิจนำเข้าพลังงานกับมรสุมที่กำลังมา

ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางที่สุดในอาเซียนต่อวิกฤตครั้งนี้

ตามข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ปี 2025 ไทยพึ่งพาน้ำมันดิบนำเข้าถึง 92% ของความต้องการรายวัน โดยแหล่งหลักคือตะวันออกกลาง

ฟิลิปปินส์ ไทย มาเลเซีย และบรูไน ถูกระบุว่าเป็นเศรษฐกิจที่เปิดรับความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของน้ำมันดิบมากที่สุด โดยทั้งสี่ประเทศพึ่งพาการนำเข้าถึง 60-95% ของอุปทานน้ำมันดิบ ตามการประเมินของนักเศรษฐศาสตร์จาก ERIA (Economic Research Institute for ASEAN and East Asia)

สถานการณ์ในไทยช่วงต้นเดือนเมษายนรุนแรงถึงขั้น รัฐบาลไทยต้องออกมาชี้แจงถึงการขึ้นราคาเชื้อเพลิง 6 บาทต่อลิตร โดยอ้างถึงราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูง และแรงกดดันต่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของรัฐที่มีการใช้จ่ายไปแล้วกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท โดยมีการไหลออกรายวันราว 2 พันล้านบาท

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เตือนว่ารัฐบาลไม่สามารถรักษานโยบายควบคุมราคาดีเซลได้อีกต่อไป และอาจต้องปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางแบบตรงจุดแทน โดยกล่าวว่า “เราต่อสู้กับตลาดไม่ได้ — ถ้าเราลอง เราจะแพ้”

ผลกระทบต่อเงินเฟ้อไทยยังน่าจับตา แม้ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมีนาคม 2026 จะปรับตัวลดลงเล็กน้อย 0.08% ขยายระยะเวลาภาวะเงินฝืดออกไปเป็นหนึ่งปี แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้ากรอบเป้าหมาย 1-3% เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยดีเซลในประเทศพุ่งขึ้น 36% นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์

United Overseas Bank (UOB) ออกการประเมินเตือนถึงความเสี่ยงเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นสำหรับไทย โดยระบุว่าไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิมีความเปราะบางสูงต่อแรงกระแทกจากภายนอกเหล่านี้ และโปรแกรมอุดหนุนพลังงานของรัฐบาลที่กำหนดเพดานราคาดีเซลสร้างภาระงบประมาณมหาศาลในช่วงราคาน้ำมันสูง ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องสมดุลระหว่างการสนับสนุนการเติบโตและการควบคุมเงินเฟ้อ

ในไทย ยังพบเหตุการณ์ลักลอบขนน้ำมัน โดยตำรวจกำลังสอบสวนกรณีกักตุนน้ำมันในภาคใต้และนำไปขายต่อยังประเทศเพื่อนบ้าน ท่ามกลางการเคลื่อนตัวที่ “ผิดปกติ” ของเรือในพื้นที่

มองไปข้างหน้า: สัญญาณที่นักลงทุนไทยต้องติดตาม

สถานการณ์กรณีฐาน (Base Case)

แม้ว่ารัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ Marco Rubio จะพูดถึง “สัญญาณที่ดีบางประการ” ในการเจรจา แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องคลังสำรองยูเรเนียมของเตหะรานและการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้นตลาดน้ำมันจะยังคงผันผวนตามข่าวการเจรจาในแต่ละวัน

สถานการณ์ทองคำและเงิน

ในระยะสั้น หากข้อตกลงฮอร์มุซมีความคืบหน้า น้ำมันจะดิ่ง ทองคำและเงินอาจลดลงในช่วงแรกเพราะความต้องการ “สินทรัพย์หลบภัย” ลดลง แต่ในระยะกลาง-ยาว Goldman Sachs มองว่าเมื่อตลาดยอมรับว่าเฟดติดกับดักนโยบาย ทองคำจะเร่งตัวกลับขึ้นมาอีกครั้งสู่เป้าหมาย 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปี 2026

คำแนะนำสำหรับนักลงทุนไทย

สำหรับนักลงทุนไทยในปัจจุบัน มีประเด็นสำคัญ 4 ด้านที่ควรติดตาม:

หนึ่ง — ค่าเงินบาทและต้นทุนนำเข้า ราคาน้ำมันที่สูงกดดันดุลการค้าและค่าเงินบาท การอ่อนค่าของบาทต่อดอลลาร์จะยิ่งซ้ำเติมราคานำเข้า ซึ่งกดดันต้นทุนการผลิตภาคอุตสาหกรรม

สอง — หุ้นพลังงานและโรงกลั่นน้ำมัน ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบส่งผลโดยตรงต่อกำไรขั้นต้นของโรงกลั่น บริษัทที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยง (hedging) ที่ดีจะได้เปรียบในช่วงนี้

สาม — ทองคำในรูปแบบ ETF หรือทองรูปพรรณ ภาวะความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเอื้อต่อทองคำในระยะยาว แม้ราคาระยะสั้นจะผันผวนตามข่าวการทูต

สี่ — ธุรกิจที่ต้นทุนพลังงานสูง ภาคการขนส่ง เกษตร และปิโตรเคมี จะยังคงเผชิญกับแรงกดดันต้นทุน ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในที่สุด

บทสรุป: โภคภัณฑ์ในยุคภูมิรัฐศาสตร์ที่พลิกผัน

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซปี 2026 ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในยุคนี้ซับซ้อนกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต ทองคำที่เคยเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” อัตโนมัติในยามสงครามกลับพบกับกับดักนโยบายการเงิน เงินถูกดึงระหว่างแรงขายทำกำไรและความต้องการอุตสาหกรรมระยะยาว ขณะที่น้ำมันกำลังเดินทางจากจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์สู่การแกว่งตัวตามสัญญาณการทูตที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน

แม้ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดอีกครั้ง ผลกระทบเชิงโครงสร้างของการหยุดชะงักปี 2026 มีแนวโน้มที่จะฝังตัวในราคาตลาดไปอีกหลายปี และความน่าเชื่อถือของซาอุดีอาระเบียและ UAE ในฐานะผู้ผลิตที่มีเสถียรภาพสูงสุดถูกกัดเซาะอย่างมีนัยสำคัญจากเหตุการณ์ครั้งนี้

สำหรับนักลงทุนไทย สัปดาห์ที่จะมาถึงยังคงต้องติดตามความคืบหน้าการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าราคาน้ำมัน ทองคำ และเงิน จะเดินทางไปในทิศทางใดในช่วงครึ่งหลังของปี 2026

Similar Posts

  • คู่มือ AFP รับมือความผันผวนธุรกิจ: วิเคราะห์เชิงลึกการสร้าง Financial Resilience ในโลกที่ไม่แน่นอน

    ในอดีต หลายองค์กรอาจมองความผันผวนทางธุรกิจเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว เช่น วิกฤตเศรษฐกิจโลกหรือปัญหาซัพพลายเชนที่เกิดเฉพาะช่วงเวลา แต่ในปัจจุบัน ความผันผวนได้กลายเป็น “สภาพแวดล้อมถาวร” ที่ธุรกิจต้องเผชิญอยู่ตลอดเวลา แรงกดดันจากหลายปัจจัย เช่น ภาวะเงินเฟ้อ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่แน่นอน ทำให้องค์กรไม่สามารถใช้วิธีคิดแบบเดิมที่เน้นการวางแผนระยะยาวแบบตายตัวได้อีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ Association for Financial Professionals จึงได้จัดทำคู่มือ “AFP FP&A Guide to Navigating Business Turbulence” เพื่อเป็นแนวทางเชิงกลยุทธ์และเชิงปฏิบัติ สำหรับองค์กรที่ต้องการเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอน และสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินอย่างยั่งยืน Financial Resilience: มากกว่าการเอาตัวรอด แนวคิด “Financial Resilience” ไม่ได้หมายถึงเพียงการอยู่รอดในช่วงวิกฤต แต่หมายถึงความสามารถขององค์กรในการ “ยืนหยัดและเติบโต” แม้ต้องเผชิญกับความผันผวน องค์กรที่มี Financial Resilience จะมีความสามารถในหลายด้าน ได้แก่: วิเคราะห์เชิงลึก องค์กรที่มี resilience สูง มักมีโครงสร้างที่ “ยืดหยุ่น” มากกว่าบริษัททั่วไป เช่น: ในทางกลับกัน…

  • | |

    วอลล์สตรีททำนิวไฮ 4 วันติด S&P 500 ทะลุ 7,700 ดาวโจนส์พุ่ง 900 จุด

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ในการซื้อขายวันอังคารที่ 4 สิงหาคม โดยดัชนี S&P 500 บวก 1.79% ปิดที่ 7,736.52 จุด ทำสถิติปิดสูงสุดใหม่แซงระดับเดิมของเดือนมิถุนายน ขณะที่ดาวโจนส์ทะยาน 907.47 จุด หรือ 1.71% ปิดที่ 54,085.88 จุด และแนสแด็กคอมโพสิตพุ่งแรงสุด 2.59% ปิดที่ 26,584.99 จุด แรงขับเคลื่อนหลักมาจากความหวังว่าสหรัฐฯ กับอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง กดราคาน้ำมันดิบร่วงแรง ประกอบกับผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทเทคโนโลยีกลุ่ม AI ที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาด นำโดย Palantir ที่พุ่งเกือบ 30% ในวันเดียว ปลุกความเชื่อมั่นว่าดีมานด์ปัญญาประดิษฐ์ยังไม่แผ่ว ภาพรวมตลาด: แรลลีสี่วันติดพาวอลล์สตรีทกลับสู่โหมด Risk-On บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยง (risk-on) อย่างเต็มรูปแบบในช่วงต้นเดือนสิงหาคม หลังผ่านเดือนกรกฎาคมที่เต็มไปด้วยความผันผวน โดยเฉพาะจากความกังวลว่ากระแสการลงทุนใน AI อาจกำลังชะลอตัว การปิดตลาดวันอังคารถือเป็นวันที่ 4…

  • |

    เศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลัง 2026: จ้างงานสหรัฐสะดุด เงินเฟ้อหนืด ธนาคารกลางแยกทาง

    ตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่ครึ่งปีหลังของปี 2026 ด้วยภาพที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง ด้านหนึ่งตลาดหุ้นสหรัฐทำสถิติสูงสุดใหม่ในบางดัชนี ทองคำดีดตัวกลับ และราคาน้ำมันดิ่งลงจนคลายแรงกดดันเงินเฟ้อ แต่อีกด้านหนึ่งตัวเลขการจ้างงานล่าสุดกลับส่งสัญญาณว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มสะดุด ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบกว่า 3 ปี ท่ามกลางฉากหลังนี้ ธนาคารกลางรายใหญ่ของโลกกำลังเดินสวนทางกันอย่างชัดเจน โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ภายใต้ประธานคนใหม่ยืนดอกเบี้ยสูงและเปิดช่องขึ้นดอกเบี้ย ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นตัวแปรที่นักลงทุนไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด สัปดาห์สุดท้ายก่อนวันหยุดชาติสหรัฐ (Independence Day) กลายเป็นช่วงเวลาที่อัดแน่นด้วยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนมิถุนายนที่ออกมาต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ตลาดต้องปรับมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยเฟดใหม่ทั้งหมด CNBC รายงานว่าตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอลงช่วยลดความกังวลว่าเฟดจะรีบขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงกลับมาผ่อนคลายในช่วงท้ายสัปดาห์ บทความนี้จะพาผู้อ่านไล่เรียงภาพใหญ่ตั้งแต่ตลาดแรงงานสหรัฐ นโยบายการเงินของเฟดและ ECB ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันและทองคำ ไปจนถึงคำถามเรื่องฟองสบู่หุ้นเทคโนโลยี ก่อนจะประเมินว่าทั้งหมดนี้จะส่งผลต่อพอร์ตการลงทุนของคนไทยอย่างไร ตลาดแรงงานสหรัฐส่งสัญญาณอ่อนแรง จ้างงานมิถุนายนต่ำสุดในรอบ 4 เดือน หัวใจของสัปดาห์นี้อยู่ที่รายงานการจ้างงานเดือนมิถุนายน ซึ่งสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) เปิดเผยว่าเศรษฐกิจสหรัฐสร้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ในโพลของ Dow Jones คาดไว้ที่ราว 110,000–115,000 ตำแหน่งอย่างมาก และถือเป็นการเพิ่มขึ้นที่น้อยที่สุดในรอบ…

  • พอร์ตการลงทุนปี 2026: ETF ตราสารหนี้-ตลาดเกิดใหม่ บทเรียนและโอกาสที่นักลงทุนไทยไม่ควรมองข้าม

    ปี 2026 กำลังพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับนักลงทุนทั่วโลกที่ต้องการจัดสรรพอร์ตให้รับมือกับความผันผวนจากสงครามการค้า ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และวัฏจักรดอกเบี้ยที่กำลังเปลี่ยนทิศ สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดในช่วงครึ่งแรกของปีนี้คือ เงินทุนกำลังไหลออกจากสินทรัพย์สหรัฐฯ ขณะที่ ETF ตราสารหนี้และตลาดเกิดใหม่กำลังดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนสถาบันและรายย่อยอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายปี CNBC รายงานว่า การถกเถียงเรื่อง “Sell America” และการหมุนเวียนเงินทุนออกจากตลาดสหรัฐฯ กำลังผลักดันให้พอร์ตการลงทุนขยายตัวไปสู่ทั้งหุ้นและพันธบัตรต่างประเทศ โดย Joanna Gallegos ผู้ร่วมก่อตั้ง BondBloxx บริษัท ETF ตราสารหนี้ ระบุในรายการ “ETF Edge” ว่า “พื้นที่ที่ทำผลตอบแทนได้ดีที่สุดในตราสารหนี้ทั้งปีที่แล้วและปีนี้จนถึงปัจจุบัน คือตลาดเกิดใหม่” และยกตัวอย่างว่า iShares JPMorgan USD Emerging Markets Bond ETF (EMB) สร้างผลตอบแทนกว่า 13% ในปี 2025 บทความนี้รวบรวมและวิเคราะห์ภาพรวมจากรายงานของสำนักข่าวการเงินชั้นนำระดับโลก เพื่อให้นักลงทุนไทยเข้าใจทิศทางของตลาดและสามารถปรับกลยุทธ์พอร์ตได้อย่างมีข้อมูลรองรับ 1. ปี 2025 สร้างบทพิสูจน์: ตลาดเกิดใหม่พิชิตทุกคลาสสินทรัพย์ หากมองย้อนกลับไปยังปี 2025 ซึ่งเป็นปีฐานของการตัดสินใจลงทุนปัจจุบัน ตลาดเกิดใหม่แสดงผลงานที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง…

  • |

    ราคาน้ำมัน ทองคำ เงิน ผันผวนหนัก สงครามอิหร่านเขย่าตลาดโภคภัณฑ์โลก 2569

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เผชิญกับความปั่นป่วนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ตั้งแต่ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในบางช่วง ไปจนถึงทองคำที่ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่เกือบ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม ก่อนจะร่วงลงมากกว่า 16% ในเวลาต่อมา สาเหตุหลักทั้งหมดสามารถย้อนกลับไปยังจุดเดียวกัน นั่นคือสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงพลังงานให้กับโลกถึงราว 20% ของอุปทานพลังงานทั้งหมด ช่องแคบฮอร์มุซ: ชนวนวิกฤตพลังงานโลก เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ตลาดพลังงานโลกเข้าสู่ภาวะตึงเครียดที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ยุควิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียทั้งซาอุดีอาระเบีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิรัก ถูกปิดกั้นอย่างแท้จริง ส่งผลให้ผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางต้องระงับการผลิตรวมกันถึง 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามรายงานของ Energy Aspects Al Jazeera รายงานว่าในช่วงปลายเดือนเมษายน ราคาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 6.95% แตะ 106.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่เบรนท์ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงระหว่างประเทศปรับตัวขึ้น 6.08% มาที่ 118.03…

  • |

    ดอลลาร์สะดุดหลังจ้างงานพลิกโผ เยนดิ่งรอบ 40 ปี บาททะลุ 33 บาท

    กลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลกผันผวนที่สุดของปี เมื่อดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (Dollar Index หรือ DXY) ที่เพิ่งพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 13 เดือนช่วงต้นสัปดาห์ กลับพลิกอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐเดือนมิถุนายนออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ จุดชนวนให้นักลงทุนทั่วโลกต้องประเมินเส้นทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กันใหม่ทั้งกระดาน ในเวลาเดียวกัน เงินเยนญี่ปุ่นก็ยังคงตกอยู่ในภาวะอ่อนค่าที่สุดในรอบเกือบสี่ทศวรรษ จนทางการโตเกียวต้องส่งสัญญาณเตือนการแทรกแซงตลาดแทบทุกวัน ขณะที่เงินยูโรแกว่งตัวในกรอบแคบหลังธนาคารกลางยุโรป (ECB) ขึ้นดอกเบี้ยสวนกระแสโลก และเงินบาทไทยอ่อนค่าทะลุแนว 33 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางเศรษฐกิจในประเทศที่ยังเปราะบางและส่วนต่างดอกเบี้ยที่ถ่างกว้างกับสหรัฐ รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปถอดรหัสแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังการเคลื่อนไหวของสี่สกุลเงินหลัก ได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐ เยนญี่ปุ่น ยูโร และบาทไทย พร้อมประเมินปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามในตะวันออกกลางที่ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ และวิเคราะห์ผลกระทบที่จับต้องได้ต่อนักลงทุนและผู้ประกอบการไทย 1. ดอลลาร์สหรัฐ: จากจุดสูงสุดรอบ 13 เดือน สู่การถอยทัพหลังตลาดแรงงานสะดุด ภาพรวมของค่าเงินโลกในสัปดาห์นี้แทบทั้งหมดหมุนรอบตัวเลขเดียว นั่นคือ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐประจำเดือนมิถุนายน ซึ่งสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) รายงานว่าเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ในตลาดคาดการณ์ไว้ที่ราว 110,000 ตำแหน่งอย่างมาก และยังเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบสี่เดือน ที่สำคัญไม่แพ้กันคือการปรับทบทวนตัวเลขย้อนหลัง โดย…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *