“ไพ่ใบใหม่ในสนามรบ”: สหรัฐฯ–อิหร่านยกระดับสงครามคำพูด ท่ามกลางการเจรจาสันติภาพที่ยังไร้ทิศทาง
สหรัฐอเมริกาและอิหร่านได้ยกระดับ “สงครามคำพูด” ระหว่างกันอย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางสถานการณ์หยุดยิงชั่วคราวที่ยังเปราะบางและกำลังจะหมดอายุลงในไม่ช้า โดยทั้งสองฝ่ายต่างพยายามเพิ่มแรงกดดันและเดิมพันทางการเมืองก่อนที่จะมีความพยายามครั้งที่สองในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และความไม่ไว้วางใจที่ยังฝังลึกระหว่างทั้งสองประเทศ
โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาของอิหร่าน ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้นผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันอังคาร โดยวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่ากำลัง “ปิดล้อมและละเมิดข้อตกลงหยุดยิง” พร้อมทั้งกล่าวหาว่าสหรัฐฯ พยายามเปลี่ยนโต๊ะเจรจาให้กลายเป็น “โต๊ะยอมจำนน” หรือใช้เป็นข้ออ้างในการกลับไปสู่การทำสงครามอีกครั้ง คำกล่าวนี้ไม่เพียงเป็นการตอบโต้เชิงการเมือง แต่ยังสะท้อนมุมมองของอิหร่านที่มองว่าสหรัฐฯ ใช้การเจรจาเป็นเครื่องมือกดดันมากกว่าการหาทางออกอย่างแท้จริง
กาลิบาฟยังส่งสัญญาณว่าอิหร่านมี “อำนาจต่อรองใหม่” ในสถานการณ์เผชิญหน้าครั้งนี้ โดยกล่าวว่า “ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้เตรียมเปิดเผยไพ่ใบใหม่ในสนามรบ” แม้จะไม่ได้อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม แต่คำพูดดังกล่าวสามารถตีความได้ว่าอิหร่านอาจมีมาตรการทางทหาร เทคโนโลยี หรือยุทธศาสตร์ใหม่ที่พร้อมจะนำมาใช้ ซึ่งอาจเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับสถานการณ์มากขึ้น พร้อมย้ำจุดยืนว่า “เราไม่ยอมรับการเจรจาภายใต้เงาของการคุกคาม” ซึ่งสะท้อนถึงการปฏิเสธแรงกดดันจากภายนอกอย่างชัดเจน
ถ้อยแถลงที่รุนแรงขึ้นนี้เกิดขึ้นหลังจากทรัมป์ได้ออกมาขู่ซ้ำว่าจะใช้กำลังทหารอย่างหนักหน่วงโจมตีอิหร่าน หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ โดยถึงขั้นกล่าวว่า “ระเบิดจำนวนมากจะเริ่มถูกทิ้ง” คำขู่เช่นนี้ยิ่งทำให้บรรยากาศการเจรจาตึงเครียด และเพิ่มความเสี่ยงที่สถานการณ์จะลุกลามไปสู่ความขัดแย้งทางทหารเต็มรูปแบบ
ในขณะเดียวกัน สถานะของการเจรจาสันติภาพในอนาคต รวมถึงรายละเอียดสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ กลับยิ่งคลุมเครือมากขึ้น โดยทรัมป์เองมีท่าทีที่เปลี่ยนไปมา ระหว่างการใช้วาทะเชิงข่มขู่กับการแสดงความพร้อมที่จะกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง สะท้อนถึงความไม่แน่นอนในนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของทั้งพันธมิตรและฝ่ายตรงข้าม
มาร์ค ซีเวอร์ส อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำโอมาน ให้ความเห็นว่า “นี่คือโอกาสสุดท้ายในการบรรลุข้อตกลงก่อนที่การหยุดยิงจะหมดอายุ” พร้อมเตือนว่าความเสี่ยงมีสูงมาก หากทรัมป์ตัดสินใจเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารอีกครั้ง โดยเฉพาะการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอิหร่าน เช่น โรงไฟฟ้าและสะพาน ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งในด้านมนุษยธรรมและเศรษฐกิจในวงกว้าง
ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดขึ้นในช่วงที่คณะผู้แทนของสหรัฐฯ กำลังเตรียมเดินทางกลับไปยังกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน เพื่อเข้าร่วมการเจรจารอบที่สอง อย่างไรก็ตาม อิหร่านได้ปฏิเสธหลายครั้งว่าจะไม่เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว แม้จะมีรายงานจาก The New York Times ว่าคณะผู้แทนจากเตหะรานมีแผนเดินทางไปยังอิสลามาบัดเช่นกัน ซึ่งสะท้อนถึงความสับสนและความไม่ชัดเจนของสถานการณ์ทางการทูต
การเจรจารอบแรกที่จัดขึ้นก่อนหน้านี้ในอิสลามาบัด นำโดยรองประธานาธิบดี JD Vance และทูตพิเศษของสหรัฐฯ อย่าง Steve Witkoff และ Jared Kushner ได้สิ้นสุดลงโดยไม่มีข้อสรุป โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญอย่างโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งยังคงเป็นปมขัดแย้งหลัก
ทั้งสองประเทศได้ตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน แต่ตลอดช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ ข้อตกลงดังกล่าวกลับถูกท้าทายอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าละเมิดเงื่อนไข ขณะที่ทรัมป์ระบุว่าการหยุดยิงจะหมดอายุในเย็นวันพุธตามเวลาวอชิงตัน และมีแนวโน้มว่าจะไม่ขยายเวลาออกไป นอกจากนี้ เขายังระบุว่าจะไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าจะมีข้อตกลงกับอิหร่าน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญด้านพลังงานโลก
เมื่อถูกถามว่าหากไม่มีข้อตกลงจะเกิดการสู้รบทันทีหรือไม่ ทรัมป์ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมคาดว่าจะเป็นเช่นนั้น” ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลต่อสถานการณ์ในระยะสั้น
ในแง่ของการเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้น ผู้เชี่ยวชาญมองว่าผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดอาจเป็นเพียง “แผนที่นำทางทางการทูต” มากกว่าข้อตกลงสันติภาพถาวร โดยคอร์เนเลีย เมเยอร์ ซีอีโอของ Meyer Resources ชี้ว่าการคาดหวังข้อตกลงสันติภาพจริงในระยะสั้นอาจเป็นเรื่องเกินจริง พร้อมยกตัวอย่างข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ที่ต้องใช้เวลานานกว่าสองปีในการเจรจา
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังมองว่าสหรัฐฯ อาจเสียเปรียบในโต๊ะเจรจา เนื่องจากทีมเจรจาของอิหร่านมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญสูง ในขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ อาจขาดบุคลากรที่มีความชำนาญด้านการทูตระหว่างประเทศในระดับเดียวกัน หากไม่สามารถจัดทีมผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสมได้ ก็อาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือชะตากรรมของยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน ซึ่งยังคงเป็นจุดขัดแย้งหลัก โดยทรัมป์อ้างว่าอิหร่านตกลงจะโอนยูเรเนียมให้สหรัฐฯ แต่ถูกอิหร่านปฏิเสธทันที
ในขณะเดียวกัน ความตึงเครียดยังลุกลามไปยังช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซประมาณ 20% ของโลก โดยทั้งสองฝ่ายมีความขัดแย้งอย่างรุนแรงเกี่ยวกับการควบคุมเส้นทางดังกล่าว สหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน ขณะที่อิหร่านยืนยันการควบคุมทางทหารในพื้นที่
เหตุการณ์ล่าสุดยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เมื่อกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านกล่าวหาว่าสหรัฐฯ โจมตีเรือพาณิชย์ของอิหร่าน และเรียกร้องให้ปล่อยตัวลูกเรือ ขณะเดียวกัน กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ยิงและยึดเรือบรรทุกสินค้าของอิหร่านที่พยายามฝ่าการปิดล้อม ส่วนอิหร่านก็ได้ยิงใส่เรือสองลำที่พยายามผ่านช่องแคบ ทำให้สถานการณ์เข้าใกล้จุดปะทะมากขึ้นเรื่อย ๆ
นักวิเคราะห์ด้านการเงินเตือนว่า หากสถานการณ์บานปลาย โดยเฉพาะหากเกิดการปะทะทางทหารในช่องแคบฮอร์มุซ อาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกเข้าสู่ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (risk-off) ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน
โดยสรุป สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในขณะนี้อยู่ในจุดเปราะบางอย่างยิ่ง การตัดสินใจในช่วงเวลาไม่กี่วันข้างหน้าอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางของภูมิรัฐศาสตร์โลก ทั้งในด้านความมั่นคง พลังงาน และเศรษฐกิจ ซึ่งทั่วโลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด
